สากสองหม้าย จนไม่เป็น


         ของค้ำของคูนที่นำมาเผยแพร่นี้ หลายท่านคงเห็นกันเจนตา  เพราะเป็นอุปกรณ์ทำครัว คือ  “สากกะเบือ” หรือ “ไม้ตีพริก”   ที่หลายคนอาจเห็นเป็นเรื่องตลก ที่นำมาเป็นเครื่องรางของขลังทางทำมาหากิน  แต่สิ่งนี้ก็เป็นความเชื่อกันอย่างจริงจัง และยาวนานมากพอสมควร ไม่ทราบด้วยว่า ใครเป็นต้นคิด เรื่องนี้ แต่บรรดาพ่อค้าแม่ขายก็ต่างมี “สากกะเบือมหาลาภ” ใช้กันเกือบทุกร้านรวง   ต่างเชื่อกันว่าดีทาง เรียกลูกค้า   ยิ่งถ้าเป็นร้านค้าแบบ ขายอาหาร ประเภท ตำ ปิ้งย่าง ดูจะถูกโฉลกเป็นพิเศษ และไม่แต่เท่านั้น   “สากกะเบือ”  อันลือลั่น มักมีการ  นำมาเปรียบกับเครื่องรางอีกประเภท เพราะมีลักษณะคล้ายๆกัน ก็คือ ปลักขิก    ที่เหมือนลึงค์ อวัยวะเพศชาย  และแล้ว..... “ครก” ก็เลยนำไปเปรียบเป็นผู้หญิง   สากกะครกตำกันเหมือนการร่วมเพศ  ซึ่งหมายถึงตัณหาความอยาก  บางท่านอาจตำหนิว่า ทำไมถึงเปรียบเปรยกับเรื่องสัปดน บัดสีบัดเถลิง ซึ่งต้องแยกให้ออกจาก เครื่องราง ที่ดันไปคล้ายกัน คือ ศิวลึงค์ ปลัดขิก และสากมหาลาภ ซึ่งศิวลึงค์  และปลัดขิกจะเห็นชัดเจนว่าเป็นเครื่องเพศชายส่วน สากหรือไม้ตีพริกนั้นเขาถือว่าเป็นเครื่องมือทำมาหากิน แบบว่าใช้ประกอบอาหาร สิ่งใด ให้คุณเลี้ยงชีพ คนโบราณก็มักจะไม่ลืมคุณ  แม้ว่าจะเป็นวัสดุที่ไม่ใช้งานแล้ว ก็มักจะไม่ทิ้งขว้างให้ไร้ค่าแต่จะเก็บไว้เป็นที่ระลึก เตือนใจ  อย่างคนจีนขายข้าวมันไก่จนรวย ก็เก็บเขียงกับมีดไว้บูชาระลึกถึง การฟันฝ่าความลำบากของตนมา  ส่วนคนไทยหรือลาวก็ไม่ทราบได้ ว่าใครคิดก่อนกันเก็บสากหรือไม้ตีพริกทำครัว ไว้ก็เลย เป็นที่มาว่า ใครที่ทำกับข้าว มีคนติดใจที่ต้องใช้ครกสาก กันบ่อยครั้งจน บางครั้งตำกันจนครกแตก (ครกดินเผา) ก็มัก จะเรียกสาก ที่ตำครกแตก ว่า “สากหม้าย” โดยไม่ได้หมายความว่า สากครกนั้นต้องเป็นของแม่หม้ายที่หมายถึงสตรีที่ผัวตายจากไปแต่ประการใด     คำว่า   “หม้าย” ในคติชนนั้นไม่ได้หมายความโดยนัยเดียวกันเท่านั้น แต่ “หม้าย” และ “ม่าย” ซึ่งเป็นคำพ้องเสียง   ม่าย ในภาษาใต้หมายถึงชม้ายตามอง   การดูเชิง เช่น งัว(วัว)ม่ายกัน  หมายถึง วัวชน กำลังดูเชิงกัน ส่วนคำ “หม้าย” นั้น หมายถึง เลิก  จากกัน  จึงสันนิษฐานว่า “สากแม่หม้าย” เดิมน่าจะใช้เรียกกับ สากที่ใช้ทำกับข้าวแบบไทยลาว มากครั้งด้วยเสน่ห์ปลายจวักจนคนมาให้ทำกับข้าว ทำจนกระทั่ง ตำจนครกแตก  สากที่เป็นของคู่กับครก จึงต้องมีอันจากกัน  คือ “หม้าย”  เรียกว่า สากหม้าย (กับครก) ถือคติว่า มีเสน่ห์ให้ติดใจ ยึดถือเป็นของค้ำคูนให้มีคนมาหาเรียกลูกค้า ทำให้ลูกค้าติดใจ ถือว่าดีทางค้าขายทำมาหากินต่อมา หาสากที่ตำจนครกแตกที่เรียกว่า “สากหม้าย” ไม่ได้ก็ ไปหาสาก อาถรรพ์เอากับ “แม่หม้าย”ซึ่งผัวตายจากไป แต่เดิมนั้นหญิงหม้าย สมัยโบราณมักได้รับการกดดันจากสังคมยิ่งสังคมแบบโบราณที่ถือว่า ชายเป็นใหญ่กว่าหญิง    หญิงที่ไม่มีชาย(สามี) ปกป้องก็มัก ถูกดูแคลน และถือว่าเป็นผู้มีอาถรรพ์ในตัว  บางคติว่าซวงแรง ที่เรียกว่า “กินผัว” มีตำหนิอาถรรพ์ในที่ลับ แม่หม้ายนี้ ว่ากันว่า มีอำนาจลี้ลับ  ในคติชนทางเหนือ คุณสนั่น  ธรรมธิ  ได้เขียนบทความ   ในสำนักศิลปวัฒนธรรม มหาวิทยาลัยเชียงใหม่  พอสรุปความได้ว่า มีความเชื่อเกี่ยวกับแม่หม้ายในภาคเหนือหลายอย่าง เช่น การสาปแช่ง ให้เกิดผลร้าย กว่าธรรมดา ที่เกี่ยวกับสากแม่หม้ายก็คือใช้ สากแม่หม้าย(หญิงผัวตาย) ทำให้ฝนตกได้ โดยให้ขโมยสากแม่หม้ายที่ใช้ตำน้ำพริก  ไปแช่น้ำกลางวัดแล้วประโคมให้เอิกเกริก  ฝนจะตกมาไม่ช้านาน หรือแห่สากแม่หม้ายแบบแห่นางแมว ขอฝนก็ได้  ในทางกลับกันสากแม่หม้าย ก็ใช้ห้ามฝนได้   โดยให้นำมาย่างไฟ  เมื่อเห็นเค้าว่าฝนจะตก  ย่างสากแม่หม้าย  แบบทำว่าจะให้สุก  เชื่อว่า เทวดาจะร้อนใจ จนไม่กล้าทำให้ฝนตก  ของใช้เกี่ยวกับแม่หม้าย ในทางไสยศาสตร์   คติชนเชื่อว่ามีอำนาจลี้ลับ  เช่นเศษหญ้าคา หลังคาบ้านแม่หม้ายไปบ่งหัวฝีเชื่อว่าหัวฝีจะแตกและยุบแห้งเร็ว    หรือใช้ไม้ตับย่างปลาของแม่หม้ายมาทำพิธีอย่างคุณไสยจะได้ผลมากขึ้นเป็นต้น  ความเชื่อเหล่านี้ จึงหาสากจากแม่หม้ายผัวตาย  มาใช้ แทน “สากหม้ายครก”  ซึ่งหายากกว่า   และต่อมายิ่งนิยม ให้ได้สองหม้ายคือ “แม่หม้ายตำ จนครกแตกสากเป็นหม้าย”  ก็ถือว่าขลังทางทำมาหากิน   เรียกลูกค้า นิยมไปให้ ครูบาอาจารย์ที่นับถือ ปลุกเสกเพิ่มความขลัง   ส่วนที่นำสากแม่หม้าย ไปแกะเป็นปลัดขลิก  นั้นก็เป็นคติที่ต้องการเพิ่มสรรพคุณทางเสน่ห์ แบบปลัดขิกเข้าไป คือให้รักและให้มีกิน  ซึ่งแต่เดิมเป็นเรื่องแยกกัน   สากหรือไม้ตีพริก เป็นเรื่องทางหากิน (ครัว)  ส่วนปลัดขิก เป็นลึงค์ เครื่องเพศ ใช้ทางเสน่ห์ และ เป็นคติศิวลึงค์อีกประการที่ทำด้วยไม้  ซึ่งในตำราฉบับหลวงสมัย ร.๔ ก็มี เรียกว่า พระสยมภูวนาถ  ประกอบด้วยไม้สามชิ้น (อ่านหนังสือ “ดงไม้” ธนาคารกรุงเทพฯประกอบ) อย่างเครื่องรางชั้นสำคัญด้วย

