สมเด็จพระแก้วมณีโชติ


          เมืองสองแคว คำเรียกเมืองโบราณแต่ครั้งกรุงศรีอยุธยาเป็นราชธานี ปัจจุบันเมื่อพูดถึง เมืองสองแคว ทุกคนรู้จักกันดีว่าคือ จังหวัดพิษณุโลก อันเป็นผลเนื่องจากภาพยนตร์เรื่องพระนเรศวรที่มีการกล่าวถึงเมืองสองแคว อันเป็นเมืองหน้าด่านที่สำคัญ และเป็นเมืองที่พระนเรศวรทรงประทับอยู่ที่นั้น หรือเป็นเมืองที่หากเจ้านายเชื้อพระวงศ์พระองค์ใดได้ประทับครองเมืองนี้นั้นก็หมายความว่า ในอนาคตจะได้เป็นพระเจ้าแผ่นดินองค์ถัดไปอย่างแน่นอน ความสำคัญของเมืองพิษณุโลก ยังคงเป็นเมืองแห่งประวัติศาสตร์ และมีความสำคัญมาจนถึงปัจจุบัน เหตุที่เกริ่นถึงความสำคัญของจังหวัดพิษณุโลก ก็เพื่อดึงความสำคัญเข้าสู่เรื่องที่เราจะมาพูดกันในฉบับนี้ นั้นคือ วัดสระแก้วปทุมทอง แห่งนครสรลวงสองแควนั้นเอง การตั้งชื่อว่า สระแก้ว นั้น อาจจะดูเหมือนว่าธรรมดา แต่จริงแล้วไม่ธรรมดานะครับ เพราะว่าเกิดจากคติความเชื่อทางศาสนาทั้งสองศาสนา นั้นคือ ศาสนาพุทธและศาสนาพราหมณ์ ในความเชื่อที่ว่าพระมหากษัตริย์นั้นคือสมมุติเทพ ที่จุติ และมาเกิดเป็นมนุษย์เพื่อปกครองมวลมนุษย์และเป็นเจ้าเหนือหัวหรือเจ้าชีวิต ของมนุษย์ และมีฐานะเป็นพระมหาจักรพรรดิดังนั้นการสร้างบ้านแปลงเมืองจึงจำต้องมี
รูปแบบสมมุติสวรรค์ การตั้งชื่อสถานที่ต่างๆ จึงตั้งชื่อเดียวกับชื่อในสรวงสวรรค์ ดังเช่น เมืองพิษณุโลก ที่แปลว่า เมืองของพระวิษณุ ซึ่งแต่เดิมเมืองนี้ประกอบด้วย เมืองสองเมือง คือเมืองชัยนาท กับเมืองที่ชื่อว่าสรลวงสองแคว และเชื่อว่ามีการเปลี่ยนชื่อในรัชสมัยสมเด็จพระบรมไตรโลกนาถ หรือคำว่า สระแก้ว เป็นชื่อสระน้ำในสวรรค์ ชั้นดาวดึงส์ (นครไตรตรึงษ์)
           วัดสระแก้วปทุมทอง จึงเป็นวัดที่มีความหมายตามนับที่ได้กล่าวไว้แล้ว นอกจากนี้ที่สำคัญยังเป็นวัดที่มีชื่อในด้านกรุพระเครื่องที่มีชื่อเสียงลือลั่น ว่ามีความศักดิ์สิทธิ์มาก  ในส่วนของปูมประวัติที่มาของวัดแห่งนี้ก็มีมานาน คือ ตั้งแต่หลังสิ้นสงครามอะแซหวุ่นกี้ เมื่อปี พ.ศ. ๒๓๑๘ วัดไตรภูมิก็ถูกปล่อยให้รกร้าง ไร้การบูรณะซ่อมแซมมานานเป็นระยะเวลาถึง ๑๔๒ ปี จนกระทั่งเมื่อประมาณปี  พ.ศ.๒๔๖๐ – ๒๔๖๑ นายแก้ว (ไม่ทราบนามสกุล) จึงเจ้ามาจับจองถือกรรมสิทธิ์ที่ดินแห่งนี้ ภายหลังจึงขายต่อให้นายไสว สร้อยเพชร เป็นจำนวนเงิน ๔๐๐ บาท ต่อมา ปี พ.ศ.