มณีรัตนะจากแม่พระธรณี

       สวัสดีครับ …ผมวีระวิทย์  ซึ่งเขียนหนังสือเรื่องมณีรัตนะจากแม่พระธรณี  ที่กล่าวถึง “แก้วโป่งข่ามอันศักดิ์สิทธิ์สืบตำนานมหาวชิรเป๊กสูตร” เมื่อเกือบสิบปีที่ผ่านมา   และหนังสือฉบับนี้ก็ได้สร้างกระแส เกี่ยวกับโป่งข่ามที่เคยซบเซามากว่า๓๐ปีให้เป็นที่รู้จักมากขึ้น  จนมีหนังสือ และ เวบไซต์มากมายที่เกี่ยวกับโป่งข่าม   ซึ่งนอกจากเขียนบทความ ใน  “คอลัมน์ มณีรัตนะ”ในนิตยสารอุณมิลิตมากว่าสิบปี  ผมก็ไม่ได้ ไปเผยแพร่เรื่องราวโป่งข่าม ในสื่อใดใดอีก  ตลอดเวลาก็เฝ้าสังเกต กระแสโป่งข่าม  ซึ่งเกิดจากหนังสือของผมซึ่งอาจจะบอกได้ว่า  นับแต่ท่านอาจารย์ศักดิ์   รัตนชัย ได้คยเขียนไว้เมื่อกว่า ๔๐ปีก่อนก็มีผมเขียนขึ้นโดยต่อยอดองค์ความรู้จากผลงานของท่าน และ ก็ศึกษาค้นคว้าข้อมูลหลายปี จนรวบรวมโป่งข่ามของจริงนำมาถ่ายรูปลงในหนังสือ เล่มนี้ลงทุนไปนับแสนบาท เขียนหนังสือเล่มนี้ขึ้นมาหากคิดกันในเชิงพานิช มันย่อมไม่คุ้มค่าแน่แต่หาก  ทำให้ผลงานหนังสือมณีรัตนะจากแม่พระธรณีเล่มนี้เป็นที่ยอมรับ  ผมก็ดีใจที่ ตัวเองเป็นกลไกเล็กๆหนึ่งที่สามารถฟื้นฟู ภูมิปัญญาโบราณ ของชาติอีกชิ้นหนึ่งซึ่งกำลังจะสูญไปจากความทรงจำของคนไทยให้เป็นที่รู้จักภูมิปัญญาโบราณอีกชิ้นหนึ่งให้กลับคืนมาในหัวใจของคนไทยได้ ซึ่งก็สมความตั้งใจที่ หนังสือเล่มนี้เป็นที่ยอมรับ เกิดกระแสอย่างกว้างขวาง  โป่งข่ามเกิดความนิยมฟื้นตัวภายในเวลา๒-๓ปี  เรื่องราวของ “โป่งข่าม”   ถูกนำมากล่าวถึงและอนุรักษ์อย่างกว้างขวาง   ข้อมูลในหนังสือที่ผมเขียนถูก คัดลอก นำไปอ้างอิงมากมาย  แม้ชื่อ “มณีรัตนะ”  ก็ถูกนำไปตั้งชื่อเวบที่เกี่ยวกับโป่งข่าม    ซึ่ง หลายท่านก็ ให้เกียรติในการอ้างอิง    บางท่าน ก็เอาข้อมูลไปใช้ แล้วบอกเป็นของตัวเองก็มี บางท่านมาคุยที่สำนักงานอุณมิลิตบอกว่าเป็นคนให้ข้อมูลผม แต่พอผมเดินเข้าทำธุระในสำนักงานท่านผู้นั้นกับไม่รู้จักผมว่า คือวีระวิทย์ ก็มี  กระแสจากหนังสือเล่มนี้ ผู้เชี่ยวชาญโป่งข่ามเกิดขึ้นมากมาย ซึ่ง แต่ ผลประโยชน์ จากการค้าโป่งข่าม