พระลีลีกำแพงศอก(กำแพงเศรษฐี)   



      ขอแนะนำ  พระเครื่องดีที่ต้องเก็บ    และเป็นของดีจริงที่ไม่ควรมองข้าม   เพราะเป็นที่นิยมของพุทศาสนิกชน ที่ต้องมีไว้บูชาประจำบ้านเรือน กันเป็นส่วนมาก   จนต้องขอขนานนามท่านว่า “พระสามัญประจำบ้าน”     พราะทรงคุณานุภาพในการป้องกันภัย  และอำนวยความเจริญรุ่งเรืองเป็นที่น่าอัศจรรย์     จนพระเกจิอาจารย์ ในยุคเก่าต้องสร้างไว้ ให้     นักนิยมพระเครื่อง คงได้ยินชื่อพระกรุวัดพระศรีรัตนมหาธาตุ   จ.สุพรรณบุรี ซึ่งที่นี้เองได้พบพระเครื่องซึ่งเป็นยอดปรารถนา ของนักนิยมพระเครื่องรู้จักกันว่าพระผงสุพรรณโดย กร่อนมาจาก   พระเกสรสุพรรณ   ชื่อที่แรก  ซึ่งขนานพระนามตามลานทองที่  พบในกรุ    และนอกจากพระเนื้อดินแล้วก็ยังพบพระเนื้อชินที่เรียกว่าชินอุทุมพร อีกหลายพิมพ์ ขนานพระนามต่างๆกัน เช่นพระผงสุพรรณ ยอดโถ     พระปทุมมาศ   และยังพบพระพิมพ์ลีลา     อย่างพระพิมพ์ที่พบบริเวณ  จ.กำแพงเพชร     ที่เรียกว่า กำแพงเขย่ง       ตามชื่อจังหวัด      ต่อเมื่อพบ ในจังหวัดสุพรรณบุรี ในพิมพ์ทรง    ก็ไม่ได้ขนานนามตามชื่อจังหวัด กลับ ขนานนาม ตาม  เป็น “พระกำแพง”   ซึ่งกลายเป็นการเรียกศิลปะพิมพ์ทรง ของพระพิมพ์ ไป    พระเนื้อชิน  พิมพ์ แบบพระกำแพง(ลีลา) ที่พบที่วัดพระศรีรัตนมหาธาตุ  จ.สุพรรณบุรี นี้มีพุทธศิลป์ที่งดงามมาก  มีหลายขนาด  ตั้งแต่ประมาณนิ้วมือ เรียกกำแพงนิ้ว     และยาวประมาณ๑คืบ   เรียกกำแพงคืบ  ซึ่งมีน้อยมากและไม่พบเห็นในวงการ   จน ท้ายที่สุดอาจถูกปฏิเสธไปว่าไม่มี    แต่จากการได้เคยสนทนากับ  หลวงพ่อโพธิ์   อดีต  เจ้าอาวาส   ท่าน ก็ได้เล่าถึงพระพิมพ์ดังกล่าว      ส่วนที่มีขนาดใหญ่มากที่สุดประมาณ ๑๒ นิ้ว เรียกกันว่าพระกำแพงศอก  เนื่องจากมีขนาดประมาณ “ศอกสั้น” คือ กระดูกท่อนแขนบน    เป็นพระพิมพ์ที่จัดว่ามีความงดงามและอลังการมากที่สุดพิมพ์หนึ่ง   เท่าที่พบในสยามประเทศ  เลยทีเดียว การพบพระกรุวัดพระศรีรัตนมหาธาตุ เป็นต้นกำเนิดของพระเครื่องหนึ่งในเบญจภาคีอันลือลั่นนั้น ตั้งอยู่ในจังหวัดสุพรรณบุรี เป็นพระอารามเก่าแก่ ปรากฏพระปรางค์องค์ประธาน ตั้งโดดเด่นเป็นสง่า พระอารามแห่งนี้ถูกทอดทิ้งรกร้างอยู่เป็นเวลานานประมาณปี พ.