หลวงพ่อพรหม วัดขนอนเหนือ



ประวัติหลวงพ่อพรหม วัดขนอนเหนือ

       พระอาจารย์ที่ปรากฏชื่อเสียงเกียรติคุณทางวิทยาคมของไทยเรานี้มีมาก แต่ที่คนในยุคปัจจุบันยังทันรู้เห็นจะเป็นพระอาจารย์ที่อยู่ในช่วงประมาณ พ.ศ.๒๕๐๐ก่อนหลังเล็กน้อย พระอาจารย์ในชุดนี้ที่มีอาวุโสมากๆจะมรณภาพช่วงใกล้ๆ พ.ศ.๒๕๐๐ ส่วนท่านที่อาวุโสน้อยกว่าก็จะมาถึงกาลมรณภาพในช่วงเวลาใกล้เคียงกับปัจจุบัน พระอาจารย์ที่ปรากฏเกียรติคุณในช่วงเวลาดังกล่าวนี้มักเป็นพระอาจารย์ที่อยู่ในช่วงที่เกิดสงคราม นับได้แต่ครั้งสงครามอินโดจีน สงครามมหาเอเชียบูรพา บางท่านอยู่ต่อมาจนถึงสงครามเกาหลี สงครามลาว-เวียดนาม พระอาจารย์เหล่านี้ได้ชื่อเสียงมาจากประสบการณ์ทั้งนั้น ไม่ได้มีการโฆษณาประชาสัมพันธ์อย่างในปัจจุบัน เรียกว่าชื่อเสียงของท่านทั้งหลายเหล่านั้นมาจากฝีมือล้วนๆ ความแก่กล้าทางสมาธิจิตวิทยาคมภูมิธรรมสูงอย่างที่ยากที่คนปัจจุบันจะทำได้
        ในช่วงใกล้ พ.ศ.๒๕๐๐ นั้นขณะที่พระอาจารย์รุ่นอาวุโสกำลังปรากฏเกียรติคุณอยู่ มีพระอาจารย์รุ่นหนุ่มใหญ่วัยประมาณ ๔๐ ปี ท่านหนึ่งสามารถแทรกเบียดเข้ามามีชื่อเสียงร่วมสมัยกับพระอาจารย์รุ่นใหญ่ได้ ทั้งยังได้รับคำยกย่องจากพระอาจารย์ต่างๆว่าเป็นผู้ทรงวิทยาคมขลังชนิดของจริงด้วย สามารถร่วมนั่งอธิษฐานจิตปลุกเสกวัตถุมงคลกับพระอาจารย์รุ่นใหญ่ได้อย่างเต็มภาคภูมิ วัตถุมงคลเครื่องรางของขลังของท่านเองท่านจะอธิษฐานจิตเสกปลุกของท่านโดยมิต้องอาศัยใคร ความทรงวิทยาคมแก่กล้ามีสมาธิจิตสูงยิ่งของท่านทราบกันในหมู่พระอาจารย์รุ่นอาวุโสกว่าดี ถึงขนาดที่พระอาจารย์ใหญ่หลายๆท่านสั่งความกับลูกศิษย์ลูกหาให้ไปฝากตัวเป็นศิษย์ให้ได้ และให้คำรับรองว่าท่านรูปนี้มีวิทยาคมสูงส่งแก่กล้าเหมือนพระอาจารย์รุ่นเก่าจริงๆ พระอาจารย์ท่านนี้ก็คือ หลวงพ่อพรหม ติสฺสเทโว แห่งวัดขนอนเหนือ ต.บ้านกรด อ.บางประอิน  จ.พระนครศรีอยุธยา นั่นเอง

        หลวงพ่อพรหม ติสฺสเทโว ท่านนี้เป็นพระอาจารย์ผู้เรืองวิทยาคมจริงๆรอบรู้วิชาการสารพัด ทั้งยังเป็นพระปฏิบัติชนิดตัวจริงเสียงจริงมีภูมิธรรมอยู่ในระดับสูงมาก แต่ความที่เป็นพระอาจารย์ผู้มีวิทยาคมขลังเสกปลุกวัตถุมงคลมีอานุภาพขลังมีประสบการณ์ชนิดฉกาจฉกรรจ์ จึงบดบังเรื่องความเป็นพระนักปฏิบัติพระกรรมฐานชั้นยอดไป วัตถุมงคลที่ท่านอธิษฐานจิตมีประสบการณ์มีผู้เสาะแสวงหาตั้งแต่ก่อน พ.ศ.๒๕๐๐ อีกด้วย ขณะนั้นท่านยังหนุ่มอยู่ก็เป็นพระผู้เรืองวิชาแล้ว เกียรติคุณของท่านมาจากคุณวิเศษของท่านเองล้วนๆ และชื่อเสียงเกียรติคุณของท่านค่อยๆกระเดื่องดังขึ้นเรื่อยๆตั้งแต่ พ.ศ.๒๕๐๐ เรื่อยมาทั้งที่ไม่มีการโฆษณาประชาสัมพันธ์ เมื่อถึงคราวครบ ๒๐๐ ปีรัตนโกสินทร์จนกระทั่งถึงปีที่ท่านมรณภาพ ชื่อเสียงเกียรติคุณของท่านโด่งดังถึงขั้นเป็นพระอาจารย์ดังระดับต้นๆของเมืองไทยกันเลยทีเดียว แม้แต่ขณะนี้ท่านมรณภาพไปร่วมๆ๒๐ ปีแล้วไม่มีข่าวคราวแรงเชียร์แต่วัตถุมงคลของท่านกลับมีผู้ตามเก็บอยู่อย่างเงียบๆโดยตลอด ค่านิยมในการเช่าหาหลายๆรุ่นสูงมากและเป็นค่านิยมตามความเป็นจริงเสียด้วย ไม่ได้เกิดจากการสร้างกระแสใดๆเลย แม้แต่ผู้ที่ไม่ทันได้รู้จักไม่ทันได้กราบนมัสการตัวท่านนั้น ก็ปรากฏว่ากลับมีผู้เลื่อมใสเคารพศรัทธาในหลวงพ่อพรหม ติสฺสเทโว มากขึ้นทุกทีๆจนน่าแปลกใจ
    เกียรติคุณอันยิ่งยงของหลวงพ่อพรหมที่บรรดาลูกศิษย์ลูกหาของท่านเล่าขานบอกต่อๆกันส่วนใหญ่จะเป็นเรื่องอภินิหารวัตถุมงคลที่ท่านอธิษฐานจิต วัตถุมงคลเครื่องรางของขลังที่หลวงพ่ออธิษฐานจิตเสกปลุกขึ้นมามีปาฏิหาริย์ช่วยศิษย์มาเหลือคณานับ ประสบการณ์วัตถุมงคลของท่านมีขนาดที่เรียกว่ามีคนเจอมาแล้วทุกรูปแบบ บางคนโดนปาระเบิดโดนลอบฆ่าโดนจ่อยิงยังไม่เป็นไร บางคนโดนคล่อมรุมแทงก็ไม่เข้าแถมยังใจถึงลุกขึ้นมาลุยได้อีก มีทั้งโดนถล่มด้วยอาวุธสงครามยังรอดห่ากระสุนออกมาได้อย่างเหลือเชื่อ ศิษย์หลายๆคนพบเป็นกำบังตาศัตรูก็มาก ลูกศิษย์ที่ชอบทางทำมาหากินค้าขายก็พบประสบการณ์ซื้อง่ายขายคล่องตั้งตัวได้ ศิษย์ที่เดี๋ยวนี้เป็นมหาเศรษฐีขนาดหนักยังมีหลายคน ที่ชอบทางเมตตามหานิยมก็พบกันอย่างชัดเจน หรือเรื่องผีๆสางๆกุมารทองรักยมชนิดขลังจริงเฮี้ยนจัดสมัยร้อนวิชาก็เคยผ่านมาหมด สามารถทำการแก้ไขเรื่องร้ายให้เป็นดีทำนองสะเดาะเคราะห์ต่อดวงซึ่งหลวงพ่อท่านว่าไม่ใช่สะเดาะเคราะห์ตามแบบที่คนทั่วๆไปหลงเข้าใจกัน ประสบการณ์ต่างๆนี้มิใช่พบกันแค่คนสองคนหรือสิบยี่สิบคน มีผู้พบประสบการณ์กันนับหมื่นรายนับเฉพาะที่มีผู้ยืนยันกระทั่งนอนยันยังได้ ที่ไม่รู้จักกันสืบสาวราวเรื่องไม่ถึงไม่รู้ว่าอีกเท่าไร
