ซังฮี้ ดีทวีคูณ

         นำ เรื่องมายิกเกี่ยวกับสัญลักษณ์มาเล่าในฉบับนี้ เนื่องจากทาง คุณอัมรินทร์ ขอให้เขียนประชาสัมพันธ์ งานการกุศล  และยังให้ออกแบบวัตถุมงคลด้วย มี เงื่อนไข ของการเป็นศาสตร์คติชน โบราณแบบผสมผสานและให้ผู้รับเกิดความรู้สึก “ดี “ ทันทีที่เห็นวัตถุมงคลนี้  ซึ่งเป็นการสร้าง  “จิตกุศล” หรือ “จิตเกษม” แก่บุคคลนั้น  เพราะทันที ที่คิด  กรรมก็เริ่มทำงานแล้ว   คิดดี ย่อมทำดีและต้องได้ดี อย่างแน่นอน ทั้งรายได้ก็เข้าการกุศลเต็มเม็ดเต็มหน่วย ซึ่งนับเป็นเรื่องดี  จึงค้นคว้าเรื่องศาสตร์มายิก ต่างๆ เพื่อออกแบบอยู่ในช่วงตรุษจีนพอดี ก็เลยค้นเรื่อง มายิกจีนๆ  ก็พบว่า มีมงคลสัญลักษณ์ของชาวจีน  อันหนึ่งที่น่าสนใจ  เพราะถูกชาวจีนใช้เพื่อความเป็นมงคลมาอย่างยาวนาน  และก็ยังใช้กันอย่างต่อเนื่อง  ก็คือ สัญลักษณ์ที่เรียกกันว่า  มงคลคู่  หรือ  ซังฮี้    และจัดว่ายอดนิยมมากสัญลักษณ์หนึ่ง  นิยมใช้ ในพิธีแต่งงานของชาวจีน เป็นอักษรมงคลที่ประดิษฐ์สร้างขึ้นมาจากคติความเชื่อและวัฒนธรรมแบบจีน ดังนั้น จึงนิยมเรียกคำนี้ว่า “ซวงสี่” ซึ่งแปลว่า “มงคลคู่” หรือ “ มงคลซ้อนมงคล” แปลง่ายๆว่า ดีกับดี หรือ ดีแล้วดีอีก  ในการแต่งงานหมายถึงการรักใคร่ปรองดอง โดยที่งานแต่งงานมัก  มีความสุขทั้งฝ่ายเจ้าบ่าวและเจ้าสาว   แต่คนไทยจะคุ้นเคยกับสัญลักษณ์นี้ด้วยสำเนียงเสียงเรียกแบบแต้จิ๋วว่า “ซังฮี้” มากกว่า ดังเช่น ชื่อ “สะพานกรุงธน” ซึ่งเป็นสะพานข้ามแม่น้ำเจ้าพระยาที่เชื่อมระหว่างฝั่งธนกับกรุงเทพฯ มักเรียกว่า “สะพานซังฮี้” (ดีทั้งสองฝั่ง)
        คำว่า ไม่มีอักษรตัวนี้ปรากฏอยู่ในพจนานุกรมจีน แต่เป็นการออกแบบประดิษฐ์ตัวอักษรแบบจีน(อักษรหรือสัญลักษณ์มงคลตามที่เคยเขียนถึง )โดยสร้างจากอักษรจีนคำว่า “สี่” แปลว่า ยินดี ,ดีใจ, มีความสุข เมื่ออักษร“สี่” จำนวน๒ ตัวมา ผสมรวมกัน เชื่อมต่อกันจนกลายเป็นคำ ๆ เดียว ว่า มีลักษณะแปลกไปจากตัวอักษรจีนตัวอื่น ๆ แต่มีความหมายน่าสนใจยิ่ง
            ความเป็นมาของ  ซวงสี่ หรือ ซังฮี้นี้มีประวัติเล่าว่าในสมัยของราชวงศ์ซ่ง มีบัณฑิตหนุ่มนามว่า หวังอันสือ (ซึ่งต่อมาภายหลังได้เป็นมหาเสนาบดีคนสำคัญในสมัยราชวงศ์ซ่ง) เดินทางเข้าเมืองหลวงเพื่อสอบเข้ารับราชการ ภายหลังเสร็จสิ้นการสอบก็ได้โชคชั้นที่หนึ่ง คือไปต้องตาต้องใจ มหาเศรษฐีท่านหนึ่ง ถึงกับยอมยกลูกสาวให้ เรียกตามสำนวนไทยว่า “หนูตกถังข้าวสาร”   ในวันแต่งงานก็ปรากฏว่า มีคนมาแจ้งข่าว่า หวังอันสือ สามารถสอบได้ตำแหน่งจอหงวนหรือจ้วงเอวี๋ยน    เรื่องโชคดีทั้งสองเกิดขึ้นซ้อน ๆ กัน ทำให้ หวังอันสือ ขณะที่กำลังจะเขียนอักษรคำว่า “สี่” ที่แปลว่ายินดีเพื่อปิดไว้ที่ประตูบ้าน จึงได้เขียนอักษรยินดี“สี่” ซ้อนติดกันอีก เชื่อมต่อกันจนเป็น เมื่อชาวบ้านพบเห็นก็เกิดความชอบใจและเห็นว่า อักษรนี้ช่างเป็นมงคลนัก เพราะหมายถึงโชคถึงสองชั้น ซึ่งใครๆก็อยากมีบ้าง นับตั้งแต่บัดนั้นเป็นต้นมาจึงถูกนำไปใช้เป็นสัญลักษณ์มงคล  เรื่อยมาจนถึงปัจจุบัน

            สัญลักษณ์  มักถูกนำมาใช้ในงานมงคล มากมาย  ซึ่งที่พบเห็นมากที่สุดก็คือ งานแต่งงาน เชื่อว่า อักษรสี่ ทั้งสองตัวนั้นมีความหมายว่า  มีความสุขทั้งเจ้าบ่าวเจ้าสาว      นอก จากนี้  ก็ยังไปใช้ในงานมงคลมากมายหลายงานโดยสื่อถึง โชคดีไม่หยุดแบบ มีโชคแล้วมีโชคอีกไม่ได้สื่อความหมายว่า มีโชคแค่สองครั้งแต่หมายถึงการมีโชคครั้งที่สาม  ครั้งสี่ และครั้งต่อๆไปด้วย  เพราะโชคที่มีไปแล้วจะถูกนับเป็นหนึ่งเสมอ นอกจากนี้ก็ยังมีความหมายถึงกิจการที่ รุ่งเรืองจึง มีการนำไปทำ  ตราสินค้าหรือยี่ห้อ   ที่คุ้นตาคนไทยสมัยก่อนก็คือ ไม้ขีดไฟ   ลายบนขนมมงคลที่ใช้ในงานแต่งงาน  ขนมเปี๊ยะ   การ์ดแต่งงาน ฯ                

