Stargate

     ท่านผู้อ่านที่ติดตามผลงานของอุณมิลิตมาตั้งแต่ต้นๆ ก็คงจำ เครื่องราง ซึ่งจัดสร้างขึ้นด้วยรูปลักษณ์ของศาสตร์ต่างประเทศ   จะเป็นของขลังก็ไม่ใช่ เครื่องประดับก็ไม่เชิง   รู้จักกันว่า “stargate”ชื่อไทยคือดวงตราปาฏิหาริย์ ซึ่งคนไม่นิยมเรียกเท่าไร? รู้จักแต่ชื่อฝรั่ง    เครื่องรางนี้ ทำให้วงการมายิกไทยตื่นตัวและเริ่มมีการกล่าวขานถึงเครื่องรางต่างประเทศ กันมากขึ้น  มีเซียนพระ ระดับ ประเทศ  จัดสร้างขึ้นเผยแผ่บ้าง แต่ก็ไม่ได้รับการตอบรับ  เนื่องจากไม่สามารถ กล่าวถึงองค์ความรู้ที่ประจุอยู่ ภายในได้มากนัก      “stargate”  แบบที่อุณมิลิต  เผยแผ่ เป็นที่รู้จักมากกว่า และนักนิยมพลัง  ก็ทึ่งกับพลังอำนาจพิเศษของเครื่องรางชนิดนี้ ถึงกับมีเกจิ แดนอีสาน นำไปใช้ประกอบเครื่องรางของตน    อำนาจของ“stargate”ถูกนำเสนอในลักษณะแตกต่างจากเครื่องรางของขลังที่ชาวสยามเคยยึดถือมา  เพราะไม่เคยบอกว่า  ยิงไม่ออก ฟันไม่เข้า หรือเป็นเสน่ห์มหานิยม   แต่“stargate”เป็นเครื่องรางที่พิเศษ แตกต่างจากที่เคยมีการนำเสนอมา เพราะ  อำนาจที่แท้จริงของมัน คือ ทำให้มนุษย์รู้จัก พลังอำนาจที่แฝงอยู่ภายในตัวตนของมนุษย์เอง  และพลังอำนาจนี้ยิ่งใหญ่เกินกว่าเครื่องรางของขลังใดใด  เพราะมันคือพลังจิตส่วนที่แฝงอยู่ในมนุษย์ทุกผู้ทุกนาม
      “stargate”  ทำให้ความปรารถนาของทุกผู้ทุกนามที่เข้าถึงมันเป็นจริงได้  มันคือพลังเหนือพลังซึ่ง ได้กล่าวมาก่อนที่จะมีการยอมรับ ในเรื่อง   “กฎของแรงดึง”   หรือที่รู้จักกันว่า  Law of Attraction กฎแห่งแรงดึงดูด   เป็นหนังสือชื่อเดอะซีเครท     ซึ่งเป็นหนังสือมีชื่อมากที่สุดเท่าที่เคยขายในเมืองไทยยังไม่นับว่าโด่งดังทั่วโลก     “stargate”  ในรูปแบบวัตถุที่นำเสนอ ในทำนองเดียวกัน ได้สร้างปรากฏการณ์ อย่างเหลือเชื่อ  มีผู้มีประสบการณ์มากราย  ที่พบเหตุการณ์ที่ไม่น่าจะเป็นได้  แต่ก็เกิดขึ้น  จนกระทั่ง เมื่อถึงเวลา พอสมควร  ก็ระงับการเผยแผ่  “stargate”  ในประเทศ แต่ให้คนฟากฝั่งตะวันตกได้รับรู้บ้าง   ซึ่งก็มีผู้มาขอแลกเปลี่ยนด้วยอัตราสูงแต่ ไม่มีการเผยแผ่อีก ทำให้“stargate”  แบบแรกที่เผยแผ่ กลายเป็นตำนานที่มีผู้กล่าวขานถึงมากที่สุดเรื่องหนึ่ง   มีผู้สอบถามมาเสมอว่า เมื่อไรจะสร้างขึ้นอีก แต่จนแล้วจนรอด