นาคบาศ กินครบรอบครอบจักรวาล


         วิทยาคม มีมากมายหลายแบบซึ่งต่างอ้างอิงคติที่มาของความศักดิ์สิทธิ์ที่แตกต่างกัน  ความเชื่อเกี่ยวกับพญางูศักดิ์สิทธิ์ ที่คนไทยรู้จักคุ้นเคยว่า “พญานาค” นั้นฝังรากลึกอย่างยาวนาน ใน ดินแดนสุวรรณภูมิ ถึงกับเชื่อกันว่า  บรรพบุรุษ คือ พญานาค ผู้มีฤทธิ์  อีกทั้งบรรดา  ผู้นำหรือชนชั้นปกครองที่มากบารมีก็ล้วนแต่มีเรื่องราวความเกี่ยวพันกับ พญางูศักดิ์สิทธิ์ หรือ พญานาคทั้งสิ้น
        งูเป็นสัตว์ดึกดำบรรพ์ที่มีมาคู่โลก   และเป็นสัตว์ไม่กี่ชนิดที่นำมาเชื่อมโยงกับความศักดิ์สิทธิ์ ในระดับ เทพเจ้าชั้นสูง    ซึ่งมีมานานจนกระทั่งแม้พุทธศาสนาที่เป็นศาสนา ในเชิงชั้นปรัชญา เน้นการหลุดพ้นก็ยังยอมรับเอา พญางูศักดิ์สิทธิ์ หรือพญานาคเข้ามาเป็นส่วนหนึ่งของ เรื่องราวในศาสนา ถึงขั้น เรียกบุคคล ก่อนที่จะเข้าเป็นภิกษุ ว่า “นาค”  ซึ่งหมายถึงพญางูศักดิ์สิทธิ์ ที่เลื่อมใสในพระพุทธศาสนากันเลยทีเดียว
นาค เป็นเทพในสวรรค์ชั้นจาตุมหาราชิกจำพวกหนึ่งซึ่งมีท้าววิรูปักเป็นประธาน ประกอบด้วยกำลังมหาศาลและทรงอานุภาพและอาจแปลงกายได้ดังใจนึก โดยปกติแล้วนาคมักจะแปลงเป็นมนุษย์และประพฤติตนแบบมนุษย์ แต่สภาพจริงแล้วนาคจะมีตัวคล้ายงูและทำให้เกิดความสับสนว่าน่าจะมีพังพานคล้ายงูเห่าด้วย ตามความเชื่อแบบอินเดียนั้นนาคจะมีกายคล้ายงูและมีพังพานประกอบ ยกเว้นนางนาคที่มักจะถือว่าไม่มีพังพาน ในวรรณกรรมบาลีนั้นมีบางตอนที่กล่าวว่านาคจะมีลำตัวคล้ายงู มีพังพานและมีพิษ พร้อมกันนี้ยังกล่าวไว้ในบางแห่งว่า นาคแปลงกายเป็นมนุษย์ได้เหมือนโดยไม่ผิดเพี้ยน ในกรณีนักประวัติศาสตร์บางท่านกล่าวว่านาคเป็นชื่อของมนุษย์เผ่าหนึ่งที่ตั้งถิ่นฐานอยู่ในตอนกลางของอินเดียมาก่อน “เป็นที่ประจักษ์ว่ามีคนสับสนในเรื่องของนาคในแง่จะเป็นอมนุษย์ที่คล้ายนาคหรือเป็นมนุษย์กลุ่มหนึ่งที่ไม่ใช่เผ่าอารยัน ปัญหานี้เป็นปมที่ไม่อาจแก้ไขให้ลุล่วงไปได้” แต่ในกรณีที่กล่าวถึงนาคในลักษณะของเทววิทยาในพุทธศาสนานี้ นาคถือว่ามีลักษณะบางประการที่เป็นเทพ ซึ่งอยู่ในกลุ่มเทพชั้นต่ำในจุลลวัคคะ ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของวินัยปิฎกกล่าวว่านาคมีสี่ตระกูล คือ วิรูปักขนาคราช  เอราปถนาคราช  ฉัพยาปุตตนาคราช  และกัณหาโคตรมหานาคราช