๒๔๖๒ – ๒๔๖๗ พระอาจารย์โส โสภโณ ซึ่งรู้จักมักคุ้นกับกำนันลก สร้อยเพชร และนายไสว สร้อยเพชร มีความเห็นว่าที่ดินนายไสว สร้อยเพชร นี้เป็นวัดเก่าแก่มาก่อน พระอาจารย์โส โสภโณ กำนันลก และนายไสว จึงร่วมกันสร้างและบูรณะวัดไตรภูมิแล้วตั้งชื่อใหม่ว่า วัดสระแก้วปทุมทอง ช่วงเริ่มแรกที่บูรณะวัด พระอาจารยืโส ได้ปรึกษากับนายไสว ว่าด้านหน้าวัดนี้มีบึงน้ำขนาดใหญ่ มีบัวหลวงขึ้นอยู่เต็มตลอดทั้งบึงเหมือนสระโบกขรณี มีชาวบ้านหลายคนที่เข้าไปหาปลา เล่าเป็นเสียงเดียวกันว่า ได้พบดวงแก้วประหลาด ผุดขึ้นมาจากกลางบึงน้ำ เป็นที่อัศจรรย์ มีพรรณแสงสว่างไสวไปทั่วทั้งบึง พระอาจารย์โส และนายไสว จึงมีความเป็นร่วมกันว่าควรตั้งชื่อวัด แห่งนี้ว่า วัดสระแก้วปทุมทอง คำว่า “สระแก้ว” เป็นชื่อบึงน้ำขนาดใหญ่ ส่วนคำว่า “ปทุมทอง” เป็นชื่อที่ตั้งขึ้นใหม่ตามศุภนิมิตนั้น ทั้งหมดนี้เป็นคำบอกเล่าที่เป็นตำนานแรก
                ส่วนตำนานที่สอง กล่าวว่า พรอาจารย์โส เป็นญาติกับกำนันลก และนายไสว ได้เดินธุดงค์มาธุดงค์ที่จังหวัดเลย เพื่อเยี่ยมญาติ และได้แวะพักปักกลด ณ บิรเวณ ตำบลสระแก้วแห่งนี้ ในราตรีหนึ่งได้ศุภนิมิตว่าบริเวณนี้เป็นวัดเก่าแก่หลายร้อยปี รุ่งเช้าจึงเดินสำรวจทั่วบริเวณพบเนินดิน ซึ่งสันนิษฐานว่าเป็นเนินฐานพระอุโบสถ ฐานพระวิหาร และเจดีย์ จึงแจ้งเรื่องราวแก่นายไสว ผู้เป็นเจ้าของที่ดิน นายไสว จึงถวายที่ดินให้สร้างวัดสระแก้วปทุมทองและเสร็จในปี พ.ศ. ๒๔๖๗ โดยมีพระอาจารย์ไสว เป็นเจ้าอาวาสรูปแรก มาจนปัจจุบันมีเจ้าอาวาสและรักษาการแทนปกครอง ๕ รูป และรูปปัจจุบัน คือ พระครูรัตนปทุมรักษ์ (สมศักดิ์ รักขิโต) เป็นเจ้าอาวาสรูปที่ ๓
          วัดสระแก้วปทุมทองเป็นวัดพัฒนาตัวอย่าง เป็นวัดแรกของจังหวัดพิษณุโลก ภายในวัดมีสิ่งสำคัญมากมาย เช่น สมเด็จพระแก้วมณีโชติ พระประธานอุโบสถ เป็น พระพุทะรูป ปางมารวิชัย หน้าตัก ๓ ศอก (๕๙ นิ้ว) ประดิษฐานในพระอุโบสถทรงโรง สร้างเมื่อใดไม่ปรากฏ แต่สันนิษฐานว่าสร้างขึ้นราว พ.ศ. ๑๙๐๐ ถูกพบบนเกาะกลางสระแก้ว ซึ่งเป็นที่ตั้งเดิมของวัดไตรภูมิ เนื้อองค์พระนั้นบางคนว่าเป็นการก่ออิฐถือปูน บางคนว่าเป็นหินทรายสีขาวอมชมพู ในสมัยพระอาจารย์โส บูรณปฏิสังขรณ์ขึ้นใหม่ ลงรักปิดทองและติดรัตนมณีที่พระเกศ ต่อมาพระครูศีลสารสัมปัน เป็นเจ้าอาวาส ได้ต่อเติมฐานพระประธานและตัวพระอุโบสถจากเสาไม้เป็นเสาปูนมีบัวหัวเสา และในปี พ.ศ. ๒๕๐๘ ได้ต่อเติมเพิ่มซุ้มเรือนแก้ว และยักษ์ผู้อารักขาพระประธาน (อาฬวกยักษ์ และท้าวเวสสุวัณ) เช่นเดียวกับพระพุทธชินราช และต่อมาปี พ.ศ.๒๕๔๖ ได้ทำการปฏิสังขรณ์ลงรักปิดทองใหม่เป็นครั้งที่ ๓ ในสมัยพระครูรัตนปทุมรักษ์ เจ้าอาวาสรูปปัจจุบัน