หลวงพ่อพรหมมิใช่มีดีเฉพาะเรื่องการเสกปลุกวัตถุมงคลเครื่องรางของขลังเท่านั้น เรื่องการพยากรณ์ทำนายทายทักก็แม่นยำมาก การพยากรณ์ของท่านมิได้มีอุปกรณ์ใดๆไม่ผูกดวงไม่ตั้งฐานเลขอะไร อย่างมากหลวงพ่อจะถามแค่วันเกิดหรือดูมือซึ่งท่านคงแกล้งถามแกล้งทำมากกว่า ถ้าหลวงพ่อพยากรณ์ให้ใครท่านจะพูดจะพยากรณ์ออกมาดื้อๆเลย ไม่มีท่าทางนั่งสมาธิแอ็คท่าแต่อย่างไร หลวงพ่อจะคุยไปพยากรณ์ไปเรื่อยแล้วหยุดไปพูดเรื่องอื่นแทน บางทีบอกวันที่เวลาสถานที่ออกมาอีกด้วย อย่างนี้เป็นเรื่องญาณหยั่งรู้แล้วมีคนพบกรณีเช่นนี้มากมาย
ศิษย์จำนวนมากไปหาหลวงพ่อเรื่องหวยเบอร์ก็ปรากฏว่าโชคดีกันมากต่อมาก เรียกว่าศิษย์ที่ชอบทางด้านนี้มีจำนวนมากจริงๆตามแบบฉบับชมรมคนรักหวย เรื่องนี้หลวงพ่อไม่เคยชักชวนให้หลงงมงาย บางคนกว่าจะได้ถูกอบรมไปหลายรอบ แต่บางคนหลวงพ่อมองหน้าแล้วเขียนใส่เศษกระดาษโยนให้ง่ายๆ มักเป็นผู้ที่กำลังเดือดร้อนขัดสน บางคนไม่มีเงินหลวงพ่อจะควักเงินให้เป็นทุนไปซื้อเลยด้วยซ้ำ และแปลกมากที่จำนวนเงินที่จะได้จากหวยเบอร์จะเท่ากับที่กำลังเดือดร้อนอยู่พอดี เรื่องเลขเด็ดของหลวงพ่อท่านให้ตรงๆไม่มีการบวกลบคูณหาร ท่านเขียนให้ตรงๆดื้อๆเลยแต่พรางตาไว้หน่อยแบบเส้นผมบังภูเขา บางคนดูไม่ออกเลยไม่มีโชคทั้งๆที่มองเห็นชัดๆจะๆว่าโชคอยู่ในกำมือแล้ว เรียกว่าถ้าชี้ให้ดูแล้วต้องหงายหลังผึ่งด้วยความเสียดายทันที
เรื่องที่ลูกศิษย์ลูกหารู้น้อยที่สุดคือความเป็นนักปฏิบัติพระกรรมฐานชั้นยอดของหลวงพ่อ ศิษย์ที่ไปคุยสนทนาเรื่องนี้มีน้อย นับว่าเป็นเรื่องหน้าเสียดายที่สุด กรรมฐานของท่านเป็นแบบที่พระอาจารย์โบราณท่านปฏิบัติกัน และเป็นกรรมฐานที่ออกไปในแนวเกิดฤทธิ์ของจริงด้วย ซึ่งหลวงพ่อเคยบอกว่าถ้าเล่นฤทธิ์ได้หายสงสัยให้ละฤทธิ์เข้าพิจารณาวิปัสสนาให้ได้จึงจะถูกต้อง เป็นที่แน่ใจได้ว่าหลวงพ่อพรหม ติสฺสเทโวท่านเลยระดับคาถาอาคมไปแล้ว เพราะหลายอย่างที่หลวงพ่อท่านสงเคราะห์ญาติโยมต้องเป็นเรื่องฌานสมาบัติที่ได้จากการสำเร็จจิตเท่านั้น

         เรื่องราวของหลวงพ่อพรหม ติสฺสเทโว แห่งวัดขนอนเหนือ จ.พระนครศรีอยุธยานี้มีเรื่องน่าสนใจหลายประการ หลายๆเรื่องแปลกพิสดารมหัศจรรย์อย่างที่ไม่น่าเชื่อว่าในยุคนี้ยังมีอยู่ คุณวิชาหลายอย่างที่เป็นตำนานวิทยาคมที่ไม่น่าเป็นไปได้หลวงพ่อพรหมท่านสามารถทำได้ตามที่บันทึกไว้ในคัมภีร์ สิ่งนี้เป็นกำลังใจให้ผู้ที่สนใจในศาสตร์โบราณของไทยได้มีมานะในการฝึกฝนเป็นอย่างดี หลวงพ่อท่านเคยบอกลูกศิษย์ลูกหาว่าเรื่องไสยศาสตร์วิทยาคมของแท้มีอยู่จริง มีทั้งประโยชน์และโทษ มีกระทั่งไม่มีประโยชน์กับไม่มีโทษพร้อมกันแบบที่ว่าไม่รู้จะเรียนไปทำไมกัน ท่านว่าเรื่องวิทยาคมถ้าจะเรียนฝึกต้องทำจนสิ้นสงสัยจะได้มุ่งไปทางด้านอื่น หลวงพ่อว่าเล่นทางวิทยาคมถ้าทำได้มักเสียท่าติดฤทธิ์ ต้องละฤทธิ์ให้ได้แล้วเข้าสู่วิปัสสนา ถ้าจะให้ดีควรมุ่งทางธรรมโดยตรงจะดีกว่า เพราะฤทธิ์วิทยาคมไม่ใช่ทางหลุดพ้น
         หลวงพ่อพรหมเป็นผู้แตกฉานทางวิทยาคมอย่างลึกซึ้งกว้างขวาง เรียกได้ว่าถ้าจะพูดถึงพระวิชาแล้วหลวงพ่อพรหมวัดขนอนเหนือเป็นพระวิชาชนิดตัวจริงเสียงจริง หลวงพ่อได้ศึกษาทั้งจากโยมบิดาที่เป็นผู้เรืองวิทยาคมท่านหนึ่ง มีตำรับตำราตกทอดของตระกูลมากขนาดเป็นตู้ๆ หลวงพ่อพรหมได้มีโอกาสฝากตัวเป็นศิษย์กับพระปรมาจารย์รุ่นใหญ่ที่ทรงคุณวิเศษทั้งวิทยาคมและพระกรรมฐานโบราณ พระอาจารย์ของหลวงพ่อพรหมแต่ละท่านล้วนเป็นระดับตำนานของเมืองไทยอาทิเช่น หลวงพ่อขัน วัดนกกระจาบ หลวงพ่อชม วัดพุทไธสวรรย์ หลวงพ่ออ่ำ วัดวงษ์ฆ้อง หลวงพ่อพิธ วัดฆะมัง หลวงพ่อฟัก วัดทำเลไทย หลวงพ่ออ่ำ วัดงิ้วงาม พระอาจารย์บางท่านหลวงพ่อพรหมได้ฝากตัวเป็นศิษย์ตั้งแต่หลวงพ่อพรหมยังเป็นฆราวาส ทั้งหลวงพ่อพรหมยังได้อุตสาหะเดินทางไปขอสอบทานตำรากับพระปรมาจารย์อีกหลายๆท่าน
          วิชาที่หลวงพ่อพรหมท่านได้ศึกษาหลายประการเป็นตำรับใหญ่ของวิทยาคมสยาม ทั้งยังมีการฝึกพระกรรมฐานตามแบบฉบับโบราณแท้ๆที่นับวันจะสูญหายลงไปเรื่อยๆ หลายวิชาไม่พบในพระอาจารย์ท่านอื่น พระอาจารย์หลายๆท่านของหลวงพ่อพรหมแทบที่จะเรียกได้ว่าเป็นพระปรมาจารย์ยุคโบราณรุ่นสุดท้าย

         หลวงพ่อพรหม ถือกำเนิดเมื่อวันเสาร์ ปีฉลู ส่วนวันข้างขึ้นข้างแรมและเดือนไม่ชัดเจน ซึ่งเป็นเรื่องปกติของสมัยก่อน เชื่อกันว่าท่านเกิดวันเสาร์แรม ๘ ค่ำ เดือน ๑๑ ปี ฉลู ตรงกับวันที่ ๒๐ ตุลาคม พ.ศ. ๒๔๕๖ แต่จากปฏิทินจริงวันที่ไม่น่าจะถูกต้อง เพียงแน่ใจได้ว่าเป็นวันเสาร์ มีข้อยืนยันคือฉายาพระของท่าน เป็นธรรมเนียมที่พระอุปัชฌาย์จะตั้งชื่อพระบวชใหม่ตามอักษรประจำวันเกิด ฉายาของหลวงพ่อคือ “ติสฺสเทโว” อักขระตัว ต.อักษรตัวแรกตรงกับวันเสาร์ สถานที่เกิดอยู่ที่ ต.บ้านกรด อ.บางปะอิน จ.พระนครศรีอยุธยา โยมบิดาชื่อ นายสุวรรณ นามสกุล ภาคฉาย ต่อมาได้เปลี่ยนเป็นนามสกุล เอี่ยมอนุกูล โยมมารดาชื่อ นางผล มีพี่น้องท้องเดียวกันอยู่ ๙ คน ดังนี้
