พระสยามเทวาธิราช



             
     เทพเจ้า เกิดจากทัศนคติที่มนุษย์มีต่ออุดมคติที่สูงส่ง ไม่ว่าจะเป็นเรื่องอะไร  ก็อาจสร้าง “เทวะ” ขึ้นได้ทั้งสิ้นและในทางกลับกันก็อาจมองได้ว่า อุดมคติ คือผู้สร้าง มนุษย์ขึ้นจาก สัตว์โลกชนิดหนึ่ง โดย แยกแยะระหว่าง  สัตว์กับมนุษย์ ก็คือ คุณงามความดี ดังนั้น เทพเจ้าที่ปรากฏในการรู้จักของมนุษย์เองก็มีหลากหลายรูปแบบ
       มนุษย์ ดำรงชีวิตอยู่ร่วมกันเป็นกลุ่ม เริ่มจากครอบครัว และใหญ่ขึ้นเรื่อยๆ จนเป็นประเทศ หรือ อาณาจักร  จิตสำนึกร่วมของคนในสังคม ถูกนำมาเป็นทัศนคติของ “เทพเจ้าคุ้มเมือง”  หรือ “เทพประจำอาณาจักร” ซึ่งแต่เดิม มีหลากหลายรูปแบบตามคติชนของชาติต่างๆ  สำหรับชาวสยามแต่ดั้งเดิมนั้นนับถือเทพเจ้า ประจำเมือง ตามคติที่มีมา กว่า๑๐๐๐ปีก็คือ เทพเจ้าหลักเมือง  ซึ่งจะมีเทพเจ้า เป็นองค์คณะในกลุ่มเทพเจ้าประจำเมืองอีกก็คือ  พระเสื้อเมือง  พระทรงเมือง   เจ้าพ่อหอกลอง  เจ้าพ่อเจตคุปต์   พระยมเทพเจ้า ซึ่งการบูชาเทพเจ้าเหล่านั้นก็มีการสถาปนา มาตั้งแต่ ครั้งตั้งกรุงรัตนโกสินทร์ คือ พ.ศ.๒๓๒๕โดยบูชาเป็นเทพเจ้าประจำเมืองมาตลอดตั้งแต่สมัยรัชกาลที่๑ ถึงรัชกาลที่๓   ซึ่งต่อมา ใน รัชสมัยของสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว  ก็เกิดสมมุติเทพขึ้นองค์หนึ่ง  แยกออกจากคณะเทพเดิม ซึ่งมีความหมายถึง การปกป้องคุ้มครองไม่ใช่เฉพาะ  แต่ตัวพระนครเช่นเก่าก่อนแต่หมายถึง ปกป้องคุ้มครองทั้งพระราชอาณาจักร  และเป็นเทพเจ้าที่คอย อนุเคราะห์ช่วยเหลือ ให้ประเทศสยามผ่านวิกฤตการณ์ต่างๆไปได้ด้วยดีเสมอมา  ซึ่งกับวิกฤตการณ์ อุทกภัย ที่เกิดขึ้นในปี๒๕๕๔นี้ เทพเจ้าพระองค์นี้ก็ได้แสดงปาฏิหาริย์ให้ปรากฏอย่างเด่นชัด จนมิอาจปฏิเสธ ซึ่งก่อนอื่นก็ขอนำประวัติ ที่มาของการสถาปนาเทพเจ้าพระองค์นี้ มาบันทึกพอสังเขปดังนี้
      หม่อมเจ้าหญิงพูนพิศมัย ดิศกุล พระธิดาในสมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมพระยาดำรงราชานุภาพ ทรงเล่าว่า พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงโปรดการศึกษาประวัติศาสตร์ ทรงมีพระ ราชดำริว่าประเทศไทยมีเหตุการณ์ที่เกือบจะต้องเสียอิสรภาพมาหลายครั้ง แต่เผอิญให้มีเหตุรอดพ้นภยันตรายมาได้เสมอ คงจะมีเทพยดาที่ศักดิ์สิทธิ์คอยอภิบาลรักษาอยู่ สมควรที่จะทำรูปเทพยดาองค์นั้นขึ้นสักการบูชา จึงทรงพระกรุณาโปรดเกล้า ฯ ให้พระองค์เจ้าประดิษฐ์วรการปั้นหล่อเทวรูปสมมุติขึ้น ถวายพระนามว่าพระสยามเทวาธิราช ประดิษฐาน ณ พระที่นั่งทรงธรรมในหมู่พระที่นั่งพุทธมณเฑียร ในพระอภิเนาว์นิเวศน์ ซึ่งจากข้อมูลที่ หม่อมเจ้าหญิงพูนพิศมัย ดิศกุล ทรงพระนิพนธ์ไว้ว่า