ก็ไม่มีการตอบรับจากผู้สร้างจนกระทั่งครบ ๑๐ปีจึงสร้างขึ้นอีกครั้งในรูปแบบโลหะ  และมี รูปลักษณ์ที่แตกต่างไปจากเดิม   อานุภาพ ก็คงต่างจากเดิม ซึ่ง ก็เป็นการพัฒนาจากองค์ความรู้ที่มีอยู่เดิม     และก่อนหน้าที่จะมี“stargate” ครั้งนี้   ก็มีการสร้าง  เครื่องรางแบบไทย ที่มีคุณลักษณะคล้าย“stargate”  ยุคแรก  ก็คือ ตรีรัตนศรีวัตสะ  ซึ่งได้นำเรื่องราวขององค์ความรู้ ศาสตร์ต่างๆที่นำมาประกอบในการออกแบบเครื่องรางชนิดนี้  กว่าขวบปี   ปรากฏความอัศจรรย์มากมาย  จนหมดลง  ซึ่งทางกองบก.ก็ดำริว่าเมื่อครบรอบสิบปีก็ควรมีอะไรที่เป็นเชิงสัญลักษณ์   จึงสร้าง“stargate”  รุ่น๒ขึ้นมา  โดยใช้องค์ความรู้ ที่พัฒนามาจากศาสตร์ที่ใช้สร้าง “stargate”  รุ่นแรกที่เป็นเนื้อผง  แต่ทรงเอกลักษณ์  ดวงตาศักดิ์สิทธิ์  จักรราศี    กับสัญลักษณ์ แห่งพลังจักรวาล คือ รูปดาวหกแฉกซ้อนกัน๒รูป เป็น๑๒แฉก  หมายถึงพลังอำนาจสูงสุด
         “stargate”  แยกศัพท์ว่า  “star”  หมายถึงดวงดาว  และ    “gate”  หมายถึงประตู หรือช่องทางรวมความว่า ประตูสู่ดวงดาว ซึ่งมัน เป็นการบอกกล่าวให้รู้ว่า เป็นช่องทางที่จะเรียนรู้ จักรวาลได้จาก สิ่งนี้    เขียนถึงตรงนี้ย้ำว่า  วัตถุก็คือวัตถุ  ธาตุก็คือธาตุไม่มีอะไรมากไปกว่านี้  รูปลักษณ์ภายนอกของ         “stargate”  ก็สร้างจากวัสดุที่ไม่ได้หายากอะไรบนโลกนี้  แต่เนื้อหาหรือองค์ความรู้ที่แฝงเร้นภายในนี่สิ ที่ทำให้ไม่ธรรมดา
              “stargate”  หลายคนอาจคิดถึงภาพยนตร์ ฝรั่งที่มีเนื้อเรื่อง ทำนองทะลุมิติ     ซึ่ง ในนิยาม เช่นนี้  ก็ไม่แตกต่างอะไรแต่  สิ่งที่นำเสนอในบทความนี้ ขอให้จำไว้ว่าไม่ใช่วัตถุ  แต่เป็นองค์ความรู้ที่สร้างวัตถุนี้ขึ้น  แล้วทำไมเราถึงหยิบยื่นให้ กับ   ท่านที่สมัครเป็นสมาชิกรายปี โดยยืนยันเสมอ ว่า วัตถุมงคลที่แจกให้เป็นน้ำใจ  ไม่ใช่ส่วนควบของการสมัครสมาชิก    และยังยืนยันว่า ของที่มอบให้ก็สร้างขึ้นอย่างพิถีพิถัน  ดีเด่นไม่แพ้วัตถุมงคลที่ที่ท่านเช่าบูชา   ซึ่งในแต่ละปีก็จะมีวัตถุมงคลแจกฟรีๆหลายครั้ง   ทั้งแจกตามวาระ    แจกเนื่องกิจกรรมการกุศลซึ่งท่านที่สนใจศรัทธา มารับได้ฟรี  มีที่นี่ที่เดียวที่กล้าทำ 