          ภายในวัดแห่งนี้ยังมีพระพุทธรูปที่สำคัญที่เก่าแก่มาก เช่น พระพุทธมหาศิลามงคล เป็นพระพุทธรูปปางมารวิชัย แกะจากหินทรายสีชมพู สร้างขึ้นในสมัยสุโขทัย หน้าตักกว้าง ๔๒ นิ้ว สูง ๕๘ นิ้ว พระเกศทรงรัศมีเปลวเพลิง มีพระพักตร์ดั่งพญายักษ์ มีพระนาสิกโด่ง มีพระโอษฐ์ดั่งพญาครุฑ ซึ่งพระเศียรนั้นสร้างขึ้นมาภายหลังจากการขุดพบ ณ ตำบลทะเลแก้ว โดยมหาวิทยาลัยราชภัฎพิบูลสงครามเป็นผู้ขุดพบและนำมาถวายพระครูศีลสารสัมปันโน จึงอัญเชิญมาบูรระต่อเติมและประดิษฐานที่หอพระ
                พระศิลาแลงเกศมะเฟือง มีอายุราว ๗๐๐ กว่าปี หน้าตักกว้าง ๒๑ นิ้ว สูง ๓๑ นิ้ว คณะตำรวจตะเวนชายแดนเป็นผู้ค้นพบขณะไปพักค้างคืนในถ้ำแห่งหนึ่ง ในจังหวัดกำแพงเพชร ตำรวจที่ค้นพบคนแรกได้นำไปไว้ที่บ้านของตน และได้ฝันว่า ประสงค์จะไปอยู่ ร วัดสระแก้วปทุมทอง เพียงแห่งเดียวเท่านั้น ตำรวจนายนั้นจึงอัญเชิญมาถวายให้วัด นอกจากนี้ยังมีเรื่องอัศจรรย์เล่าว่า พระพุทธรูปนี้สามารถเจรจากับตำรวจตะเวนชายแดน และได้สอนกรรมฐานแก่เหล่าตำรวจนั้นด้วย แต่เมื่ออัญเชิญพระพุทธรูปออกจากถ้ำแล้ว พระพุทธรูปก็ไม่เจรจาอีกเลย

 

                สิ่งล้ำค่าโบราณสถานอีกแห่ง ก็คือ พระอุโบสถทรงโรง (มหาอุด) เอกลักษณ์ที่ปัจจุบันจะหาชมได้ยาก เป็นหนึ่งในจำนวนน้อยเพียงไม่กี่แห่งในจังหวัดพิษณุโลก สร้างขึ้นเมื่อ พ.ศ. ๒๔๖๗ – ๒๔๘๐ เดิมมีลักษณะหลังคาไม้เนื้อแข็งแบบทรงไทย หลังคามุงกระเบื้องเคลือบ หน้าบันเป็นไม้จำหลักลายกนกทาสีตรงกลางเป็นรูปพระอินทร์ทรงช้างเอราวัณ
               พระเครื่อง สิ่งล้ำค่าที่สำคัญของวัดแห่งนี้ คือตำนานการสร้างพระแก้วมณีโชติ มีเรื่องเล่ากันว่า พระพุทธศาสนาผ่านพ้นไป ๒๕๐๐ ปี จะเกิดกลียุค มนุษย์จะรบราฆ่าฟันกันเอง ภัยพิบัติจากโรคระบาดที่ร้ายแรงจะมาคร่าชีวิตผู้คนและสัตว์ จะเกิดภัยทางธรรมชาติ วิปริตไปทั่ว แต่คนที่แขวงพระแก้วมณีโชติติดตัวจะปลอดภัยจากอันตรายทั่งปวง ดังเรื่องเล่าประกอบนอกนิบาตพระไตรปิฎกว่า “องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ทรงพุทธพยากรณ์ว่า ศาสนาตถาคตผ่านไป ๒,๐๐๐ ปี พระแก้วมณีโชติ จะถูกทำขึ้นมาให้มนุษย์สักการบูชากราบไหว้ เป็นที่พึ่งที่ยึดเหนี่ยวของคนดีมีศีลธรรม ที่เคารพนับถือพระพุทธเจ้าเป็นสรณะ มนุษย์ที่ได้ครอบครองพระแก้วมณีโชติ จะปลอดภัยจากอันตรายทั้งหลายทั้งปวง มีความสุขสมบูรณ์ เจริญด้วยโภคทรัพย์ เทวดาปกปักคุ้มครองรักษา เมื่อนั้นพระพุทธศาสนาจะรุ่งเรืองสืบต่อไปจนครบ ๕,๐๐๐ ปี ตามพุทธพยากรณ์”
                พระเครื่องของวัดสระแก้วปทุมทองนั้นท่านพระครูศีลสารสัมปัน (สำรวย สัมปันโน) ได้ศึกษาการสร้างพระพิมพ์จากพระกรุวัดไตรภูมิของท่านพระอาจารย์โส โสภโณ ท่านได้สร้างไว้ด้วยดินพิษณุโลกแท้ๆ ดังนั้น พระเครื่องรางของวัดสระแก้วปทุมทองจึงเน้นสร้างพระพิมพ์ “เนื้อดินผสมผงเก่า” และเผาเช่นเดียวกับพระเครื่องโบราณชนิดต่างๆ เช่น พระคงลำพูน พระรอดลำพูน พระนางพญาพิษณุโลก ในบันทึกการจัดสร้างได้ระบุไว้ว่า “วัสดุที่ใช้สร้างพระเนื้อดินผสมผง ประกอบด้วยดินมวลสารจากกรุใต้ฐานสมเด็จนางพญา วัดนางพญา จังหวัดพิษณุโลก เป็นมวลสารหลัก เพราะดินใต้ฐานนั้นมีพระนางพญา อายุ  ๗๐๐ – ๘๐๐ ปี ฝังปะปนอยู่ จึงได้รับมวลสารจากพระนางพญา ทั้งยังตัดชิ้นส่วนพระนางพญาสมบูรณ์บ้าง ไม่สมบูรณ์บ้าง มาเป็นมวลสารด้วย นากจากนี้ยังมีมวลสารอื่นๆ เช่น ผงเกสรดอกไม้ ๑๐๘ จากวัดสำคัญ ทั่วประเทศ ทองคำเปลวที่ลอกจากองค์พระสำคัญ เช่น พระพุทธโสธร ดินสังเวชนียสถาน ๔ ตำบลจากประเทศอินเดีย รวมทั้งผงพระเครื่องแตกหัก เช่น ผงพระสมเด็จวัดระฆัง สมเด็จบางขุนพรหม พระผงสุพรรณ ผงนวโลหะพระกริ่งของสมเด็จพระสังฆราช (แพ) นำมาผสมด้วยน้ำอภิเษกสำหรับการบรมราชาภิเษกในงาน พระราชพิธีบรมราชาภิเษกของ พระมหากษัตริย์ไทย และน้ำสรงพระแก้วมรกต เมื่อสร้างเสร็จจึงนำเข้าเตาเผา ด้วยความร้อนสูง จึงทำให้สีเนื้อพระ แตกต่างกัน เช่น สีดำ เทา ขาวนวล สีดอกพิกุลแห้ง น้ำตาลไหม้ เป็นต้น
     พระกรุสระแก้ว ประกอบด้วยพระพิมพ์หลายพิมพ์ เช่น พระพุทธมหาศิลามงคล (พระร่วงนั่ง), พระพุทธชินราช พิมพ์เกล็ดปลา, พระพุทธชินราช พิมพ์ใบมะขาม, พระนางพญา พิมพ์เข่าโค้งสองเส้น ฯลฯ เป็นพระกรุจากช่อฟ้าอุโบสถไม้หลังเก่าค้นพบเพียง ๖๑๕ องค์ สร้างเมื่อ พ.ศ.๒๔๖๐ และเมื่อวันที่ ๒๘ มีนาคม พ.ศ.๒๕๕๓ ท่านพระครูรัตนปทุมรักษ์ เจ้าอาวาสให้นำพระพิมพ์ สมเด็จพระแก้วมณีโชติ ออกจากฐานสมเด็จพระแก้วมณีโชติ พระประธานอุโบสถ มานับจำนวนและทำสัญลักษณ์ตรายางรูป “สํ” หรือ “สัง” ภาษาขอมไทย คระกรรมการเสนอให้นำพระทุกองค์บรรจุลงในกล่องพระ จัดทำเลขทะเบียนพระ และติดสติกเกอร์ตรงวัดสระแก้วปทุมทอง และได้เปิดให้บูชาอย่างเป็นทางการ



 