นาย สุรินทร์   เอี่ยมอนุกูล  
หลวงพ่อพรหม  ติสสเทโว
คนที่ ๓ และ ๔ เป็นฝาแฝดเพศหญิงรอดมาคนเดียวชื่อ นาง เทียน
นาง ธูป
นาย ทวี   เอี่ยมอนุกูล
นาย ศรี   เอี่ยมอนุกูล
คนที่ ๘ เป็นชายแต่เสียตั้งแต่ยังเล็ก
นาย ชนง   เอี่ยมอนุกูล
        โยมบิดาของหลวงพ่อพรหมคือปู่สุวรรณ ท่านเป็นผู้เรืองวิชาท่านหนึ่ง ปู่สุวรรณมีความเชี่ยวชาญทั้งทางวิทยาคมและโหราศาสตร์ ปู่สุวรรณเคยบวชเณรอยู่กับขรัวตาแสง วัดน้อยทองอยู่ (ภายหลังรวมกับวัดดุสิดารามหรือวัดเสาประโคน) ซึ่งขรัวตาแสงนี้ ท่านเป็นญาติผู้ใหญ่ต้นตระกูลของหลวงพ่อพรหมนั่นเอง ปู่สุวรรณได้ศึกษาวิทยาคมและโหราศาสตร์กับขรัวตาแสงตั้งแต่ปู่สุวรรณยังเป็นเณร ทั้งยังได้เคยศึกษาวิชากับครูบาอาจารย์ที่เป็นสหธรรมิกของขรัวตาแสงอีกด้วย

               ขรัวตาแสงนี้เป็นผู้เรืองวิชาอย่างยิ่งและเป็นผู้ชำนาญในงานช่างต่างๆ ท่านเป็นชาวกรุงเก่าและเป็นศิษย์สำนักวัดประดู่ทรงธรรม ท่านได้เรียนวิชาสายวัดประดู่ทรงธรรมไว้มาก เมื่อขรัวตาแสงเข้ามาอยู่ที่ธนบุรีนั้นได้ศึกษาวิชาสำนักวัดชนะสงครามหรือที่สมัยโบราณเรียกกันว่าวัดตองปุนั่นเอง วัดนี้เป็นต้นกำเนิดของพระปรมาจารย์แห่งยุครัตนโกสินทร์หลายท่าน ขรัวตาแสงนี้นับว่าเป็นพระปรมาจารย์ยุคเก่ามากท่านหนึ่ง ท่านมรณภาพปีพ.ศ. ๒๔๕๕ตามประวัติจากทางสายตระกูลของขรัวตาแสงว่ามรณภาพตอนอายุ ๘๐ กว่า แต่กว่าเท่าไรยังไม่ชัดเจนซึ่งข้อนี้ต้องลองตั้งสมมติฐานขึ้นมาเพื่อยืนยันถึงเรื่องราวบางเรื่องที่สายตระกูลขรัวตาแสงบอกเล่าต่อๆกันมา เรื่องดังกล่าวนี้คือสำนักครูบาอาจารย์อันยิ่งใหญ่ไม่ธรรมดาของขรัวตาแสง และขรัวตาแสงท่านเป็นพระปรมาจารย์ต้นตระกูลของหลวงพ่อพรหมโดยตรงด้วย เมื่อขรัวตาแสงมรณภาพปี พ.ศ. ๒๔๕๕ มีอายุ ๘๐ ปีกว่าๆ สมมติว่ามีอายุครบ ๗ รอบคือ ๘๔ ปี ดังนั้นปีเกิดของขรัวตาแสงคือ พ.ศ. ๒๓๗๑ แต่ถ้านับที่อายุ ๘๐ ปีขรัวตาแสงจะเกิดในปี พ.ศ. ๒๓๗๕ สรุปได้ว่าปีเกิดของขรัวตาแสงควรอยู่ระหว่าง พ.ศ. ๒๓๗๑-๒๓๗๕ ขณะนั้นอยู่ในช่วงต้นรัชกาลที่ ๓ พระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว (ทรงครองราชย์ พ.ศ. ๒๓๖๗-๒๓๙๔) จะพบว่าขรัวตาแสงท่านเป็นพระยุคเก่ามาก ลองเทียบกับพระปรมาจารย์ยุคเก่าของพระนครศรีอยุธยาจะได้ดังนี้  
              หลวงพ่อรอดเสือ วัดประดู่ทรงธรรม ไม่ทราบปีพ.ศ. ท่านสร้างวัดขึ้นมาใหม่ช่วงต้นสมัยรัตนโกสินทร์ ดังนั้นท่านต้องเกิดก่อนปีที่สร้างกรุงเทพฯ คือก่อนพ.ศ. ๒๓๒๕ ตามประวัติว่าท่านอยู่ปลายสมัยอยุธยา ท่านมรณภาพตอนต้นรัชกาลที่ ๔
              หลวงพ่อม่วง วัดประดู่ทรงธรรม เป็นเจ้าอาวาสองค์ที่สองต่อจากหลวงพ่อรอดเสือ ไม่ทราบปีพ.ศ.เกิดแต่เป็นเจ้าอาวาสในสมัยรัชกาลที่ ๔
              หลวงพ่อสีวัดประดู่ทรงธรรม พ.ศ. ๒๓๖๐-๒๔๓๓
              หลวงพ่อจั่น วัดบางมอญ พ.ศ. ๒๓๘๐-๒๔๗๐  
              หลวงพ่อกลั่น วัดพระญาติ พ.ศ. ๒๓๙๐-๒๔๗๗  
              หลวงพ่ออ่ำ วัดวงษ์ฆ้อง พ.ศ. ๒๓๙๗-๒๔๘๗
              พระญาณไตรโลก(ฉาย)วัดพนัญเชิง พ.ศ. ๒๔๐๐-๒๔๘๘
              หลวงพ่อเลื่อง วัดประดู่ทรงธรรม พ.ศ. ๒๔๐๕-๒๔๖๔   
              จะเห็นว่ามีพระปรมาจารย์แห่งกรุงศรีฯที่โด่งดังเพียง ๒ ท่านเท่านั้นที่ปีพ.ศ.เกิดใกล้เคียงกับขรัวตาแสงคือ หลวงพ่อสี วัดประดู่ทรงธรรม ที่เกิดก่อน และหลวงพ่อจั่น วัดบางมอญ ที่เกิดหลังขรัวตาแสง สำหรับหลวงพ่อสี วัดประดู่ทรงธรรมนั้นคนเก่าๆบางท่านเคยเชื่อว่าปีเกิดของหลวงพ่อสีจะอยู่ราว พ.ศ. ๒๓๘๐ ซึ่งพิจารณาแล้วไม่น่าจะใช่เพราะหลวงพ่อสีมรณภาพประมาณปีพ.ศ. ๒๔๓๓ มีหลักฐานว่านับอายุได้ประมาณ ๗๓ ปี ถ้าหลวงพ่อสีเกิดปีพ.ศ. ๒๓๘๐จะกลายเป็นว่าท่านมรณภาพตอนอายุ ๕๓ ปีเท่านั้น แต่ถ้าใช่จะกลายเป็นว่านับจากหลวงพ่อรอดเสือผู้สร้างวัดประดู่ทรงธรรมขึ้นมาใหม่หลังกรุงแตก และหลวงพ่อม่วงที่ล้นเกล้ารัชกาลที่ ๕ ทรงเรียกขรัวม่วง จะมีขรัวตาแสงเป็นพระปรมาจารย์สายอยุธยาที่เก่าสุดรองจากหลวงพ่อรอดเสือและหลวงพ่อม่วงแห่งวัดประดู่ทรงธรรม นอกจากนี้ขรัวตาแสงยังเกี่ยวพันกับวัดประดู่ทรงธรรมอย่างชัดเจนด้วย