                      “stargate”  เป็นชื่อที่ตั้งขึ้นเพื่อสื่อถึงอัตลักษณ์ของ วัตถุที่สร้างขึ้น   เดิม คุณปาปิรุส ใช้คำว่าสื่อปาฏิหาริย์ ซึ่งเข้าท่าดี   เพราะเครื่องรางวัตถุมงคลใดใดก็ เป็นแค่  “สื่อ” อย่างหนึ่งเท่านั้น ปาฏิหาริย์ เป็นสิ่งที่เกิดกับแต่ละบุคคลด้วย  อำนาจของบุคคลนั้นเองเป็นตัวชักนำ  เสมอ   ในศาสตร์ทางบ้านเรา  เรียกตัวชักนำว่า “ศรัทธา” เป็นคำอธิบายที่   สั้น  กะทัดรัด   ได้ใจความดี
         เครื่องรางของขลังตามปกติ  มีศรัทธาเป็นตัวเชื่อมโยง  เพราะถ้าไม่ศรัทธา ก็ไม่รู้จะขวนขวายหามาทำไม  แต่ศรัทธา บางครั้งหากมามากเกินไปก็จะปิดบัง  ความรู้ที่สำคัญคือ  วัตถุเครื่องรางนั้น ทำให้เกิดอะไรขึ้นได้บ้าง   การสร้างความหวังกับตัวเครื่องรางของขลัง  ที่ไม่ตรงกับความจริงเพราะไม่รู้ว่า มันคืออะไร   ก็คือความโง่งมงาย  แม้พลังงานทางมายิกที่ประจุในของขลังนั้นอาจ จะทำให้เกิดสิ่งแปลกๆได้บ้าง  แต่รู้ไหม? มันไม่เกิดประโยชน์ทางจิตวิญญาณสักเท่าไร เพราะยิ่งศรัทธาก็ ยิ่งยึดมั่น  ยิ่งพึ่งพา   จนแล้วจนรอดคนเหล่านั้น พึ่งตัวเองไม่ได้สักที   บางคน มีเครื่องรางชิ้นเดียวไม่พอ ต้องมีอีกเรื่อยๆท้ายสุด   ก็กลายเป็นตัวประหลาด บ้าหอบฟางเพราะไปไหนมาไหน มีเครื่องรางของขลัง เต็มคอ เต็มพุงไปหมด   จริงอยู่ว่ามันเป็นเรื่องของ  ความเชื่อ และความชอบส่วนบุคคล   แต่ คอลัมน์นี้ อยากจะให้วางความคิดเหล่านั้นลงสักครู่    
               ก่อนที่ จะกล่าวถึง “stargate”  ก็ขอปูพื้นความเข้าใจถึงอำนาจแฝงในตัวมนุษย์ ในรูปแบบ ที่เรียกว่า “พลังงานความคิดเหนี่ยวนำ”        The Secret เป็นหนังสือที่โด่งดังมากในช่วงปี๒๕๕๐ หลังจากมีหนังสือ The Secret ก็มีหนังสือเล่มอื่น ๆ ที่ตามกระแสออกมามากมายทั้งของไทยและต่างประเทศ จึงเกิดคำถามขึ้นภายในใจลึก ๆจริง ๆ แล้ว The Secret มันคืออะไรThe Secret เป็นการสื่อสารถึงวิธีการใช้พลังงานจิตใต้สำนึกด้านบวกในอีกรูปแบบหนึ่ง ที่เรียกว่า “Law of Attraction” หรือ “กฎแห่งแรงดึงดูด” มีหลักการแบบง่าย ๆ ก็คือ   ความคิดเราเปรียบเสมือนแม่เหล็ก และความคิดมีคลื่นความถี่ เวลาที่เราคิดอะไรสักอย่างหนึ่ง คลื่นความคิดจะถูกส่งกระจายออกไป และดึงดูดแถบคลื่นความถี่ระดับเดียวกัน กลับมาหาต้นกำเนิด ซึ่งก็คือตัวเรา  หรือพูดง่าย ๆ ก็คือ หากเราคิดแต่สิ่งไม่ดี สิ่งต่าง ๆ ที่ไม่ดีทั้งหลายแหล่ก็จะถูกดึงดูดเข้ามาหาตัวเรา