พระผาลไถ มหามงคล


การทำนาเรื่องสำคัญเกี่ยวกับปากท้อง ตั้งแต่ชนชั้นรากหญ้าไปจนระดับมหาอาณาจักร
ในด้านความเชื่อ มีพิธีกรรมที่เกี่ยวข้องอย่างหลากหลาย
แม้อุปกรณ์ที่ใช้ทำนา อย่าง “ผาลไถ” ก็นับถือว่าเป็นของมงคลค้ำคูนชั้นยอด
มีศาสตร์ต่างๆนานที่เกี่ยวข้องซึ่งได้นำเรื่องราวมาบันทึกไว้ในคอลัมน์นี้



       มหามนต์ พืชมงคลเพื่อความสมบูรณ์ของชาวสยาม
การเกษตรกรรมที่เกี่ยวกับการเพาะปลูกเป็นพื้นฐานของการ ประกอบกิจกรรมเลี้ยงชีพของมนุษย์ ที่มีมาช้านาน และแน่นอนว่าเป็นอาชีพที่เข้ากับหลักการของพุทธศาสนา เพราะไม่ได้เลี้ยงชีพด้วยการเบียดเบียนชีวิตสัตว์อื่นอย่างไรก็ตามแม้คติในศาสนาอื่นๆอาชีพแบบเกษตรกรรมก็เป็นอาชีพที่ถูกยกย่องว่า เป็นพื้นฐานสำคัญของสังคมมนุษย์ มีผู้กล่าวว่า เกษตรกรรมไม่ใช่อาชีพแต่เกษตรกรรมคือวีถีชิวิตของมนุษย์ที่ใกล้กับธรรมชาติมากที่สุด การเกษตรที่นับถือกันว่าเก่าแก่มากที่สุด ชนิดหนึ่งก็คือ  “การทำนา”ซึ่งในที่นี้คือการเพาะปลูกพืชที่เป็นอาหารหลักของชาวโลกก็คือ “ข้าว”ซึ่งเป็นธัญพืชที่นับถือกันว่าศักดิ์สิทธิ์ และมีบุญคุณต่อการมีชีวิต ของมนุษย์   เรื่องราวที่เกี่ยวกับข้าวจึงนับถือว่าเป็นเรื่องสำคัญ อย่างมาก ในบางประเทศก็จะมีการกำหนดนามธรรม ของ “ข้าว” ในมิติความศักดิ์สิทธิ์ให้เป็นเทพเจ้า ไปเสียให้ชัดเจนยกตัวอย่างเช่น ในไทยเราเรียกว่า แม่โพสพบ้าง พระโพสพบ้าง (ในกรณีที่เป็นเทพผู้ชาย) และเลยไปถึง สิ่งที่เกี่ยวข้อง ในการทำนา อย่างเช่นสัตว์ต่างที่ใช้แรงงานคือ วัวและควาย ก็นับถือว่าเป็นสัตว์ มีคุณหาก ใช้แรงงานไถนา เมื่อแก่หมดเรี่ยวแรงลงก็มักจะไม่ฆ่า กินเนื้อ จะเลี้ยงให้แก่ตายไปเอง  นอกจากนี้ อุปกรณ์ที่เกี่ยวกับการทำนา อย่าง  แอก   คันไถ  ผาลไถนี้ก็ถือว่า เป็นของมีคุณ  การทำการเพาะปลูกจะมีพิธีกรรมเกี่ยวกับความเชื่อต่างๆมากมายแบ่งพิธีกรรมได้สี่ประเภทคือ“ข้าว”ซึ่งเป็นธัญพืชที่นับถือกันว่าศักดิ์สิทธิ์ และมีบุญคุณต่อการมีชีวิต ของมนุษย์   เรื่องราวที่เกี่ยวกับข้าวจึงนับถือว่าเป็นเรื่องสำคัญ อย่างมาก ในบางประเทศก็จะมีการกำหนดนามธรรม ของ “ข้าว” ในมิติความศักดิ์สิทธิ์ให้เป็นเทพเจ้า ไปเสียให้ชัดเจนยกตัวอย่างเช่น ในไทยเราเรียกว่า แม่โพสพบ้าง พระโพสพบ้าง (ในกรณีที่เป็นเทพผู้ชาย) และเลยไปถึง สิ่งที่เกี่ยวข้อง ในการทำนา