              เหตุที่ต้องกล่าวย้อนไปถึงขรัวตาแสงปรมาจารย์ต้นตระกูลของหลวงพ่อพรหม วัดขนอนเหนือนั้น ก็เพื่อยืนยันถึงกระบวนวิชาหลายประการของหลวงพ่อพรหมว่ามีความเป็นมาสำคัญขนาดไหน ทำไมหลวงพ่อพรหม ติสสเทโวแห่งวัดขนอนเหนือจึงได้มีความรอบรู้ในวิทยาคมเป็นอย่างยิ่ง และเป็นวิทยาคมตำรับใหญ่ๆที่หาผู้รู้แทบไม่ได้เลย ข้อนี้จึงต้องพิจารณาย้อนไปจนถึงขรัวตาแสงเป็นหลักเทียบเคียง

                ในสายตระกูลของขรัวตาแสงจดจำกันว่าขรัวตาแสงเรียนวิชาจากวัดประดู่ทรงธรรม โดยเป็นศิษย์ของหลวงพ่อรอดเสือและหลวงพ่อม่วง แต่ข้อที่ว่าเป็นศิษย์ของหลวงพ่อรอดเสือนั้นพิจารณาแล้วยังไม่หนักแน่น ค่อนข้างไปในทางที่คลาดเคลื่อนแต่ก็อาจเป็นไปได้ ส่วนทางด้านที่เป็นศิษย์ของหลวงพ่อม่วงนั้นมีหลักฐานยืนยันแน่นอน มีข้อพิจารณาประการหนึ่งในเรื่องที่จดจำกันว่าขรัวตาแสงเป็นศิษย์ของหลวงพ่อรอดเสือว่าอาจเป็นไปได้คือ หลวงพ่อรอดเสือเป็นเจ้าอาวาสวัดประดู่ทรงธรรมยุคกรุงรัตนโกสินทร์องค์แรก หลวงพ่อม่วงเป็นเจ้าอาวาสองค์ที่สองขณะที่อยู่ในช่วงรัชกาลที่ ๔ ดังนั้นหมายความว่าหลวงพ่อรอดเสือต้องเป็นเจ้าอาวาสตั้งแต่สมัยรัชกาลที่ ๑ ต่อเนื่องมาจนถึงรัชกาลที่ ๔ รวมถึง ๔ รัชกาลด้วยกัน พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าฯทรงครองราชย์เมื่อปีพ.ศ. ๒๓๙๔ หลังจากสร้างกรุงแล้ว ๖๙ ปี ถ้าหลวงพ่อรอดเสือท่านอยู่มาจนถึงสมัยรัชกาลที่ ๔ แสดงว่าท่านต้องมรณภาพ หลังจากรัชกาลที่ ๔ทรงครองราชย์เล็กน้อย คือต้องมรณภาพหลังปีพ.ศ. ๒๓๙๔ บวกขึ้นอีกไม่น่าจะเกิน ๒-๓ปี นั่นแสดงว่าหลวงพ่อรอดเสือต้องมีอายุยืนมาก
               เมื่อพิจารณาถึงเรื่องหลวงพ่อรอดเสือท่านสร้างวัดประดู่ทรงธรรมขึ้นมาใหม่ได้ แสดงว่าขณะนั้นท่านต้องมีอายุพอสมควรแล้วไม่ใช่พระเด็กๆแน่ ถ้าหลวงพ่อรอดเสือมีกำลังวังชามีบารมีขนาดสามารถฟื้นฟูวัดขึ้นมาใหม่แล้ว ความเป็นไปได้คือควรอยู่ในช่วงวัยกลางคนไม่หนุ่มไม่แก่จนเกินไป ถ้าขณะนั้นท่านชราภาพแล้วต้องไม่อยู่จนถึงช่วงรัชกาลที่ ๔ อย่างแน่นอน ความน่าจะเป็นของช่วงอายุหลวงพ่อรอดเสือขณะสร้างวัดน่าจะอยู่ระหว่างตอนอายุ ๔๐-๕๐ปี ถ้าคิดเฉลี่ยจะได้ประมาณอายุราว ๔๕ ปี รัชกาลที่ ๔ ทรงครองราชย์หลังสร้างกรุง ๖๙ ปี หลวงพ่อรอดเสือมรณภาในรัชสมัยของ ร. ๔ เอาอายุโดยสมมติเฉลี่ย๔๕ปีบวกกับจำนวนปีที่สร้างกรุงมาแล้ว๖๙ปีจะได้เป็น ๑๑๔ ปี แสดงว่าหลวงพ่อรอดเสือต้องมีอายุยืนมากกว่า๑๑๔ ปีอีกเล็กน้อย หรือไม่ก็ต้องมีอายุถึงประมาณ ๑๒๐ ปีซึ่งจะเป็นไปได้หรือ ถ้าคิดใหม่ว่าหลวงพ่อรอดเสือสามารถสร้างวัดประดู่ทรงธรรมได้เมื่ออายุราว ๓๕-๔๐ ปี คิดรวมแล้วท่านก็ต้องมรณภาพเมื่ออายุเกินร้อยอยู่ดีประมาณ ๑๐๔-๑๐๙ ปี คิดเทียบเป็นปีพ.ศ.โดยประมาณได้ว่า หลวงพ่อรอดเสือน่าจะเกิดใกล้ๆปีพ.ศ. ๒๒๘๕ ซึ่งเป็นปลายสมัยอยุธยา รวมความว่าหลวงพ่อรอดเสือมีอายุเกินร้อยต้นๆนี้มีความเป็นไปได้สูง เพราะปัจจุบันทางต่างจังหวัดไกลๆยังมีปู่ตาย่ายายที่อายุเฉียดร้อยหรือร้อยต้นๆให้เห็นอยู่บ่อยๆ
               ที่คิดเทียบอายุของหลวงพ่อรอดเสือขึ้นมานี้ก็เพื่อพิจารณาเรื่องขรัวตาแสงว่าทันเป็นศิษย์หลวงพ่อรอดเสือหรือไม่ ถ้าหลวงพ่อรอดเสือมรณภาพใกล้ๆปีพ.ศ. ๒๓๙๔ ขณะนั้นขรัวตาแสงจะมีอายุประมาณ ๒๐-๒๕ปี สายตระกูลของขรัวตาแสงยืนยันว่าขรัวตาแสงบวชตั้งแต่เป็นเณรและเป็นศิษย์ของหลวงพ่อรอดเสือด้วย เรื่องนี้จึงมีความเป็นไปได้เช่นกันเมื่อพิจารณาเงื่อนไขเวลาดังกล่าว แต่ที่แน่ๆก็คือขรัวตาแสงเรียนวิชาสายวัดประดู่โรงธรรมจากหลวงพ่อม่วงด้วยอย่างแน่นอน ส่วนที่จะได้เรียนกับหลวงพ่อรอดเสือคงได้มาไม่มากนัก
               ขรัวตาแสงท่านมีพื้นเพเดิมอยู่แถบละแวกวัดทำเลไทยวัดโปรดสัตว์ซึ่งไม่ไกลจากย่านตระกูลหลวงพ่อพรหม ละแวกนั้นมีวัดเก่าแก่คือวัดชีปะขาว ที่วัดชีปะขาวนี้มีพระอาจารย์รุ่นเก่ามากๆอีกท่านหนึ่งชื่อว่าหลวงพ่อหนู ก่อนที่ขรัวตาแสงจะเข้ากรุงเทพฯนั้นขรัวตาแสงได้เป็นศิษย์ของหลวงพ่อหนูวัดชีปะขาวด้วย โดยศึกษาวิชาอยู่กับหลวงพ่อหนูอยู่หลายปี หลวงพ่อหนูเป็นพระอาจารย์ที่ศักดิ์สิทธิ์ท่านหนึ่ง น่าเสียดายว่าประวัติของหลวงพ่อหนูมีผู้รู้น้อยตามสืบยากมาก หลวงพ่อหนูเก่าขนาดอย่างน้อยต้องเกิดในสมัยรัชกาลที่ ๑ อาจจะถึงสมัยธนบุรีหรือปลายอยุธยาด้วยซ้ำ คงเพียงแต่ระลึกกันได้ว่าท่านเป็นพระโบราณที่เก่งมาก