แต่ตรงกันข้ามหากเราคิดแต่สิ่งดี ๆ สิ่งดี ๆ ทั้งหมดรอบตัวก็จะถูกดึงดูดเข้ามาหาตัวเรา …ตัวเราเปรียบเสมือนเสาส่งสัญญาณที่เป็นมนุษย์ซึ่งกระจายคลื่นความคิดของเราออกไป ดังนั้นถ้าหากเราต้องการเปลี่ยนแปลงอะไรต่าง ๆ ในชีวิต เราต้องเปลี่ยนคลื่นความถี่นี้เสียก่อน โดยเริ่มจากการเปลี่ยนความคิดของตัวเราเอง
              แนวคิดของ“Law of Attraction” มาจากรากฐานความเชื่อทางมายิกระดับสูง ที่ว่า   สรรพสิ่งในโลกและจักรวาลทั้งหลายทั้งปวงย่อมเชื่อมโยงกันไม่ทางใดก็ทางหนึ่ง    และ สิ่งที่เหมือนกันย่อมเข้าหากัน     ดังนั้นเมื่อเราคิดอย่างจริงจังสม่ำเสมอว่า รวยมันจึงรวย   หากมีคนแย้งว่า  ผมก็คิดว่ารวยไม่เห็นรวยเลย  ก็ถามย้อนหน่อยว่าคุณคิดมากแค่ไหน คุณคิดแค่ ครั้งสองครั้ง แต่ไปคิดเรื่องจน ไม่มีโน่นไม่มีนี่ ไปกว่าสิบครั้ง  มันก็ต้อง โอนเอียงไป ข้างที่คุณคิดมากกว่านะซี    โดยปกติในแต่ละวัน คนคิดห่วงโน่น ห่วงนี่ มากมายกว่าการที่คิดว่าตัวเองจะทำอย่างไรจึงจะสำเร็จ   ทำอย่างไรจึงจะรวย   หากเรา มีพลังงานความคิดหนาแน่นพอที่จะ เปลี่ยนเป็นการกระทำ  ความสำเร็จก็มีแน่นอน
              ระหว่างตัวตนปกติ  จะเร่งเร้าพัฒนา ไปสู่ตัวตนใหม่ที่ดีกว่า ซึ่งในทางพุทธศาสนาเรียกว่า “เนกขัม”  ซึ่งดันไปแปลว่าการบวช  ไม่ถูกกับนิยามศัพท์ และสิ่งที่ศาสนาพุทธพยายามสอน   ความคิดนำพาตนไปสู่สถานะที่ดีกว่าจะดึงดูด เหตุการณ์ต่างๆเข้ามาช้าบ้างเร็วบ้างขึ้นกับสถานะของแต่ละคน   และเรื่องที่ต้องการ 
           ระดับของพลังทางความคิด   ขึ้นกับระดับของพลังการรอบรู้ของคนนั้นด้วย ระหว่างที่ความคิด กำลังทำงานตามกฎแรงดึงดูด  ก็ต้องเข้าใจว่า เปรียบเสมือนการเดินทาง ไปสู่จุดหมายซึ่งอาจมีการขวางกัน  และเมื่อมีการขวางกันก็ทำให้ ล่าช้า หรือไปไม่ได้  จะไปได้ก็คือ ต้องมีช่องทางหรือประตู ที่ทำให้เรื่องราวต่างๆเกิดง่ายขึ้น สิ่งนั้นก็คือที่ไปที่มาของคำว่า    “stargate”  ในบทความนี้นั่นเอง         มนุษย์ถูกห่อหุ้มด้วยโลก   โลกถูก ห่อหุ้มด้วยจักรวาล  นับพันปีที่มนุษย์พยายามนำเอาพลังจากจักรวาลมาใช้  ที่ง่ายที่สุด  ก็คือแสงแดด   หรือแสงอาทิตย์ ซึ่งทำให้ พระอาทิตย์ กลายเป็นเทพเจ้าสูงสุด ในศาสนาโบราณ   และการบูชาพระอาทิตย์ ก็ยังมีพิธีกรรมสืบทอดกันมาถึงปัจจุบัน   