ซึ่งกระจายออกไปอย่างมาก ทำให้เกิดการทำลายวัฒนธรรมชิ้นนี้แบบรู้เท่าไม่ถึงการณ์  กล่าวคือ การนำ แก้ว จากแหล่งอื่นมาขายเป็น “โป่งข่าม”   ซึ่งทำให้นิยามของ “โป่งข่าม” ผิดไปจาก ที่ควรจะเป็น  ซึ่งเขียนย้ำนักหนาในหนังสือ  และบทความตลอด๑๐ปีแล้วว่า  หินควอตซ์   และ สินแร่อัญมณีที่พบในแถบอำเภอเถินเท่านั้น ที่เรียกว่า   “โป่งข่าม”     เช่นเดียวกับกรณี  “เหล็กน้ำพี้”    ซึ่งเป็นคำเรียกสินแร่เหล็ก ที่บ่อเหล็กอำเภอทองแสนขัน  จ.อุตรดิตถ์    สินแร่เหล็กบรรดามีในประเทศไทยหากพบท้องที่ถิ่นอื่น เช่น เขาทับควายลพบุรี        แร่เหล็กเมืองคอน      แร่เหล็กตาปู     แร่ เหล็กเขาอึมครึม    แร่เหล็กเชียงคาน  แร่เหล็กตาคลีหรือแม้แต่แร่เหล็กที่อำเภอเถินเอง     ซึ่งสินแร่เหล่านี้ถิ่นอื่นๆที่ไม่ใช่บ่อน้ำพี้ จาก อ.ทองแสนขัน  จ.อุตรดิตถ์     ก็ไม่เรียก  “เหล็กน้ำพี้”   ลักษณะเดียวกัน ที่สินแร่อัญมณีจากแหล่งอื่นๆ      ในประเทศซึ่งที่ไม่ใช่ที่ได้จาก แถบบ้านนาบ้านไร่   อ.เถิน  ก็ไม่ควรเรียกโป่งข่าม ดังนั้น   การนำแก้ว แถบ  อ.คลองลาน  จ.กำแพงเพชร  แก้วจากจ.ลพบุรี(หินเขี้ยวหนุมาน) หรือนำมาจากพม่า   แถบเชียงแสน  เชียงรุ้ง ฯ   แม้แต่นำเข้ามาจากประเทศจีนก็ไม่ควรนำมาเรียก “โป่งข่าม”  ซึ่งจะทำให้สับสน   และสร้างความเข้าใจ ผิด ในเรื่องนี้    หากปล่อยนานไป  ผิดก็จะกลายเป็นถูก  ปัจจุบันจะตัวอย่างเห็นแบบนี้ได้ไม่ยากเกิดมากมายในสังคมจริงๆ

 การค้าได้ผลประโยชน์ เมื่อมีความต้องการมาก โป่งข่ามจึงเกิดดาษดื่น  และประกอบกับ   ผู้ค้า แก้วโป่งข่าม ที่ อ.เถิน ก็ เรียกราคาเสียตามใจ เกินความเป็นจริง    บางชิ้นขึ้นถึงเรือนหมื่นก็มีคนซื้อมาแล้ว  เมื่อนำมาให้ผู้เขียนพิจารณา ก็พบว่า  เป็นแก้วจากพม่าบ้าง   เชียงแสนบ้าง   คลองลาน หรือมาจากจีนบ้าง  พบที่เป็นโป่งข่ามแท้ๆที่เป็นแก้วชนิดหายาก นั้นมีน้อยมาก ที่คือโป่งข่ามแท้ๆ   และถ้ามีให้เห็นก็แพงจนผู้เขียนตกใจเลยทีเดียว   (อะไรจะแพงขนาดนั้น)เพื่อความเข้าใจในเนื้อหา “โป่งข่าม”  ให้เป็นไปในแนวทางเดียว   