             นาคอาจแบ่งออกเป็นสองชนิดคือ ชลชะ และถลชะ นาคพวกชลชะอาศัยอยู่ในน้ำเท่านั้น ส่วนนาคถลชะอยู่บนบก แต่สามารถอาศัยอยู่ในน้ำได้ในบางโอกาส ทั้งนี้ไตรภูมิพระร่วง ให้รายละเอียดชัดเจนว่า “………นาคอันชื่อถลชะนั้นนฤมิตตนได้แต่บนบกไซร้ แลในน้ำนฤมิตบมิได้ฯ นาคอันชื่อชลชะนั้นนฤมิตตนได้แต่ในน้ำแล บนบกไซร้นฤมิตบได้…ผิแลเขาไปสถานแห่งอื่นไซร้ เขาจึงนฤมิตตนให้เขาให้เป็นอื่นไปแล
          ไม่ว่าจะเป็นนาคบก   หรือนาคที่อยู่ในน้ำก็นับถือกันว่ามีฤทธิ์ทั้งนั้น  เครื่องรางที่เกี่ยวกับพญานาคจึงนับถือว่าแรงฤทธิ์ทั้งบนบกและในน้ำด้วย
            จากหนังสือ นาคราชในสุวรรณภูมิ ได้ระบุถึง นาคเกี่ยวกับเครื่องรางความเชื่อไสยศาสตร์ว่า
“....  เรื่องเครื่องรางของขลังโดยทั่วไปนั้นท่านอาจารย์ทองแถมศาสตระรุจิปรามาจารย์ฝ่ายวิชาพรหมศาสตร์ที่มีลูกศิษย์ลูกหาทั่วประเทศได้แสดงทัศนะไว้อย่างน่าฟังว่า“เครื่องรางของขลังนั้นมีไว้เพื่อตอบสนองต่อจิตปรารถนาของมนุษย์ที่ไม่พ้นเรื่องปลอดภัยคนรักและได้ลาภ”ซึ่งหากพิจารณาก็จะพบว่าจริงอย่างแน่แท้เพราะเป็นส่วนลึกในจิตปรารถนาของมนุษย์ผู้ยังไม่สิ้นกิเลสอย่างเราๆอุปนิสัยหนึ่งของชาวสยามมักหวงวิชาและซ่อนเร้นความรู้ที่สามารถเอื้อประโยชน์ไว้อยู่ในหมู่พวกของตนเป็นวิชาประจำตระกูลบ้างเลยสร้างคติว่าเป็นเรื่องเฉพาะบุคคลแบบกันท่ามิให้ผู้อื่นได้ประโยชน์จากวิชาการเหล่านี้เพราะอาจจะเสมอตัวคนที่เรียนรู้ในชั้นหลังก็อาจได้ความรู้ที่ถูกปิดบังนี้ก็อาจจะหลงเข้าใจผิดเนื่องจากไม่ได้ฉุกคิดในความจริงข้อนี้ปัจจุบันวิชาการสำคัญๆจึงพลอยสูญไปมากต่อมากและเป็นช่องทางให้ผุ้ที่หวังประโยชน์เข้าแอบอ้างเอาศรัทธาโดยปราศจากความรู้ในศาสตร์ที่เเท้จริงการสร้างเครื่องรางรูปพญานาคนั้นแบ่งตามคุณลักษณะความต้องการตามจิตปรารถนาที่กล่าวมาโดยคติฝ่ายพุทธตันตระนั้นจะเน้นเอากำลังของพญานาคที่อยู่ในขอบเขตพุทธศาสนาที่เจริญเบญจศีลและอุโบสถศีลเป็นอำนาจที่มีธรรมเป็นเครื่องคุ้มเข้าประจุอาคมแตกต่างจากคติของชนชาติอื่นๆโดยเฉพาะคติเรื่องนาคของชาวสยามนั้นถือว่าเป็นเผ่าพันธุ์ที่ทะนุบำรุงพุทธศาสนาที่แก่นเเท้ไม่ใช่วัตถุที่ต้องเป็นโบสถ์หรือวัดแต่เป็นการรักษาธรรมะในพระพุทธศาสนาให้ปรากฏจึงครอบคลุมถึงการอภิบาลผู้ที่อยู่ในศีลในธรรมที่กำลังปฏิบัติตนเข้าสู่ร่มธรรมแห่งพระบรมศาสดาด้วยซึ่งจะสังเกตจากชาดกก็มีอยู่หลายตอนที่เหล่าพญานาคต้องเเสดงอำนาจในการอภิบาลผู้อยู่ในธรรมที่ไม่เลือกว่ายาจกหรือเจ้าเมืองคติการบูชาพญานาคของชาวสยามและชาติอื่นๆคือเป็นไปเพื่อความอุดมสมบูรณ์อย่างกษัตริย์และชาวเมืองอุดรปัญจาที่บูชาพญานาคที่ชื่อว่าท้าวชมพูจิตรตามชาดกเรื่องพระสุธนมโนราที่เราคุ้นเคยกันดีท้ายสุดอย่างทศชาติตอนสุดท้ายคือเวสสันดรชาดกก็กล่าวถึงช้างมงคลของพระเจ้ากรุงสณชัยที่เป็นของวิเศษสามารถบรรดาลความอุดมสมบูรณ์ให้กับบ้านเมืองนั้นๆได้หากได้ช้างมงคลนี้ไปอยู่ซึ่งชื่อช้างมงคลนั้นว่า“ปัจจัยนาเคนทร์”หากพิจารณาศัพท์ก็จะพบว่าเกิดจากคำ“ปัจจัย”และ“นาเคนทร์”ซึ่งคำนี้บ่งบอกชัดเจนอีกนัยหนึ่งก็คือนาคราชนั่นเองช้างเชือกนี้หากแปลชื่อก็คงอธิบายโดยนัยได้ว่าปัจจัยคือความอุดมสมบูรณ์ที่เกิดจากนาเคนทร์คือนาคหรือช้างนั่นเอง
การสร้างรูปพญานาคของชาวสุวรรณภูมินั้นมีสองนัยคือนัยธรรมที่หมายถึงความรุ่งเรืองอุดมสมบูรณ์และนัยกลวิชาข้างไสยเวทที่ต้องอาจจับความให้ได้ว่าเสกสร้างเป็นเครื่องรางนั้นระหว่างพยนต์หรือรูปบูชาหากเป็นพยนต์จะใส่สัญญาของอสรพิษที่อาจดุร้ายเพื่อข่มขู่ผุ้รุกรานในสถานที่หวงห้ามหรือใช้ไปทำร้ายผู้อื่นแตกต่างจากรูปบูชาที่เป็นสื่อสะท้อนหรือส่งพลังของทิพย์อำนาจของสิ่งที่ถูกบูชาผู้ที่เรียนมายาศาสตร์มาเพียงผิวเผินอาจแยกสิ่งเหล่านี้ไม่ออกจึงขอทำความเข้าใจสำหรับผู้ที่ยังไม่ลึกซึ้งในศาสตร์นี้ดีพอซึ่งในปัจจุบันก็มักมีผู้ที่พยายามทำตนเป็นผู้รอบรู้สรุปเรื่องราวของการสร้างศาสตร์อาถรรพ์วิทยารูปสัตว์ต่างๆอย่างรู้เท่าไม่ถึงการณ์จึงด่วนสรุปเรื่องราวโดยขาดหลักการทำให้บุคคลที่ได้รับข้อมูลดังกล่าวย่อมสับสนและอาจหลงไปกับคารมอันน่าเชื่อถือแต่หาสาระมิได้อย่างอภิปรายการประกอบรูปเคารพบูชาพญานาคว่าอาจส่งผลเสียเช่นโน้นเช่นนี้เหมาะกับบุคคลอย่างโน้นอย่างนี้และว่าการจัดสร้างของพระคณาจารย์บางท่านโดยที่ตนเองก็ไม่เคยสอบถามถึงที่ไปที่มาแต่อย่างใดว่ามีการสืบสายและคติวิทยาแบบใดซึ่งในเนื้อความของตนก็ขัดแย้งอยู่อันแสดงให้เห็นว่าด้อยปัญญาอ่อนวิชาที่จะมาอภิปรายศาสตร์ชั้นสูงอย่างการสร้างเครื่องรางของขลังรูปพญานาคได้…………..” (หนังสือนาคราชในสุวรรณภูมิ)