อย่างเช่นสัตว์ต่างที่ใช้แรงงานคือ วัวและควาย ก็นับถือว่าเป็นสัตว์ มีคุณหาก ใช้แรงงานไถนา เมื่อแก่หมดเรี่ยวแรงลงก็มักจะไม่ฆ่า กินเนื้อ จะเลี้ยงให้แก่ตายไปเอง  นอกจากนี้ อุปกรณ์ที่เกี่ยวกับการทำนา อย่าง  แอก   คันไถ  ผาลไถนี้ก็ถือว่า เป็นของมีคุณ  การทำการเพาะปลูกจะมีพิธีกรรมเกี่ยวกับความเชื่อต่างๆมากมายแบ่งพิธีกรรมได้สี่ประเภทคือ
      พิธีเกี่ยวกับการเสี่ยงทาย  เช่นพิธีแห่ข้าวพันก้อน   การเสี่ยงบั้งไฟ  การบ๋าแม่นางธรณี  ฯ
      พิธีเกี่ยวกับเพาะปลูก  เช่น พิธีจรดพนังคัลแรกนาขวัญ  พิธีแรกไถนา  พิธีหม่าข้าว พิธีเชิญแม่โพสพใส่ข้าวปลูก ฯพิธีเกี่ยวกับการบำรุงรักษา เช่นพิธีปักตาแหลว พิธีขึ้นท้าวทั้งสี่  พิธีไล่น้ำ ฯ
     พิธีเกี่ยวกับการเก็บเกี่ยว เช่น พิธีแรกเกี่ยวข้าว พิธีตั้งลอมข้าว  พิธีปลงข้าว  ฯ
     พิธีเกี่ยวกับการเฉลิมฉลอง (เมื่อเสร็จการเพาะปลูก)เช่นพิธีทำบุญคูณลาน  พิธีกองข้าว  พิธี ลาซัง  พิธีสู่ขวัญข้าวในเล้าพิธีกองข้าว ฯ
      การปลูกข้าวในครั้งแรกในต้นฤดูฝน ถือเป็นเรื่องสำคัญ  เรียกว่า “ไถแรก”หรือ “นาตาแฮก” ซึ่งประชาชนจะจัดพิธีนี้ขึ้นหลังพิธีของหลวงคือพระราชพิธี “จรดพระนังคัลแรกนาขวัญ”ที่จัดขึ้นในเดือน พฤษภาคมของทุกปี โดยพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว หรือ ผู้แทนพระองค์จะเสด็จมาเป็นประธานถือเป็นพิธีกรรมที่ศักดิ์สิทธิ์ของเกษตรกรซึ่งกรมศิลปากรมีบทความลงในนิตยสารสารคดีกล่าวถึงความเป็นมาของแรกนาขวัญว่า 

          แรกนาขวัญ เป็นภาษาของคนในภาคกลางที่ราบลุ่มแมน้ำเจ้าพระยา ตรงกับภาษาของคนบริเวณสองฝั่งแม่น้ำโขงว่า นาตาแฮก (แฮก คือ แรก) หมายถึงการไถนาทำนาปลูกข้าวครั้งแรกในนาจำลองขนาดเล็กๆ ที่สมมุติขึ้น แล้วมีพิธีสู่ขวัญวิงวอนร้องขอต่ออำนาจเหนือธรรมชาติ (บางทีเรียกผีนาหรือพระภูมินา) จงบันดาลให้ทำนาจริงๆ ได้ผลผลิตเป็นข้าวงอกงามอุดมสมบูรณ์เหมือนนาจำลองที่สมมุติขึ้นครั้งแรกนี้ บางแห่งเช่น ภาคเหนือจะทำพิธีสังเวยแม่โพสพพร้อมกันไปด้วยพิธีอย่างนี้มีมาตั้งแต่ดั้งเดิมในชุมชนคนดึกดำบรรพ์ราว ๓,๐๐๐ ปีมาแล้ว สมัยก่อนๆทุกคนมีอาชีพทำนาต้องทำกันทั่วไปก่อนจะลงมือทำนาจริง ต่อมาเมื่อราชสำนักรับแบบแผนฮินดูจากชมพูทวีป (อินเดีย) จึงปรุงแต่งให้สอดคล้องกับพีธีพราหมณ์เพื่อความศักดิ์สิทธิ์สูงขึ้น เช่น มีพระโคเสี่ยงทาย