ศ. ๒๔๕๖ มีชาวจีนเข้าไปหักร้างถางพงทำสวนผักในบริเวณวัด และทำการขุดองค์ พระปรางค์องค์ประธาน พบแก้วแหวนเงินทองสมัยโบราณจำนวนมาก จนข่าวกรุแตกกระจายไป ลุงเจิม อร่ามเรืองนักขุดพระชื่อดังในสมัยนั้น ได้ดำเนินการขุดต่อ พบพระผงสุพรรณ พระกำแพงศอก พระมเหศวร พระสุพรรณยอดโถ พระสุพรรณหลังผาน ตลอดจนพระเนื้อชินต่างๆ รวมทั้งแผ่นจารึกลานทอง หลายแผ่นซึ่งลุงเจิมได้ทำการหลอมขายจนหมดข่าวการลักลอบขุดกรุทราบถึงคณะกรรมการเมือง พระยาสุนทรบุรี (อี้ กรรณสูต) เจ้าเมืองสุพรรณบุรี เห็นว่าปล่อยทิ้งไว้ราษฎรคง จะแห่กันไปสร้างความเสียหาย ต่อสมบัติของชาติ จึงได้เชิญเสด็จพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว ซึ่งทรงสนพระทัยทางโบราณคดี และกำลังค้นหาที่ตั้งของเจดีย์ยุทธหัตถีในเขตเมืองสุพรรณบุรีอยู่ เป็นองค์ประธานเปิดกรุพระปรางค์วัดพระศรีรัตนมหาธาตุอย่างเป็นทางการใน พ.ศ. ๒๔๕๖ในการเปิดกรุครั้งนี้ ได้พบพระพิมพ์ต่างๆ เป็นจำนวนมากและได้พบแผ่นจารึกลานทองภาษาขอม ซึ่งสมเด็จพระมหาสมณเจ้า กรมพระยาวชิรญาณวโรรส ทรงแปลไว้ กล่าวถึงการสถาปนาพระปรางค์วัดพระศรีรัตนมหาธาตุโดยกษัตริย์กรุงศรีอยุธยา และได้รับการ ปฏิสังขรณ์โดยพระราชโอรสซึ่งมีข้อความคล้ายคลึงกับแผ่นลานทองซึ่งพบที่ ยอดนพศูล องค์พระปรางค์ซึ่งแปลโดย นายฉ่ำ ทองคำวรรณ จารึกลานทองพบ บนยอดนพศูลองค์พระปรางค์ แปลโดยนายฉ่ำ ทองคำวรรณ   ความว่า

…สิทฺธิ รสฺตโย โยชฺ ฌราชปรโมรุ จกฺก 
วตฺตีติ นาม วิทิโต อิมเมตฺถ ถูปํ
การาปยํ ฐปยิ มา รชิธาตุยนฺโต
อสฺสาปิ กาลวิกโล อยมาสิถูโปฯ
…ตสฺโส รส สกลภู ตลราชราโช
ราชาธิราชปวโร ปุน การยาโน
ถูปํ ปุราธิกตร อิม มสฺส จนฺโต
คพฺเภ ฐเปติ มุนิโน วรธาตุ เยมาฯ
…ถูเป ปสนฺโน วรราช ราชา
เหมาทิปูชา หิภิปูชิเยต
ปุญฺเญนเมเต น อนาคตฺ เตหํ
พุทฺโธ ภเวยฺ ยน ติ วรงฺกโรติ ฯ

คำแปล
พระราชาผู้ยิ่งใหญ่กว่าพระราชาทั้งหลายในอโยธยา ทรงพระนามว่า จักรพรรดิ โปรดให้สร้างสถูปองค์นี้ไว้ และทรงบรรจุพระบรมธาตุ ของพระพุทธเจ้าไว้ภายใน แต่พระสถูปของพระองค์ชำรุดทรุดโทรมไปตามกาลเวลา พระโอรสของพระองค์ผู้เป็นพระราชาเหนือพระราชา ทั้งหลาย ในพื้นแผ่นดินทั้งมวลและเป็นราชาธิราชผู้ประเสริฐ โปรดให้ปฏิสังขรณ์ให้กลับคืนดี และทรงบรรจุพระวรธาตุของพระพุทธเจ้า ไว้ในพระสถูปนั้น พระองค์ทรงเลื่อมใสในพระสถูปจึงทรงบูชาด้วยเครื่องบูชามีทองเป็นต้นแล้วตั้งความปรารถนาว่า ด้วยบุญกรรมแห่งข้าฯ นั้น ขอให้ข้าฯ พึงเป็นพระพุทธเจ้าในอนาคตกาลเทอญ
