พระฤาษีโปร่งฟ้านารอด

พระฤาษีโปร่งฟ้านารอดเนื้อเงิน

จากศาสตร์สุดยอดการสร้างพระฤาษี ได้กล่าวถึงพระฤาษีโปร่งฟ้าที่หมายถึงบรมครูฤาษีนารอด ประธานฤาษีทั้งปวง
ซึ่งในการสร้างรูปพระฤาษีแต่โบราณนั้นจะมีองค์หนึ่งที่ให้สร้างโดยทำให้กลวงตลอดจากยอดจนถึงฐานส่องทะลุได
ให้หมายถึงพระฤาษีนารอดมี “โองการกำเนิดพระฤาษี” และ “มนต์โปร่งฟ้า” ที่เป็นพระคาถาสำคัญปรากฏผู้ทรงวิทยาคมหลายสาย
แม้ในสายหลวงพ่อแช่ม วัดตาก้อง นครปฐมก็ถือว่าเป็นโองการครูบทหนึ่ง อานุภาพพระฤาษีโปร่งฟ้าคือทำให้ปลอดโปร่ง
เกิดความแจ่มแจ้งในสรรพวิชาและที่สำคัญอีกประการก็คือ “การประสิทธิ”หมายถึงอธิษฐานทำสิ่งใดก็สำเร็จ(ฤาษีแก้วสารพัดนึก)ดั่ง“นะสำเร็จ”
ที่รู้จักกันในหมู่นักวิทยาคมว่า “นะปัดตลอด”ได้จัดสร้างขนาดติดตัว นับเป็นครั้งแรกที่มีการสร้างพระฤาษีโปร่งฟ้า
เผยแพร่สู่สาธารณะขึ้นเป็นครั้งแรก ในสยามหลายท่านคงเคยได้ยินแต่คำว่า “พระกริ่งโปร่งฟ้า”
ซึ่งแท้จริงเป็นคติอ้างอิงมาจากตำราพระฤาษีโปร่งฟ้าอีกทีแต่ถูกปิดบังเอาไว้
พระฤาษีโปร่งฟ้านารอดเนื้อเงิน(มีเพียง 2 องค์ เท่านั้น)
ท่านที่สนใจค่ากำนล องค์ละ ๒,๕๐๐.-บาท
เนื้อสำริด(สัมฤทธิ์) ค่ากำนล องค์ละ ๗๐๐.- บาท
(ทั้งสองเนื้อติดชันโรงโปร่งฟ้า และชันโรงโคนไผ่ตามตำราทุกประการ)

กรุณาเพิ่มค่าจัดส่ง พัสดุลงทะเบียน ๕๐.-บาท

เช่าบูชาทางอีเมล์ได้ที่ web_ounamilit@hotmail.com
กรุณาระบุชื่อ - ที่อยู่ผู้สั่ง และเวลาที่โอนเงิน
โอนเงินเข้าบัญชีชื่อ ทัศนะ กิ่งกุ่มกลาง

ธนาคารไทยพาณิชย์ สาขาบางกระบือ เลขบัญชี 018-253396-1
หรือสั่งเช่าบูชาได้ที่ 089-8824311 ครับ