มีการเชิญเทวดามาเสกเป่าข้าเปลือกที่ใช้หว่านในพิธี เมื่อเสร็จงานก็ให้ชาวบ้านแย่งกันเก็บเม็ดข้าเปลือกไปบูชา และโปรยลงในนาของตนเพื่อให้ได้ผลผลิตเป็นเมล็ดข้าวมากขึ้น และรอดพ้นจากภัยธรรมชาติภาษาทางราชการเรียก จรดพระนังคัล เป็นคำเขมร (นังคัล คือ ผาลไถนา) แปลว่าไถนาครั้งแรก มีหลักฐานยืนยันในเอกสารเก่าแก่ว่า พระเจ้าแผ่นดินเมื่อราว ๗๐๐ ปีมาแล้วมอบให้เจ้านายและขุนนางทำพิธีนี้ เพื่อความมั่งคั่งในพืชพันธุ์ธัญญาหารของราชอาณาจักร จะละเว้นมิได้ ต้องทำทุกปี จึงมีสืบเนื่องมาจนถึงปัจจุบัน”
         การเพาะปลูกในปีใดได้ผลมากเสียน้อยโบราณนับถือว่า ปีนั้นอุดมสมบูรณ์  เกณฑ์สำคัญก็คือ “การทำนา”  ซึ่งถือเป็นเรื่องสำคัญมากแม้ครั้งพุทธกาลก็มีการบันทึกพุทธประวัติในช่วงวัยเยาว์ของพระสิทธัตถะบรมโพธิสัตว์ว่า ได้ทรงเข้าปฐมญาณ  ในวันแรกนาขวัญปรากฏร่มเงาของเมฆบังแสงอาทิตย์ให้เป็นอัศจรรย์ด้วย  ในการทำนานั้นหากพิจารณาเกี่ยวกับความเชื่อ ก็มี วิทยาคมอยู่มากมายที่นำมาใช้ เช่น การเสกดินก่อนเพาะปลูก    มนต์เสก “หม่าข้าว”ก่อนปลูก     เลขยันต์ ป้องกัน แมลงกัดกินพืชไล่   มียันต์กันนกหนู  รวมถึง ป้องกัน “ปู” ไม่ให้กัดกินต้นกล้าด้วย ในพิธีแรกนาขวัญ จะมี มนต์พิเศษ เฉพาะ เรียกว่า  “คาถาพืชมงคล”   มีความยาวพอประมาณใช้สวดในพิธีจรดพระนังคัลแรกนาขวัญ  ปลุกเสกสิ่งของเครื่องใช้ในพิธี  ซึ่งเน้นในการปลุกเสก เมล็ดพันธุ์พืชได้แก่ข้าว ถั่ว งา ที่นำมาประกอบพิธีให้เกิดสิริมงคล แก่ชนทั้งประเทศ  หลังเสร็จพิธี ประชาชนที่มาชมพิธีต่างก็จะกรูกันเข้าแย่งเก็บธัญพืช ที่หว่านลงเป็นโกลาหล  เป็นเช่นนี้ทุกปี  ผู้ที่ได้เม็ดพันธุ์ในพิธีจะนำไปกราบไหว้บูชาถือเป็นสิริมงคลอย่างยิ่ง
            ในพิธีระดับชาวบ้านการแรกไถถือเป็นพิธีสำคัญเช่นกัน จะกระทำหลังจากพระราชพิธีจรดพระนังคัลแรกนาขวัญ  โดยนำอุปกรณ์ต่างๆที่จะทำนามาเข้าพิธี(บางท้องที่)  นัยของพิธีในแง่เหตุผลก็คือการตรวจสอบซ่อมบำรุงอุปกรณ์ต่างๆให้มีสภาพที่ใช้งานได้  ซึ่งการเก็บรักษาอุปกรณ์ทำนาจะถือว่าเป็นของมีคุณจะเก็บในที่สูงไม่ให้คนเหยียบย่ำ  แม้ผาลไถที่มีขนาดใหญ่ก็จะเก็บขึ้นที่สูง   และกระบวนอุปกรณ์ทำนาทั้งหลายนี้เองก็นับถือว่า “ผาลไถ” มีคุณวิเศษในด้านอื่นๆอย่างมากมาย ใช้ตั้งแต่ผาลไถทั้งชิ้น  ไปจนแม้กระทั่งฝุ่นผงจากผาลไถนั้นเลยทีเดียว ซึ่ง อิทธิคุณ“ผาลไถ”ได้มีการกล่าวไว้ในพระไตรปิฏกด้วยว่า
