ยันต์สุกิติมา ตำรับสมเด็จพระสังฆราชแพ ฯ



ยันต์สุกิติมา ตำรับสมเด็จพระสังฆราชแพ ฯ

     สยามประเทศของเรานั้นมีประวัติศาสตร์เก่าแก่ยาวนาน ถ้านับย้อนลงไปจากยุครัตนโกสินทร์ฯที่พวกเราดำรงคงอยู่ ก็สามารถนับเป็นยุคได้หลายยุค จากรัตนโกสินทร์ฯย้อนลงไปมี ยุคกรุงธนบุรีศรีมหาสมุทรยุคอยุธยา ยุคสุโขทัย ยุคโยนกนาคนคร ยุคละโว้ ยุคทวาราวดี ศรีวิชัย รวมไปถึงถิ่นแว่นแคว้นอันมีตำนานเล่าขานเช่น ศรีโคตรบูรณ์ สุวรรณโคมคำ หนองแส เชียงแสน นับเป็นยุคสมัยอันเนิ่นนานนัก เป็นธรรมดาที่คนโบราณมีความเชื่อเรื่องสิ่งเหนือธรรมชาติอำนาจศักดิ์สิทธิ์ เทพยดาและภูตผีปีศาจ แน่นอนว่าต้องมีความเชื่อเรื่องเวทมนต์คาถาอักขระเลขยันต์ด้วย เรื่องนี้มีกันทุกชาติทุกภาษา สามารถกล่าวได้ว่าเป็นความเชื่อในระดับสากลด้วยซ้ำ ดังจะเห็นได้ว่าทุกๆชาติต่างมีตำนานทวยเทพอสูรยักษ์ภูตผี ยันตราคาถาเวทมนต์ต่างๆ ผู้รู้เวทมนต์คาถาโหราศาสตร์จะได้รับการยกย่องนับถือมาก

             ครั้นนานวันนานปีนับหลายศตวรรษ ความเชื่อเรื่องดังกล่าวเสื่อมถอยลงไปเรื่อยๆเนื่องจากโลกเจริญทางวัตถุมากขึ้น ตำนานเก่าแก่กลายเป็นเรื่องงมงาย อักขระเลขยันต์คาถาโหราศาสตร์กลับกลายเป็นเรื่องตกยุคล้าสมัย กลายเป็นเรื่องหลอกลวงไปเสียอีก ทั้งยังมีเหล่ามิจฉาชีพหลอกลวงว่าเป็นผู้รู้ในศาสตร์โบราณนี้ไปหลอกลวงคนกันมาก ศาสตร์อันมหัศจรรย์ของสยามกลายเป็นเรื่องหลอกเด็กเสียแล้ว  แผ่นดินไทยของเรานี้ศักดิ์สิทธิ์นัก เรื่องมหัศจรรย์ในไทยย่อมยังมหัศจรรย์อยู่เสมอ ถึงจะมีมิจฉาชีพทรชนตั้งตัวเป็นอาจารย์เก๊ๆหลอกลวงคน แต่มหัศจรรย์แห่งสยามก็ยังมีปรากฏมาทุกยุคทุกสมัย พระปรมาจารย์ผู้ทรงคุณวิเศษยังมีปรากฏอยู่ สามารถยืนยันถึงศาสตร์อันมหัศจรรย์ได้ว่ามีจริง    ศาสตร์แห่งอักขระเลขยันต์วิทยาคมสยามมีหลายหลากมากมาย ในหลายตำรับยังรวมวิทยาการไว้หลายแขนงอย่างแนบเนียน มีความลึกซึ้งขนาดที่ต้องทึ่งว่าคนโบราณท่านคิดค้นขึ้นมาได้อย่างไร ในหลายๆวิชายังพ้องกับวิทยาการสมัยใหม่อีกด้วย