                  รูปแบบ หนึ่งของเครื่องรางรูปงู ซึ่งชาวสุวรรณภูมิรู้จักกันมาช้านานทั้งปรากฏนามเรียกขานกันคุ้นเคยตั้งแต่ การละเล่นของเด็กเล็กๆ   ไปจนเครื่องรางของขลังจากอาคมระดับสูงก็คือ  นาคบาศ   หรือ  งูกินหาง     คำว่า งูกินหาง ตามพจนานุกรมฉบับราชบัณฑิตยสถานระบุว่า
       งูกินหาง   งูกลืนหาง,
 งูกินหาง ๑  น. ชื่อกลอนกลอักษร วรรคหนึ่ง ๆ ต้องมีคำซ้ำกัน ๓ คู่ คือระหว่าง ๓ คำหน้ากับ ๓ คำสุดท้ายของวรรค แต่เวลาเขียนจะตัดคำซ้ำ ๓ คำสุดท้ายของแต่ละวรรคออก เวลาอ่านให้อ่านไปจนจบวรรคแล้วย้อนกลับไปอ่านคำที่ ๑ ถึงคำที่ ๓ ในวรรคเดียวกันอีกครั้งหนึ่ง ตัวอย่างว่า ฟังเสียงหวานขานเสียงดัง เหมือนน้ำตาลหวานเตือน เสนาะจริงยิ่งคำหวาน อ่านว่า ฟังเสียงหวานขานเสียงดังฟังเสียงหวาน เหมือนน้ำตาลหวานเตือนเหมือนน้ำตาล เสนาะจริงยิ่งคำหวานเสนาะจริง
งูกินหาง ๒น. การเล่นของเด็กอย่างหนึ่ง สมมุติฝ่ายหนึ่งเป็นแม่งู มีลูกงูเกาะหลังเป็นแถว อีกฝ่ายเป็นพ่องู คอยไล่จับลูกงูตัวที่อยู่ท้ายแถวเอามาเป็นพวกทีละตัว ๆ.
งูกินหาง ๓(สํา) ว. เกี่ยวโยงกันจากหัวถึงหางโดยซัดกันไปเป็นทอด ๆ.
      งูกินหาง มาจากปรากฏการณ์แปลกที่งู กลืนหางตัวเองเชื่อว่า  เมื่อกลืนถึงหัวใจมันจะตาย  และ  เกิดอำนาจลี้ลับ ถือเป็นเครื่องรางกายสิทธิ์ แบบหนึ่ง และถูกนำมาเป็นคำเรียกต่างๆตามที่กล่าวมา   คติงูกินหางของชาวสยามก็คือ  นาคบาศ    ของศักดิ์สิทธิ์ ประจำตัว พญานาคราชผู้มีฤทธิ์  และ  อาวุธศักดิ์สิทธิ์ ตามคติธนุรเวทที่เรียกกันว่า ศรนาคบาศ   การกินหางของงู ก็มีทั้งกินหางตัวเอง    และกินหางกันเองซึ่งประการหลังนี้หมายถึงงูสองตัวกินหางของอีกตัวหนึ่งต่างกินหางกัน  จนตายทั้งคู่กรณีที่งูกินกันได้ต้องเป็นงูที่มีขนาดใกล้เคียงกัน  และมีกำลังพอๆกัน   ระหว่าง  งูกินหางตัวเอง  และงูกินกันเองก็นับถือเป็นของดีของวิเศษด้วยกันทั้งคู่
            งูกินหาง ซึ่งสื่อหมายถึงคาถาศักดิ์สิทธิ์  บทหนึ่งเรียกว่า  นาคบาศ  ใน คติคาถาอาคมของ มอญ มีคาถาแค่ตัวเดียวคำเดียว แต่ถือว่าศักดิ์สิทธิ์ สุดยอด   ก็คือ อักขระตัว “วะ”  ซึ่งเขียน เป็นอักษรแบบตัวโอในภาษาอังกฤษคือ  “O”    อักขระตัวนี้ ถือว่า มีคุณวิเศษครอบจักรวาล   บางทีเรียกว่า วะพันตัว  หรือวะพันช่อง   ซึ่งหมายถึงว่ามีช่องใช้ถึงพันประการ   และมีคติว่า หากสักอักขระนี้บนร่างกายครบพันตัว  ก็จะ เป็นผู้อยู่ยงคงกระพัน  และ มีฤทธิ์ อำนาจในตัว แบบวิเศษ  ซึ่งคติตัว  “วะ” นี้   เป็นที่มาของการเล่นอักขระเลขยันต์ แบบการ  สนธิอักษร(Bind)  ซึ่งจะยังไม่กล่าวถึงในบทความนี้ เพราะจะทำให้ยาวเกินไป  