"...ตอนมหาอำนาจทางตะวันตกทำการเปิดประตูค้ากับพวกตะวันออก ในระยะเวลาต้นๆศตวรรษที่ ๑๙ ของคริสต์ศักราชนั้น พวกเมืองข้างเคียงไม่รู้ทันเหตุการณ์ภายนอกว่า ทางตะวันตกมีอำนาจปืนเรือพอที่จะเอาชนะได้อย่างง่ายดาย จึงพากันไม่ยอมทำสัญญาด้วย ซ้ำยังขับไล่ ใช้อำนาจจนเกิดเป็นสงครามขึ้น ก็เป็นธรรมดาที่คนมีแต่มีดจะต้องแพ้ผู้มีปืน แล้วถูกเป็นเมืองขึ้นไปโดยสะดวก ฝ่ายทางเมืองไทยเรานั้นมหาอำนาจตกลงกันให้อังกฤษมาเป็นผู้เปิดประตูทำสัญญาค้าขาย ซึ่งตามที่จริงก็เคยมีไมตรีกันมาแต่ครั้งกรุงศรีอยุธยาแล้ว แต่เมื่อบ้านเมืองมีเหตุการณ์ศึกสงครามเกิดขึ้นชาวต่าง ประเทศไปมาค้าขายไม่สะดวกได้ ก็จำต้องหยุดการติดต่อกันไปเป็นพัก ๆ การเป็นเช่นนี้แก่ทุกบ้านทุกเมือง ฉะนั้น เมื่อเสร็จศึกกับพม่าในรัชกาลที่ ๑ แล้ว ถึงรัชกาลที่ ๒ ชาวโปรตุเกสก็เข้ามาจากเมืองมาเก๊า เพื่อขอทำสัญญาค้าขายใน พ.ศ. ๒๓๖๓ โปรดเกล้าฯ ให้รับสัญญาเพราะเรายังต้องการซื้อปืนไฟจากชาวตะวันตกอยู่ ต่อมาอีก ๒ ปี มิสเตอร์ จอน ครอเฟิด (John Grawford) ทูตอังกฤษเข้ามาขอทำสัญญาจากผู้สำเร็จราชการอินเดียใน พ.ศ. ๒๓๖๕
          ถึงรัชกาลที่ ๓ อังกฤษเกิดรบกันขึ้นกับพม่าเป็นครั้งแรก ครั้นชนะแล้วจึงให้กัปตันเฮนรี่ เบอร์เนย์ (Henry Burney) เข้ามาทำสัญญาเมื่อ พ.ศ. ๒๓๖๘ ทูตอเมริกัน มิสเตอร์ เอ็ดมอนด์ โรเบิต (Edmond Robert) เข้ามาทำสัญญาเมื่อ พ.ศ. ๒๓๗๕ มิสเตอร์ริดชัน (Ridson) ทูตอังกฤษเข้ามาทำสัญญาขอซื้อช้างเมื่อ พ.ศ. ๒๓๘๑ และเซอร์เจมส์ บรู้ค (Sir Jame Brooks) ผู้เคยเป็นรายา (White Raja) ผู้ครองเกาะซาราวัค (Sarawak) เข้ามาขอทำสัญญาอีกเมื่อวันที่ ๑๖ กันยายน พ.ศ. ๒๓๙๓ ซึ่งเป็นปีที่พระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ ๓ เสด็จสวรรคต รวมทูตอังกฤษที่เข้ามาทำสัญญากับเมืองไทยถึง ๔ ครั้ง แต่ก็ได้ทำแต่เรื่อง เล็ก ๆ น้อย ๆ เช่นเรื่องผ่านแดนไทยกับพม่า และสัญญาซื้อขายช้าง ม้า และแลกเปลี่ยนสินค้าบางอย่าง ไม่ได้ทำสัญญากับเมืองไทยโดยตรงอย่างเมืองอื่น ๆ ส่วนทางเมืองไทยก็ยังไม่มีใครเชื่อว่าจะมีผู้ใดจะเกะกะทางนี้ได้ บางคนนึกเลยไปว่าเหล็กจะลอยน้ำได้อย่างไร ในเมื่อมีใครมาเล่าว่าทางมหาอำนาจตะวันตกนั้นมีเรือรบที่ทำด้วยเหล็ก ไทยจึงไม่เต็มใจจะเปิดประตูค้ากับผู้ใด ๆ ทั้งสิ้น เป็นแต่รับข้อที่จำเป็นในเวลานั้นเท่านั้น แต่ในที่สุดเราก็ได้พบรายงานของเซอร์เจมส์ บรู๊ค ผู้ซึ่งเข้ามาครั้งสุดท้ายในรัชกาลที่ ๓ ว่า
‘..พระเจ้าแผ่นดินกำลังเสด็จอยู่บนพระแท่นสวรรคต และพระองค์ที่จะทรงเสวยราชย์ใหม่ก็มีหวังจะพูดกันได้เรียบร้อย ฉะนั้น จึงขอรอการใช้กำลังบังคับไว้ก่อน...