   พระกรุนี้จึงมากด้วยบารมีเพราะกษัตริย์สร้าง และเป็นกษัตริย์วงศ์อู่ทองที่สืบจากพระเจ้าปทุม ผู้ทรงกฤดาภินิหาร

                    พระลีลากำแพงศอก กรุวัดพระศรีรัตนมหาธาตุ จ.สุพรรณบุรี เนื้อชินเงิน ซึ่งเป็นพระแผงสำหรับตั้งบูชา ที่เชื่อกันว่า ป้องกันไฟ ได้ดีนักหนา ใครมีไว้บูชาประจำบ้าน ก็เหมือนมีรถดับเพลิงจอดรออยู่ที่บ้านทั้งคัน จริงเท็จอย่างไรก็ต้องสอบถามชาวสุพรรณกันดู แต่ที่แน่ๆ คือ พระพิมพ์นี้มีลีลาการก้าวย่างอรชรอ่อนช้อยเหลือเกิน เพราะเป็นพระลีลาที่มี พุทธศิลป์สุโขทัย อย่างแท้จริง วงการพระนิยมกันมาก หลักแสนขึ้นไป โดยเฉพาะองค์ในภาพนี้ถือว่า สวยระดับแชมป์ แถมยังเป็นพิมพ์ที่มี เกลียวเชือกใหญ่ อยู่ที่ขอบโดยรอบอีกด้วย เป็นการเพิ่มคุณค่าราคาสูงขึ้นไปอีก ชาติ คลองรังสิต นักสะสมพระแท้และสวยเป็นเจ้าของพระองค์นี้ ที่เรียกว่า พระกำแพงศอก ก็เพราะองค์พระมีขนาดสูงเท่าประมาณ ๑ ศอก หรือ ๑๒ นิ้ว นั่นเอง ส่วนความกว้างที่ฐานประมาณ ๔.๕ นิ้ว ด้านหลังองค์พระเป็นแบบเว้าตามรูปรอยขององค์พระด้านหน้า ที่เรียกว่า "หลังแบบ" เป็นแผงพระที่ไม่มีความหนามากนัก จึงตั้งบูชาโดยตรงไม่ได้ต้องมี กรอบพระ ประกบเอาไว้ด้วยถึงจะตั้งยืนได้  และเมื่อตั้งบูชาจะมีความงดงามมาก
              พระกำแพงศอกกรุวัดพระศรีรัตนมหาธาตุ   จ.  สุพรรณบุรี    หายากยิ่งกว่างมเข็มในมหาสมุทร มีเงินก็ใช่ว่าหาได้  การแลกเปลี่ยน  หลายแสนบาท     ในยุคที่พบแรกๆร่ำลือว่า มีคหบดี  ท่านหนึ่งได้พระพิมพ์นี้ไปบูชา  เกิดไฟไหม้ ตลาด แต่อัศจรรย์ที่  ไฟมาดับ ใกล้บ้านคหบดีท่านนั้นเป็นอัศจรรย์  จึงเป็นที่ร่ำลือถึงคุณานุภาพ    เกิดความศรัทธาและเสาะแสวงหากันจ้าระหวั่น   แม้ จะมีการแตกกรุพระพิมพ์ที่คล้ายคลึง อย่างที่วัดชุมนุมสงฆ์  จ.