         และสาเหตุของการใช้ตรายางที่องค์พระเครื่องก็เนื่องจากว่า คณะกรรมการเห็นว่า พระพิมพ์ สมเด็จพระแก้วมณีโชติ ที่นำออกจากกรุฐานพระประธานนั้นควรต้องมีความแตกต่างจากพระที่สาธุชนได้รับไปจากมือของท่านพระครูศีลสารสัมปัน หรือได้ไปจากการลักลอบนำออกไปโดยไม่ได้รับอนุญาต จากทางวัด จึงลงมติให้ตีตรายางพระเครื่องทุกองค์เพื่อแสดงว่า
                ๑. พระเครื่องได้ผ่านพิธีจักรพรรดิ์มหาพุทธาภิเษก พ.ศ. ๒๕๑๕
                ๒. พระเครื่องได้ออกจากกรุฐานพระประธานในพระอุโบสถจริง
      ดังนั้นท่านใดที่ต้องการบูชาพระดี พระศักดิ์สิทธิ์ สมเด็จพระแก้วมณีโชติ สามารถติดต่อกับทางวัดได้โดยตรง ขอเน้นย้ำนะครับว่าไม่ต้องติดต่อมาที่อุณมิลิตนะครับ เพราะเราเป็นเพียงสื่อกลางเพื่อประชาสัมพันธ์การกุศลเท่านั้น คุณสามารถติดต่อ ที่งานวัตถุมงคล เบอร์ ๐๕๕ – ๒๕๘๙๗๑     

          การสร้างพระชุดนี้ก็คือในปี พ.ศ. ๒๕๑๔ พุทธสมาคมแห่งประเทศไทยในพระบรมราชูปถัมภ์ ทราบว่า ท่านพระครูศีลสารสัมบัน (สำรวย สมฺปนฺโน) เจ้าอาวาสวัดสระแก้วปทุมทอง และเจ้าคณะอำเภอเมืองพิษณุโลก เป็นพระเถราจารย์ที่เก็บสะสมมวลสารไว้มาก จึงได้กราบอาราธนานิมนต์ให้ท่านพระครูศีลสารสัมบันเป็นแม่งานรับผิดชอบในการจัดสร้างพระเครื่องชนิดผง และดินผสมผงเก่า เพื่อใช้ในการพิธีจักรพรรดิมหาพุทธาภิเษก วันที่ ๑๙-๒๐ มกราคม พ.ศ.๒๕๑๕ ณ พระวิหารพระพุทธชินราช วัดพระศรีรัตนมหาธาตุวรมหาวิหาร (วัดใหญ่) พิษณุโลก ตามความ เห็นของเจ้าคุณพระพิษณุบุราจารย์ เจ้าอาวาสวัดพระศรีรัตนมหาธาตุ วรมหาวิหารโดยท่านพระครูศีลสารสัมบัน เริ่มต้นสะสมมวลสารและกดพิมพ์พระ เผาพระ และอบพระตั้งแต่ปี พ.ศ.๒๕๐๐เป็นต้นมา ครั้งนั้นได้มีการปิดอุโบสถวัดสระแก้วปทุมทอง เพื่อจัดพิมพ์พระรุ่นปี๒๕๑๕ทั้งหมด๕ ชนิด ได้แก่๑พระพิมพ์ สมเด็จพระแก้วมณีโชติ เนื้อผงและดินผสมผง เป็นรุ่นเดียวที่พุทธาภิเษก แบบไตรภาคี (ปลุกเสก สาม วาระ สาม สถานที่)๒พระพิมพ์ รูปเหมือนพระครูศีลสารสัมบัน เนื้อผง ทุกพิมพ์๓.