          พระฤๅษี ในคติของคนไทยนั้นปรากฏทั้ง ที่ได้รับอิทธิพลมาจากศาสนาพราหมณ์ และ  ในท้องถิ่นในการสร้างรูปฤๅษีในสมัยก่อนนั้นนิยมทำด้วยดินดิบ  ก็คือดินเหนียวมาผสมมวลสารตำกับกระดาษ  สา  หรือ กระดาษไพ่ตองแล้วปั้นขึ้นเป็นรูปพระฤๅษี  ซึ่งรูปดินนั้นจะมีความหนัก  หากทำให้ตันอาจจะร้าวได้เนื่องจากการแห้ง ระหว่างผิวด้านนอกกับแกนในไม่สัมพันธ์ กัน  โบราณจึงนิยมทำให้กลวงกลาง   ทำให้ได้รูปฤๅษีที่ไม่รานแตก  มีความสวยงามสมบูรณ์
         การสร้างรูปฤๅษีในสมัยก่อนจะถือเป็นเรื่องสำคัญมาก และเข้มงวดกวดขันเกี่ยวกับขั้นตอนต่างๆอย่างเคร่งครัด  เป็นรูปบูชาที่ถือว่า สร้างยากมากที่สุดแบบหนึ่งเนื่องจากเชื่อกันว่า หากทำผิด ขั้นตอนหรือ บารมีไม่ถึงก็อาจโดนแรงครูกระทำให้เป็นไปต่างๆนานา   บางอาจารย์ถึงกับกล่าวว่า  หล่อพระพุทธรูป ยังง่ายกว่าการสร้างรูป ฤๅษี เพราะไม่ต้องระวังว่าจะผิดครู  นอกจากนี้ เครื่องรางรูปฤๅษี  ยังถือว่ามีอิทธิฤทธิ์เหนือธรรมดาการปลุกเสกอธิษฐานจิตแต่ละครั้งก็มีเวทมนต์เฉพาะ ตั้งแต่โองการเชิญโองการกำเนิดฤๅษี  และจะขาดบัดพลี บูชาครูไม่ได้เด็ดขาด  เครื่องบูชาที่กำหนดว่าอย่างน้อยจะต้องมีก็คือ บายศรี   กล้วยน้ำ มะพร้าว อย่างละคู่    หมากพลูอย่างน้อยห้าคำ  ขันครู  เงินกำนล และอาจจัดแตกต่างออกไป ตามแต่ว่า จะเรียนสืบสายมาจาก สำนักใด ซึ่ง การปั้นรูปฤๅษีนิยม ให้เสร็จโครงเป็นองค์ในครั้งเดียว ซึ่งอาจกำหนดฤกษ์บูชาครูแล้วปั้น ขึ้นรูปด้วยดินดิบ ที่นวดได้ที่ระหว่างทำต้องสาธยายมนต์ แล้ว  พรมน้ำมนต์ธรณีสารเป็นระยะ  ทั้งก่อน    ระหว่างทำ และหลังเสร็จ การปั้นสมัยโบราณจะนิยม ปั้นในที่นั่งเดียว หมายถึงว่า เมื่อนั่งทำแล้วก็ต้องเก็บงานจนเสร็จ ห้ามลุกไปไหนแม้ถ่ายหนักถ่ายเบา  หากจำเป็นต้องลุกจากที่นั่งก็ถือว่า เสร็จในวันนั้นห้ามกลับมานั่งทำงานอีก  จนกว่าวันพรุ่งซึ่งต้องบูชาครูก่อนทุกครั้ง   ดังนั้นช่างที่จะปั้นฤๅษีได้ ต้องมีปฏิภาณพอสมควร ที่จะเร่งงานให้เสร็จ และต้องรอบคอบเตรียมตัวให้เรียบร้อยก่อน ที่จะมาทำการปั้น สำหรับการปั้นหุ่นดิน  ไว้ติดกระดาษ ทำเศียรฤๅษีแบบโขน ก็ต้องขึ้นหุ่นให้ได้ในครั้งเดียว   เมื่อติดกระดาษ จนเสร็จ ให้ล้วงเอาดินออก ห้ามผ่าพิมพ์   หนึ่งหุ่นดินจึงทำได้แค่เศียรเดียว เท่านั้น ไม่ใช่อย่างปัจจุบันที่ถอดแบบเป็นปูนพลาสเตอร์ แล้วติดกระดาษจากนั้นผ่า ด้านหลัง เอาแบบออก ไปตกแต่งต่อไป  หุ่นเศียรฤาษีในปัจจุบันจึงทำเศียรได้หลายเศียร   และสามารถทอดแบบเป็นปูนพลาสเตอร์ได้อีกหลายหุ่น ซึ่งการทำดังกล่าวก็แตกต่างจากธรรมเนียมที่ถือปฏิบัติมาแต่โบราณ
      ในการทำหุ่นรูปฤๅษีนั้นต้องทำกลวงในเพื่อให้ตัวหุ่นไม่ร้าวดังที่กล่าวมาตอนต้น  ซึ่งอาจไม่ทะลุกลวงตลอด ก็ได้  แต่หากกลวงตลอด จนสามารถทะลุผ่านตลอดได้จะเรียกว่า  “โปร่งฟ้า”   หรือ “ฤๅษีโปร่งฟ้า”  บางช่างอาจทำการเจาะตา  เจาะจมูก เจาะรูหูให้ทะลุตลอดด้วย
     ฤๅษีที่ทำกลวงตลอดหรือ โปร่งฟ้านั้น อาจจะไม่ระบุว่าเป็นพระฤๅษีตนใดนับถือเป็นครูฤๅษี แบบรวมๆก็ได้ เชื่อว่า การกลวงตลอดของรูปฤาษีที่สร้างนั้นทำให้แรงครูผ่านได้โดยไม่ติดขัด  เป็นสื่อในการประสิทธิวิชาต่างๆได้โดยสะดวก   แต่โดยทั่วไป รูปฤๅษีที่ทำให้กลวงตลอดโปร่งฟ้านั้น  ถือว่าทะลุรอดไปมาได้ อาศัยนามที่พ้องกันจึงมักเรียกนามท่านว่า “พระฤๅษีโปร่งฟ้านารอด”   ในคติไทยนั้น นับถือว่า “พระนารอด”  เป็นครูใหญ่ฝ่ายฤๅษีและเป็นประธานฤๅษีทั้งมวล    พระฤาษีนารอดเป็นฤาษีชั้นพรหมที่ มีตบะแก่กล้าแต่เดิมนั้นสันนิษฐาน คำว่า “นารอด” มาจาก “นารท”ของทางฮินดู ถือเป็นฤๅษี ใหญ่ เกิดจากพระพรหมบรมเทพบิดรผู้สร้างโลก   เป็นเทพฤๅษีโดยกำเนิด   ปกรณัมที่คุ้นเคยกัน  ก็คือ เทพฤๅษีที่มักอุทานวาจาเป็นนามพระนารายณ์เทพเจ้า  เสมอๆ
    