          ทางศาสตร์ มายิกเกี่ยวกับพลังสัญลักษณ์เชื่อกันว่าสัญลักษณ์   ซังฮี้ มีพลังดึงดูดเพศตรงข้ามที่รุนแรง เนื่องจากพบเห็นในงานแต่งงาน เป็นพันปี  สัญลักษณ์นี้ได้ซึมซับเอาพลังแห่งการสมหวังในความรักของหนุ่มสาวนับล้านๆคู่มาไว้อย่างเต็มเปี่ยม  จึงเสมือนยันต์หรือฮู้สำเร็จแบบหนึ่ง  ซึ่ง การนำมาติดตัว ก็เชื่อว่า ทำให้บุคคลนั้นประสบแต่โชคดี  และ ประสบความสำเร็จตามที่มุ่งหวัง  นอกจากนี้พลังอำนาจของสัญลักษณ์ซังฮี้  เชื่อว่า มันซึมซับพลังรักของหนุ่มสาว มานับพันปี จึงเสมือนหนึ่งมีชีวิต หาก บ่นบอกเล่าเรื่องความหวังต่างๆหรือ  สิ่งที่ปรารถนา กับมันบ่อยๆ ก็จะเหนี่ยวนำความสมหวังให้มาหา  มีเคล็ดง่ายๆว่า สัญลักษณ์เป็นสีแดง หรือใช้ฉากสีแดงมาประกอบคำอธิษฐาน  
     การทำสัญลักษณ์ของซังฮี้หรือ ซวงสี่   ในปัจจุบันจะมีการประดิษฐ์ลวดลาย กันหลายแบบหลากศิลปะโดยมากที่พบจะเป็นลักษณะของศิลปะการตัดกระดาษของชาวจีน   แน่นอนว่า ยังคงใช้สีแดงสด ที่มีความหมายถึงการเป็นมงคลมากกว่าสีอื่นๆ  แต่หากทำด้วยวัสดุอื่นก็จะใช้สีแดง มาวางเป็นพื้น แล้วเพ่งคำอธิษฐานลงไป  ซึ่งไม่รู้เหมือนกันว่าใครคือต้นคิด วิธีการนี้ เพราะเล่าต่อๆกันมา แต่ก็ทดลองทำกันแล้วได้ผลดี ก็เลยนำมาบอกเล่าแบบเอาของดีมาแบ่งปันกันใช้  ลองดูแล้วจะรู้เอง
       สำหรับตัวอักษรสี่ที่หมายถึง “ยินดี” ทั้งสองตัวแต่ดั้งเดิมเขาจะเขียนแยกเป็นตัวๆไป     ต่อมาก็มีการเชื่อมต่อระหว่างตัวอักษร เนื่องจากความที่มันเป็นอักษรเชิงสัญลักษณ์มาแต่แรกเริ่ม จึงไม่สามารถบอกว่าผิดหรือถูก ตามหลักภาษา ขึ้นกับว่า มันถูกใช้สื่อความหมายตามที่ต้องการ ได้หรือไม่?  ส่วนผลทางมายิกนั้นก็จะขึ้นกับผู้สร้างว่ามีความสามารถ ในการทำให้อักษรเหล่านั้นมีอำนาจได้มากน้อยเพียงใดโดยจะนับถือว่า อักษร เปรียบเสมือนบุคคลๆหนึ่ง  “ยันต์จีน ที่เรียกว่า ฮู้”  จะมีโครงสร้างหรือ วิธีคิดของกำเนิดของอักษรยันต์คล้ายวิชา  นะวิเศษ   ของชาวสยามภาคกลางลุ่มน้ำเจ้าพระยา  อักขระหนึ่งตัวคือ หนึ่งชีวิตหนึ่งจิตวิญญาณศักดิ์สิทธิ์   บางครั้งอักษร ซังฮี้ที่ดูเหมือนคนก็จะถูกใช้ในการจูงจิตด้วย ซึ่งแตกต่างจาก เป้าประสงค์เดิมที่นำมาใช้ ในการ สร้าง ทัศนคติ เกี่ยวกับวิถีชีวิตที่กำลังจะดีขึ้น และดีต่อๆไป



             ซั้งฮี้ เป็นมายิกจีน ที่มีความโดดเด่น ถึงการสื่อความหมายของแรงปรารถนาในใจมนุษย์   มีความเป็นสากลใน อัตลักษณ์แบบจีนคติ   ผลของมันคือเกิดจากความต้องการของมนุษย์ที่จะพัฒนา ไปสู่ตัวตนที่สมบูรณ์ และ  การ สืบต่อ ไปอย่างไม่สิ้นสุด ทำให้ สังคม และชาติพันธุ์ของมนุษย์ดำรงอยู่จนทุกวันนี้  เราอาจเรียก แรงปรารถนาว่า “ตัณหา” คือความอยาก  หากยังเป็นปุถุชน ก็ต้อง เป็นไปตามความอยาก ที่จะทักทอตัวมันไปเรื่อยๆอย่างไม่สิ้นสุด  ศาสนา  สอนมนุษย์ให้ละความอยาก คือตัณหา    แต่มายิกอาจเห็นกลับทาง ที่สอนให้รู้จักตัณหา หรือความอยาก โดยไม่ตกเป็นทาส ของมัน  และต่อยอด  สอนให้รู้จักใช้ “ตัณหา หรือกิเลส”ให้เกิดประโยชน์ 
        “ซังฮี้” เป็นมายิกและคติชนที่มีมาอย่างยาวนาน และได้ผล  ทั้งดำรงอยู่ต่อไป ตราบเท่าที่ มนุษย์ ยังคือปุถุชน ที่ต้องการชีวิตแบบ  “รักสมหวัง   ทรัพย์สมปอง”.........สวัสดี