ผมได้รับการร้องขอจากทางกองบรรณาธิการอุณมิลิตให้ เผยแพร่เรื่องราว  โป่งข่ามอีกครั้งในhttp://www.ounamilit.com แห่งนี้  ซึ่งก็ทบทวนอยู่พอสมควร จึงตัดสินใจ ที่จะขยายความรู้ส่วนนี้ ออกไป  อีกครั้งซึ่งมิใช่จะ ขัดผลประโยชน์ การค้าโป่งข่ามในปัจจุบัน  แต่อยากให้  ท่านที่สนใจ ในเรื่องโป่งข่าม เข้าใจอย่างถูกต้อง  และเลือกหาโป่งข่าม  ด้วยองค์ความรู้  ที่มาตรฐาน
       แก้วโป่งข่ามนั้นมีความศักดิ์สิทธิ์เป็นที่เชื่อถือของชาวลานนามาช้านานหลายท่านอาจสงสัยว่าเหตุ ไฉนแก้วหรือหินตามธรรมชาติ
จะมีความศักดิ์สิทธิ์ได้อย่างไร? ไม่เห็นว่ามีใครมาปลุกเสกหรืออธิษฐานจิต แล้วจะมีคุณวิเศษต่างๆตามที่กล่าวมานี้จริงหรือ?
เรื่องนี้ก็คงตอบในข้อแรกที่ว่าใครปลุกเสก ก็คือ ธรรมชาติดินฟ้านั่นเองแต่ก่อนที่จะตอบว่าเรื่องนี้จริงหรือไม่ตามคำถามถัดมาก็ขออธิบาย
ถึงเรื่องพลังงานที่อาจมีในแก้วโป่งข่ามที่เป็นผลึกหินเขี้ยวหนุมานชนิดหนึ่งว่าในแง่ที่ทางวิทยาศาสตร์เขาคิดเห็นเกี่ยวกับเรื่องนี้นั้นเป็นอย่างไร

หินแก้วหรือหินเขี้ยวหนุมานที่เรียกกันว่า ควอทซ์นั้นเป็นผลึกของหินปูนที่มีแร่ซิลิก้าอยู่มากอันแร่ซิลิก้านี่ละครับที่มีคุณสมบัติทางเก็บการสะสมประจุ
ไฟฟ้าและสามารถคายพลังงานออกมารอบๆตัวมัน   หากจะถามว่าพลังงานที่ว่านี่มาจากไหน? คำตอบก็คงมาจากโลกหรือแม่พระธรณีของเรานี่เอง
     เนื่องจากโลกนั้นภายใต้ผิวดินในชั้นลึกลงไปยังประกอบด้วยของเหลวที่มีความร้อนสูงเป็นพวกเเร่ธาตุต่างอาจเรียกว่าหินหลอมเหลวก็ได้
แต่มีศัพท์เฉพาะที่ เรียกกันในหมู่นักวิทยาศาสตร์ ว่า แมกม่า ซึ่งหมายถึงหินหลอมเหลวที่ยังอยู่ใต้ผิวดินถ้าหากปะทุหรือขึ้นมาอยู่บนผิวโลก
ก็เรียกว่า “ลาวา”  ซึ่งมักเกิดให้เห็นในประเทศแถบที่มีภูเขาไฟที่เวลาเกิดการระเบิดของภูเขาไฟก็จะมี ลาวา นี่ไหลออกมาทำลายระบบธรรมชาติ
รอบข้างนั้น  การเคลื่อนตัวของสิ่งที่เรียกว่า “แมกม่า”ใต้ผิวโลกนั้นทำให้เกิดคลื่นพลังงานทางไฟฟ้าเป็นสนามพลังขึ้นทั่วไปในโลกซึ่งเราเรียก
ขุมสนามพลังงานนี้ว่า “สนามแม่เหล็กโลก” เราอาจสามารถ  เห็นสนามแม่เหล็กโลกนี้จากเข็มทิศที่เราใช้ในการหาทิศทางเหนือ-ใต้