            วิทยาคมสยามมีทั้งแบบที่เรียกว่าไสยดำไสยขาว และยังมีที่เหนือชั้นขึ้นไปอีกซึ่งเป็นเรื่องของการปฏิบัติการทางจิตอันลึกซึ้ง คาถาอาคมอักขระเลขยันต์มีความลับซ่อนอยู่อย่างมากมาย สุดแต่สติปัญญาว่าจะทำกันได้แค่ไหน วิทยาคมไทยเราแสดงความอัศจรรย์ครบถ้วนกระบวนความคือ ทางคุ้มครองป้องกันก็จะเป็นทางอยู่ยงคงกระพันชาตรี แคล้วคลาดมหาอุดกำบัง ทางเกื้อหนุนก็จะเป็นเมตตามหานิยมมหาโชคมหาลาภหนุนดวง ทางแก้ไขก็มีการสะเดาะเคราะห์ภัย มหาประสาน ล้างถอดถอนอาถรรพ์ ทางทำร้ายก็มีการทำเสนียดจัญไร ทำให้หลงเสน่ห์ยาแฝดบิดไส้บังฟันทำอาถรรพ์ให้ร้ายต่างๆ วิทยาคมสยามมีสารพัด
            มีวิทยาคมชนิดหนึ่งที่ท่านผู้รู้วิทยาคมจำเป็นต้องมีไว้ นั่นคือวิทยาคมทางน้ำมนต์ ถือกันว่าเป็นวิชาใช้ในทางช่วยเหลือแก้ไขเกื้อกูลโดยตรง โดยเฉพาะอย่างยิ่งใช้ช่วยเหลือตัวเองเวลาคับขันร้อนใจ วิทยาคมทางน้ำมนต์มีประโยชน์มากจริงๆ ไม่ว่าจะเป็นมนต์คาถาทำน้ำมนต์ ยันต์ทำน้ำมนต์ ขันน้ำมนต์  สมเด็จพระสังฆราชแพ ติสฺสเทวะ แห่งวัดสุทัศน์ฯ ทรงพระเมตตาประทานหล่อขันน้ำมนต์ไว้หลายคราว ที่ก้นขันจะประทับไว้ด้วยยันต์สุกิตติมาเสมอ ปรากฏคุณวิเศษทางน้ำมนต์สูงส่งยิ่งนัก ใช้ทำน้ำมนต์แก้ไขในเรื่องร้ายๆได้ชะงัด และเป็นศิริมงคลดีอย่างยิ่งแม้แต่  พระปรมาจารย์ระดับสมเด็จพระสังฆราชแพฯยังทรงใช้ ยันต์สุกิตติมา นั่นย่อมแสดงว่ายันต์สุกิตติมานี้ต้องเป็นยันต์วิเศษจริงๆ
            
ยันต์สุกิตติมาเรียกอีกอย่างหนึ่งว่ายันต์มหาละลวย มีอุปเท่ห์การใช้สารพัด จัดว่าเป็นมหายันต์หนึ่งแห่งวิทยาคมสยาม ยันต์สุกิตติมาตามตัวอย่างที่แสดงไว้มีสัณฐานดังดอกบัวบาน มีอักขระคาถาสำคัญประกอบอยู่ ๔ บทคือ สุกิตติมา พระเจ้าสิบหกพระองค์ฝ่ายซ้ายฝ่ายขวา พระบารมี ๓๐ ทัศ มีอักขระหัวใจพระสีวลีและหัวใจพญาเต่าเรือน