           การหมุนวน หรือวงกลมเป็นวัฏฏะย่อมหมายถึงความไม่สิ้นสุด  ซึ่งก็คือ   ต้นชนปลาย   เป็นที่มาของคาถาอาคมหรือการเล่นคาบคาถา  หลายบท  บางอาจารย์จะเรียก ว่า  “งูกินหาง” แบบตรงๆ  แต่บางสำนักก็อาจกล่าวเรียกเป็นอย่างอื่น แต่ก็คล้ายกันคือต้นชนปลายกลายเป็นวงนั่นเองคาถาอาคม ที่ถอดกลแบบนี้นับถือว่ามีคุณครอบจักรวาล  คือใช้ได้ตามความประสงค์ทุกประการ  ซึ่งจะได้ยินสำนวน เวลาพูดไม่รู้เรื่องไม่ได้ความ  หรือสวดมนต์ผิดๆถูกๆว่า  “จับต้นชนปลายไม่ถูก” นั่นเอง 
           ไม่ว่าจะเรียกแบบงูกินหางหรือนาคบาศก็ตาม นับถือว่า   เมื่องูกินกัน หรืองูกินหาง เมื่อกินตัวครบรอบก็ มีคุณครอบจักรวาลได้ คตินี้มิใช่มีแต่ชาวสยามหรือสุวรรณภูมิ แต่ต่างบ้านต่างเมืองไกลถึงอัศดงคต ก็มีคติเรื่องงูกินหางนี้เช่นกัน   เรียกว่า ฮูปสเนค (Hoop Snake) แปลว่า ห่วงงู  หรือ บ่วงงู
             

       Hoop Snake(ฮูปสเนค): ฮูปสเนคเป็นสัตว์ในนิทานพื้นบ้านของชาวอเมริกา มันเป็นงูที่อมปลายหางของตัวเองไว้ในปาก และเคลื่อนที่โดยการหมุนตัวบนพื้นดิน ฮูปสเนคสามารถเคลื่อนที่ได้รวดเร็วจนไม่มีใครหนีพ้นวิธีเดียวที่จะหนีจากมัน ก็คือกระโดดลอดผ่านรูที่เกิดจากการอมปลายหางของมัน จะทำให้ฮูปสเนคสับสนและเคลื่อนที่ผ่านเราไปโดยย้อนกลับไม่ทันบางครั้งฮูปสเนคก็เกี่ยวข้องกับสัญลักษณ์ “Uroboros (อุโรโบรอส)” Ouroboros (อูโรโบรอส) มาจากภาษากรีกคำว่า Ο?ροβ?ρος ο?ρ? (oura) แปลว่า "หาง" ส่วน β?ρος (boros) แปลว่า "การกิน"รวมกันจึงหมายถึง ผู้กลืนกินหาง เป็นสัญลักษณ์แห่งความอมตะและจักรวาล รวมเป็นหนึ่งในศิลปะของกรีกและอียิปต์ สัญลักษณ์อุโรโบรอสแสดงให้เห็นรูปของงูที่มีปลายหางของมันอยู่ในปาก ตัวของมันโค้งเป็นวงกลม พญางูแห่งมิดการ์ดในตำนานของชาวนอร์สก็โอบล้อมโลกด้วยการอมหางของมันไว้ใน ปากเช่นกันหรือสัญลักษณ์ Uroborosเป็น รูปงูขดกันเป็นวงกลม แสดงถึงความไม่สิ้นสุด สัญลักษณ์อูโรโบรอสนอกจากสื่อถึงความไม่มีที่สิ้นสุดแล้ว อูโรโบรอสเป็นคำศัพท์ในภาษาลาติน มีความหมายตามตัวว่า 'งูกินหาง" ซึ่งมีความหมายถึง 'การก่อกำเนิด" หมายความว่า 