ผนังมังกร กำแพงพยัคฆ์ หรือ “หลงเฉียงหู่ปี้”แต่ดั้งเดิมเป็นคติทางความเชื่อที่มีปรากฏเฉพาะในการสร้างศาลเจ้าหรือเทวสถานที่ต้องการพลังอำนาจจากฟ้าดิน   การสร้างศาลเทพเจ้าอันเป็นที่สถิตย์อำนาจจากเทพเจ้าหรือเซียนวิเศษ เพื่อให้ผู้คนมากราบไหว้สักการะขอพรนั้น มีปรากฏอยู่ทั่วไปในประเทศจีนและในทุก ๆ ที่ที่มีคนจีนอาศัยอยู่ คุณค่าแห่งศาลเจ้าจึงเป็นเสมือนดั่งที่พึ่งทางใจที่ใกล้ชิดกับชาวบ้านมากที่สุด ปกติแล้วเมื่อเข้าสู่ศาลเจ้าจีน จะสามารถพบเห็นสัญลักษณ์สิริมงคลตามจุดต่าง ๆ บนงานศิลปะ จิตรกรรม ประติมากรรม และสถาปัตยกรรม อันเป็นสัญลักษณ์เชิงอำนวยพรให้แก่ผู้ที่มากราบไหว้บูชาสิ่งศักดิ์สิทธิ์ภายในศาล แต่มีอยู่สิ่งหนึ่งที่น้อยคนนักจะเข้าใจในความหมาย นั้นก็คือ สัญลักษณ์รูปมังกรและเสือที่ปรากฏ ณ ปากทางเข้าสู่บริเวณภายในศาลเจ้า ซึ่งเรียกบริเวณตรงจุดนี้ว่า “ผนังมังกร” หรือ “หลงเฉียง” และ “กำแพงพยัคฆ์” หรือ “หู่ปี้” สัญลักษณ์รูปปฏิมากรรม “ผนังมังกร กำแพงพยัคฆ์” นี้เปรียบเสมือนสัตว์วิเศษแห่งพลังอำนาจผู้คอยอารักขาสิ่งศักดิ์สิทธิ์ แต่มีจุดเด่นที่เป็นเอกลักษณ์ของผนังกำแพงทั้งสองด้านก็คือ   ผนังมังกรจะสร้างเป็นรูป “มังกรชิงไข่มุก” หรือ “ซวงหลงเฉี่ยงจู” โดยมากจะเป็นพญามังกรสองตัวโรมรันพันตูกลางมหาสมุทรเพื่อชิงไข่มุกวิเศษ ด้านบนจะต้องปรากฏเป็นรูปก้อนเมฆ และด้านล่างต้องเป็นห้วงท้องทะเลและเกลียวคลื่น ผนังมังกรในศาลเจ้านี้จึงเป็นสัญลักษณ์ หมายถึง “เมฆ”  ส่วนกำแพงพยัคฆ์    จะสร้างเป็นรูป “แม่เสือและลูกเสือ” หรือ “หมูหู่จี๋เสียวหู่”ในภาพจะเป็นรูปของแม่เสือที่กำลังกระโจนโลดแล่นไปกับเจ้าลูกเสือตัวน้อย ฉากหลังจะสร้างเป็นรูปต้นสนที่แกว่งไกวไปกับสายลมที่พัดผ่าน กำแพงพยัคฆ์ในศาลเจ้านี้จึงเป็นสัญลักษณ์หมายถึง “ลม”ผนังกำแพงทั้งสองด้านจึงเป็นสัญลักษณ์ที่หมายถึง “เมฆนำพามาซึ่งมังกร ลมนำพามาซึ่งพยัคฆ์” เมฆและลม (หวินฟง ) ยังสามารถสลับได้เป็น “ฟงหวิน” อันหมายถึงลมและเมฆ เป็นสัญลักษณ์แทนความหมายถึง พลังแห่งธรรมชาติ อำนาจแห่งสวรรค์ รวมทั้งคำว่า “ฟงหวิน” ลมและเมฆ ยังเป็นคำสื่อความหมายถึง ความผันผวนปรวนแปรของชีวิตมนุษย์ ที่ต้องก้าวผ่านอุปสรรคไปให้ได้ ดังนั้น ความหมายในผนังมังกรกำแพงพยัคฆ์จึงลึกซึ้งเกินกว่าจะมองเพียงผิวเผินดังกล่าว
     
วัตถุมงคลรุ่นดีทวีคูณ ซังฮี้  ซึ่งเกิดจาก ความมุ่งมั่นของท่านบรรณาธิการ(คุณอัมรินทร์) ที่จะสร้างถาวรวัตถุในพุทธศาสนา และกราบเรียนขอให้ท่านอาจารย์ประคองช่วยอุปถัมภ์ ซึ่งท่านก็เมตตาเช่นเคย  รุ่นนี้ อาจดูแปลกตาจากวัตถุมงคลรุ่นอื่นๆของ  อ.ประคองฯ  แต่ยอมรับว่าออกแบบได้ค่อนข้างสากลมองแล้วรู้สึกดี  และ สามารถ เป็นทั้งเครื่องประดับและเครื่องรางนำโชคไปพร้อมๆกัน โดยไม่จำกัดว่าต่างวัฒนธรรม ก็ สามารถรับเครื่องรางนี้ได้  โดยในเนื้อหาองค์ความรู้เรื่องตราสัญลักษณ์ และประวัติ ก็ลงในคอลัมน์มายิกไท-เทศในฉบับที่๑๐๕   ส่วนใน คอลัมน์นี้ ก็ขอนำมาขยายเพิ่มเติม ในส่วนศาสตร์อื่นๆที่บรรจุในรูปลักษณ์ของเครื่องรางนี้เมื่อพิจารณาจากด้านหลัง  อันดับแรกก็วิชาเสน่ห์มอญ ที่มีชื่อเสียงของท่านปู่วร   ก้อนใบ   วิชานี้ ท่านอาจารย์ประคองทำขึ้นมาก จนมีชื่อเสียงโด่งดัง   มีปาฏิหาริย์ เกิดตั้งแต่ตอนที่ท่านบวชอยู่ที่วัดอินทรามฯ ลงตะกรุดนี้แจกฟรีๆ  ปรากฏว่า มีผลเป็นที่น่าพอใจ และอัศจรรย์ ที่ตะกรุด แสดงปาฏิหาริย์ หมุนรอบตัวเอง  ซึ่งมีผู้มีประสบการณ์ ยืนยันหลายท่านในเรื่องนี้  และก็เคยเผยแพร่เรื่องราวไปแล้ววิชานี้จึงโด่งดังจากประสบการณ์ปากต่อปาก ไม่ใช่ดังเพราะแรงเชียร์   อักขระวิเศษ ที่ลงวิชาเสน่ห์มอญนี้ ลงแบบ รหัสนัย ไม่ใช่อักขระวิธี แบบ ภาษามอญที่ใช้กันตามปกติ    วิชานี้สามารถเรียกจิตได้  และมีประสบการณ์เกิดขึ้นจริงๆหลายครั้ง   ซึ่งคงไม่นำมาบอกเล่าวิธีการแบบชี้โพรงให้กระรอก  นะครับมันบาปกรรม   ผู้มีประสบการณ์เรื่องนี้ ปัจจุบันเป็นข้าราชการระดับสูงพอสมควรปัจจุบันยังรับราชการอยู่แถว    จ.นนทบุรี   ผู้เขียนเคยแนะวิธีใช้ไป ถึงกับทำให้ผู้หญิงที่ถูกทดสอบถึงขั้นโหยหวนเลยทีเดียว  และต้องเขียนแบบนี้ เพราะเรื่องเกิดอย่างนี้จริงๆ เจ้าตัวคนต้นเรื่อง โทรมาหาผู้เขียนตอนตี ๒ ต้องทำพิธีแก้เดี๋ยวนั้นไม่ให้ข้ามคืน  กว่าจะแก้กันเสร็จ ก็แทบไม่ต้องนอนตาแดงเป็นนกกระปูดไปทำงานกันเช้าเลย  นี่ละกรรมอย่างเบาะๆของคนลองวิชา    วิชาเสน่ห์มอญ ปู่วรนี้เด็ดขาด อย่างที่เคยเล่าไป การเสี่ยงโชควัดดวงก็ใช่ย่อยหากรู้จักพอ และไม่ประมาท ก็เรียกได้ว่า พอมีกินมีใช้กันล่ะ แต่หากโลภเกินวาสนา ก็จะว่ากันไม่ได้  บางคน เห็นว่าท่านอาจารย์ประคองใช้อักขระวิชาไม่มาก ก็อย่าดูแคลนนะครับ  ท่านที่ชอบศึกษาวิทยาคมก็คงจะเคยได้ยินครูบาอาจารย์รุ่นเก่ามักเปรยเสมอๆว่า  “ของดีมีน้อย”  ซึ่งก็บอกเป็นนัยๆว่า ท่านเหล่านั้นใช้คาถากันไม่กี่บท แต่ใช้ให้ได้จริงๆแบบดีรอบตัว นี่ละ คนเป็นวิชาจริง   คาถาที่วิลิศมาหรา วิชาแปลกๆ เลิศหรู อลังการ หากเราไม่เชื่อ  ถือไม่จริง  สาธยายไม่ถึงขั้นก็ใช้ไม่ได้ผล  ป่วยการที่จะเรียนรู้  เพราะแค่เอามาอวดกันเท่านั้น   อยากมีคาถาเยอะๆไม่ยากเลยเพราะ  ทำให้คิดถึงคำกล่าวของท่านหลวงพ่อเนียม  วัดน้อย จ.สุพรรณบุรีที่ ท่านว่า   “คาถาเหรอ   เจ็ดตำนาน ไปดูเอาสิ  ใช้ได้ทั้งหัว”หรือคำกล่าวของ หลวงพ่อวัดเขาหงส์ ว่า ยันต์คืออักษรประดิษฐ์ อย่างหนึ่ง  แล้วแต่จะคิดใช้กัน   สำคัญที่จิต เรื่องอักขระ  ไม่ว่าภาษาไหนมันก็ขลังทั้งนั้น อยู่ที่ครูบาอาจารย์ท่านไหนจะเลือกใช้อะไร ถือเป็นเอกลักษณ์ ส่วนตัว  จิตที่ประกาศิตให้เกิดความขลังนี่ละ ตัวแก่น  หากถามว่าภาษาไหนขลังสุด  ก็ขอตอบว่า “ภาษาจิต” นี่ละสุดยอดเลย  แต่เราจะหากันเจอไหมละครับว่า “ภาษาจิต” ที่ว่านี่อยู่ตรงไหน? ลองหาดูใกล้ๆ ตัวท่านซิครับเผื่อจะเจอแบบไกลอยู่ขอบฟ้า  ใกล้อยู่แค่ตา