เนื่องจากขั้วของสนามแม่เหล็กโลกนี้เป็นเช่นเดียวกับสนามพลังงานไฟฟ้าหรือสนามแม่เหล็กทั่วๆไปคือมีทิศพุ่งจากขั้วเหนือไปขั้วใต้และต้องทราบ
ต่อไปอีกว่าคุณลักษณะของสนามแม่เหล็กกับสนามพลังงานไฟฟ้านี้มักเกิดร่วมกันเสมอจะขาดสิ่งหนึ่งสิ่งใดไม่ได้แต่เราจะตรวจวัดหรือแสดงผล
ออกมาในเรื่องใดเท่านั้น   ความรู้เรื่องผลึกซิลิก้าและการใช้สนามพลังงานไฟฟ้าของโลกในลักษณะขั้วแม่เหล็กโลกนี้กล่าวกันว่าความรู้เรื่องนี้มีมานาน
กว่า ๗๐๐๐ ปีเสียอีกโดยเชื่อว่า มนุษย์เผ่าพันธุ์หนึ่งที่เรียกกันว่าชาวแอตแลนติสหรืออาณาจักรไมโนอันมีความรู้เรื่องเช่นว่านี้อย่างดีถึงขนาด
มีวิทยาการที่ทำให้สรีระสังขารจากวัยชรากลับเป็นหนุ่มสาว      จนวิทยาการล้ำเลิศที่ว่านี่เป็นเหตุให้เกิดภัยพิบัติอาณาจักรนี้จมลงใต้ทะเลโดยฉับพลัน ตรงนี้เป็นตำนานหรือเรื่องเล่าที่ชาวตะวันตกที่สนใจเรื่องจิตวิญญาณหรือวิทยาศาสตร์ทางจิตต่างทราบกันดีและเป็นเหตุหนึ่งที่ทำให้เกิดสถาบัน
เอกชนที่ลงทุนศึกษาวิจัย เรื่องราวของหินควอตซ์ที่เรียกว่า คริสตอล หรือหินเขี้ยวหนุมานตามความรู้จักของคนไทยนำไปใช้ประโยชน์ต่างๆกันอย่าง
กว้างขวาง ทั้งการบำบัด การฝึกสมาธิ  การทำเครื่องประดับเพื่อผดุงสุขภาพหรือแม้เเต่การทำเครื่องประดับเพื่อปรับเปลี่ยนชะตาชีวิต  ซึ่งความรู้
เรื่องนี้ตามที่กล่าวมาตอนแรกๆว่า ไทยเราโดยเฉพาะชาวล้านนานั้นก็มีความรู้และความเชื่อเรื่องนี้มานานมากเช่นกัน

     การแผ่ของสนามแม่เหล็กโลกที่ครอบคลุมโลกนี่ละครับที่เหนี่ยวนำและมีอิทธิพลต่อบรรดาสรรพสิ่งที่อยู่ในโลกใบนี้แม้สิ่งมีชีวิตเช่นนกที่สามารถ
บินกลับรังอย่างนกพิราบที่สามารถบินกลับมายังรังที่มันเคยอยู่เเม้ว่าเราจะนำมันไปปล่อยไกลแค่ไหนก็ตามมันก็สามารถบินกลับรังของมันได้จน
มนุษย์ในยุคโบราณนำคุณสมบัติข้อนี้ของมันมาใช้เป็นนกพิราบสื่อสารจนปัจจุบันได้มีการใช้รูปนกพิราบเป็นสัญลักษณ์ของการสื่อสารที่กว้างไกลไงครับ การที่นกเหล่านี้สามารถหาที่อยู่บินกลับรังนี่ไม่ใช่ความจำนะครับเพราะสมองของนกนี่เล็กมากไม่สามารถมีการจำที่มากขนาดนั้นได้นักวิทยาศาสตร์
วิจัยเรื่องนี้จนพบว่าการที่มันหาเส้นทางกลับได้นี่เพราะอาศัยสนามแม่เหล็กโลกนี่เอง
     ตรงนี้ย่อมแสดงว่าสนามแม่เหล็กโลกนี่มีผลต่อสรรพสิ่งที่อยู่ในโลกใบนี้การที่สนามแม่เหล็กโลกครอบคลุมนี่ไม่สม่ำเสมอตลอดเวลานะครับคือ
คลื่นสนามแม่เหล็กโลกนี่จะมีการกระเพื่อมขึ้นลงตลอดแต่เราอาจไม่รู้สึกหรือถ้าเครื่องวัดไม่ละเอียดพอก็ตรวจวัดไม่พบการกระเพื่อมของสนาม
เเม่เหล็ก
โลกนี่ทำให้เกิดศักดิ์ทางไฟฟ้าที่เจ้าหินแก้วโป่งข่ามที่เรากำลังพูดถึงนี่บันทึกไว้อย่างกับถ่านไฟฟ้าที่ประจุชาร์ทได้ฉันใดฉันนั้น  นานไปนับร้อยนับพันปีเจ้าหินเหล่านี้จึงมีการสะสมพลังงานมากขึ้นจนตัวมันมีพลังซึ่งในแต่ละพื้นที่จะมีพลังงานที่ต่างกันเนื่องจากบริเวณหรือ
ทำเลแถบนั้นก็มีส่วนดังนั้น แร่ควอทซ์หรือคริสตอลในที่ต่างๆกันจึงมีคุณภาพที่ไม่เหมือนกันเนื่องจากซับพลังงานตามธรรมชาติต่างกันนั่นเอง
ละครับ ในส่วนความแตกต่างกันนั้นจะเป็นรายละเอียดปลีกย่อยที่บริเวณพื้นที่ที่หินควอทซ์นั้นเกิดขึ้นมีภาวะเเวดล้อมหรือที่เรียกว่าพลังงาน
ในพื้นที่นั้นมีความเข้มแข็งและมีอานุภาพในเรื่องใด โดยที่คุณสมบัติพื้นฐานของแร่ซิลิก้าจะเป็นตัวเก็บกักพลังดังกล่าวไว้ และอีกประการหนึ่ง
ก็คือบรรดาสินแร่ต่างๆที่มีอยู่ในพื้นที่นั้นที่ละลายซึมเข้าในแท่งแก้วขณะที่แก้วเหล่านั้นกำลังก่อตัวก็เป็นสิ่งสำคัญอีกประการที่ทำให้สีสันวรรณะ
ของแก้วนั้นมีความแตกต่างกัน
ตลอดจนแสดงพลังงานออกมาในรูปแบบที่แตกต่างกันจนคนโบราณท่านสังเกตพบแล้วกำหนดชื่อในการ
เรียกขานแก้วแบบนั้นๆ เพื่อสะดวกแก่การจดจำเเละสามารถเลือกแก้วที่มีคุณสมบัติตามที่ต้องการมาใช้สอยได้

     

 

       แหล่งแก้วคริสตอลในเมืองไทยนั้นมีหลายแหล่งแต่ที่เรียกว่า “แก้วโป่งข่าม” ที่อำเภอเถิน จังหวัดลำปางนั้นมีชื่อเสียงมากที่สุดในเรื่องความมี
เอกลักษณ์ของเนื้อแก้ว ที่มีความสดใสที่เรียกว่า “น้ำแก้ว”ที่งดงามและความมีคุณวิเศษในเรื่องความเชื่อถือว่าแหล่งแก้วที่นี่มีความศักดิ์สิทธิ์จนมีชื่อ