อำนาจของ พระอาทิตย์คือ  ความร้อน  และ  แสงสว่าง   ซึ่งทำให้ทุกสิ่งในโลกเห็นกันรู้จักภาพลักษณ์ของกันและกัน   พระอาทิตย์จึงถูกขนานนามว่า  ดวงตาของโลก  อีกสมญาหนึ่ง    ดังนั้นสัญลักษณ์ของดวงอาทิตย์ จึงใช้รูปดวงตาศักดิ์สิทธิ์  ซึ่งพบเก่าแก่  หลายอารยธรรมที่รู้จักกันดี คือ อียิปต์  มีเทพเจ้า  เกี่ยวกับ พระอาทิตย์คือ  รา  และมีสัญลักษณ์ เป็นรูปดวงตา   ตามรูปแบบที่นำมาแสดงประกอบถือว่า เป็น  สัญลักษณ์ศักดิ์สิทธิ์     และ ก็ศักดิ์สิทธิ์จริงๆแบบยันต์สำเร็จ  คือดีโดยตัวเองซึ่งจะกล่าวต่อไป    สัญลักษณ์ รูปดวงตานี้ ถูกนำมา ประกอบอยู่บนศูนย์กลาง ของ  “stargate”  ซึ่งทำตั้งแต่ รุ่นแรก  หลายๆคน คิดว่าเป็นศาสตร์ อิยิปต์   แต่มันลึกกว่า ครอบคลุมในหลายศาสตร์ เพียงแค่นำสัญลักษณ์มาใช้สื่อความหมาย  และสร้างอัตลักษณ์ตามต้องการจะสื่อถึง
                    ปริศนาพลังชีวิตทั้งหลายในโลก อยู่ที่แสงแดด  ซึ่ง ไม่ได้เป็นแสงที่ได้จากดวงอาทิตย์ ที่เราเห็นอยู่ เสียทั้งหมด      เพียงแต่แสงอาทิตย์ที่เราเห็นนั้นมีความเข้มสูงเพราะอยู่ใกล้กว่านั่นเอง  ในปัจจุบันวิทยาศาสตร์ทำให้ เราทราบว่า ดวงอาทิตย์คือดาวฤกษ์ ดวงหนึ่งในระบบจักวาลและเอกภพ ที่ทับซ้อน  ซึ่งมีอีกเป็นล้านๆๆๆๆๆดวง   พลังของดวงอาทิตย์คือแสง   และทราบให้ลึกไปอีกว่าแสงที่ปรากฏในโลกเราก็ไม่ใช่จากดวงอาทิตย์ดวงนี้ดวงดวงเดียว  คำว่าดวงอาทิตย์สำหรับจักรวาล  หมายถึงดาวฤกษ์ นั่นเอง  พลังแสงที่เราสัมผัสอยู่จึงอาจเป็นส่วนผสมของ ดวงอาทิตย์อันไกลโพ้นนอกระบบสุริยะโลกเรา  ซึ่งส่งพลังงานมาอย่างต่อเนื่องในรูปแสง   ลมสุริยะ กับพลังแสงลมสุริยะของพระอาทิตย์ในระบบสุริยะจักรวาลที่เราอยู่     สิ่งเหล่านี้ นักพลังจิต และนักมายิก เรียกว่า  “แสงทิพย์” (มีความหมายถึงพลังแสงในระดับละเอียดลุ่มลึก) ซึ่งปรากฏ ในขณะฝึกฝนทางจิต    พบแสงในตัวเอง(จิตเป็นสมาธิ จะเห็นความสว่าง  ศัพท์ทางพุทธศาสนาเรียกโอภาส)    และ  แสงจากดินแดนไกลโพ้น 