       อักขระตัวต่อไปคือนะรุ่งเรือง  ซึ่ง เดิมเป็นวิชาสายวัดประดู่ โรงธรรม แต่มาเขียนเป็นอักษร มอญ(อักขระล้อมแต่ตัวนะวิเศษคงเดิม) ตามจริตท่านอาจารย์ผู้สร้าง วิชานี้อุปเท่ห์ว่าอยู่ที่ไหนทำให้รุ่งเรือง  ป่า กลายเป็นเมืองไม่ตกต่ำ ที่เรียกว่านะรุ่งเรืองก็เพราะ ท่านอาจารย์ประคอง  พิจารณา ทางจิตเห็นว่ามีรัศมีรุ่งเรืองสว่างมาก จึงเรียกชื่อตามนี้   ส่วนอักขระล้อมรอบ คือหัวใจแม่พระธรณี ซึ่งเป็นการแปลงกลบทของหัวใจพรหมวิหารสี่  พระคาถาบทนี้ มีอานุภาพมาก คติโบราณ นั้นถือว่าแม่พระธรณีมีคุณนัก อักขระนี้ทำให้มั่นคง มีหลักฐาน คนจะก้าวไปข้างหน้าได้ ก็ต้องมีแผ่นดินรองรับให้ก้าวไป เป็นปริศนาธรรมสอนใจอย่างหนึ่ง  คือ ต้องใจมั่นคงดังแผ่นดินจึงจะทำการทั้งปวงสำเร็จ  ส่วนอักขระธาตุดวงแก้ว เป็นการทำให้เกิดจิต ภายใน เรียกแก้ววิญญาณ ทำให้สามารถ อธิษฐาน เป็นแก้วสารพัดนึกได้   ท่านที่ศึกษา เรื่องธาตุ คือ  น้ำ (นะ)  ดิน (มะ)  ไฟ (พะ)  ลม (ทะ)เป็นอักขระสี่คำ นะมะพะทะ  แล้วสงสัยต่อไหมว่า ทำไมต้องมี  ธาตุกรณี  จะภะกะสะ  มีธาตุดวงแก้ว  นะมะอะอุ   ปริศนาวิชาเหล่านี้ อธิบายถึงมันเป็นความละเอียดของการประจุธาตุ    แม้เรียกว่าธาตุสี่เหมือนกัน แต่ต้องบอกว่าเป็นคนละตัว มีความละเอียดไม่เหมือน กัน  หลวงปู่ศุข  วัดปากครองมะขามเฒ่า   มีตำรายันต์ตั้งมากมาย ก่ายกอง  อักขระวิเศษ อีกเพียบ  ไม่ว่า พุทธม้วนโลก    อิ-สกัด  นะต่างๆ ฯ แต่เหรียญรุ่นแรกของท่าน กลับใช้เพียง  ธาตุแก้ว และยันต์สามมุม  ซึ่ง อาจเห็นว่าธรรมดา แต่จริงๆสูงสุดคืนสู่สามัญ   ยันต์ดังกล่าว เป็นการบอกวิชา ครับถือว่า เป็นตัวครอบ    หาก ย้อนไปดู  เหรียญธรรมมหาจำเริญ ของท่านหลวงปู่ทองสุข ฯ ซึ่งโด่งดังจน เป็นเหรียญหลักใน     จ.มหาสารคามไปแล้ว   วิชาท่านมีมากมาย แต่ใช้แค่ธาตุดวงแก้ว เป็นยันต์หลังเหรียญสำคัญ ในชีวิตของท่าน   คาถา ธาตุดวงแก้ว  สามารถใช้หนุนวิชาได้ทั้งสิ้นทั้งปวงและ มีวิธีใช้พิสดาร เล่มคายพายเรือเลยทีเดียว เป็นอักขระที่นักวิทยาคมถือว่า เกือบเป็นต้นธาตุ ต้นธรรม ใช้ เป็นตัวเริ่มตัวเกิด  ธาตุแก้วคือ พื้นฐานของวิชาจักรแก้วรัตนะของชาวสุวรรณภูมิ  เรื่องธาตุวิชามันเป็นเรื่องลี้ลับที่ลึกซึ้ง ต้องศึกษาแบบทุ่มเททั้งชีวิตเท่านั้น  จึงจะฝึกฝนสำเร็จ
         สำหรับ อักษรไทยเป็นคำพร คือ มั่งมี    ศรีสุข   เสน่ห์  รุ่งเรือง   เมื่ออ่าน ไม่ว่าไปทิศใด แนวไหนก็ถือเป็นดีแบบคู่ทั้งสิ้น คือให้พรว่า  ดียิ่งๆขึ้นไป  มีเสน่ห์ก็มั่งมี   มีเสน่ห์ ก็รุ่งเรือง    มีเสน่ห์ ก็ศรีสุข  อย่างนี้ เป็นต้น   อักษรไทยอย่าคิดว่าไม่ขลังความขลังนั้นมีแต่เราไม่รู้ต่างหาก  สมัยโบราณห้ามนักในการเหยียบย่ำตัวหนังสือ  ภาษาไทยขลังที่สื่อความหมายให้เข้าใจได้ เพราะส่วนใหญ่นั้นคนไทยจะอ่านกันออก   ความหมายที่ซ่อนเบื้องลึกในการถอดความของภาษาออก คือ ภาษาจิต  ความเข้าใจนี่เอง  คนเราหาก ยึดถือของขลังแล้วไม่รู้ว่าดียังไง ก็ได้ผลไม่เต็มที่ การเห็นเครื่องรางแล้วรู้สึกดี   เห็นอักขระเข้าใจถึงความหมายการประทับจิตเกิดขึ้น   อำนาจจิตสำนึกและจิตใต้สำนึกจะทำงานทันที   คิดว่าดี อย่างนี้เรื่อยๆย่อมเหนี่ยวนำเรื่องดีๆมาในชีวิต  ฝรั่งเขียนเป็นหนังสือดังกระฉ่อนโลกเรื่องเดอะซีเคร็ด   แต่คนไทยใช้ความรู้นี้มาเป็นพันปี ยกตัวอย่าง เรื่องเครื่องรางของขลังนี่ถ้าไม่อยากที่จะให้ชีวิตดีขึ้น จะขวนขวายหามาให้รกตัวรกบ้านทำไม  จิตที่ตั้งปรารถนา ว่าต้องดีขึ้นจะเหนี่ยวนำเรื่องดีๆให้เข้ามาหา   การสวดมนต์ ไม่ใช่อำนาจมนต์อย่างเดียวที่ทำให้ดีแต่อำนาจแรงปรารถนา นี่ละที่เป็นตัวผลักดัน  เป็นการใช้จิตแบบต่อสะพาน  ส่วนความงมงายเกิดขึ้นเพราะเหตุที่ ไม่อธิบายไม่สอน แต่มุ่งจะขายของ    ความศักดิ์สิทธิ์ ซื้อขายไม่ได้ครับถ้าใจไม่ศรัทธา    กำนล คือ สิ่งที่ทดสอบว่าศรัทธานั้นพ้นจากการติดยึดในทรัพย์นั้นหรือไม่เท่านั้น    อย่างที่  “อุณมิลิต” นี่แจกพระฟรีๆ หลายรอบ ประกาศทุกครั้งนะครับว่า ของแจก  ดีเด่นเท่าของที่ต้องเสียค่ากำนลแลกมา เพราะพิธีเดียวกันทำเท่ากัน   คนศรัทธาเชื่อได้หรือไม่ว่าของนั้นดีเท่ากันจริงๆ คุณค่าอยู่ที่ใจเชื่อศรัทธาไม่ใช่ราคาครับ    แจกวัดใจแบบนี้โดยไม่คำนึงว่า จะเสียผลประโยชน์แบบนี้ครับเรียกว่าให้กันจริง