สุพรรณบุรี   ก็ไม่เพียงพอ และการแลกเปลี่ยนก็ยังสูงอยู่จึงทำให้ พระเกจิอาจารย์  ได้สร้างขึ้นจากเค้าพิมพ์เดิมมีพุทธลักษณะที่สวยงามใกล้เคียง   ออกให้ศิษยานุศิษย์บูชา  ซึ่งบรรดาพระกำแพงที่สร้างขึ้น  ภายหลังนี้มีหลายท่านที่ได้รับความนิยม   และเมื่อเอ่ยถึงพระกำแพงศอกเมืองสุพรรณ   หากไม่ได้พระกรุวัดพ ระศรีรัตนมหาธาตุ  แล้วก็จะแสวงหา   พระกำแพงศอก    หลวงพ่อขอม   วัดไผ่โรงวัว   จ.สุพรรณบุรี มาบูชาเชื่อว่ามีอิทธิคุณ ดุจกัน เนื่องจากบารมีผู้ปลุกเสก และได้ผสม เชื้อชนวน เนื้อชินกรุ วัดพระศรีรัตนมหาธาตุ  จ.สุพรรณบุรีไปพอสมควร   และท่านยังจัดทำเนื้อดิน เผาอีกด้วย
        หลวงพ่อขอม หลวงพ่อขอม เดิมท่านชื่อ เป้า แต่เพื่อนๆ เรียกท่านว่า ขอม เมื่อได้ก้าวเข้าสู่ร่มกาสาวพัสตร์แล้ว พระขอม หรือ อนิโชภิกษุ ได้จำพรรษาอยู่ที่ วัดบางสาม ได้ตั้งหน้าตั้งตาศึกษาพระธรรมวินัย ด้วยความเอาใจใส่อย่างยิ่ง และปฏิบัติตนในศีลาจารวัตรเป็นอย่างดี อยู่หลายปี จนกระทั่งเวลาแห่งความเปลี่ยนแปลงมาถึง ได้มีสำนักสงฆ์สร้างขึ้นใหม่แห่งหนึ่ง มีชื่อเรียกตามความนิยมของชาวบ้านว่า “วัดไผ่โรงวัว” ด้วยเหตุที่นี่ไม่มีสมภารเจ้าวัด บรรดาชาวบ้านย่านนั้นซึ่งจับตาดูพระขอมมาตั้งแต่ต้น ลงความเห็นพ้องต้องกันว่า ผู้ที่สมควรได้รับตำแหน่งสมภารวัดใหม่นี้ ไม่มีท่านใดเหมาะเท่า พระขอม เมื่อลงความเห็นดังนี้ ต่างก็พากันกันไปนิมนต์ พระขอม ให้ไปจำพรรษาอยู่ที่วัดไผ่โรงวัว พระขอมซึ่งเคยเป็นที่คุ้นเคยกับพุทธบริษัทที่นั่น ไม่อาจขัดศรัทธาได้ จึงย้ายไปจำพรรษาอยู่ที่วัดนั้นเป็นเวลา ๒ ปีชีวิตของท่านในช่วงนี้ หากจะขาดก็คือขาดสถานศึกษาเล่าเรียนพระพุทธศาสนา เพราะวัดไผ่โรงวัวเป็นวัดใหม่ สิ่งนี้ทำให้พระขอมพิจารณาตนเอง และเห็นว่าอันธรรมวินัยของพระศาสดานั้น ท่านยังเข้าไม่ถึงพอที่จะเป็นสมภารเจ้าวัดได้ หากผู้ศรัทธายังประสงค์จะให้ท่านเป็นผู้นำของวัดนี้อยู่ ท่านก็จำต้องเสาะแสวงหาความรู้เพิ่มเติม
 ดังนั้นท่านจึงขอย้ายไปจำ พรรษาที่ วัดพระศรีรัตนมหาธาตุ ซึ่งอยู่ในตัวเมืองสุพรรณบุรี แล้วไปศึกษาพระปริยัติธรรมที่ วัดประตูสาร ใกล้ๆ กับวัดพระศรีรัตนมหาธาตุ ที่ท่านจำพรรษาอยู่นั่นเอง  การศึกษาพระปริยัติธรรมของพระขอมดำเนินไป ๓ ปี ก็สอบไล่ได้นักธรรมชั้นเอก อันเป็นความรู้ชั้นเถรภูมิ คราวนี้ท่านกลับมาสู่วัดไผ่โรงวัวอีกครั้งหนึ่ง อย่างสมภาคภูมิ กลับมาอย่างผู้พร้อมที่จะบริหารภารกิจให้พระศาสนาอย่างเต็มที่ ดังได้กล่าวแล้วว่า วัดไผ่โรงวัวเป็นวัดใหม่ จึงยังไม่ถึงพร้อมในทุกๆ ด้าน  คือไม่มีอะไรเป็นชิ้นเป็นอันเลย  กุฏิที่อยู่จำพรรษาของพระภิกษุสามเณร ก็เป็นกระต๊อบมุงจากเก่าๆ มีอยู่เพียง ๒ หลัง  ศาลาการเปรียญที่เป็นที่บำเพ็ญกุศลของทายกทายิกา เป็นเพียงเรือนไม้ไผ่หลังคามุงจาก อาศัยพื้นดินเป็นพื้นของศาลา น่าอนาถใจยิ่ง      ภาระของพระขอม คือต้องปรับปรุงศาสนสถานแห่งนี้ให้น่าพักพิงสมกับเป็นวัดก่อน เพื่อจะได้เป็นหนทางนำไปซึ่งการปรับปรุงจิตใจของชาวบ้านผู้ศรัทธาเป็นชั้น ที่สอง และเนื่องจากบรรดาชาวบ้านต่างมีศรัทธาพระขอมเป็นทุนเดิมอยู่แล้ว งานปรับปรุงก่อสร้างชั้นแรกจึงผ่านไปได้ไม่ยาก เริ่มด้วยการถมดินไม่ให้น้ำท่วมวัดได้ เพราะบริเวณดังกล่าวเป็นที่ลุ่มมาก ถึงฤดูฝนคราใดน้ำท่วมทุกปี และท่วมมากขนาดเรือยนต์เรือแจวแล่นถึงกุฏิได้ เมื่อถมดินเสร็จ ท่านได้จัดการขุดสระน้ำสำหรับเป็นที่สรงน้ำ และน้ำดื่มของพระภิกษุสามเณร และเพื่อชาวบ้านทั้งหลายจะได้อาศัยอาบกินโดยทั่วไป แล้วซ่อมกุฏิที่ชำรุดทรุดโทรม สร้างศาลาการเปรียญ สร้างโบสถ์ จัดสรรให้เหมาะสมเป็นระเบียบเรียบร้อยสวยงาม สมกับคำว่า “วัด” ทำให้ศรัทธาของชาวบ้านก็เพิ่มมากขึ้น นับตั้งแต่พระขอมได้บวชเป็นพระสงฆ์ ท่านมีความตั้งใจมั่น ดังที่เรียกว่ามโนปณิธาน เรื่องนี้ท่านกล่าวกับผู้ใกล้ชิดว่า “... อาตมาได้ฟังพระท่านเทศน์ว่า บุคคลผู้ใดเลื่อมใส ได้สร้างพระพุทธรูป

จะเล็กเท่าต้นคาก็ดี โตกว่าต้นคาก็ดี ผู้นั้นจะได้เป็นพรหม เป็นอินทร์ หมื่นชาติแสนชาติ ถ้าเกิดเป็นมนุษย์ก็จะได้เป็นพระเจ้าจักรพรรดิ หมื่นชาติแสนชาติ ผู้นั้นจะไม่เป็นผู้ตกต่ำเลย จนตราบเท่าเข้าสู่พระนิพพาน ถ้าผู้ใดสร้างพระพุทธรูปด้วยทองคำ ผู้นั้นจะได้เกิดเป็นองค์พระสัมมาสัมพุทธเจ้า...” ด้วยมโนปณิธานนี้เอง ทำให้ท่านขอมคิดเริ่มสร้าง พระพุทธโคดม ด้วยทองสัมฤทธิ์ที่ใหญ่ที่สุดในโลก พ. ศ. ๒๕๐๐ หลวงพ่อขอมเริ่มบอกบุญแก่ญาติโยม ใช้เวลา ๒ ปี กว่าจะเริ่มสร้างได้ เนื่องจากเป็นงานใหญ่นั่นเอง ถึงต้องใช้เวลาสร้างทั้งหมด ๑๒ ปี จนแล้วหลังจากนั้น ท่านก็เริ่มสร้างสิ่งก่อสร้างอีกหลายอย่าง เช่น สังเวชนียสถาน ๔ ตำบล แดนสวรรค์ นรกภูมิ เมืองกบิลพัสดุ์ และอีกหลายๆ อย่างด้วยกัน