ต่อมาขรัวตาแสงเข้าไปเรียนในกรุงเทพฯที่วัดชนะสงครามอันเป็นสำนักใหญ่แห่งเมืองหลวง ได้เป็นเจ้าอาวาสวัดน้อยทองอยู่ วัดนี้อยู่แถบฝังธนบุรีในละแวกบางกอกน้อย ภายหลังรวมเป็นวัดเดียวกันกับวัดดุสิดารามหรือวัดเสาประโคน ขณะที่ขรัวตาแสงมาอยู่ที่วัดน้อยทองอยู่นี้เองท่านได้ไปเป็นศิษย์ของพระอมตะมหาเถราจารย์แห่งกรุงรัตนโกสินทร์ เรื่องนี้เล่ากันอยู่ในสายตระกูลเช่นกัน พระมหาเถราจารย์ที่เป็นองค์พระปรมาจารย์ของขรัวตาแสงท่านนี้ก็คือสมเด็จพระพุฒาจารย์โต พรหมรังสี แห่งวัดระฆังโฆษิตาราม ผู้สร้างพระพิมพ์สี่เหลี่ยมชิ้นฟักที่เรียกกันว่าพระสมเด็จฯ วัดระฆังนั่นเอง  ท่านเจ้าประคุณสมเด็จพระพุฒาจารย์โตเกิดเมื่อวันพฤหัสบดี ขึ้น ๑๒ค่ำ เดือน ๕ ปีวอก จ.ศ. ๑๑๕๐ ตรงกับวันที่ ๑๗ เมษายน พ.ศ. ๒๓๓๑ ในสมัยรัชกาลที่ ๑ สมเด็จพระพุฒาจารย์โตท่านถึงแก่มรณภาพเมื่อมีอายุได้ ๘๕ปี ตรงกับวันเสาร์ แรม ๒ค่ำ เดือน ๘ต้น(คือเดือน ๘สองหน) ปีวอก จ.ศ. ๑๒๓๔ ตรงกับวันที่ ๒๒ มิถุนายน พ.ศ. ๒๔๑๕ ขณะที่สมเด็จพระพุฒาจารย์โตถึงแก่มรณภาพนั้นขรัวตาแสงมีอายุประมาณ ๔๐-๔๔ปี

              ขณะที่ขรัวตาแสงเป็นเจ้าอาวาสวัดน้อยทองอยู่นั้น บริเวณใกล้ๆ กันมีวัดอยู่ติดกันถึง ๓วัด คือ วัดดุสิดาราม วัดภุมรินราชปักษี วัดน้อยทองอยู่ ชื่อของขรัวตาแสงมีปรากฏอยู่ในเอกสารที่พระยาวุฒิการบดี (ต่อมาเป็นเจ้าพระยาวิชิตวงษ์วุฒิไกร นามเดิมคือ ม.ร.ว.คลี่ สุทัศน์) กราบทูลถวายรายงาน พระเจ้าน้องยาเธอ กรมขุนสมมตอมรพันธุ์(ในขณะนั้น) จะขอคัดมาย่อๆ ดังนี้ เรื่องปฏิสังขรณ์พระระเบียงวัดดุสิดาราม ที่ ๒๑๓/๖๕๕๘ วันที่ ๑๙ ธันวาคม รัตนโกสินทรศก ๑๒๑
              ข้าพระพุทธเจ้า พระยาวุฒิการบดี ขอประทานกราบทูลพระเจ้าน้องยาเธอ กรมขุนสมมตอมรพันธุ์ ทราบฝ่าพระบาท
ด้วยได้รับลิขิตพระปลัดยอด วัดดุสิดาราม ว่าเมื่อศก๑๑๗ ได้พร้อมด้วยพระปัญญาคัมภีร์เถรเจ้าอาวาส พระอุ่มอาจารย์กับขุนภักดี(จอน) จะปฏิสังขรณ์พระอุโบสถและพระระเบียงวัดดุสิตจึงได้เรี่ยรายทายกทายิกาได้เงินประมาณ ๒๕ ชั่ง และพระปัญญาคัมภีร์เถรออกเงิน ๒ ชั่งกับไม้ขอนสักโต ๑๑,๑๒กำ ยาว ๔ วา เป็นขอนไม้สัก ๔ คู่ พระปลัดยอดออก ๕ ชั่ง พระอุ่มอาจารย์ออก ๑๑ ชั่ง ๒๘ บาท รวมเงิน ๔๓ ชั่ง ๒๘ บาท ได้
ให้เจ้าอธิการแสงวัดน้อยทองอยู่เป็นนายช่าง....

              จากรายงานนี้แสดงว่าปีศก ๑๑๗คือรัตนโกสินทร์ศก ๑๑๗ เทียบเป็นพ.ศ. ๒๔๔๒ ขรัวตาแสงเป็นเจ้าอาวาสวัดน้อยทองอยู่แล้ว และขรัวตาแสงต้องเป็นที่รู้จักกันในหมู่ผู้มียศศักดิ์ขุนน้ำขุนนางด้วย ความในรายงานยังทราบถึงพระกรรณเจ้านายอีกต่างหาก ขรัวตาแสงจึงไม่ใช่พระระดับธรรมดาแน่ ในละแวกนั้นมีวัด ๓ วัดดังกล่าวมาแล้วอยู่ติดๆกันแค่มีคูคลองกั้น ถ้านับถัดเข้าไปทางพระบรมมหาราชวังโดยยึดแนวแม่น้ำเจ้าพระยาเป็นหลัก จะพบว่าถัดไปเป็นวัดอัมรินทร์และจะเป็นวัดระฆังโฆษิตารามนั่นเอง ระยะทางจากวัดน้อยทองอยู่กับวัดระฆังฯใกล้ขนาดที่ว่าพายเรือจากท่าน้ำวัดดุสิดารามมองเห็นวัดระฆังฯได้เลย หรือถ้าจะเดินไปวัดระฆังฯก็เดินผ่านสวนข้ามคลองบางกอกน้อยผ่านวัดอัมรินทร์ที่หลวงปู่คำศิษย์รุ่นอาวุโสของสมเด็จฯโตเป็นเจ้าอาวาสอยู่ เลยวัดอัมรินทร์ไปหน่อยก็ถึงวัดระฆังฯแล้ว ดังนั้นที่สายตระกูลของขรัวตาแสงบอกเล่าต่อๆกันมาว่า ขรัวตาแสงเป็นศิษย์ของท่านเจ้าประคุณสมเด็จพระพุฒาจารย์โต พรหมรังสีจึงมีความเป็นไปได้สูงมากเชื่อถือได้แน่นอน ทั้งยังมีสมุดข่อยที่ขรัวตาแสงเขียนรายงานถึงท่านเจ้าประคุณสมเด็จฯโตด้วย 
               ถ้านับระยะเวลาตั้งแต่ขรัวตาแสงเกิดไปจนถึงปีที่ท่านเจ้าประคุณสมเด็จฯโตมรณภาพ จะพบว่าขรัวตาแสงอยู่ร่วมสมัยกับท่านเจ้าประคุณสมเด็จฯโตประมาณถึง ๔๐กว่าปี นับพรรษาเอาเฉพาะที่เป็นพระภิกษุแล้วต้องไม่ต่ำกว่า ๒๐ พรรษา ตามประวัติว่าขรัวตาแสงเข้ามาเรียนในกรุงได้เป็นมหาเปรียญ ๖ ประโยคและเป็นเจ้าคณะแขวงอย่างใดอย่างหนึ่ง ในช่วงที่ขรัวตาแสงเป็นศิษย์ของสมเด็จพระพุฒาจารย์โตนั้นคิดเทียบเวลาแล้ว น่าจะเป็นช่วงที่ท่านเจ้าประคุณฯยังเป็นที่พระธรรมกิติเป็นอย่างมากสุดคือปีพ.ศ. ๒๓๙๕ หรือสมัยที่ท่านเจ้าประคุณฯเป็นพระเทพกวีในปีพ.ศ. ๒๓๙๗ ระยะเวลาดังกล่าวเป็นระยะที่ขรัวตาแสงเข้ากรุงพอดี
               หลักฐานตำรับตำราของขรัวตาแสงเป็นวิชาตำรับใหญ่หลายตำรับ นับเฉพาะที่ท่านเรียนจากในกรุงก็มีมากมายหลายผูกหลายคัมภีร์ มีตำรับวิทยาคุณตำรับผงวิเศษต่างๆ ตำรายันต์มหายันต์มากมาย และตำราสายวัดประดู่ทรงธรรมกรุงเก่าที่ศึกษามาจากหลวงพ่อรอดเสือและหลวงพ่อม่วง ทั้งจากครูบาอาจารย์ที่ทราบเพียงชื่อแต่ยังสืบเสาะเค้าเงื่อนไปไม่ถึงเช่นหลวงพ่อหนู วัดชีปะขาว มีวิชาในตำนานวิชาหนึ่งที่ขรัวตาแสงเชี่ยวชาญทำได้ขลังมาก วิชานี้สืบค้นไปไม่ถึงว่าขรัวตาแสงเล่าเรียนจากที่ใด คงรู้ลึกสุดที่เพียงขรัวตาแสงเท่านั้น วิชานี้ต้นกำเนิดอยู่ในเมืองกรุงแน่นอนเชื่อกันว่าเป็นของชาติแขกอิสลาม วิชานี้ก็คือวิชาชาตรีแขก หรือ ชาตรีเก้าเฮ ที่เรียกว่าวิชาหินเบา นั่นเอง