  สำหรับรุ่นดีทวีคูณซังฮี้  ก็กล้าบอก ว่า ดีขึ้นจริงๆไม่ใช่ไสยศาสตร์ประเภทงมงาย ซึ่งจะขยายความต่อไป  สำหรับอักขระวิเศษอีกตัว ก็คือ “อุ ฉัพรรณรังสี” เรียกกันอีกอย่างว่า  “อุณาโลมขนราชสีห์”
        
       อุณาโลมขนราชสีห์   หมายถึงอุณาโลมพระพุทธเจ้า  เนื่องจากบางนิบาตชาดก หรือ การบอกเล่าเรื่องราวของพระพุทธเจ้าก็เปรียบพระองค์ทรงเดชอำนาจดังพญาราชสีห์ท่ามกลางฝูงสรรพสัตว์ทั้งหลาย
      อุณาโลม  แบบนี้ บางสายอาจเรียกว่า “อุทับถม”บ้าง  “อุขึ้นยอด”บ้าง   เรียกกันหลายชื่อและมีสูตรเรียกอักขระต่างกันออกไป   โดยจะอาศัยสูตรมาตรฐานในตำราการลบผงวิเศษ  หลายตำรา  เช่น  มหาราช  ปถมังฯ 
     อุณาโลมขึ้นยอดนี้ จะใช้ในการลงอุณาโลม บนเศียรพระปฏิมา   ซึ่งสำคัญพอๆ กับตัว อักขระตัว  “พุ” (พุทธ) ที่ใช้ลงบริเวณพระโอษฐ์   ซึ่งการเรียกสูตรอักขระ  จะนำมาใช้ในการทำเครื่องรางของขลัง  ได้อย่างมีอิทธิคุณสูง