ผาลไถสยบอาถรรพ์เสน่ห์ยาแฝด
นับถือว่า “ผาลไถ” มีคุณวิเศษในด้านอื่นๆอย่างมากมาย ใช้ตั้งแต่ผาลไถทั้งชิ้น  ไปจนแม้กระทั่งฝุ่นผงจากผาลไถนั้นเลยทีเดียว ซึ่ง อิทธิคุณ“ผาลไถ”ได้มีการกล่าวไว้ในพระไตรปิฏกด้วยว่า.พระไตรปิฎก เล่มที่ ๕  พระวินัยปิฎก เล่มที่ ๕มหาวรรค ภาค ๒ “….ภิกษุอาพาธด้วยโรคต่างๆ  [๔๔] ก็โดยสมัยนั้นแล ภิกษุรูปหนึ่งอาพาธถูกยาแฝด ภิกษุทั้งหลายกราบทูลเรื่องนั้นแด่พระผู้มีพระภาค. พระผู้มีพระภาคตรัสอนุญาตแก่ภิกษุทั้งหลายว่า ดูกรภิกษุทั้งหลาย เราอนุญาตให้ดื่มน้ำที่เขาละลายจากดินรอยไถซึ่งติดผาล.........” ซึ่งแสดงว่า  พระพุทธเจ้าทรงรับรองว่า ดินติดผาลไถมีอานุภาพในการลบล้างอำนาจมนต์มายาพวกเสน่ห์  จากความตอนนี้โบราณาจารย์ต่างยกย่องว่า ผาลไถนั้นเป็นสิ่งศักดิ์สิทธิ์   และนำไปใช้ ในเวทวิทยาคมต่างๆอีกมากมายกับการที่ดินติดผาลไถสามารถแก้อาถรรพ์เสน่ห์ยาแฝดนั้นก็ขอนำความรู้เรื่องเสน่ห์ยาแฝดมาประกอบดังนี้ “เสน่ห์ยาแฝด คือยาหรือของที่ทำให้ผู้อื่นรัก ส่วนมากเป็นยากิน และผู้หญิงทำให้ผู้ชายกิน เช่น เมียทำให้ผัวกิน หรือหญิงที่ต้องการให้ชายรักตัวจนหลงใหลถอนตัวไม่ขึ้นให้อยู่ใกล้ชิดประดุจแฝดติดกัน ส่วนมากนำเอาของที่มีในตัวของผู้หญิงมาประสมทำขึ้นเป็นยา ถ้าไม่เอาของในตัวมาประสมกันก็ไม่เรียกว่ายาแฝด แต่เรียกว่ายาเสน่ห์
ถ้าทำกับน้ำมันเสน่ห์ ยาแฝดนี้ใช้ใส่เจือปนในของกิน  ของในตัวที่นำมาประสม เช่น ใจสี่  ขี้ทั้งสิบ  รักสอง  กุมารทั้งสิบ  น้ำอาบตั้งไว้จนตกตะกอน แล้วเอาตะกอนนั้นมาประสมยาซึ่งยาบางขนานบอกว่า “เอาปราบกลางธรณี ลานสกุณีบนจอมผา ผมคนเสียกิริยา  เร่งกินมาจนเร็วพลัน  ไม้ร้องช่องวนา เถาสะบ้า  ข้ามชลขัณฑ์ อีกไม้ชะนีอัน ที่มันร้องในช่องไพร เอามาประสมกัน  ตำผงพลันอย่าสงสัย เสกด้วยคาถาไว แล้วให้กินรักดิ้นแล” ยาเสน่ห์บางขนานบอกว่า "ชานนางให้  คอดไม้นำผี ขี้ป่าช้า หญ้าไก่กรุก” ของเหล่านี้ไม่ใช่ของในตัวคน แต่เป็นยาใส่ในของกินเหมือนกัน ยาแฝด ไม่ใช่มีเฉพาะให้ผู้ชายกินเท่านั้น ผู้ชายอาจจะนำไปให้ผู้หญิงกินก็ได้  ได้ผลดีเหมือนกัน  แต่มีทำน้อยเพราะผู้ชายมีลูกเล่นมากมายไม่จำเป็นต้องใช้ยาแฝด ส่วนผู้หญิงที่ทำผู้ชายมักเสียตัวกับผู้ชายแล้ว  ผู้ชายทำท่าจะเลิกราไม่น่าจะไว้ใจ จึงต้องผูกมัดให้มั่นด้วยยาแฝด  ส่วนผู้ชายนั้นเมื่อได้เสียกัน แล้วก็เป็นผู้ได้เปรียบ ดูเหมือนจะดีกว่าวางยาแฝดเสียอีก