                ชาตรีเก้าเฮนั้นแทบทุกคนต้องนึกไปถึงหลวงพ่อกลั่น วัดพระญาติการาม จ.พระนครศรีอยุธยา สืบต้นเค้าวิชาได้ไม่เกินหลวงพ่อกลั่น คนเก่าๆเคยเล่าว่าหลวงพ่อกลั่นเรียนวิชาชาตรีเก้าเฮกับอาจารย์ฆราวาสชื่อเหมือน เรื่องนี้ยังไม่ยืนยันแน่นอนจึงถือว่าหลวงพ่อกลั่นเป็นต้นเค้าของชาตรีเก้าเฮ แต่ความจริงยังมีขรัวตาแสง วัดน้อยทองอยู่ที่เป็นต้นเค้าชาตรีเก้าเฮเช่นกัน ทั้งยังสืบค้นเกินขรัวตาแสงไปยังไม่ได้ด้วย ขรัวตาแสงและหลวงพ่อกลั่นต่างก็เป็นศิษย์ของวัดประดู่ทรงธรรม ขรัวตาแสงอายุมากกว่าหลวงพ่อกลั่นประมาณ ๑๕-๑๙ปี เป็นศิษย์หลวงพ่อรอดเสือและหลวงพ่อม่วง ส่วนหลวงพ่อกลั่นเล่ากันว่าเป็นศิษย์ของหลวงพ่อม่วงและหลวงพ่อสีวัดประดู่ทรงธรรมหลวงพ่อม่วงวัดประดู่ทรงธรรมนี้ล้นเกล้า ร. ๕ ทรงเรียกว่าขรัวม่วง   ทั้งขรัวตาแสงและหลวงพ่อกลั่นต่างก็เรียนวิชาชาตรีเก้าเฮจากในกรุงเทพฯเหมือนๆกัน ขรัวตาแสงเป็นต้นสายวิชาชาตรีเก้าเฮที่สืบทอดมายังหลวงพ่อพรหม วัดขนอนเหนือ ส่วนหลวงพ่อกลั่นเป็นต้นสายวิชาชาตรีเก้าเฮสายวัดพระญาติ  กล่าวถึงปู่สุวรรณโยมบิดาของหลวงพ่อพรหมครั้งปู่สุวรรณยังเป็นเด็ก มีประวัติว่าปู่สุวรรณบวชเณรอยู่กับขรัวตาแสงตั้งแต่ยังอายุยังน้อย ปู่สุวรรณชอบทางวิทยาคมเป็นอย่างยิ่ง สมัยที่เป็นเณรอุตสาหะร่ำเรียนกับขรัวตาแสงโดยขยันขันแข็ง วิชาการของขรัวตาแสงเณรสุวรรณสามารถสืบทอดไว้ได้มาก ทั้งยังได้ฝากตัวเป็นศิษย์กับพระสหธรรมิกของขรัวตาแสงอีกด้วย ได้เห็นขรัวตาแสงแสดงวิชาแลกเปลี่ยนกับพระอาจารย์ท่านอื่นด้วย แต่ที่ทราบกันทั่วไปมักเป็นเรื่องการแสดงวิชาแปรธาตุระหว่างขรัวตาแสงกับหลวงปู่ศุข วัดปากคลองมะขามเฒ่า เรื่องนี้มีผู้เขียนแสดงไว้ในหลายที่แล้ว จึงขอบันทึกแสดงไว้พอสังเขป
               ครั้งหนึ่งหลวงปู่ศุขแวะมาเยี่ยมขรัวตาแสงและมีการทดสอบแลกเปลี่ยนวิชากัน สามเณรสุวรรณแอบไปดูที่ใต้ถุนกุฏิ เห็นว่าหลวงปู่ศุขเอาปลีกล้วยมาเสกเป็นกระต่ายวิ่งได้ ส่วนขรัวตาแสงเอาใบพลูฉีกแล้วเสกกลายเป็นผีเสื้อบินว่อนในกุฏิได้ ต่อมาสามเณรสุวรรณได้เป็นศิษย์ของหลวงปู่ศุขด้วยอีกผู้หนึ่ง วิชาที่สามเณรสุวรรณเรียนจากขรัวตาแสงมีทั้งวิทยาคมโหราศาสตร์และพระกรรมฐาน ขรัวตาแสงจะสอนเรื่องธาตุเป็นพิเศษ การเรียนกับขรัวตาแสงแน่นอนว่าต้องได้เรียนตำรับวัดประดู่ทรงธรรมกรุงเก่า ทั้งวิทยาคมสำนักใหญ่แห่งรัตนโกสินทร์เช่นวิชาสายพระอาจารย์วัดชนะสงคราม โดยเฉพาะที่ไม่พลาดคือตำรับของท่านเจ้าประคุณสมเด็จพระพุฒาจารย์โต พรหมรังสี ที่แน่ๆคือตำรับตำราทั้งหลายของขรัวตาแสงนี้สามเณรสุวรรณเป็นผู้สืบทอดต่อมา
                เมื่อสามเณรสุวรรณอายุ ๑๘ พรรษาขรัวตาแสงได้มรณภาพลง ตรงกับปีพ.ศ. ๒๔๕๕ สามเณรสุวรรณจึงสึกเป็นฆราวาสเดินทางกลับอยุธยา ได้นำตำรับตำราของขรัวตาแสงไปด้วยและฝึกฝนวิชาให้แก่กล้าขึ้นเรื่อยๆ ทั้งวิทยาคมและโหราศาสตร์สามารถเรียนรู้ได้อย่างแตกฉาน ทางวิทยาคมทำได้ขนาดเสกใบพลูให้เป็นผีเสื้อบินได้ ทางโหราศาสตร์ขนาดสามารถคำนวณรู้ไปถึงวันตายของตนเองได้ ขณะที่นายสุวรรณกลับมาอยู่ที่พระนครศรีอยุธยานั้นไม่ปรากฏหลักฐานที่ชัดเจนว่าได้ไปศึกษาวิชากับพระอาจารย์ท่านอื่นอีกหรือไม่ ทราบเพียงแต่ว่าได้เรียนต่อวิชากับหลวงปู่ศุข วัดปากคลองมะขามเฒ่า ที่ได้เคยฝากตัวเป็นศิษย์ตั้งแต่ครั้งที่หลวงปู่ศุขแวะไปเยี่ยมขรัวตาแสงนั่นเอง นายสุวรรณใช้ความรู้ที่เรียนมาสงเคราะห์ชาวบ้านทั่วไปได้รับความนับถือมาก เรียกได้ว่านายสุวรรณหรือปู่สุวรรณเป็นฆราวาสผู้เรืองวิชาของกรุงศรีฯท่านหนึ่ง
               ในที่สุดนายสุวรรณมีครอบครัวโดยสมรสกับนางสาวผลและให้กำเนิดบุตรในเวลาต่อมา มีบุตรคนแรกชื่อ สุรินทร์ บุตรคนที่สองชื่อ พรหม ชื่งในเวลาต่อมาก็คือหลวงพ่อพรหมนั่นเอง นายสุวรรณมีบุตรธิดาทั้งหมดรวม ๙ คนดังได้กล่าวมาแล้วในตอนต้น
               เด็กชาย พรหม มีความขยันขันแข็งนิสัยใจคอหนักแน่นกล้าหาญ ที่แปลกกว่าเด็กในวัยเดียวกันคือมีใจรักในวิทยาคมเป็นพิเศษ เด็กชายพรหมได้รับการถ่ายทอดวิชาการต่างๆจากบิดาแบบเป็นขั้นตอน ตำรับตำราทั้งหมดของขรัวตาแสงมีทั้งวิทยาคมชั้นสูงและโหราศาสตร์ทำนายทายทักรับพระเคราะห์ส่งพระเคราะห์ นายสุวรรณผู้เป็นบิดาได้ถ่ายทอดให้ทั้งหมด ส่วนการเรียนการศึกษาตามแบบของทางการเด็กชายพรหมก็เรียนตามความเหมาะสมของยุคสมัย ได้เข้าเรียนที่โรงเรียนแถบวัดขนอนเหนือนั่นเอง เรียกกันในสมัยนั้นว่าโรงเรียนหมอน้อย สถานที่ตั้งอยู่ฝั่งตรงข้ามของโรงเรียนวัดขนอนเหนือในเวลาต่อมา