 

      
ตามรายงานนี้เห็นได้ชัดว่า เขาเตรียมจะใช้กำลังกับเราอยู่แล้ว เผอิญให้เกิดมีการสวรรคตและเปลี่ยนแผ่นดินพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวเสด็จขึ้นมาเสวยราชย์ในเวลาที่ทรงทราบเหตุการณ์นอกประเทศดีอยู่แล้ว เพราะทรงมีเวลาศึกษาเพียงพอ ในเวลาที่ทรงผนวชเป็นพระภิกษุถึง ๒๗ ปี พอเสวยราชย์ได้ ๔ ปี เซอร์จอน โบว์ริง (Sir John Bowring) เจ้าเมืองฮ่องกง ก็มีจดหมายส่วนตัวเข้ามากราบทูลว่า คราวนี้ตัวเขาจะเข้ามาเป็นราชทูตแทนพระองค์ควีน วิคตอเรีย ไม่ใช่เป็นแต่เพียงทูตมาจากผู้สำเร็จราชการอินเดียเช่นคนก่อน ๆ เพราะฉะนั้นจึงหวังว่าจะไม่มีเรื่องเดือดร้อนถึงต้องขัดใจกัน พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงทราบข้อไขอันนี้ดี จึงเปิดประตูรับในฐานะมิตร และเป็นผลให้เราได้พ้นภัยมาได้แต่ผู้เดียวในทางตะวันออกประเทศนี้เมื่อเหตุการณ์เรียบร้อยแล้ว ทรงพระราชดำริว่า เมืองไทยเรานี้มีเหตุการณ์หวิด ๆ จะต้องเสียอิสรภาพมาหลายต่อหลายครั้งแล้ว แต่เผอิญให้มีเหตุรอดพ้นได้เสมอมา ชะรอยจะมีเทพยดาองค์ใดองค์หนึ่งที่คอยพิทักษ์รักษาอยู่ จึงสมควรจะทำรูปเทพพระองค์นั้นขึ้น ไว้สักการบูชา แล้วโปรดให้พระองค์เจ้าดิษฐวรการ (หม่อมเจ้ารัชกาลที่ ๑) นายช่างเอกทรงปั้นรูปเทพพระองค์นั้น เป็นรูปทรงต้นยืนถือพระขรรค์ในพระหัตถ์ขวา ขนาด ๘ นิ้วฟุตงดงามได้สัดส่วนแล้วหล่อด้วยทองคำแท่งทั้งพระองค์ ทรงถวายพระนาม "พระสยามเทวาธิราช" แล้วประดิษฐานไว้ในพระวิมานกลางพระที่นั่งไพศาลทักษิณจนทุกวันนี้ ท่านผู้ใหญ่ชั้นคุณย่าของข้าพเจ้าเล่าว่า ในรัชกาลที่ ๔ ทรงถวายเครื่องสังเวยเป็นราชสักการะทุกวัน และเป็นที่นับถือกันว่าศักดิ์สิทธิ์นัก บัดนี้เนื่องแต่ทางพระราชสำนักต้องตัดทอนรายจ่ายมากมายมาแต่ในรัชกาลที่ ๗ จึงคงยังมีเครื่องสังเวยถวายแต่เฉพาะวันอังคาร และวันเสาร์ อาทิตย์ละ ๒ ครั้ง และในเวลาปีใหม่ก็มีการบวงสรวงสังเวยเป็นพิธีใหม่ มีละครรำของกรมศิลปากรในเวลาเช้าวันสังเวยนั้น.อย่างไรก็ตาม เหตุการณ์ต่าง ๆ ดังเราท่านได้ประสบมาด้วยตนเอง ยิ่งนานวันก็ยิ่งเห็นว่าพระสยามเทวาธิราชนั้นมีจริง เราจงพร้อมใจกันอธิษฐานด้วยกุศลผลบุญที่เราได้ทำมาแล้วด้วยดี ขอให้เทพเจ้าอันศักดิ์สิทธิ์พระองค์นี้ จงได้ทรงคุ้มครองป้องกันภัย และโปรดประสิทธิ์ประสาทความสมบูรณ์พูนสุขให้แก่ประชาชนชาวสยามทั่วกันเทอญ.."

 พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงถวายเครื่องสังเวยเป็นราชสักการะเป็นประจำวัน เครื่องสังเวยที่ถวายเป็นประจำนั้น จะถวายเฉพาะวันอังคาร และวันเสาร์ก่อนเวลาเพล โดยจะมีพนักงานฝ่ายพระราชฐานชั้นใน เป็นผู้เชิญเครื่องตั้งสังเวยบูชา เครื่องสังเวยประกอบด้วย ข้าวสุกหนึ่งถ้วยเชิง หมูนึ่งหนึ่งชิ้น พร้อมด้วยน้ำพริกเผา ปลานึ่งหนึ่งชิ้นพร้อมด้วยน้ำจิ้ม ขนมต้มแดงและขนมต้มขาว กล้วยน้ำว้า มะพร้าวอ่อนหนึ่งผล ผลไม้ตามฤดูกาลสองอย่าง และน้ำสะอาดอีกหนึ่งถ้วย ทรงโปรดเกล้า ฯ ให้จัดพระราชพิธีสังเวยเทวดา ในวันขึ้น ๑ ค่ำ เดือน ๕ ของทุกปีต่อมาในสมัย พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงมีพระราชดำริว่า พระอภิเนาว์นิเวศน์พระพุทธมณเฑียร และพระที่นั่งทรงธรรม ซึ่งเป็นโครงสร้างเสาไม้หุ้มปูน ที่ได้สร้างขึ้นในสมัยพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ได้ชำรุดทรุดโทรมลงมาก ยากที่จะบูรณะให้คงสภาพเดิมไว้ได้ จึงทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้รื้อลงทั้งหมด และอัญเชิญพระสยามเทวาธิราชไปประดิษฐานไว้ ณ พระวิมานทองสามมุขเหนือลับแลบังพระทวารเทวราชมเหศวร์ ในพระที่นั่งไพศาลทักษิณ ตราบจนถึงทุกวันนี้พระราชพิธีบวงสรวงใหญ่พระสยามเทวาธิราช ตามประเพณีกำหนดไว้ในวันขึ้น ๑ ค่ำ เดือน ๕ ของทุกปี อันเป็นวันขึ้นปีใหม่ตามจันทรคติแบบโบราณ ในรัชกาลปัจจุบัน พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว จะทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี หรือพระราชวงศ์ชั้นผู้ใหญ่เสด็จแทนพระองค์มาทรงถวายเครื่องสังเวยเป็นราชสักการะพระสยามเทวาธิราช และมีละครในจากกรมศิลปากรรำถวายระหว่างวันที่ ๗ - ๓๐ เมษายน พ.ศ. ๒๕๒๕ เมื่อครั้งฉลองกรุงรัตนโกสินทร์ ๒๐๐ ปี พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้เชิญพระสยามเทวาธิราชจากพระวิมานในพระที่นั่งไพศาลทักษิณ ขึ้นเสลี่ยงโดยประทับบนพานทอง ๒ ชั้น สู่พระที่นั่งดุสิตมหาปราสาท ประดิษฐาน ณ บุษบกมุขเด็จ เพื่อทรงประกอบพระราชพิธีบวงสรวง ในวันพุธที่ ๗ เมษายน ๒๕๒๕ และทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ พระราชทานพระบรมราชานุญาตให้สาธุชนเข้าถวายสักการะพระสยามเทวาธิราชหลังเสด็จฯ กลับ จนถึงวันที่ ๓๐ เมษายน ๒๕๒๕ นับเป็นครั้งแรกที่ประชาชนมีโอกาสได้เข้าถวายสักการะพระสยามเทวาธิราช