       ในการบรรยาย ลักษณะอันประเสริฐของมหาบุรุษตามคติเถรวาท จะมีลักษณะอันยอดยิ่ง  ๓๒ประการ มีอุณาโลมระหว่างพระขนง(คิ้ว) เวียนขวาเป็นทักขิณาวัฏ (อุณาโลม = ขนระหว่างคิ้ว) วิทยาคมจะ นับถือเอา อุ และอุณาโลมเป็นสัญลักษณ์มงคลของลักษณะอันยอดยิ่ง นี้    ถือเป็นสัญลักษณ์แสดงความเป็นมหาบุรุษประการหนึ่งด้วยในบางพระคณาจารย์ที่สร้างเครื่องราง รูปคุณ ปลัด    หากใส่เครื่องหมายนี้ลงไปก็สื่อความหมายถึง “พระคุยหกัง”  ของพระศาสดานั่นเอง    
  การใช้อักขระ “อุขึ้นยอด”  นี้ยังพบในสายของท่าน หลวงพ่อแก้ววัดเครือวัลย์ด้วย  ถือเป็นอักขระวิเศษ เช่นกัน ซึ่งจะเห็น ว่า มียันต์อุแบบนี้ ประทับหลังในพระปิดตาอันลือลั่น ของท่านด้วย
        ยันต์ประเภทอุณาโลมนี้  โดยตัวของยันต์เองมีอิทธิคุณดีเด่นทุกด้าน เป็นยันต์ที่ใช้   ประทับสะกดยันต์อื่นๆด้วยจะสังเกตว่าเมื่อจะลงยันต์ใดก็ตาม    จะลงยันต์ อุณาโลมนี้ ในตอนสุดท้ายของยันต์นั้นเกือบทุกครั้ง    เคล็ดลับสุดยอดของยันต์ คือ อุณาโลม   ใครไม่รู้ถือว่าเรียนยันต์ไม่ถึงขั้น   เพราะเป็นที่สุดของยันต์ทั้งปวง   และยังอาจแสดงความหมายว่า  “สำเร็จ”  ด้วย วิชายันต์อุณาโลมนั้น ต้องรู้วิธีเดินปราณ ในลักษณะ แบบที่  วิชากำลังภายในของจีนเรียกว่า “ชี่” ซึ่งจะมีขั้นตอนหนึ่งที่ปราณวิ่งขึ้นศีรษะ   และจะเกิดพลังอำนาจอย่างสูง  มีเคล็ดวิชาที่ฝึกฝนอย่างละเอียด ซึ่งผู้ฝึกต้องได้รับการแนะนำจากครูอาจารย์  เพราะฝึกพลาดก็อาจ มีผลกระทบอย่างเบา เป็นโรคปวดศีรษะ และกรณีหนักสุด ก็อาจถึงสิ้นสมประดีเป็นเจ้าชายนิทราเลยทีเดียว   ผู้สำเร็จ  ยันต์อุณาโลม ต้องเชี่ยวชาญ ธาตุลม และรู้ถึงอาการปิติทางสมาธิ ของธาตุลมในระดับต่างๆ รู้จักใช้กองลมทำวิชาต่างๆ เรียกกันว่า “อาพัดลม”
           ยันต์ อุณาโลม  อาจเห็นกันจนชินตา  แต่อานุภาพไม่ธรรมดา  เหนือชั้นจนต้องนำไว้เหนืออักขระ เลขยันต์ทุกตัว  สำหรับ  ยันต์อุณาโลม ที่ประดิษฐาน ในเหรียญซังฮี้นี้ใช้สูตรสนธิ์วิชาหลายสาย   ซึ่งสายหนึ่ง มีความน่าสนใจคือ  วิชาอุณาโลมขนราชสีห์   สายพระอธิการแง (โกศล)   วัดเจริญสุขาราม(บางไผ่เตี้ย จ.สมุทรสาคร)  ซึ่งศิษย์คนหนึ่งของอาจารย์ประคองฯ คือ คุณ ธวัชชัย    แทนวารีรัตน์  ผู้ชอบค้นคว้า  ศาสตร์โบราณได้กรุณาให้ข้อมูลเพิ่มเติมว่า วิชาอุณาโลมขนราชสีห์  เป็นวิทยาคมที่ใช้ในการลง บนพระนลาฏพระปฏิมาก่อนพุทธาภิเษก    และยังทำตะกรุด อุ ขึ้นยอดนี้ ในลักษณะ ตะกรุดสาลิกาลอยน้ำได้ด้วย
     ซึ่งขอขยายความตะกรุดสาลิกาลอยน้ำ นี้หมายถึง การทำตะกรุดขนาดเล็ก ประมาณ๑ เซนติเมตร หรือใหญ่กว่าเล็กน้อย ใส่ลงขันน้ำสาคร  แล้วใส่น้ำให้ท่วมตะกรุด   โดยเริ่มฝึกเพิ่มระดับน้ำทีละองคุลี     แล้วบริกรรมให้ตะกรุดที่จมน้ำ นั้นลอยขึ้นมา  ซึ่งจะเร็วช้า  ขึ้นกับอำนาจจิตแต่ละคน   ไม่ใช่นำตะกรุดไปลอยน้ำนะครับ  คือ ตะกรุดจมแล้วทำให้ลอยขึ้น    เป็นเรื่องทางคติชนที่ผู้เขียนยอมรับว่าทำได้จริงไม่ใช่เล่นกล  โดยได้ถ่ายทอดวิชา ให้ผู้ที่เห็นสมควร หลายท่านแนะนำเคล็ดเกี่ยวกับการอาพัดลม  ก็ทำได้ทุกคน    ซึ่งได้ถ่ายทอดวิชาการเรียกตะกรุดขึ้นจากน้ำให้        คุณอัมรินทร์  ไว้เพื่อพิสูจน์เป็นประสบการณ์ ก็สามารถเรียกตะกรุดขึ้นจากน้ำได้เช่นเดียวกัน    การฝึกวิชากับธาตุน้ำ มีทั้งการทำให้ที่จมให้ลอยขึ้นเช่น ตะกรุดสาลิกา  ฯลฯ แ ละฝึกทำที่ลอยให้จม เช่น วิชาลูกอมพุทธนิมิต ในสายหลวงพ่อสนธ์ วัดไทร จ.อ่างทอง วิชานี้ จะลงถมในแผ่นเทียนขี้ผึ้งแท้  เสกจนเทียนที่ลอยน้ำให้จม  ซึ่งบอกได้ว่าเหลือเชื่อจมแบบอัศจรรย์จริงๆ   วิชานี้ เป็นพื้นฐานวิชาที่เรียกว่า “ราชามงคล” เคล็ดของวิชานี้ จริงๆ ตำราโบราณท่านให้สำเร็จ  อักขระวิเศษ เพียงตัวเดียวไม่ใช่  ยันต์ประดิษฐ์ทั้งกะบิอย่างที่  บางท่านประชาสัมพันธ์  การทำวิชาให้จมหรือลอยนี้ คล้ายกัน เพียงแต่ ต้องรู้จัก ปล่อยจิต และวางจิตให้ถูกเท่านั้น  วิชาทางจิตชาวสยาม มีความแปลกประหลาดหลายประการไม่สามารถจะกล่าวถึงได้หมด แต่ก็ล้วน เป็นกีฬาทางจิตอย่างดีทำให้ใจมีพลังอำนาจเช่น การเสกพลูปูนเปลี่ยนธรรมชาติ  การเรียกปูนเข้าตัว (อาจารย์ แบน   วัดเขียน   นนทบุรี)   การเพ่งดับเทียน  การดับพิษไฟ     การเพ่งดอกเข็มหรือดอกข้าวตอกให้ลอยในน้ำในทิศตามที่กำหนด  การเพ่งละลายเมฆ  การเพ่งเรียกลม (ตวาดหิมพานต์)  การเพ่งดับสุริยาให้พระอาทิตย์อ่อนแสง  (ธรรมราช) การใช้ธาตุลมระเบิดเนื้อ การทำน้ำตาเทียนดอกพิกุล เป็นดอกเดี่ยว   ดอกคู่    ดอกสาม  ทำได้ถึงสี่ดอก ในครั้งเดียว    การหยดเทียนอาคมแบบที่เรียกว่า “น้ำตาไฟ”  (เทียนธนูไฟ) ที่สามารถทำให้น้ำตาเทียนลุกเป็นไฟขณะหยดลง  และ  สามารถลุกเป็นไฟบนผืนน้ำ ได้โดยไม่ต้องใช้มายากลหรือสารเคมีใดใดช่วย ฯลฯ  ถือเป็น การใช้จิตแบบหนึ่ง  ผู้มีวาสนาได้พบเห็น  ได้เรียน  ได้ฝึกฝน  ก็จะรู้ได้ด้วยตัวเองว่าจริงหรือหลอก     การแสดงวิชาให้ดู บางครั้ง ไม่สามารถทำให้หายสงสัยกับทุกคนได้  บาง คนที่สงสัยก็ยังสงสัยอยู่ร่ำไปจะเกิดคำถามขึ้นอีกมากมาย ถกเถียงว่ากล่าวกันต่างๆนานา    ท้ายสุดบทสรุปของการแสดงอำนาจทางจิตคืออยู่ที่ การทำได้ด้วยตนเองรู้อยู่ด้วยประสบ การณ์ของตน เป็นปัจจัตตัง ถือว่าดีที่สุด   เรื่องนี้นับเป็นวาสนาของแต่ละคนที่พบพานสิ่งเหล่านี้ทั้งเป็นวาสนาทางปัญญาด้วยที่จะคิดได้เองว่าใช่หรือไม่     และป่วยการถกเถียงเพราะจะ เป็นปัญหาโลกแตก  ถามตอบกันไม่รู้จบสิ้น คนถามก็ขยันถามตั้งปัญหาสงสัยไปเรื่อยๆ จนคนตอบ เซ็ง เบื่อโลกไปก็มี  
       วิชาอาคมนี้ไม่ว่า วิชาใดก็ต้องฝึกให้ถึงขั้นจึงจะ ประจุลงใน วัตถุเป็นสื่อ พลังอย่างได้ผล   คาถาบทเดียวกัน  บางคนใช้เข้มขลังแบบ สุดๆ บางคนใช้ไม่ได้ผลอะไรเลย  การเล่นวิทยาคุณ  คาถาบทหนึ่ง จะรู้กันว่าใช้ได้หรือไม่นั้นก็ต้องสาธยายพิสูจน์กันซ้ำแล้วซ้ำเล่า  จนแน่ใจว่า พระคาถานั้นมีคุณจริงและผู้สาธยายสามารถอัญเชิญคุณวิเศษนั้นมาปรากฏได้จริง    การประจุวิชาของท่านอาจารย์ประคองฯจึงพิถีพิถัน แต่ละวิชาจะทดสอบแล้วทดสอบอีกว่ามีอิทธิคุณจริง และจะไม่บอกเกินจริง ปลุกเสกแต่ละคราวก็ ประจุอาคมจนมั่นใจ    และ ต้องทราบด้วยนะครับว่า ท่านอาจารย์ประคองฯ  เวลาว่างจะเจริญภาวนาตลอดดังนั้นวิชาที่ท่านทำจึงขลัง    และ หากนับถือ  วางอารมณ์ถูกต้อง   ใช้ถูกทาง รับรองว่า ต้องมีผล อย่างแน่นอน
        ที่กล้าเขียนยืนยันทำนองว่ามีผล  ก็มีเหตุปัจจัยว่าเป็นไปได้จริงครับไม่ใช่แค่เขียนหวังประชาสัมพันธ์ เท่านั้นโดยจะค่อยๆนำมาบอกเล่า  เพราะต้องทำความเข้าใจในกลไกของศาสตร์ไปทีละน้อยๆ  จึงจะรู้ว่า ได้ผลแบบใด   ไม่ใช่ เขียนแบบทำนองว่ามีเครื่องรางชิ้นเดียวกลายเป็นยอดมนุษย์  มันก็ คงเป็นเรื่องประโลมโลกเสียมากกว่าที่จะเป็นจริง
 