พระพุทธชินราชใบเสมา เนื้อดินและเนื้อผง หลังธรรมจักร  ๔พระพุทธชินราชใบมะยม เนื้อดินและ ผง หลังธรรมจักร ๕ พระพิมพ์ นางพญา(ชินสีห์) หลังธรรมจักร เนื้อดินจากคำนิยมของพระพิมพ์ สมเด็จพระแก้วมณีโชติระบุว่า ถูกสร้างขึ้นก็ด้วยเจตนาที่ประสงค์ให้ท่านสาธุชนมีวัตถุมงคลไว้ยึดเหนียวจิตใจ แต่ก็ต้องสร้างให้มีพระพุทธคุณหมดทุกด้านจะได้ไม่ต้องคล้องกันมากมายหลายองค์ ให้มารวมไว้ในพระองค์เดียวกัน ท่านพระครูศีลสารสัมบัน อดีตเจ้าอาวาสวัดสระแก้วปทุมทอง จึงจาริกเสาะแสวงหามวลสารพระพุทธคุณเด่นๆจากทั่วทั้งประเทศมารวมไว้ในพระเครื่องเพียงองค์เดียว หากผู้มีใจศรัทธาแน่วแน่ในบวรพุทธศาสนาแล้วพระเครื่องเพียงองค์เดียวก็ย่อมคุ้มครอง ป้องกันท่านได้ดังนั้น ในการสร้าง ถ้าหากสร้างพระเนื้อดินหรือเนื้อผง ก็จะไม่ได้พุทธคุณจากพระโลหะ เช่น พระกริ่ง แต่หากสร้างพระโลหะก็จะไม่ได้พุทธคุณจากพระเนื้อดินหรือเนื้อผง ฉะนั้น ท่านพระครูศีลสารสัมบัน จึงสร้างพระเนื้อดิน ผสมผง และผสมผงตะไบพระกริ่ง จะได้พุทธคุณทั้ง ๒ ชนิดในองค์เดียวกันเรียกว่า สูตรมหาจักรพรรดิ หากคนไม่รู้ก็จะมักกล่าวว่า ก็เพียงพระดิน แต่อันที่จริงมนุษย์เราทั้งหลายก็เกิดมาจากดินและก็กลับไปสู่ดินมิใช่หรือท่านสาธุชน จึงเป็นการนำเอาพระเครื่องมาย้ำเตือนจิตใจ  เป็น ธรรมา นุสสติ ไม่ให้ตั้งอยู่ด้วยความประมาทได้อีกทางหนึ่ง    ในการสร้างพระพิมพ์ทั้งสิ้นทั้งปวงนั้น ไม่มีคฤหัสถ์หรือฆราวาสคนใดได้จับหรือแตะต้อง มีเพียงพระภิกษุและสามเณรที่ปลงอาบัติและต่อศีลจนบริสุทธิ์ครบถ้วนแล้วเท่านั้นที่ช่วยกันบดผงด้วยครกเหล็กและกดพิมพ์พระจนบริบูรณ์ ขั้นตอนการจัดสร้างท่านพระครูศีลสารสัมบัน จะคำนวณฤกษ์ยาม วันเวลา ในการกดพิมพ์พระ ๙ องค์แรกก่อนการผสมผงมวลสารร้อยละ ๘๐ จะเป็นมวลสารดินก้นกรุ วัดนางพญา พิษณุโลกเป็นมวลสารหลัก แล้วจึงผสมมวลสารเฉพาะแต่ละชนิดไปตามแต่ท่านพระครูศีลสารสัมบัน จะเห็นสมควร ในการผสมผงทั้งหมดมีแต่ท่านพระครูศีลสารสัมบันเท่านั้นที่เป็นผู้ผสมผงพระ เข้าด้วยกันตามสูตรของท่านเองการปั้นก้อนมวลสาร สามเณรจะเป็นผู้ปั้นก้อนมวลสารตามขนาดที่ท่านพระครูศีลสารสัมบันต้องการ และพระภิกษุจะเป็นผู้กดพิมพ์พระทั้งหมดเมื่อกดพิมพ์เสร็จแล้วจะมีพระแผนกตรวจสอบคุณภาพว่าพระเครื่องที่จัดสร้างถูกต้องตามพิมพ์ หรือไม่ หากถูกต้องก็จะนำไปตากแดดให้แห้ง หากไม่สมบูรณ์ก็จะนำไปตำและกดพิมพ์ใหม่เมื่อตากแดดจนแห้งแล้วก็จะนำไปใส่หม้อดิน และนำไปเผาที่โรงหล่อ จ่าสิบเอก ดร.