                คติไม้ตีพริก หรือ สากกะเบือ เรียกลูกค้าช่วยทางทำกินนี้ นอกจาก จะนิยมหาสากหม้าย    สากแม่หม้าย    สากสองหม้าย(แม่หม้ายตำจนครกแตก) มาใช้ แล้วก็มักนิยม นำ ไม้ตาล โทนมา ทำเป็นสาก หรือไม้ตีพริกปลุกเสก แจก ถือว่า ให้มีกิน  ขยันทำกิน ต่อมาบางสำนักก็ทำเป็นไม้ ตีพริกด้วยทองเหลืองหรือวัสดุอย่างอื่น  เป็นเครื่องราง ทางทำมาหากิน  เกจิอาจารย์ที่มีชื่อเสียง เช่น  หลวงตาสุกรี   วัดจุฬามุณี   จ.ระยอง  ก็ได้รับความนิยม  มีชื่อเสียงนอกจากนี้บรรดาพระเกจิอาจารย์ จะมีลูกศิษย์ลูกหา  นำสากหรือไม้ตีพริกมาให้เสก ใช้เป็นของค้ำของคูน ซึ่งก็คงแยกแยะยาก  การเสก ไม้ตีพริกเท่าที่ค้นคว้า บางสาย อย่างบางตำรา จะมีการ เสกสาก และใช้กวักเรียกลาภ ด้วยซึ่งก็แปลกไปอีกแบบสากกะเบือหรือไม้ตีพริก นี้ ทางภาคอีสานบางครั้งก็ใช้ทางป้องกันภูตผีปีศาจด้วย  โดยเฉพาะสากแม่หม้ายถือว่าขลังเอาเรื่อง ก็เป็นคติชนอีกแบบ สากกะเบือหรือไม้ตีพริก ซึ่งถือว่าเป็นของที่มีประจำครัวเรือนเป็นของสำคัญที่ต้องมี เพราะ “ใช้ทำกิน ไม่ใช่หากิน”   เป็นที่มา ของคำสำนวนประเภทมีครบทุกเรื่อง ว่า  “มีตั้งแต่สากกะเบือยันเรือรบ”   นี่ล่ะอิทธิฤทธิ์สาก หรือไม้ตีพริก....สวัสดี         