                                                


     “พระฤๅษีนารท” เดิมทีนั้นเป็นลัทธิใหญ่เนื่องจากพระพรหม ซึ่งต่อมาก็มีการเปลี่ยนแปลง เรื่องราวตามตำนานต่างๆที่แต่งขึ้นชั้นหลังๆ เนื่องจากพวกฮินดูลดความสำคัญของพระพรหมลง   แต่ในคติสุวรรณภูมิและพุทธ ที่ยังนับถือและบูชาพระพรหม นั้นคาดว่าได้รับคติฤๅษีองค์นี้มาถือว่ามีศักดิ์ใหญ่   ตำนานทศชาติ ก็กล่าวถึงพระโพธิสัตว์ที่เสวยพระชาติพรหมฤาษี ที่ชื่อว่านารอด  หรือนารท    นอกจากนี้  บรรดาฤๅษีในชั้นหลัง ก็มักใช้ชื่อ “นารอด” เป็นนาม ด้วย   เช่นคณะฤๅษีที่สร้างพระรอด เมืองลำพูน  เมื่อ๑๒๐๐กว่าปีก่อน หรือ ฤๅษีนารอดในวรรณคดีเรื่องรามเกียรติ ผู้มีฤทธิ์ปราบหนุมานได้  แต่เมื่อค้นคว้าต่อไปพบคำว่านารอด นารท ใช้มาก่อนหน้านั้นจากตำนานเรื่องพระฤาษีนารอดองค์ต้นนั้นอุบัติขึ้นพร้อมกับที่พระพรหมสร้างโลก สร้างคณะเทพ และเป็น ประชาบดี(ผู้สร้าง) องค์หนึ่งพระนาถ หรือ พระนารอด หรือ พระนาระทะ (แล้วแต่จะออกเสียง) เป็นพระเทวฤษี ผู้ประดิษฐ์ วีณา (พิณ) ขึ้นเป็นครั้งแรก โดย  โดยพระเทวฤษี มีกลุ่มนี้ มี ๑๐ ตน คือ ๑. พระมรีจิ๒. พระอตริ๓. พระอังคีรส๔. พระปุลหะ๕. พระกระตุ๖. พระปุลัสตยะ๗. พระวสิษฐ์๘. พระทักษะ๙. พระพฤคุ๑๐. พระนารทะ  ดังนั้นพระฤษีที่เป็นบรมครูของดนตรีน่าจะเป็นพระนารทะ ด้วยว่าเป็นผู้ประดิษฐ์ วีณา (พิน) ขึ้นเป็นปฐม       ฤๅษีนารทโษฒมะแห่ง  "สถานค้นคว้าสัจธรรมปุรุโษตตมะ" แสดงความเห็นว่า พระนารทฤาษี  นั้นเป็นผู้แสดงองค์ธรรม ของพระพรหมหรือพระเป็นเจ้าให้ผู้อื่นรู้ (พระเป็นเจ้าทรงสภาพอรูป) จึงถือว่า เป็นผู้ต้นสอน ศาสนาคติเทพเจ้าโดยเฉพาะพระพรหม   จึงนับถือว่า เป็นผู้ใกล้ชิดพระเป็นเจ้ามากที่สุด (แบบเดียวกับ นบีในศาสนาอิสลาม  )จึงอาจนำคำอธิษฐาน ไปสู่พระเป็นเจ้าได้รวดเร็วพระนารทฤๅษีหรือฤๅษีนารอดจึงเป็นครูของฤๅษี ในยุคต่อๆมาเพราะท่านสอน(แสดง)ให้รู้จัก พระเป็นเจ้า  พระฤๅษีนารอดหรือ นารท  จึงเป็นอาจารย์ของ ฤๅษีทั้งปวง ……..