                     ความลับของทุกชีวิตทั้งมวล  และทุกศาสตร์มายิก ก็อยู่ที่แสงที่ว่านี่เอง  การฝึกพลังจิตเชื่อมต่อจักรวาลหรือพลังจักรวาล  ก็คือ การสัมผัสแสงที่ว่านี้  เพราะแสงเป็นคลื่นและเป็นตัวเก็บข้อมูล (สัญญา) แบบเดียวกับการอ่านรหัสบาร์โคด เวลาซื้อสินค้า    การเชื่อต่อกับแสง (ทิพย์)  จากแหล่ง ที่ใหญ่ก็จะได้รับพลังอำนาจมากขึ้นด้วยเชื่อว่า  ศูนย์กลางเอกภพ ต้นกำเนิด สรรพสิ่ง  ก็คือแสงเช่นกัน   นักฝึกจิตเรียกแสงนี้แตกต่างกันออกไป ตามคติ และความรู้ที่ตนมี   พลังแสงนี้ เชื่อมโยงพลังงาน ทั้งหลาย เข้าด้วยกัน และ  เราสามารถส่งคำอธิษฐานผ่านพลังแสงนี้ (หากฝึกฝนเข้าถึงระดับ) ทำให้กระบวนการที่เรียกว่า“Law of Attraction” หรือ “กฎแห่งแรงดึงดูด”    เกิดเร็วขึ้น   นั่นคือการ ผสานจิต(ความคิดของเรา) เข้ากับจิตของจักรวาลด้วยระบบแสง   (บางคนอธิบาย กระบวนการกฎของแรงดึงดูด ว่าเป็นพลังจิตใต้สำนึก   ทำงาน  ในทำนองเดียวกัน เราก็กล่าวได้ว่าเชื่อจิตใต้สำนึกเรากับจิตของระบบจักรวาล) อธิบาย  แบบนี้บางคนอาจจะอ่านแล้วเข้าใจยากสักหน่อย  ต้องบอกว่าเป็นวิทยาการ ที่ลึก  เพราะเป็นการศึกษารังสีจิต  และต้องเข้าใจโอภาสแบบต่างๆ  ทั้งภายในภายนอก   กรรมฐาน แบบธรรมดา ประเภทปิดหูปิดตาก็อาจจะมีความเห็นสวนทางกับความรู้นี้   ซึ่งต้องบอกว่า นักพลังจิตทั่วโลก  ที่ฝึกจิตแบบนิวเอจ จะรู้เรื่องนี้ เกือบทุกคนเป็นความรู้พื้นฐาน  หากมากล่าวเรื่องทำนองนี้กับคนไทยอาจจะงงๆ  ซึ่งอธิบายว่า พลังแสงอาทิตย์อย่างเดียวก็อาจเข้าใจไขว้เขว     ท่านผู้อ่านที่มีความรู้เกี่ยวกับโหราศาสตร์ระบบดวงดาวก็คงพอจะต่อยอดความรู้ศาสตร์นี้ได้บ้าง  มีแนวคิดคล้ายกัน เพราะโหราศาสตร์ก็อาศัยการทำนายเมื่อดาวแปรแสง  ซึ่งตัวสำคัญ ก็คือ  แสงอาทิตย์    เพราะดาวพระเคราะห์ทั้งหลายจะมีกำลังก็ต้องเมื่อได้องศา แสงอาทิตย์เท่านั้น
                เราได้ยิน เกี่ยวกับไสยศาสตร์  หรือมายิกที่ใช้แสงอาทิตย์มาบ้าง   ง่ายที่สุด ก็คือ ฤกษ์ผานาที ที่เราใช้ในพิธีกรรมต่างๆนั้นเอง  เพราะผู้คำนวณ เมื่อได้เวลาก็ต้องรู้ว่าเวลา นั้น  พระอาทิตย์ สถิต แต่ขอบกลุ่มดาวราศีอะไร  ซึ่งเรียกกันว่า  ลัคนาของฤกษ์ นั่นเอง
                การที่นำดวงตา  ที่หมายถึงแสงแห่งจิตวิญญาณมาประทับกลาง  “stargate”  ก็เพื่อเป็นเชิงสัญลักษณ์ให้ทราบว่าวัตถุชิ้นนี้เป็นสื่อเพื่อการรู้แจ้งของจิตวิญญาณ    โดยการโดยไม่ต้องการให้ไปยึดติด กับรูปแบบ  ความเชื่อ  ศาสนา แต่ยึดจากตรรกะและประสบการณ์จริง

Stargate  จัดสร้างขึ้นเพื่อกำนัลแด่ผู้ที่สมัครสมาชิกนิตยสารรายปี