ทวี บูรณเขตต์ในการเผาพระพิมพ์ สมเด็จพระแก้วมณีโชตินั้น ที่โรงหล่อพระนั้น ท่านพระครูศีลสารสัมบัน และพระเลขานุการควบคุมดูแลการเผาตลอดเวลา ในการเผาและอบพระนั้น จะนิมนต์พระสงฆ์เจริญชัยมงคล ตลอดระยะเวลาในการเผาพระทุกครั้ง เ มื่อครั้งเผาพระพิมพ์ สมเด็จพระแก้วมณีโชติ ได้เกิดปาฏิหาริย์ คือ พระพิมพ์ สมเด็จพระแก้วมณีโชติ เนื้อดินผสมผงทั้งหมดจากเนื้อสีเดียวกัน กลายเป็นพระที่มีสีแตกต่างกันถึง๘ สี แม้จะเป็นผงเดียวกันและหม้อเดียวกัน หรือกระทั่งผสมใหม่และเผาใหม่ก็เป็นเช่นเดิม โดยแบ่งเป็นพระพิมพ์ สมเด็จพระแก้วมณีโชติ เนื้อดินผสมผง พิมพ์เล็กและพิมพ์ใหญ่ มีทั้งหมด๘ สี เรียกกันว่า พระอรหันต์ ๘ ทิศพระพิมพ์ สมเด็จพระแก้วมณีโชติ เนื้อผง พิมพ์เล็กและพิมพ์ใหญ่ สีขาว เป็นเนื้อเดียวกันกับพระพุทธชินราชใบเสมา รุ่นปี๒๕๑๕เนื้อผง แต่ที่พิเศษกว่า คือ จะได้มวลสารสมเด็จวัดระฆัง และสมเด็จวัดบางขุนพรหม กรุงเทพมหานคร ที่แตกหักผสมไว้จำนวนมากและเป็นมวลสารที่บริสุทธิ์กว่าพระชนิดอื่น จนมีผู้เล่าว่า ท่านพระครูศีลสารสัมบันเป็นผู้กดพิมพ์พระเองเสียด้วยซ้ำ ซึ่งจัดสร้างไว้จำนวนน้อยมาก พระพิมพ์ สมเด็จพระแก้วมณีโชติ ที่ท่านพระครูศีลสารสัมบันคัดแยกด้วยตัวท่านเองจึงมีเพียง ๔,๙๕๐ องค์เท่านั้น และได้นำใส่กล่องกระดาษและกล่องพลาสติกบรรจุไว้ใต้ฐานพระประธานอุโบสถของวัดสระแก้วปทุมทองแห่งเดียว นอกจากนั้นถูกนำใส่ถุงย่าม ถุงละประมาณ๕๐๐-๑,๐๐๐ องค์ไปบรรจุไว้ในช่อฟ้าศาลาการเปรียญ และพระวิหารพระพุทธศิลามงคล ซึ่งเป็นชั้นหรือชนิดพอใช้และไม่ได้ตั้งใจคัดแยกพระพิมพ์ สมเด็จพระแก้วมณีโชติ ที่บรรจุใต้ฐานพระประธานอุโบสถจะมีตรายางประทับรูป “สัง” ภาษาขอมไทยขอบฐานพระพิมพ์ สมเด็จพระแก้วมณีโชติ ทุกองค์ และทุกองค์มีเลขทะเบียนกำกับ ขึ้นทะเบียนไว้ว่าองค์ใดใครเป็นผู้บูชาไปจากวัดสระแก้วปทุมทอง ทุกองค์ต้องมีใบอนุโมทนาบัตรกำกับ ในอนุโมทนาบัตรจะกรอกเลขทะเบียนองค์พระไว้ด้วย  พระสมเด็จแก้วมณีโชตินั้นมี ๘ สี ซึ่งแต่ละสีจะมีมวลสารแก่อ่อนไม่เท่ากัน ที่บันทึกไว้คือ สีดำ   ขาว  อิฐ    สีอรุณ     คราม  เหลือง  เทา  น้ำตาล เรื่องมวลสาร นั้น มีมากมายชนิด บอกเล่าสามวันก็ไม่หมด   ได้ผสมลงในพระสีต่างๆ  ซึ่งทำให้มีวรรณะที่ต่างกัน  การปลุกเสก ก็ ๑๐๘องค์ ในวิหารพระพุทธชินราช  แม้ไม่ได้ทำในพระอุโบสถ  ก็นับว่าเข้มขลัง  ปลุกเสกโดยพระคณาจารย์ถึง๑๐๘รูป แต่เพื่อความมั่นใจ ท่านพระครูศีลสัมปันโนได้อาราธนาให้ปลุกเสกเดี่ยว  ณ พระอุโบสถวัดสระแก้วปทุมทอง  จ.