ประชาสัมพันธ์


  

(แก้วดวงธรรมชุดพิเศษฐานบัว(ชุดเล็ก) ขนาดแก้ว ๒.๒ ซม.มีเพียง๓๒ชุดๆละ๙๙๙.-บาทให้สอบถามก่อนโอนเงิน) 
ที่มาของ  “แก้วมณีโชติ”  หรือ “แก้วสารพัดนึก” เป็นธาตุกายสิทธิ์ที่เกิดทั้งกายนอกกายใน
หนุนสมบัติ หนุนธาตุ หนุนวิชา  หนุนธรรม เป็นธาตุธรรมที่หล่อเลี้ยง “กาย”
คือ ธาตุขันธ์หรือเครื่องยนต์แห่งกรรมของสรรพสัตว์ จึงเรียกว่า ธรรมผู้(หล่อ)เลี้ยง(คนละศาสตร์กับธรรมกาย)
วิชานี้เป็นของโบราณเรียกว่า “กายสิทธิ์วิชา”หรือ“ธาตุวิชา” (การทำกรรมฐานดวงแก้วเป็นสายวิชาธาตุแบบหนึ่ง)
เป็นความเข้าใจคลาดเคลื่อนของนักปฏิบัติธรรมบางสายที่ไปหลงยึดกับวัตถุหรือสมบัติทางกายภาพ
เช่นนำขนาดเป็นตัวกำหนดกับวัตถุว่าเป็นแก้วชนิดใด แต่แท้ที่จริง คุณภาพแก้ว อุดมบรมจักร บรมจักร มหาจักร จุลจักร
อยู่ที่ “ตระกูลแก้วธาตุทั้งสี่ตระกูล” อันเป็นสหธาตุธรรมที่ซ้อนมิติอยู่ข้างในรูปธรรมทุกชนิดต่างหาก (เรียกว่าแก้วกายธรรม)
ดังนั้นแก้วธรรมดาหากต่อสายกับแก้วอุดมบรมจักรพรรดิ (ซึ่งที่แท้จริง เป็นสภาวธรรม)
ก็จะทรงพลังอำนาจในสายแก้วจักรพรรดิ(รัตนะจักรพรรดิทั้ง๗)ด้วยเช่นกัน

ในโอกาสที่สถาปนาพระยันต์ มหาบุรุษแปดจำพวก(เหรียญ บารมีหมื่นโลกธาตุฯ)
ที่แจกในงานบุญกฐินวิ่งปีนี้ จึงอธิษฐานแก้ววิเศษขึ้นเผยแพร่แก่ท่านที่สนใจในศาสตร์นี้
สำหรับวิชานี้เป็นสายแก้วพระโคดม อุดมบรมจักรพรรดิ  อิงคติตามที่ปรากฏในธรรมจักรกัปปวัตตนสูตร
และคือที่มาของการใช้คำว่า “บารมีหมื่นโลกธาตุ” มิได้กำหนดโดยปราศจากนัยความหมายที่แท้จริง และมิอาจกล่าวให้เกินกว่านั้น
ได้จัดหาแก้วจุยเจียกายสิทธิ์นำมา เจียรนัย อย่างประณีต
แก้วธาตุแท้จากธรรมชาติที่กลั่นธาตุก่อตัวมานานนับล้านปีสั่งสมพละพลังมาอย่างอเนกอนันต์ (ไม่ใช่แก้ววิทยาศาสตร์หรือแก้วคริสตอลอัด)
จึงมีพลังสูง เมื่อประกอบพิธีแล้ว