     “พระสยามเทวาธิราช” นับแต่ที่ได้ เปิดเผยให้ประชาชนได้รับทราบในการมีอยู่ของพระองค์ ตั้งแต่ปี ๒๕๒๕ พระนามของพระองค์ก็ทรงเป็น  “นามธรรมของการพิทักษ์ชาติ”  มีการแสดงทัศนะต่างๆออกมามากมายถึงสถานะของพระองค์  บ้างก็ว่า คือ ดวงพระวิญญาณของบูรพมหากษัตริยาธิราชในอดีตที่ทรงห่วงใย บ้านเมือง  มิได้ทรงยอมเสวยสุขในทิพยวิมานตามพระบารมี แต่ปรารถนามาปกป้องคุ้มภัยให้กับพระราชอาณาจักรของพระองค์  ซึ่งเป็นเรื่องที่ไกลเกินกว่าที่ปุถุชนสามัญจะสัมผัสได้ถึง นอกจากนี้  ก็ยังแสดง สถานะของเทพเจ้าองค์นี้ไปต่างๆนานา แต่ก็ไม่ชัดเจน ไปในทางหนึ่งทางใดเลย
    แต่เมื่อปีพ.ศ๒๕๕๔ (ที่เขียนบทความนี้) ได้เกิดเหตุการณ์ที่เรียกว่า “มหาอุทกภัย”  ที่เกิดแบบความคลางแคลงสงสัย ของประชาชนหลายท่าน ว่าเกิดขึ้นได้อย่างไร?  ได้สร้างความเสียหายให้ประเทศชาติเป็นส่วนรวม และประชาชนอีกนับล้านชีวิต  ซึ่งการแก้ไข บรรเทาเหตุการณ์ดังกล่าว โดยภาครัฐ ประหนึ่งว่า ไม่เกิดผลสิ่งใดเลย   แม้ข่าวสารที่แจ้งเตือนต่อประชาชนก็ทำอย่างไม่มีประสิทธิภาพเกิดความสับสนและตื่นกลัวจนเกิดการกักตุนสินค้าอุปโภคบริโภค ซึ่งไม่น่าเชื่อว่า ขาดแคลนแม้กระทั่งน้ำดื่ม     หลาย จังหวัด ได้รับผลจากอุทกภัย ถึงขั้นที่เรียกว่า “ล่มจม”  โดยไม่สามารถที่จะช่วยเหลืออะไรได้  แม้รัฐบาลเองที่มีหน้าที่  บำบัดทุกข์  สร้างสุข  กับประชาชน ก็ไม่แสดงที่ท่าที่ชัดเจน ว่า จะทำอย่างไรกับ ปัญหาที่กำลังกลายเป็นวิกฤต เพราะทุกหนทางที่ว่ากำลังดำเนินการล้วนล้มเหลวอย่างไม่เป็นท่า ชุมชน  และ นิคมอุตสาหกรรมหลายแห่ง ล้วนตกอยู่ใต้มหานที ที่เนืองนองดั่งหนึ่งมหาสมุทร จน มีผู้ตั้งชื่อ เหตุการณ์นี้ว่า “สึนามิน้ำจืด”   ประเทศชาติต้อง สิ้นเปลืองงบประมาณสูญเปล่าไปอย่างมหาศาล  และเกิดความเสียหายมากกว่า ที่ทวี ขึ้นเรื่อยๆ  แต่ท่ามกลางความสับสน  และมีที่ท่าว่า รัฐบาลที่กำลังบริหารเหตุการณ์ประเทศขณะนั้น กำลังจะไปไม่ไหวแล้วนั้น ปาฏิหาริย์ แห่ง  “พระสยามเทวาธิราช” ก็ปรากฏขึ้นอย่างเด่นชัด จนมิอาจมีสิ่งใดมาบดบังหรือบิดเบือนเป็นอย่างอื่นได้

              