เสียงล่ำลือมาแต่ครั้งโบราณซึ่งมีตำนานและประสบการณ์เกี่ยวกับความศักดิ์สิทธิ์ของแก้วโป่งข่าม ณ.ดอยขุมแก้วแห่งนี้มากมายจะทยอยนำมาเล่า
สู่กันฟังครับ





     ความศักดิ์สิทธิ์ของแร่ ควอตซ์ซึ่งพบที่อำเภอเถิน จังหวัดลำปางที่มีลักษณะทางกายภาพเฉพาะตัวแตกต่างจากที่พบตามสถานที่อื่นๆที่เรียกหา
โดยทั่วไปว่า“โป่งข่าม” นั้น ปรากฏเรื่องราวเล่าสืบต่อกันมาอย่างยาวนานนับแต่โบราณกาลจนปัจจุบันอย่างต่อเนื่องแม้ว่าในปัจจุบันความนิยมใช้
แก้วโป่งข่ามเป็นเครื่องประดับจะยังไม่สูงเท่าในอดีตเมื่อ ๒๐ ปีที่ผ่านมาก็ตาม   แต่ก็ยังเป็นที่สนใจเก็บสะสมและเเสวงหาของผู้สนใจบางกลุ่ม
อย่างต่อเนื่องทั้งนี้ด้วยเหตุที่ว่าประสบการณ์หรือความศักดิ์สิทธิ์ของโป่งข่ามนั่นเอง ผู้ที่พบกับอำนาจลี้ลับต่างซุ่มเงียบคอยแสวงหาเก็บแก้วโป่งข่าม รูปแบบต่างๆไว้เป็นทรัพย์สมบัติส่วนตัวและหวังให้เป็นมรดกกับลูกหลานที่อาจจะไม่ได้เห็นความงดงามและประสบความศักดิ์สิทธิ์ของอัญมณี
ศักดิ์สิทธิ์สมบัติจากแม่พระธรณีชนิดนี้ด้วยเหตุผลที่ว่าหากพวกเขาเหล่านั้นไม่รีบแสวงหาเป็นเจ้าของเสียแต่ในตอนนี้ก็คงจะสามารถหามาครอบ
ครองได้ยากยิ่งขึ้นเรื่อยๆ หลายคนที่เก็บสะสมต่างพูดว่าเสียดายที่เมื่อก่อนนั้นพวกเขายังไม่รู้สรรพคุณของแก้วโป่งข่ามที่ทรงความศักดิ์สิทธิ์ดีพอ จึงทำให้พลาดโอกาสเก็บแก้วโป่งข่ามลวดลายพิเศษบางชื่อที่มีคุณสมบัติสวยทั้งรูปและเรืองอานุภาพด้วยอำนาจลี้ลับจากขุมทรัพย์แม่พระธรณี
แห่งนี้ซึ่งในปัจจุบันหายากแทบพลิกแผ่นดินทีเดียวแม้มีเงินสักเพียงใดก็ไม่อาจแสวงหาเเก้วโป่งข่ามที่มีลวดลายครบถ้วนได้ตามตำราทุกแบบ
และหากไม่รีบสะสมหรือแสวงหาแต่ตอนนี้ก็เป็นไปได้อย่างแน่นอนว่า สักวันหนึ่งคงได้ยินชื่อโป่งข่ามแต่เพียงชื่อเท่านั้น

 

หากมีผู้ถามว่า ก็แก้วโป่งข่ามนั้นเป็นควอตซ์ หรือคริสตอลเหมือนที่พบในจีนและบราซิล ที่ปัจจุบันมีร้านอัญมณีในกรุงเทพฯหรือตามเมืองใหญ่สั่งเข้ามา
มากมายนั้นมีความแตกต่างกันอย่างไรเรื่องนี้ต้องตอบยืดยาวหลายประเด็นครับเพราะอัญมณีประเภทควอตซ์หรือคริสตอลที่สั่งนำเข้าจากเมืองนอกนั้น