              เมื่อเข้าวัยหนุ่มนายพรหมก็ยังชอบศึกษาวิชาต่างๆเหมือนเช่นเดิม ได้เดินทางไปฝากตัวเป็นศิษย์ของพระอาจารย์ที่มีวิทยาคมมีกรรมฐานแก่กล้าหลายท่าน ขณะที่ยังมิได้อุปสมบทได้ไปกราบหลวงพ่อกลั่น วัดพระญาติ แต่จะได้ศึกษาวิชาใดมายังมิทราบแน่ชัด ที่แน่ๆคือหลวงพ่อพรหมมีความสนิทสนมกับหลวงพ่ออั้น วัดพระญาติต่อมาจนถึงหลวงพ่อเฉลิมเจ้าอาวาสวัดพระญาติฯองค์ปัจจุบันมาก มีการสอบทานตำราระหว่างวัดพระญาติฯกับวัดขนอนเหนือกันเนืองๆ เพราะวิชาหลายอย่างมีต้นสายมาจากสำนักวัดประดู่ทรงธรรมเหมือนๆกัน แม้แต่วิชาชาตรีเก้าเฮก็ยังมีเหมือนๆกันอีกด้วย นอกจากหลวงพ่อกลั่น วัดพระญาติแล้วนายพรหมยังได้ไปฝากตัวเป็นศิษย์ของหลวงพ่อชม วัดพุทไธสวรรย์อีกท่านหนึ่ง เฉพาะที่หลวงพ่อชมนี้นายพรหมได้รับการสักยันต์เป็นรูปเสือที่สีข้างมาด้วย และเคยได้รับตะกรุดโทนจากหลวงพ่อชมโดยตรง หลวงพ่อชม วัดพุทไธสวรรย์เป็นพระอาจารย์ขั้นสุดยอดองค์หนึ่ง วัตถุมงคลของท่านเป็นที่เสาะหากันมาก เหรียญหลวงพ่อชม วัดพุทไธสวรรย์เป็นเหรียญหลักหายากเหรียญหนึ่งมีค่านิยมสูงมาก

               นายพรหมได้รับการถ่ายทอดวิชาจากบิดามาอย่างดี จึงมีพื้นฐานทางวิทยาคมดีมาก เมื่อได้ไปกราบพระอาจารย์ท่านใดจึงเป็นการง่ายที่จะฝึกเคล็ดวิชาเพิ่มขึ้นไปอีก เนื่องจากนายพรหมมีนิสัยกล้าหาญยุติธรรมไม่เกรงกลัวใครจึงมีเพื่อนมาก เพื่อนบางคนเป็นนักเลงเป็นเสือเลยพลอยให้นายพรหมถูกมองว่าเป็นเสือไปด้วย อีกทั้งนายพรหมมีวิชาอาคมดีได้ชื่อว่าหนังเหนียวขนาดหนัก อยู่ยงคงกระพันชาตรีเรื่องตีรันฟันแทงไม่กลัวใคร แม้แต่เสือร้ายชื่อดังของเมืองปทุมธานีในยุคนั้นนายพรหมยังท้าดวลมีดเสียบพุงกันมาแล้ว ต่างคนต่างไม่ระคายผิวเรียกว่ามีดีด้วยกันทั้งคู่ เสือร้ายแห่งปทุมธานีผู้นี้คือเสือฉาย เรื่องของเสือฉายได้เคยมีผู้เล่าไว้ในหลายที่เป็นที่ทราบกันดี เป็นธรรมดาของผู้มีวิชาอาคมชนิดของจริงที่บางครั้งเหมือนร้อนวิชาต้องลองของลองวิชา นายพรหมมีวิชาดีจึงมักทำเรื่องที่น่าหวาดเสียวบ่อยๆ หลายๆครั้งที่นายพรหมแสดงคุณวิชาเอามือล้วงลงในกระทะน้ำมันเดือดๆ ที่แม่ค้าใช้ทอดกล้วยแขกขาย นายพรหมสามารถใช้มือจุ่มลงในน้ำมันเดือดร้อนๆ เอามือควานเล่นในน้ำมันเดือดได้อย่างหน้าตาเฉย เรื่องนี้มิใช่แค่ครั้งเดียวแต่เคยลองวิชาเช่นนี้หลายครั้งจนผู้คนทั้งเกรงกลัวทั้งนับถือ นอกจากนี้นายพรหมยังเป็นผู้มีหน้ามีตาด้วยมีฐานะทางบ้านอยู่ในระดับมีอันจะกิน และยังเป็นลูกชายของพ่อสุวรรณผู้ได้ชื่อว่าเป็นอาจารย์ฆราวาสขมังเวทย์เป็นโหรเทวดาอีกต่างหาก ถ้าเปรียบเป็นปัจจุบันนายพรหมเป็นหนุ่มเนื้อหอมที่มีคนอยากผูกไมตรีคบหามาก คืออยากเป็นพวกด้วยเพราะน่าเกรงขาม และอยากเป็นพวกเพราะมีฐานะดี เหนืออื่นใดเพราะนายพรหมเป็นผู้ขึ้นชื่อว่ารักความยุติธรรมมีน้ำใจโอบอ้อมอารีนั่นเอง
             เมื่อนายพรหมมีอายุครบเกณฑ์ทหารจึงเข้าตามหมายเกณฑ์แต่ไม่ติด แต่บางท่านว่าสมัครเป็นทหารอยู่ ๖ เดือน พ่อสุวรรณได้พาไปฝากฝังไว้กับญาติผู้ใหญ่ชื่อคุณหลวงเสรีรณฤทธิ์ นายพรหมได้เข้าทำงานเป็นหัวหน้าแผนกพัสดุของการรถไฟเป็นเวลา ๒ ปี แต่แล้วเกิดเบื่อหน่ายชีวิตฆราวาสจึงลาออกจากการรถไฟ แล้วจึงได้เดินทางกลับอยุธยา ขณะนั้นมีอายุได้ ๒๓ ปี ได้อุปสมบท ณ พัทธสีมา วัดขนอนเหนือ ต.บ้านกรด อ.บางปะอิน จ.พระนครศรีอยุธยา โดยมีหลวงพ่อ ฟัก วัดทำเลไท เป็นพระอุปัชฌาย์ พระอาจารย์ชุ่ม วัดขนอนเหนือ เป็นพระกรรมวาจาจารย์ พระอาจารย์ทอง วัดขนอนเหนือ เป็นพระอนุสาวนาจารย์ ตามจารีตธรรมเนียมปฏิบัติพระอุปัชฌาย์จะตั้งฉายา(ชื่อพระ)ตามอักษรประจำวันเกิด ปรากฏว่าได้ฉายาว่า “ติสสเทโว” ข้อนี้ยืนยันได้ว่าหลวงพ่อพรหมเกิดวันเสาร์ เพราะอักษรประจำของวันเสาร์คือ ต ถ ท ธ น นับเป็นหลักฐานประการหนึ่งในเรื่องวันเกิดของหลวงพ่อพรหมว่าที่จริงควรตรงกับวันใดกันแน่
              พระภิกษุพรหมอยู่รับใช้หลวงพ่อพระอุปัชฌาย์ฟักเป็นระยะเวลาหนึ่ง ได้ศึกษาวิทยาคมและพระกรรมฐานกับหลวงพ่อฟักเพิ่มเติม ซึ่งหลวงพ่อฟักเต็มใจถ่ายทอดให้โดยไม่ปิดบังด้วยรู้ดีว่าศิษย์ผู้นี้ต่อไปในภายภาคหน้าจะเป็นที่พึ่งของสาธุชนทั้งหลาย หลวงพ่อฟักยังรู้จักมักคุ้นกับทางตระกูลบิดาพระภิกษุพรหมอีกด้วย เมื่อรับใช้พระอุปัชฌาย์เป็นเวลาพอสมควรแล้วพระภิกษุพรหมจึงกลับวัดขนอนเหนือ แต่ยังหมั่นแวะไปหาหลวงพ่อพระอุปัชฌาย์ฟักโดยสม่ำเสมอ ได้รับการชี้แนะถ่ายทอดวิชาจากหลวงพ่อพระอุปัชฌาย์ฟักเป็นอย่างดี ติดขัดตรงไหนหลวงพ่อพระอุปัชฌาย์ฟักก็ชี้แนะจนเข้าใจ