'การกำเนิดเกิดด้วยตัวเอง" หรือการเกิดโดยปราศจากผู้ให้กำเนิด (ซึ่งใน FMA อาจเปรียบเทียบพวก Sin (บาป) ในฐานะการกำเนิดจากวิธีที่ไม่ใช่ธรรมชาติเช่นนี้ด้วยนอก จากนี้ จากการกำเนิดด้วยตัวเอง ยังจบชีวิตลงด้วยตัวเองด้วย (ด้วยการกินตัวเองตาย คือ เกิดและดับในตัวเอง) โดยที่อูโรโบรอสถือเป็นชีวิต ที่นอกเหนือจากกฎสามัญปกติ หรือชีวิตที่ไม่ได้มาจากพระเจ้า อูโรโบรอส ถูกใช้เป็นเครื่องหมายแห่งพระอาทิตย์ในอียิปต์ และในแนวคิด ทางนอสติค (Gnosticism) ก็มาการพูดถึงอูโรโบรอสในฐานะอาทิตย์เช่นเดียวกัน โดยเชื่อว่าอูโรโบรอสเป็นเครื่องหมายแทน สุริยเทพ อบราซัส (Abraxas) ความเป็นนิรันดร และ จิตวิญญาณแห่งโลกอูโรโบรอสเป็นอีกหนึ่ง เครื่องหมายที่ถูกใช้กันในประเพณี และ วัฒนธรรมต่างๆ โดยเฉพาะอย่างยิ่งเป็นเครื่องหมายที่ปรากฏและใช้กันอย่างแพร่หลายในศาสตร์โบราณ
             ในศาสตร์ไทย งูกินหางก็นับถือว่าคือนาคบาศ  ของศักดิ์สิทธิ์   และเป็นเค้าที่มา ของเครื่องรางของขลังหลายชนิด  ตั้งแต่เชือกคาด   ผ้าเช็ดหน้า ผ้าขอด ฯ สรุปรวมๆคืออะไรที่กลายเป็นวงได้ก็มักจะจัดเป็นงูกินหางหรือนาคบาศ   ที่ เห็นกันแต่ไม่นึกก็คือ บาศ  ที่หมายถึงบ่วงบาศ  อย่างเงื่อน “บ่วงสายธนู” ก็เป็น เงื่อนศักดิ์สิทธิ์ ในตระกูลนาคบาศด้วย เพราะตอนรูดเป็นบ่วงเพื่อรัดจะกินหางเชือกไปจนสุด แบบเดียวกับ งูกินหาง นั่นเอง
        งูกินหาง หรือนาคบาศ  เป็นเครื่องรางของขลังจากอาคมที่ถือว่าดีรอบตัว  ค้นคว้าสอบถามจากผู้รู้ว่า  มีอุปเท่ห์ทางของขลังจากอาคมครบทุกด้านตั้งแต่  คุ้มครองป้องกัน    ล้างอาถรรพ์    จับมัดวิญญาณร้าย    มัดใจผูกจิต     ไปจนกระทั่งโชคลาภมหานิยม  จึงนิยมเรียกกัน ในภายหลังว่า กินบ่เซี่ยง   ซึ่งหมายถึงว่า  กินไม่หมด
          นาคบาศ เป็นมนต์หรือคาถาอาคมที่ถือคติอิงฤทธิ์จากพญานาค  หรืองูศักดิ์สิทธิ์ที่ขยาย องค์ความรู้จาก “งู” ไปสู่ทัศนคติยิ่งใหญ่อย่างมหาจักรวาลหรือสังสารวัฏ
                                   (โปรดติดตามตอนต่อไป)      



นาคบาศ  ตามที่ประชาสัมพันธ์ แต่รายการนี้จัดให้สมาชิกเฉพาะ
เป็นนาคบาศ นวโลหะผสมชนวน พิเศษใช้ทำน้ำมนต์โดยเฉพาะจัดมอบให้สมาชิก พร้อมชุดเนื้อผง
กำนลชุดละ ๑๒๕๐.-บาท(นาคบาศโลหะ  นาคบาศเนื้อผง (พร้อมเลี่ยม+พาน)
มีทนสิทธิ์ เหล็กไหลนาคราช   นาคสวาด   น้ำมันว่านนาคราชขวดเล็ก