คาถาสุกิตติมา สุกิตติมา  สุภาจาโร  สุสีละวา  สุปากะโต

ยัสสะสิมา  วะเจธะโร  เกสะโรวา  อะสัมภิโต


คาถาพระเจ้าสิบหกพระองค์ นะมะนะอะ นอกอนะกะ กอออนออะ นะอะกะอัง

                  นะอิมะอะ กะทะอุอะ อะกะมะอิ กะอิมะสะ
                       
คาถาบารมี ๓๐ ทัศ   อิติปาระมิตาติงสา อิติสัพพัญญูมาคะตา                       
    
คาถา ๑๖ คำนี้เป็นเพียงครึ่งบทของคาถาบารมี ๓๐ ทัศ
หัวใจพระสีวลี   นะชาลีติ

หัวใจพญาเต่าเรือน   นาสังสิโม


             การศึกษาวิชาใดๆต้องแต่งเครื่องบูชาครูตามธรรมเนียม ต้องบูชาพระรัตนตรัยก่อนแล้วจึงบอกกล่าวครูบาอาจารย์ท่านเจ้าของวิชา แล้วจึงค่อยกระทำการลงยันต์นั้นๆ ขั้นตอนการลงยันต์สุกิตติมามีดังนี้
                    ๑.ให้ชักเส้นยันต์รูปวงกลมก่อน โดยมียันต์กลมซ้อนกันอยู่ ๒ ชั้น ขณะชักเส้นยันต์ให้กำหนดลมหายใจพร้อมภาวนาสูตรว่า ยันตังสันตังวิกรึงคะเร อิทธิริทธิ ชักเส้นยันต์ไปภาวนาสูตรไปจนกว่าจะได้รูปยันต์กลมครบถ้วน
                    ๒.ภายในยันต์กลมให้ลากเส้นตรงที่ขนานกันทั้งแนวนอนแนวตั้ง จะตัดกันที่กลางยันต์ เรียกเส้นที่อยู่ในวงกลมนี้ว่ากระดูกยันต์ นอกจากนี้ยังมีเส้นกระดูกยันต์ที่แบ่งส่วนต่างๆให้เป็นช่องตารางยันต์ด้วย นับได้ ๒๐ เส้น รวมเส้นขนานด้วยเป็น ๒๔ เส้น ขณะชักเส้นกระดูกยันต์ให้ภาวนาสูตรกระดูกยันต์ว่า อัฏฐิยันตังสันตังวิกรึงคะเร อิทธิริทธิ
                    ๓.ที่ด้านนอกของยันต์กลม ชักเส้นยันต์ต่อออกไปเป็นรูปกลีบบัวทั้งหมด ๑๖ กลีบ ขณะชักเส้นยันต์ภาวนาสูตรว่า ยันตังสันตังวิกรึงคะเรอิทธิ   ริทธิ
                    ๔.ลงอักขระคาถาสุกิตติมา เริ่มจากใจกลางยันต์เดินขึ้นด้านบน  เสร็จแล้วลงอักขระทำนองเดิมทั้งสี่ด้านจากบนขวาล่างซ้ายคือ ลงอักขระ สุ ที่กลางยันต์ก่อน แล้วจึงเดินอักขระด้านบนเป็น กิตติมา แล้วจึงลงอักขระทางด้านขวาของสุเป็น ภาจาโร ลงอักขระด้านล่างเป็น สีละวา ด้านซ้ายเป็น ปากะโต จากนั้นจึงลงอักขระที่ขอบยันต์กลมเริ่มจากด้านซ้ายบนทวนเข็มนาฬิกา อักขระที่ลงมีด้านละ ๓ ตัวคือ ยัสสะสิ วะเจธะ เกสะโร อะสัมภิ   ขณะลงอักขระกำหนดลมหายใจภาวนาสูตรพร้อมกันไปด้วย ลงอักขระตัวใดก็ออกชื่ออักขระตัวนั้นก่อน แล้วว่าสูตรลงและกรึงอักขระติดต่อกันไปเลยเช่น
                    ลง สุ ว่าดังนี้ สุ กาโรโหติสัมภะโว(เขียน สุ) จงมาบังเกิดเป็นสุดังนี้ อักขระยันตังอุปปัชชะติ อักขระยันตังสันตังวิกรึงคะเรอิทธิริทธิ   ( เรียกสูตร กรึง )
                    อักขระตัวอื่นๆลงพร้อมสูตรนี้เช่นกัน เปลี่ยนเพียงชื่ออักขระที่จะลงเท่านั้น
                    ๕.ภายในกลีบบัวที่มี ๑๖ กลีบ ลงไว้ด้วยคาถาพระเจ้าสิบหกพระองค์ฝ่ายขวาคือ นะมะนะอะ นอกอนะกะ กอออนออะ นะอะกะอัง ภาวนาสูตรพร้อมกันไปด้วย
                    ๖.ลงรูปองค์พระ ๔ องค์พร้อมหัวใจพระสีวลีและหัวใจพญาเต่าเรือน องค์พระคือรูปที่คล้ายวงกลมวงรีซ้อนกัน ๓ ชั้น ขณะลงวงกลมชั้นบนสุดภาวนาสูตรว่า สีสะพุทธาปะนะชายะเต จงมาบังเกิดเป็นพระเศียรดังนี้ ลงวงรีชั้นกลางภาวนาสูตรว่า องคะพุทธาปะนะชายะเต จงมาบังเกิดเป็นองค์พระดังนี้ วงรีชั้นล่างสุดว่า ปาทะพุทธาปะนะชายะเต จงมาบังเกิดเป็นพระบาทดังนี้ สูตรลงองค์พระนี้เป็นสูตรมาตราฐานใช้ลงรูปองค์พระได้ทุกยันต์ ส่วนหัวใจพระสิวลี นะชาลีติ และหัวใจพญาเต่าเรือน นาสังสิโม ให้ลงเรียงกันไป ๔ ด้าน ว่าสูตรด้วย  (การลงยันต์สำคัญคือสมาธิ  การกำหนดภาวนาเป็นสิ่งที่ไม่ควรมองข้าม) 
                    ๗.ด้านนอกระหว่างกลีบบัวลงคาถาพระเจ้าสิบหกพระองค์ฝ่ายซ้ายคือ นะอิมะอะ กะทะอุอะ อะกะมะอิ กะอิมะสะ
                    ๘.ลงอักขระคาถาบารมี ๓๐ ทัศ ตามตัวอย่างลงเพียงครึ่งบท ในขันน้ำมนต์นั้นลงคาถาครึ่งบทก็เต็มพื้นที่แล้ว ส่วนบทเต็มว่าดังนี้ อิติปาระมิตาติงสา อิติสัพพัญญูมาคะตา อิติโพธิมะนุปปัตโต อิติปิโสจะเตนะโม
                    ได้รูปยันต์ครบแล้วจึงเรียกนามยันต์ดังนี้