ยาเสน่ห์นั้นเป็นเครื่องกระตุ้นเตือนความรักให้รักเร็วขึ้นถ้ารักอยู่บ้างแล้วก็ให้รักหนักขึ้น หรือบางทีพวกเจ้าชู้ไก่แจ้ ไม่ค่อยมีลูกเล่น และหาโอกาสเข้าถึงผู้หญิงยากไม่ทันใจ  ก็หันไปหายาเสน่ห์เอามาช่วย  ถ้าปะเหมาะถูกขนานแท้ก็จะได้ผลจริง ๆ ยาเสน่ห์บางอย่างไม่ต้องใช้เครื่องยา และใช้แป้งผงหรือน้ำมัน เพียงแต่เสกอะไรให้กิน เสกน้ำใต้ศอก  ล้างหน้าด้วยคาถามหาละลวย เทพรัญจวน หรือช้างตามโขลง เป็นต้น ผู้ที่ถูกยาแฝดจะมีอาการขาดความร่าเริง หน้าตาเศร้าหมองความนึกคิดเลื่อนลอย หลงใหลอยู่เฉพาะผู้ที่ทำ นอกจากนี้ยาแฝดจะทำให้ของขลังในตัวเสื่อมถอยด้วยถ้าทำเขามาก ๆ  หนักเข้าตัวเองจะเป็นผีกระสือ ผู้ชายเป็นผีกระหัง จริงเท็จประการใดยังไม่ยืนยัน วิธีป้องกันยาแฝดที่ดีที่สุดคืออย่ากิน และอย่าทำให้ผู้หญิงคนรักระแวง ส่วนยาเสน่ห์ ใช้พระเครื่องบางองค์ ว่านยาและเวทมนตร์คาถาบางอย่างช่วยแก้ได้” (ข้อมูลจาก http://www.glinthoob.com) เสน่ห์ยาแฝดเป็นการเบียดเบียนสร้างบาปกรรมเป็นอวิชาผู้ที่ศึกษาศาสตร์เหล่านี้   เป็นคนชั่วช้า   จิตใจคอยแต่จะทำร้ายครอบงำผู้อื่น   ซึ่งโดยแท้ที่จริงหมอเสน่ห์เหล่านั้นก็กำลังทำร้ายตัวเขาเองอยู่นั่นเอง เพราะเวรกรรมที่ทำเสน่ห์ยาแฝด จะไม่ไปไหน เมื่อสะสมมากเข้าจนมีกำลังพอที่จะส่งผล   หมอเสน่ห์ก็จะรับกรรมที่ตนทำไว้อย่างที่ไม่มีใครช่วยได้  เมื่อดับจิตทำลายขันธ์ก็จะไปอบายภูมิอย่างแน่นอน  ท่านที่คิดจะทำเสน่ห์ยาแฝด ใดใดก็ตระหนักด้วยว่ามันได้ไม่คุ้มเสียจริงๆ  แม้ผู้ที่ใช้โดยไม่ได้มีวิชาทำเสน่ห์ ก็มีผลด้วยอย่างแรกเราจะสังเกตเห็นได้ว่า หมอเสน่ห์ เองนั่นแหละกลับมี ฐานะที่ย่ำแย่ ครอบครัวบ้านแตกสาแหรกขาด   นั่นก็คือ ผลกรรม  ที่เราจะเห็นได้ง่ายๆจากคนเหล่านี้
 การทำเสน่ห์ที่ถอดถอนยากก็คือ การให้กิน  อาถรรพ์เข้าไปซึ่งมีผลพอๆกับน้ำมันพราย  เพราะเข้าเลือดเข้าเนื้อ หมอเสน่ห์ที่ทำวิชาบางประเภท  เมื่อทำไปแล้วตัวเองแก้ไม่ได้ก็มี  โอกาสโดนของเสน่ห์ยาแฝด นั้นเชื่อว่ามีมา แต่ครั้งพุทธกาลเลยทีเดียว   แม้ภิกษุ  ก็อาจโดนเสน่ห์ยาแฝดได้   ซึ่งพระพุทธเจ้าก็ได้ทรงแสดงหนทางแก้ไว้   และได้ยืนยันเรื่องนี้ได้ดีเพราะ.....(โปรดติดตามตอนต่อไป)