เมื่อประชาชนทุกหมู่เหล่า ไม่ว่า ยากดีมีจน เป็นส่วนบุคคล  หรือ องค์กรรูปแบบต่างๆ ได้ ลงมาช่วยผู้ประสบภัย  และกู้เหตุการณ์ต่างๆ อย่างไม่ขาดสาย   สายธารน้ำใจ เหล่านี้ ยิ่งมา  ยิ่งเพิ่มยิ่งขยายตัว  จากหนึ่งเป็นสอง   จากร้อยเป็นพัน เพิ่มขึ้นเรื่อยๆ  อย่างไร้ขีดจำกัด   พวกเขาต่างระดมกันเข้าจัดการวิกฤติการณ์เหล่านั้นอย่างไม่หวาดหวั่น  ไม่เว้นแม้แต่ผู้ที่ประสบภัยส่วนหนึ่งก็เข้าร่วม กู้บ้านเมือง แบบ “จิตอาสา” ด้วยสำนึกของการรักบ้านเมือง และพร้อมใจกันอาสาพิทักษ์ แผ่นดินถิ่นกำเนิด  ให้อยู่รอดปลอดภัยผ่านพ้นวิกฤตการณ์ ต่างๆไปได้สมกับพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าฯ ทรงมีพระราชปรารภของ ที่ว่า  “... เมืองไทยเรานี้มีเหตุการณ์หวิด ๆ จะต้องเสียอิสรภาพมาหลายต่อหลายครั้งแล้ว แต่เผอิญให้มีเหตุรอดพ้นได้เสมอมา ชะรอยจะมีเทพยดาองค์ใดองค์หนึ่งที่คอยพิทักษ์รักษาอยู่ ”
            บรรดาจิตอาสา  เหล่านี้อาจจะกล่าวได้ว่าคือ  เทวานุภาพ ของพระสยามเทวาธิราชที่ได้ส่ง   “เทวดามนุษย์”  (living  god/พระเจ้าที่ยังดำรงอยู่ หรือ  เทวดาที่มีชีวิต) มาช่วยกู้สถานการณ์ อย่างหวุดหวิด  เพราะทุกคนมา กันโดยมิได้นัดหมาย แม้ ต่างความคิดเห็นทางการเมือง ก็จับมือกัน โดยมิได้แบ่งแยกฝ่าย

              
เทพยดาในแบบพุทธศาสนาที่คนไทยนับถือมามากว่าพันปีแท้จริงก็คือการแสดงถึง สัญลักษณ์ ที่แทนคุณความดี  ซึ่ง มีความเมตตา เอื้อเฟื้ออาทรเป็นพื้นฐาน  เทวดาของพุทธศาสนา เป็นเทวดาที่มีจริงๆ และก็ปรากฏให้เห็นได้จริง ไม่เหมือนเทวดาในแนวคิดแบบอื่น    เทวดา เดินดิน ซึ่งปรากฏ ในวิกฤตการณ์ ให้ปรากฏ แก่สังคม  ดังนั้นมนุษย์ สามารถเป็นเทพเจ้าหรือเทวดาได้ ขณะที่มีชีวิตอยู่ ซึ่งในทางพุทธศาสนากล่าวถึงมนุษย์ไว้เป็นหลักการเพื่อพิสูจน์ตัวตนของแต่ละบุคคลไว้ดังนี้
๑. มนุสสเทโว กายเป็นมนุษย์ แต่ใจเป็นเทวดา
๒. มนุสภูโต กายเป็นมนุษย์จิตใจก็เป็นมนุษย์
๓. มนุสสติรัจฉาโน กายเป็นมนุษย์ แต่ใจเป็นเดรัจฉาน
๔. มนุสสเปโต กายเป็นมนุษย์ แต่ใจเป็นเปรต
๕. มนุสเนรยิโก  กายเป็นมนุษย์ใจเป็นสัตว์นรก
ในวิกฤตการน้ำท่วมที่เพิ่งผ่านมาหมาดๆนั้น  เราคงเห็นมนุษย์ลักษณะต่างๆได้ครบเกือบทุกแบบ หากพิจารณาตามหลักพุทธ  เหล่ามนุษย์ ผู้มีจิตใจรักบ้านเกิดเมืองนอน ยินดีสละความสุขส่วนตน เพื่อรักษา ประเทศชาติ และผืนแผ่นดินไว้  ช่วยเหลือเพื่อนร่วมชาติด้วยจิตกรุณาโดยไม่หวาดหวั่นต่อความยากลำบาก ภัยอันตราย บุคคลเหล่านี้ ล้วนมีจิตแห่งเทพยดาผู้พิทักษ์ แผ่นดินสยามหรือนัยหนึ่งก็คือภาคส่วนของเทวานุภาพแห่งพระสยามเทวาธิราช ซึ่งไม่อาจปฏิเสธได้เลย.......สวัสดี