              ระหว่างที่พระภิกษุพรหม ติสสเทโว อยู่วัดขนอนเหนือนั้นได้ทบทวนวิชาตามตำราของขรัวตาแสงที่โยมพ่อมอบให้ ตำรับตำราของขรัวตาแสงมีเป็นจำนวนมากล้วนแต่เป็นวิชาที่สืบทอดมาจากพระปรมาจารย์ใหญ่ระดับสุดยอดทั้งนั้น ดังได้เคยกล่าวถึงต้นสายปลายเหตุที่มาของคัมภีร์ตำราของขรัวตาแสงในตอนต้นแล้ว วิชาในตำราเหล่านี้มีทั้งการลบผงวิเศษต่างๆ นะแบบต่างๆ คาถาอาคมเวทย์มนตร์ โองการสารพัด ตำรับพระยันต์ใหญ่มหายันต์ต่างๆ มีทั้งตำรายาสมุนไพรว่านคัมภีร์โหราศาสตร์ ตำราเล่นแร่แปรธาตุ พระภิกษุพรหมต้องใช้ความอุตสาหะฝึกฝนตามตำราของขรัวตาแสงเป็นอย่างมาก แต่ไม่เบื่อหน่ายมีแต่จะเพลิดเพลินไปกับการเรียนวิทยาคม พระภิกษุพรหมครั้งยังไม่อุปสมบทก็ทำวิชาได้ขลังอยู่แล้ว พอบวชแล้วยิ่งฝึกยิ่งขลังมีวิชาแก่กล้ามากขึ้นทุกที
              ต่อมาพระภิกษุพรหมทราบว่าหลวงพ่ออ่ำ วัดงิ้วงาม จ.สระบุรีมีวิชาแก่กล้ามาก พระภิกษุพรหมจึงได้เดินทางไปกราบนมัสการฝากตัวเป็นศิษย์กับหลวงพ่ออ่ำ วัดงิ้วงาม จ.สระบุรี ที่เป็นผู้เรืองวิทยาคมอย่างยิ่งท่านหนึ่ง หลวงพ่ออ่ำชำนาญทั้งวิทยาคมและกรรมฐานแบบโบราณมาก มีฌานสมาบัติแก่กล้า ขณะที่พระภิกษุพรหมเดินทางไปถึงยังวัดงิ้วงามปรากฏว่าหลวงพ่ออ่ำท่านนั่งรออยู่แล้ว หลวงพ่ออ่ำ วัดงิ้วงามนี้อาจจะไม่เป็นที่รู้จักในส่วนกลางมากนักแต่ทางท้องถิ่น จ.สระบุรีนับถือกันว่าศักดิ์สิทธิ์มาก
              หลวงพ่ออ่ำนี้เป็นพระอาจารย์ใหญ่ที่มีอัธยาศัยดีงามมาก มีวาจาไพเราะอารมณ์ดี พระภิกษุพรหมอยู่ศึกษาวิชากับหลวงพ่ออ่ำหลายพรรษา แต่กว่าจะได้เรียนวิชาต้องถูกหลวงพ่ออ่ำทดสอบลองใจอยู่นาน โดยเฉพาะด่านสำคัญคือด่านหญิงงาม หลวงพ่ออ่ำมักจะให้พระภิกษุพรหมเป็นผู้เดินไปรับเอาอาหารจากหญิงสาวสวยคนหนึ่ง สาวงามผู้นี้เป็นหลานสาวของหลวงพ่ออ่ำเอง พระภิกษุหนุ่มเจอกับสาวสวยแทบทุกวันใจไม่แข็งเป็นสึกแน่นอน
 นอกจากหลวงพ่ออ่ำจะให้พระภิกษุพรหมไปพบหลานสาวของท่านบ่อยๆแล้ว เท่านั้นยังไม่พอยังมักพูดในทำนองสนับสนุนให้พระภิกษุพรหมเป็นหลานเขยท่านอีก แต่ในที่สุดพระภิกษุพรหมก็สามารถฝ่าด่านลองใจของหลวงพ่ออ่ำไปได้ หลวงพ่ออ่ำจึงถ่ายทอดวิชาให้พระภิกษุพรหมจนหมดสิ้นเว้นแต่วิชาประเภทการทำคุณไสยต่างๆ หลวงพ่ออ่ำว่ามันเป็นบาปเป็นกรรม แต่หลวงพ่ออ่ำสอนวิชาแก้ไขถอดถอนและป้องกันคุณไสยทั้งปวงให้พระภิกษุพรหมแทน จะได้เอาไว้ช่วยเหลือผู้คนต่อไป การสอนวิชาของหลวงพ่ออ่ำนั้นท่านสอนทั้งทฤษฎีและปฏิบัติ ให้ท่องบ่นมนตราวิชาการ ทำพระกรรมฐานฝึกจิตฝึกสมาธิ และวิชาธาตุอันเป็นเรื่องลึกซึ้งที่พระอาจารย์โบราณที่ชำนาญทางฤทธิ์มักปฏิบัติกัน พระภิกษุพรหมเคยเรียนรู้เรื่องธาตุจากพ่อสุวรรณและหลวงพ่อพระอุปัชฌาย์ฟักมาก่อนแล้ว เมื่อหลวงพ่ออ่ำสอนเรื่องธาตุก็ยิ่งมีความเข้าใจแตกฉานเก่งมากขึ้นเรื่อยๆ หลวงพ่ออ่ำเคยแสดงคุณวิชาแปลกๆหลายอย่าง ทั้งให้พระภิกษุพรหมทำตามบ้าง ให้พิจารณาตีความเอาเองบ้าง พระภิกษุพรหมสามารถทำได้ในเวลารวดเร็ว อันยังความปลาบปลื้มมาสู่หลวงพ่ออ่ำผู้เป็นพระอาจารย์ยิ่ง
               หลวงพ่ออ่ำแสดงฤทธิ์วิชาให้ดูหลายประการเช่น เสกชะแรงเหล็กให้ลอยน้ำได้ เสกรัดประคดเป็นงู เสกหนังควายให้เล็กลงแล้วปล่อยออกไปได้ พอเรียกกลับมาสามารถทำให้ขยายใหญ่เท่าเดิม ทั้งวิชามหาประสานที่ทำให้ของแตกหักกลับติดกันได้ ประสานบาดแผลได้สนิท หลวงพ่ออ่ำขว้างถ้วยน้ำชาแตกให้เห็นต่อหน้าต่อตา แต่พอจะเก็บทิ้งถ้วยน้ำชานั้นกลับเป็นถ้วยดีเหมือนเดิมไม่บุบสลาย เรียกว่าหลวงพ่ออ่ำแสดงทั้งคุณวิทยาคมวิชาธาตุและคุณไสยให้พระภิกษุพรหมได้เห็นทั้งหมด ทั้งยังถ่ายทอดให้จนหมดสิ้นเว้นแต่เรื่องคุณไสย จะสอนเฉพาะการถอดถอนแก้กันคุณไสยทุกประการ เพื่อเอาไว้ช่วยคนทั้งหลายนั่นเอง พระภิกษุพรหมสามารถเข้าใจตามที่หลวงพ่ออ่ำแสดงให้ดู สร้างความพอใจให้หลวงพ่ออ่ำมาก 
            การที่พระภิกษุพรหมได้เห็นคุณวิชาต่างๆของหลวงพ่ออ่ำทำให้เข้าใจเรื่องกระบวนธาตุได้ชัดเจนขึ้น และสามารถฝึกจนมีความเชี่ยวชาญชำนาญขึ้นไปอีก ได้รู้วิธีกำหนดตั้งธาตุในที่อันควร กาลอันควร ทั้งข้างนอกข้างใน อารมณ์อันควรแก่ธาตุ ธาตุที่เป็นรูปธรรมนามธรรม และเล่นฤทธิ์ สุดท้ายเข้าวิปัสสนา เรื่องธาตุเป็นคัมภีร์แยกต่างหาก ไม่สามารถอธิบายให้รู้กันง่ายๆต้องทำเองรู้เอง พระภิกษุพรหมยังมีความเชี่ยวชาญในการใช้เวทย์มนตร์การปลุกเสกตามลักษณะวิชาที่เหมาะสม

                 ที่สำนักหลวงพ่ออ่ำ วัดงิ้วงามนี้พระภิกษุพรหมได้เรียนรู้เรื่องว่านยาสมุนไพรจนมีความรู้ขึ้นอีกมาก หลวงพ่ออ่ำมักจะให้พระภิกษุพรหมตามเข้าป่าหาสมุนไพรต่างๆมาเก็บไว้เพื่อช่วยชาวบ้าน สมัยก่อนพระต้องเป็นที่พึ่งของประชาชนแทบทุกอย่างแม้เรื่องโรคภัยไข้เจ็บ หลวงพ่ออ่ำมีความรู้ทางสมุนไพรมาก สามารถจำแนกสรรพคุณตัวยาพิกัดยาได้เป็นอย่างดี การเข้าป่าหาสมุนไพรนี้เองที่พระภิกษุพรหมได้เห็นอิทธิฤทธิ์อีกประการหนึ่งของหลวงพ่ออ่ำ เป็นวิชาในตำนานวิชาหนึ่งที่สำคัญมาก คือ…