มีทั้งส่วนที่ได้จากธรรมชาติแท้และเกิดจากการนำเศษคริสตอลมาอัดด้วยกรรมวิธีทางวิทยาศาสตร์ทำให้ได้แก้วอัดซึ่งมีราคาไม่สูงมากนัก ถ้าจะว่า
ความสวยงามอย่างผิวเผินอาจคล้ายกันแต่ถ้าท่านเห็นโป่งข่ามแท้ๆแล้วจะรู้ว่าต่างกันมากทั้งน้ำแก้วที่ปรากฏออกมาที่ระยิบระยับหรือแวววาว
ส่วนคุณสมบัติด้านเมตาฟิสิกส์หรือ ที่เป็นอำนาจลี้ลับนั้นก็ไม่ต้องพูดถึงเพราะแก้วที่ดอยขุมแก้วอันเป็นที่กำเนิดโป่งข่ามนั้นเป็นแดนศักดิ์สิทธิ์
มีตำนานว่ามีเทพเจ้าผู้ทรงมเหศักดิ์มีความศักดิ์สิทธิ์เป็นผู้รักษาดอยขุมแก้วแห่งนี้ซึ่งทำให้อานุภาพของแก้วหรือแร่ ควอตซ์ที่นี่จึงมีความลี้ลับศักดิ์สิทธิ์
ที่โดดเด่นเป็นเอกลักษณ์แตกต่างจากที่อื่นๆชนิดที่เรียกว่า หัวแก้วโป่งข่ามที่ยังไม่เจียระไนหรือเมื่อขึ้นรูปเป็นเรือนแหวนสวยงามแล้ว ก็มีความ
ศักดิ์สิทธิ์ในตัวเองอย่างเด่นชัดโดยไม่ต้องอธิษฐานจิตปลุกเสกจากผู้ทรงจิตตานุภาพแต่อย่างใดเรื่องนี้เรียกว่าพิสูจน์ได้ด้วยตัวท่านเองเพียงแต่ขอให้มี
แก้วโป่งข่ามที่แท้ๆ เท่านั้น
ก็สามารถให้ผู้ทรงสมาธิตรวจระดับพลังงานความศักดิ์สิทธิ์ที่มีในแก้วโป่งข่ามนี้ได้ ซึ่งก็เป็นที่ยอมรับว่ามีความสูงส่ง
ไม่แพ้พระเครื่องที่ค่านิยมเรือนแสน
เลยทีเดียว และหลายท่านอาจไม่ทราบว่าพระแก้วที่พบในที่ต่างๆนั้นไม่ใช่การเล่นแร่แปรธาตุจนได้แก้ว
ที่เรียกว่า “แก้วน้ำประสาน” ซึ่งเป็นวิธีทำแก้วสังเคราะห์แบบโบราณตามที่เข้าใจกันโดยทั่วไป แต่ใช้การแกะสลักจากหินแก้วโป่งข่ามที่เป็นแก้ว
ศักดิ์สิทธิ์จากธรรมชาตินี่ละครับที่บรรพชนท่านค้นพบและนำมา สร้างเป็นพระพุทธรูปศักดิ์สิทธิ์ให้ชาวพุทธได้สักการะเเละเป็นการเสริมศรัทธา
ในพระศาสนาเพราะความศักดิ์สิทธิ์ของมเหศักดิ์เทวราชที่คุ้มครองรักษาแก้ววิเศษนี้เอง หลายท่านที่ชอบศึกษาเรื่องราวทางเวทมนตร์หรือเรื่องลี้ลับ
ก็คงเคยได้ยินเรื่องแก้ววิเศษหรือที่เรียกว่า “มณีรัตนะ” ที่ปรากฏในตำนานชาวพุทธโบราณที่อาจเรียกอีกชื่อหนึ่งว่า “แก้วจักรพรรดิ์” ที่ทรง พลานุภาพควรคู่ผู้มีบุญญาธิการ ซึ่งหากถามว่า แก้วมณีรัตนะนั้นเป็นอย่างไรก็คงตอบได้ว่าคือแก้วชนิดหนึ่งที่ปรากฏบนพื้นพิภพที่มีอานุภาพ