ดังที่เห็นกันในทุกวันนี้ มีลูกศิษย์ที่ใกล้ชิดเคยถามหลวงพ่อขอมว่า จะสร้างสิ่งก่อสร้างไว้มากมายเพื่ออะไร ท่านตอบว่า "อาตมาสร้างไว้เพื่อให้ผู้ศรัทธา และอนุชนรุ่นหลัง ได้ศึกษาเรื่องราวของพุทธประวัติ" นอกจากงานก่อสร้างแล้ว หลวงพ่อขอมท่านยังเป็นนักเขียน นักแต่ง ที่มีความสามารถไม่ยิ่งหย่อนไปกว่าด้านงานก่อสร้าง ผลงานของท่านปรากฏอยู่หลายเรื่อง เฉพาะที่จัดพิมพ์แจกเป็นธรรมทานไปแล้วก็มีเรื่อง ธรรมทูตเถื่อน พุทธไกรฤกษ์ สมถะและวิปัสสนาจนถึงวันที่ ๗ มกราคม ๒๕๓๓ เวลา ๑๖.๕๕ หลวงพ่อขอมก็มรณภาพลงด้วยโรคหัวใจล้มเหลว รวมสิริอายุ ๘๘ ปี พรรษา ๖๘           หลวงพ่อขอมเป็นพระเกจิอาจารย์ที่มีบารมี   และอภิจิตในระดับต้นๆของประเทศท่านสร้างพระพิมพ์มากมายแจกตลอดชีวิตของท่านนับสิบล้านองค์ซึ่งก็มีประสบการณ์มากมาย และเมื่อท่านมรณภาพลงทางวัด ได้เก็บรักษาสรีระของท่านไว้ปรากฏว่า  ๒๐ปีที่ผ่านมา  ยังมีสภาพเหมือนคนนอนหลับ   ต่างจากคนสามัญ เป็นประจักษ์พยานยืนยัน  ภูมิธรรมของท่านได้อย่างดีท่านสร้างพระไว้มาก จนไม่อาจนำมากล่าวได้หมด  จะกล่าวถึงในคอลัมน์นี้คือพระกำแพงศอก   ซึ่งสร้างตามคติ  นิยมพระกำแพงศอกเมืองสุพรรณบุรี  โดยท่านสร้างตั้งแต่ปี ๒๕๐๕   แบ่งเป็น เนื้อชิน และเนื้อ ดิน   มีทั้งหมด๗ปางคือ   ประสูติ   ออกบรรพชา    ตรัสรู้   ปรินิพพาน   กำแพงห้าร้อย     พิมพ์ กำแพง   ซึ่งจะเรียกกันเต็มๆว่า  “กำแพงเศรษฐี”  ที่มาจากชื่อ พระลีลาที่พบในจังหวัดกำแพงเพชร เรียกว่า กำแพงทุ่งเศรษฐี  นั่นเอง   ทั้ง๗พิมพ์  นี้ ห้ายากมากๆที่จะครบ      แม้ว่าจำนวนการสร้างรวมกันจะนับหมื่นองค์ก็ตาม  พระเนื้อชินจะนิยมกว่าเนื้อดินซึ่งภายหลังทำออกมามาก และดูยากส่วน เนื้อชิน  จะมีพิมพ์ทรงที่ชัดทั้งครบไขมีให้เห็น  แม้ว่าจะเก็บดีอย่างไรก็ตามค่านิยมตามธรรมเนียมว่าอย่างนั้นต้องแพงกว่าเพราะมีน้อยกว่า  แต่  ก็หลวงพ่อขอมประจุฤทธิ์ เหมือนกันจึงไม่แตกต่างพระกำแพงศอก เนื้อชิน หลวงพ่อขอม เป็นของดีที่พอหาได้ไม่ไกลเกินเอื้อมแม้จะมีอายุการสร้างนานราว๔๐ปี  นับว่าเป็นของดีที่น่าเก็บจริงๆ “เมื่อเป็นซะอย่างเงี๊ยะ”  จึงนำมาบันทึกไว้ เพื่อให้รีบหารีบเก็บ หรือเจอที่ไหน ก็อย่าให้ผ่านไป แบบของดีที่ต้องเก็บ  .......สวัสดี