ประชาสัมพันธ์


  

(แก้วดวงธรรมชุดพิเศษฐานบัว(ชุดเล็ก) ขนาดแก้ว ๒.๒ ซม.มีเพียง๓๒ชุดๆละ๙๙๙.-บาทให้สอบถามก่อนโอนเงิน) 
ที่มาของ  “แก้วมณีโชติ”  หรือ “แก้วสารพัดนึก” เป็นธาตุกายสิทธิ์ที่เกิดทั้งกายนอกกายใน
หนุนสมบัติ หนุนธาตุ หนุนวิชา  หนุนธรรม เป็นธาตุธรรมที่หล่อเลี้ยง “กาย”
คือ ธาตุขันธ์หรือเครื่องยนต์แห่งกรรมของสรรพสัตว์ จึงเรียกว่า ธรรมผู้(หล่อ)เลี้ยง(คนละศาสตร์กับธรรมกาย)
วิชานี้เป็นของโบราณเรียกว่า “กายสิทธิ์วิชา”หรือ“ธาตุวิชา” (การทำกรรมฐานดวงแก้วเป็นสายวิชาธาตุแบบหนึ่ง)
เป็นความเข้าใจคลาดเคลื่อนของนักปฏิบัติธรรมบางสายที่ไปหลงยึดกับวัตถุหรือสมบัติทางกายภาพ
เช่นนำขนาดเป็นตัวกำหนดกับวัตถุว่าเป็นแก้วชนิดใด แต่แท้ที่จริง คุณภาพแก้ว อุดมบรมจักร บรมจักร มหาจักร จุลจักร
อยู่ที่ “ตระกูลแก้วธาตุทั้งสี่ตระกูล” อันเป็นสหธาตุธรรมที่ซ้อนมิติอยู่ข้างในรูปธรรมทุกชนิดต่างหาก (เรียกว่าแก้วกายธรรม)
ดังนั้นแก้วธรรมดาหากต่อสายกับแก้วอุดมบรมจักรพรรดิ (ซึ่งที่แท้จริง เป็นสภาวธรรม)
ก็จะทรงพลังอำนาจในสายแก้วจักรพรรดิ(รัตนะจักรพรรดิทั้ง๗)ด้วยเช่นกัน

ในโอกาสที่สถาปนาพระยันต์ มหาบุรุษแปดจำพวก(เหรียญ บารมีหมื่นโลกธาตุฯ)
ที่แจกในงานบุญกฐินวิ่งปีนี้ จึงอธิษฐานแก้ววิเศษขึ้นเผยแพร่แก่ท่านที่สนใจในศาสตร์นี้
สำหรับวิชานี้เป็นสายแก้วพระโคดม อุดมบรมจักรพรรดิ  อิงคติตามที่ปรากฏในธรรมจักรกัปปวัตตนสูตร
และคือที่มาของการใช้คำว่า “บารมีหมื่นโลกธาตุ” มิได้กำหนดโดยปราศจากนัยความหมายที่แท้จริง และมิอาจกล่าวให้เกินกว่านั้น
ได้จัดหาแก้วจุยเจียกายสิทธิ์นำมา เจียรนัย อย่างประณีต
แก้วธาตุแท้จากธรรมชาติที่กลั่นธาตุก่อตัวมานานนับล้านปีสั่งสมพละพลังมาอย่างอเนกอนันต์ (ไม่ใช่แก้ววิทยาศาสตร์หรือแก้วคริสตอลอัด)
จึงมีพลังสูง เมื่อประกอบพิธีแล้ว