ในตัวเองอย่างที่เรากำลังพูดถึงเรื่องแก้วโป่งข่ามนี่ยังไงครับ
       เพื่อเป็นข้อพิสูจน์ว่าที่นำมาบอกเล่าสอดคล้องกับตำนานแก้วมณีรัตนะจะขอยกเรื่องแก้วจักรพรรดิหรือมณีรัตนะที่ปรากฏในตำนานจักรวาล
เล่มแรกของโลกที่เขียนโดยคนไทยคือเรื่อง “ไตรภูมิพระร่วง” ที่กล่าวถึงเรื่องตำนานเรื่องพระจักรพรรดิไว้จนเป็นคติความเชื่อที่กษัตริย์โบราณ
ในสุวรรณภูมิทั้งหลายต่างใฝ่ฝันจนต้องแสดงพระบรมเดชานุภาพขยายอาณาจักรของตนออกไปแม้พระเจ้าบุเรงนองที่ได้รับสมัญญาว่า “ตะละ
พะเนียะทอเจาะหรือผู้ชนะสิบทิศ”
ก็เป็นสมัญญานามที่มาจากคติในตำนานพระเจ้าจักรพรรดินี่เองครับ

     แก้วมณีรัตนะหนึ่งในรัตนเจ็ดประการของพระเจ้าจักรพรรดินั้นได้บรรยายไว้ว่ามีสันฐานดังหนึ่งลูกฟัก หากพิจารณาดูก็พบว่าเป็นแก้วชนิดหนึ่งที่
เรียกว่า “แก้วโตน”ซึ่งมีสันฐานกว้างกลมและยาวออกดังฟักนั่นเองต่างแต่ว่าแก้วจักรพรรดิในตำนานนั้นมีขนาดใหญ่และน้ำงดงามกว่าที่พบทั่วไป
มาก ซึ่งก็พออนุมานว่าตำนานนั้นคงมีเค้าจากเรื่องจริงอยู่มากเพราะแก้วตามธรรมชาติที่มีลักษณะดังว่าก็มีอยู่ จึงทำให้เกิดประเพณีการสร้าง
“พระเเก้ว” ขึ้นเสมือนหนึ่งการเฉลิมฉลองพระเกียรติยศของกษัตริย์โบราณว่าเป็นพระเจ้าจักรพรรดิองค์หนึ่งนั่นเอง
     สำหรับแก้วโป่งข่ามที่นำมาเล่าให้ฟังนี้ก็คงเป็นสายพันธ์ตระกูลหนึ่งของแก้วที่กำลังก่อตัว  ที่อาจเรียกได้ว่าบำเพ็ญบารมีสู่การเป็น
“แก้วมณีรัตนะ” หนึ่งในรัตนเจ็ดประการของผู้ทรงบุญญาธิการอย่างพระเจ้าจักรพรรดิตามตำนานของชาวพุทธโบราณ โป่งข่ามจึงเป็นแก้วที่สูงค่า
และเสริมบารมีกับผู้ครอบครองที่เชื่อถือและเป็นที่ศรัทธามาแต่ครั้งบรรพกาล

   ในคราวหน้าเราจะมาพูดกันถึงเรื่องลักษณะของแก้วโป่งข่ามในเรื่องราวต่างๆที่น่าสนใจอีกรับรองว่าหลายเรื่องไม่เคยได้อ่านที่ไหน
มาก่อน ...
อย่าลืมติดตามอ่านกันนะครับ . . . .

ต้องการข้อมูล หรือ ปรึกษาเรื่องมณีรัตนะ(โป่งข่าม) ติดต่อ
คุณไก่ ‏อุณมิลิต โทร.0898911999