พิษณุโลก อีก  ก็คือหลวงพ่อเงิน วัดดอนยายหอม จ.นครปฐม ,หลวงพ่อแดง วัดเขาบันไดอิฐ จ.เพชรบุรี ,หลวงพ่อมุ่ย วัดดอนไร่ จ.สุพรรณบุรี ,หลวงปู่ทิม วัดระหารไร่ จ.ระยอง ,หลวงพ่ออุตตมะ วัดวังก์วิเวการาม กาญจนบุรี , หลวงพ่อแพ วัดพิกุลทอง สิงห์บุรี , หลวงพ่อเกษม สุสานไตรลักษณ์ ลำปาง , หลวงพ่อพรหม วัดช่องแค นครสวรรค์ ,หลวงพ่อกวย วัดโฆษิตาราม ชัยนาท, หลวงปู่โต๊ะ วัดประดู่ฉิมพลี ธนบุรี , หลวงพ่อผาง วัดอุดมคงคาคีรีเขตต์ ขอนแก่น เป็นต้น และครั้งอื่นๆ เช่น หลวงปู่แหวน สุจิณโณ วัดดอยแม่ปั๋ง จังหวัดเชียงใหม่ หลวงพ่อทบ (พระครูวิชิตพัชราจารย์) วัดพระพุทธบาทชนแดน จ.เพชรบูรณ์ พลวงพ่อพันธ์ (พระครูประพันธ์ศีลคุณ) วัดบางสะพาน จ.พิษณุโลก พระครูวิจารณ์ศุภกิจ (อาจารย์ม้วน) วัดวังทองวราราม จ.พิษณุโลก เป็นต้น หรือถ้าหากมีพระเถระสายวิปัสสนาธุระหรือพระเกจิอาจารย์ที่โด่งดังในยุคนั้นเดินทางมาที่จังหวัดพิษณุโลกไม่ว่าจะมาเพื่อวัตถุประสงค์ใด ท่านพระครูศีลสารสัมบันก็จะนิมนต์เจริญจิตภาวนาพุทธาภิเษกอย่างนี้เรื่อยมาต่อมาจากการปลุกเสกทั้ง ๓ ครั้งแล้ว
          ท่านพระครูศีลสารสัมบันโน ได้นำพระเครื่องทั้งหมดไปเก็บไว้ในฐานพระประธานพระอุโบสถ วัดสระแก้วปทุมทอง เพื่อจะได้เพิ่มความเข้มขลังยิ่งขึ้นไปอีก โดยมีพระพิมพ์ สมเด็จพระแก้วมณีโชติ เพียง ๔๙๕๐ องค์เท่านั้นที่บรรจุใต้ฐานพระประธานพระอุโบสถวัดสระแก้วปทุมทอง โดยบรรจุใส่กล่องพลาสติกใสแยกประเภทไว้ แล้วจึงนำไปบรรจุไว้ใต้พระประธานจนเปิดกรุเมื่อวันที่ ๒๘ มีนาคม๒๕๕๓ เวลา ๑๔.๐๐ น. ซึ่งเป็นวันมาฆบูชา



        
ท่านพระครูรัตนปทุมรักษ์ เจ้าอาวาสวัดสระแก้วปทุมทองรูปปัจจุบัน
จึงได้ให้พระสำราญ กตสาโร รองเจ้าอาวาสฯนำพระพิมพ์ สมเด็จพระแก้วมณีโชติ ออกจากฐานพระประธานพระอุโบสถ (พระพุทธรัตนมณีโชติ) ของวัดสระแก้วปทุมทอง มานับจำนวนและทำสัญลักษณ์ด้วยตรายางรูป “สํ” ภาษาขอมไทย ไว้ทุกองค์ก่อนบรรจุลงกล่อง จัดทำเลขทำเนียบพระ และติดสติกเกอร์สะท้อนแสงตราวัดสระแก้วปทุมทอง(055-258971) เก็บไว้ในพระวิหารพระพุทธศิลามงคล วัดสระแก้วปทุมทอง จังหวัดพิษณุโลก เพื่อจะได้เปิดให้มีการเช่าบูชาต่อไป“เมื่อเป็น ซะอย่างเงี๊ยะ จึงนำมาบันทึกไว้ เพื่อให้รีบหารีบเก็บหรือเจอที่ไหน ก็อย่าให้ผ่านไป  ....สวัสดี