    สำหรับด้านหน้า จากสัญลักษณ์ซังฮี้แบบที่เลือกมาใช้ ก็ตามจีนคติ  เริ่มจาก  สัญลักษณ์คล้ายเครื่องหมายบวกสองตัว
คือ+ +   สำหรับ ความหมายของ  + (สือ) หมายถึงสมบูรณ์ หากเป็นตัวเลข หมายถึง๑๐  ในทางภาษาสัญลักษณ์หมายถึงการรวมกันของสิ่งที่ดีงามจากทิศทั้งสี่ด้วย  ส่วนขีดด้านล่าง ของตัว+คือ หมายถึงการมีแต่ขึ้นไม่มีลง แบบการเขียน  อักษรตะวันขึ้น (อรุณเบิก) ด้านล่างลงมาเป็นสัญลักษณ์ คลายคนคู่  ซึ่งมีความหมายถึงชายหญิง การอยู่ร่วมกัน   อย่าง “อิ่น”ของคติชนเหนือ   รูป คนคู่ ซึ่งเป็นสัญลักษณ์ของราศีเมถุน Gemini ตามอิทธิคุณของยันต์เสน่ห์มอญ  รูปตุ๊กตาคู่หรือคนคู่นี้ยังหมายถึง  การผูกจิต   ผูกพยนต์   โดยรูปลักษณ์ถือว่า มีพลังอาถรรพ์ในตัวเองหมายถึงการสะกด เสน่ห์ที่เรียกกันในศาสตร์ตะวันตกว่า  spell   หากแปลเป็นไทยคำนี้ หมายถึง เวทมนต์   เสน่ห์   อิทธิพล ครอบงำ
ความรู้ ส่วนนี้ปรากฏแทบทุกภูมิภาคทั้งฝรั่ง จีน จาม  ไทย พม่าลาว ยวน ฯถือเป็น ความรู้ที่น่าจะมาจาก คติใกล้เคียงกัน  ฝรั่งที่สนใจศาสตร์ด้านนี้รวบรวมตำรา  การทำ  spell  แบบสัญลักษณ์คนคู่หลายรูปแบบ  รวบรวมเป็นหนังสือได้หลายเล่ม  เชื่อว่ารูปตุ๊กตาคนคู่มี พลังลี้ลับในตัว หากทำถูกวิธีจะรับพลังจากกลุ่มดาว Gemini  ซึ่งในบ้านเรา  พบเห็นสัญลักษณ์ เพื่อการเรียกรัก  ทำนองนี้มากมาย   คงไม่ต้องบอกนะครับว่าเหรียญซังฮี้นี้ มีอานุภาพถึงขั้นใดได้บ้างหากจะใช้!!!
  ในตำรานะวิเศษ ของสำนักวัดประดู่โรงธรรม จะมีนะรูปคนคู่อยู่ด้วยเช่นกัน  ซึ่งมีอุปเท่ห์เช่นเดียวกับการทำรูปตุ๊กตาคู่ด้วย  สำหรับกรอบ ของเหรียญซังฮี้  จะเป็นลายเมฆสายฟ้า ซึ่งคนไทยคุ้นเคยว่าลายประแจจีน ถือเป็นสัญลักษณ์มงคลประการหนึ่งที่สื่อความหมายว่า  ความร่ำรวยโปรยมาหา  เราจะเห็นสัญลักษณ์นี้ตามป้ายมงคลเช่นห้างร้านต่างๆของชาวจีน ใช้กันมาแต่โบราณ  ถึงปัจจุบันก็ยังพบเห็นกันอยู่