                    นามะนังสะมาโส ยุตตะโถยุตตะถะ แห่งนามะอักขระเลขยันต์ทั้งหลาย ด้วยเดชเดชะพระอาจาริยะพึงหมายให้ชื่อว่า ยันต์สุกิตติมายันต์ทำน้ำมนต์ฯ อะนุปปะทิฏฐานังวุตตะโยคะโต อุทาหรณ์อันใดเป็นไปบ่มิได้สำเร็จ ด้วยเดชเดชะพระอาจาริยะพึงสำเร็จให้แล้วด้วยสูตรนี้  (ทำให้สมบูรณ์)
                   จากนั้นจึงเสกยันต์ด้วยตัวเอง หมายถึงเสกด้วยพระคาถาที่ลงในยันต์นั่นเอง ปกติการเสกนั้นโบราณท่านให้เสก ๑๐๘  เสกคาถาประจำยันต์แล้วจึงเสกธาตุ การตั้งธาตุเสกธาตุนี้เป็นเรื่องต้องแยกฝึกเป็นการเฉพาะ ในขั้นตอนนี้ให้เสกเพียงคาถาธาตุไปก่อน ใช้คาถาธาตุที่มีคุณพ้องกันกับยันต์ที่ใช้ ในที่นี้เสกยันต์ทำน้ำมนต์มีคุณไปในทางเย็นเมตตามหานิยมและล้างอวมงคล ใช้คาถาธาตุน้ำ
                 นะมะพะธะ มะพะธะนะ พะธะนะมะ ธะนะมะพะ ฯ จะภะกะสะ ภะกะสะจะ กะสะจะภะ สะจะภะกะ ฯ นะโมพุทธายะ นะมะพะธะ จะภะกะสะ นะมะมะนะ นะอะอะนะ นะอุอุนะ
                    ปลุกฤทธิ์ยันต์ดังนี้ อิทธิวิกุพพะกัตตาโร อิทธิกาโรปะกาสิโต อิทธิริทธิกะโรกะโร อิทธิการังนะมามิหัง
                    ใช้ยันต์สุกิตติมานี้ ใส่ในขันมีน้ำสะอาด  อาราธนาทำน้ำมนต์ดีนัก ลองพิจารณาดูเอาเถิดประเสริฐนักแล.....สวัสดี