     ที่เขียนมาทั้งสิ้นทั้งปวงนี้ ไม่ใช่การเชียร์เกินเหตุ  ทุกส่วนของเหรียญนี้ออกแบบ อย่างมีหลักวิชา  ไม่ใช่ การสร้างวัตถุมงคลตามใจชอบ  อาจเห็นว่าแปลกตา  แต่บอกว่า  อิทธิคุณนั้นสูงส่งจนต้องแปลกใจเช่นกัน    ด้านเนื้อหามวลสารต้อง บอกว่า ไม่ธรรมดา   เพราะ ใช้ วัตถุอาถรรพ์สำคัญ   อาทิ แก่นจันทร์แดงร้อยปี  ซึ่งต้องไปนำมาจากประเทศพม่า  แก่นจันทร์แดงนี้ โดยสรรพคุณทางยา ปรุงกำหนัด ในทางไสยศาสตร์ถือว่าปลุกเร้า ให้เกิดแรงปรารถนา  เป็นเคล็ดลับที่ผู้รู้ ไม่บอกกันง่ายๆ แม้กันทำเครื่องสูงอย่างพระพิชัยสงคราม ต้องใช้จันทร์ทั้ง ๕ ซึ่งต้องมีจันทร์แดง  รวมอยู่ด้วยถือว่าแก่นจันทร์เเดงสูงค่าเป็นมงคล นับถือกันมาแต่ครั้งพุทธกาล   การเกิดแก่นจันทร์แดงคล้ายกับการเกิดของแก่นกฤษณา    แก่นจันทร์แดงแท้ๆจึงเชื่อว่ามีเทพรักษา (คันธัพเทวา)ส่งผลทางเมตตามหานิยมอย่างลึกล้ำ  แก่นจันทร์แดง นี้หากนำมาปลุกเสกอย่างถูกต้องรับประทานเข้าไปจะบำรุงปราณ สำหรับ... (ยังมีต่อ) 

     มงคลวิชาล้ำลึกนี้ได้นำมาปริวรรตสร้างสรรค์แหวนมงคลที่นำพลังอำนาจของมังกร และพยัคฆ์  ตามคติ“หลงเฉียงหู่ปี้”  และ“ฟงหวิน” โดยสร้างด้วยเนื้อเงินผสมชนวนพร้อม   หัวแหวนเป็นเหรียญดีทวีคูณ  เนื้อทองทิพย์กำนลวงละ  ๑๒๐๐.-บาท (หัวนวโลหะกรุณาสอบถาม)โดยเรือนแหวนบรรจุธาตุกายสิทธิ์ แร่ทองสุวรรณโลหิต  ผงแก้ชง ฯเป็นแหวนที่ขึ้นเรือนแหวนด้วยช่างฝีมือทีละวง (ต่างจังหวัดเพิ่มค่าจัดส่งพัสดุลงทะเบียน ๕๐.-บาท) (เฉพาะแหวน รายได้หักค่าใช้จ่าย  ค่าแรงช่างทำแหวน+ค่าเนื้อเงิน  แล้วนำ เข้ากิจกรรมกุศล )  “สอบถามก่อนส่งเงินนะครับ”



ประชาสัมพันธ์



สัญลักษณ์ มหามงคลดีทวีคูณ หรือที่รู้จักกันว่า “มงคลซังฮี้”
ซึ่งเป็นศาสตร์สัญลักษณ์มงคลของชาวจีน ที่มีมานานนับพันปี
ทั้งท่านอาจารย์ประคองฯ เองก็ สืบเชื้อสายมาจากชาวจีน
และนับเป็น “พรมงคล” ที่ได้จากอาจารย์ด้วย
โดยจัดสร้างผสานด้วยศาสตร์มงคล ซังฮี้ ซึ่งหมายถึง มงคลซ้อนมงคล
แปลว่า ดีแล้วก็ยังดีขึ้นอีก ในรูปแบบวัตถุมงคลร่วมสมัยผสานศาสตร์จีน
ศาสตร์สยามลุ่มน้ำเจ้าพระยา(นะวิเศษคนคู่)
และวิชาเสน่ห์มอญ  นะรุ่งเรือง ของท่านอ.ประคองเข้าร่วมกันอย่างลงตัว
ประกอบมวลสารศักดิ์สิทธิ์สูงค่าด้วยผงธาตุกายสิทธิ์
จากปราสาทโบราณ(แร่ทองสุวรรณโลหิต) 
ผงแก่นจันทร์แดงร้อยปี
และผงแก่นโมกแดงซึ่งหาได้ยากมาก
เนื่องจากไม้โมกแดงหรือมวกแดงที่นำยางมาใช้ในการทำน้ำมันโสฬสวังหน้านี้
เป็นไม้ที่ไม่มีแก่น หากต้นใดมีแก่นถือว่ามีกายสิทธิ์ลงสถิตมีเทพรักษา(คันทัพเทวา)
แก่นจะมีสีแดงสด และหอมมาก จะทรงคุณอเนกประการ

ผงจูซาอั้ง ผงว่านมหานิยม  ผงพระกรุเก่าของท่านอ.ประคอง
ผงทรายเจ้าน้ำเงิน  ผงแร่ทรายทอง  ผงว่านไก่แดง  ผงไม้งิ้วแดง  ฯลฯ

ประกอบวิชาตามคติชน เปิดโอกาสให้ท่านที่ สนใจได้ร่วมการกุศล ดังนี้

เหรียญนวะโลหะ ดีทวีคูณ(ซังฮี้) กำนล  ๖๙๖.-บาท(จอง) ปรับเป็น ๙๖๙.- บาท
       
(ร่วมกิจกรรม ๑๙๙ เหรียญ)
เหรียญเนื้อทองทิพย์ ดีทวีคูณ กำนล  ๒๐๗.-บาท (จอง)  ปรับเป็น ๒๘๘.-บาท
       
(ร่วมกิจกรรม ๕๐๐ เหรียญ)
เหรียญเนื้อผงดีทวีคูณ แดงมงคล กำนล  ๖๙.-บาท(จอง) ปรับเป็น   ๙๖.- บาท
      
(ร่วมกิจกรรม ๒,๐๐๐ องค์)

 

 
นวะโลหะ และเนื้อทองทิพย์
ขนาด ๑.๒ x ๑.๒ ซม.

สำหรับ 
ท่านสมาชิกที่สั่งจอง เหรียญโลหะ ๑ องค์
จะได้สิทธิพิเศษ คือ เนื้อผงเป็นของกำนัลเพิ่มอีก ๑ องค์
ในช่วงที่สั่งจองรอวัตถุมงคลอธิษฐานจิตเสร็จ
ซึ่งคาดว่าจะใช้เวลาอธิษฐานจิตประมาณ ๒เดือนหรือ
ตามที่ท่านอ.ประคอง ฯ  จะเห็นว่าเหมาะสม นะครับ
ซึ่งหลังจากที่มงคลวัตถุชุดฯนี้นำออกแจกจ่าย
ก็จะปรับอัตรากำนลตามความเหมาะสมอีกครั้งหนึ่ง
มีผลตามอุปเท่ห์ คติความเชื่อตามคติชน

กรุณาเพิ่มค่าจัดส่ง พัสดุลงทะเบียน ๕๐.-บาท

สั่งจองบูชาทางอีเมล์ได้ที่ web_ounamilit@hotmail.com
กรุณาระบุชื่อ - ที่อยู่ผู้สั่งจอง และเวลาที่โอนเงิน
สั่งจองบูชาได้ที่ 089-8824311 ครับ
ขณะนี้ท่านอาจารย์ประคองฯอธิษฐานจิตเสร็จแล้วครับ
กำหนดรับมงคลวัตถุได้ตั้งแต่ ๑๕ พ.ค.๕๕


อ่านรายละเอียดเพิ่มเติมได้ ที่นี่