พระฤาษีตาไฟ



  ไฟศักดิ์สิทธิ์แห่งพระเวท
พระฤาษีตาไฟก็เป็นพระฤาษีอีกท่านหนึ่ง  ที่ปรากฏเรื่องราวมากที่สุด    คำว่า “ตาไฟ”  แสดงเด่นชัดถึงการทรงตบะอำนาจอย่างอุกฤษฏ์   เรื่องราวของท่านมักพิสดาร  ไปในทางอิทธิฤทธิ์   หาก จะวิเคราะห์ประวัติว่าท่านเป็นใคร? การระบุ  จะชัดเจนได้ก็ต่อเมื่อศึกษา  เงื่อนไขเวลาและสถานที่ ด้วย เนื่องจากชื่อ “ตาไฟ” นั้น มีหลายครั้ง ที่สันนิษฐานได้ว่า เป็นนักบวชในสุวรรณภูมิ  
       นาม พระฤาษีตาไฟ มักปรากฏใน  ตำนานต่างๆโดยเฉพาะด้าน    ประเพณี  และพิธีกรรม  ที่ จะกล่าวเอ่ยนามของท่าน เพื่ออัญเชิญมาปกป้องคุ้มครองและอำนวยความสำเร็จในพิธีที่กระทำ   และถือเสมือนว่า ท่านคือแสงสว่างแห่งความสำเร็จนั้นด้วย เพราะ   ท่านคือ ไฟศักดิ์สิทธิ์ แห่งพระเวท
       นานนักหนาที่มนุษย์ บูชา ธรรมชาติ ที่รอบๆตัว แล้วกลายมาเป็นความเชื่อศรัทธาที่ละเอียดซับซ้อนขึ้น  ซึ่งมักปรากฏ แบบ อัตลักษณ์  ที่สามารถสัมผัสสื่อถึงได้    ดั้งเดิม  การบูชาไฟหรือแสงสว่าง  เป็นสิ่งที่มนุษย์รู้จักในครั้งแรกๆ และสืบสายมาจนกระทั่งปัจจุบันปรากฏในรูปพิธีกรรมต่างๆ  แม้การแสดงถึงความรุ่งเรือง คุณงามความดี ก็จะทดแทนสัญลักษณ์ ด้วยแสงสว่าง    ดวงอาทิตย์  แน่นอนว่าสิ่งเหล่านี้ ก็เป็นส่วนหนึ่งของ   “ไฟ”  และไฟยังแสดงถึงการชำระล้างให้บริสุทธิ์  ไม่ว่าสิ่งสกปรกปฏิกูลใด หากชำระด้วยไฟแล้ว ก็จะเหลือเพียงเถ้าธุลี ซึ่งถือเป็นของบริสุทธิ์  นอกจากนี้ ลักษณะธรรมชาติในการเผาผลาญสิ่งต่างๆ    ไฟก็ยังเป็นสัญลักษณ์ของพลังอำนาจอันรุนแรง  ที่ไม่อาจต้านทานได้ง่ายๆผู้ที่พบเห็นภัยธรรมชาติที่เกิดจากไฟไหม้   และรัศมีอันร้อนแรงก็จะเกรงกลัวไฟ  ไม่ว่ามนุษย์หรือสัตว์    หลายๆลักษณะและรูปการของไฟ  จึงทำ  ให้ มนุษย์   “กลัว” และเริ่มต้นด้วยการบูชา  “ไฟ”  พลังธรรมชาติที่น่า สพรึงกลัว คติบูชาไฟเริ่มจากเมื่อใดแน่นอนนั้นไม่ปรากฏชัดเจน เพียงแต่เชื่อว่า  มีมานาน ตั้งแต่มนุษย์ยุคแรกๆ        เค้าเดิมจากความเชื่อของศาสนาพราหมณ์  เล่าเป็นปกรณัมว่าเป็นความเชื่อสืบมาแต่แนวคิดที่ว่า เดิมที่มีพระเจ้าผู้สร้างโลกองค์เดียวนามว่า “ปชาบดี” พระองค์ต้องการสร้างโลกสร้างสัตว์ทั้งหลายขึ้น จึงทรงบำเพ็ญตบะและได้ประทานกำเนิดแก่  “อัคนีเทพ”  เป็นองค์แรก ออกจากพระโอษฐ์ของพระองค์   (คำ ‘อัคนี’ แปลว่ามีก่อน เกิดก่อน เพี้ยนมาจากคำว่า อัคร) เพราะเหตุที่อัคนีเกิดจากพระโอษฐ์ของปชาบดี จึงเป็นพี่ชายใหญ่ของปวงเทพทั้งปวง และมีหน้าที่เสวยอาหารหรือเครื่องสังเวยการใส่เครื่องสังเวยลงในไฟก็เท่ากับว่าได้ใส่ลงในโอษฐ์ของอัคนีเทพ เมื่อเปลวไฟพวยพุ่งขึ้นก็หมายความว่า องค์อัคนีเทพทรงนำเอาเครื่องสังเวยเหล่านั้นขึ้นไปสรวงสวรรค์ เมื่อถึงสวรรค์แล้วอัคนีเทพก็จะป้อนเครื่องสังเวยเหล่านั้นแก่พระปชาบดี และเทพอื่นๆ ด้วยปาก ดุจแม่นกป้อนเหยื่อแก่ลูกนกฉะนั้น  การบูชาอัคนีเทพหรือไฟ  เป็นพิธี ที่เกิดขึ้นแรกๆ ผู้ประกอบพิธีบูชาไฟ มักแสดงตนเป็นนักบวช หรือผู้ทรงพรตในลัทธิความเชื่อนั้นๆ  ซึ่งก็คือ  “ฤาษี” นั่นเอง
       ฤาษี   ที่บูชาไฟ   จะเป็นผู้ทรงตบะอำนาจอย่างมาก  และเมื่อบำเพ็ญตบะได้ระดับหนึ่งก็จะได้พรจากเทพเจ้า  ซึ่งก็คือ อิทธิฤทธิ์ นั่นเอง     และ ในบรรดาอิทธิฤทธิ์ ทั้งปวงนั้น การมี  “ตาศักดิ์สิทธิ์”  ถือเป็นที่สุดของการบำเพ็ญ   ตาศักดิ์สิทธิ์ ที่ว่า ก็คือ ตาญาณ  ที่ทรงพลานุภาพ  อันบันดาลสิ่งต่างๆให้เป็นไปได้ดังประสงค์  แม้ทำลายสรรพสิ่งให้ย่อยยับเป็น พัสธุลี    ดุจดัง ไฟที่อาจเผาผลาญ สิ่งทั้งปวงให้ย่อยยับ     และนิยมเรียกความสามารถนี้ว่า “ตาไฟ”  บรรดาฤาษีที่สำเร็จญาณในระดับนี้  ก็จะเรียกว่า “ฤาษีตาไฟ”  เกือบทั้งสิ้นและในบรรดาคณะฤาษีที่ได้ ตาไฟ   นั้น นับถือว่า  “พระศิวะ” เทพเจ้าสูงสุดของศาสนาฮินดู เป็นผู้ทรงพลานุภาพมากที่สุด   เทวลักษณะของเทพเจ้าพระองค์นี้ก็เป็นลักษณะของการบำเพ็ญ ของเหล่าฤาษีที่มีตาไฟทั้งหลายก็คือ   สมถะไม่สนใจอะไรในการประดับแต่งกายมากนัก  ทาผิวด้วยขี้เถ้า เผาศพ  และ แน่นอนชอบนั่ง บำเพ็ญญาณ เป็นนิจ  พระศิวะแปลกกว่าเทพเจ้าอื่นๆที่มีตาถึงสามตา และตาที่สามอยู่บนหน้าผาก
     พระศิวะ เป็นหัวหน้าคณะฤาษีผู้มีตาไฟ  ในความรู้จักของคนทั่วๆไปจึงได้ชื่อว่า “ฤาษีตาไฟ” ไปโดยปริยาย พระนามศิวะในสมัยพระเวท (ไตรเพท) ยังไม่ปรากฏ คงมีเทพองค์หนึ่งนามว่า “รุทระ” ผู้ทรงอำนาจและดุร้ายมาก  มีหน้าที่เป็นผู้ล้างและทำลาย  เป็นเทพเจ้าแห่งพายุ และ ฟ้าคะนองหรือ อากาศเทพ เป็นเทพผู้ทรงอิทธิฤทธิ์และเป็นใหญ่เหนือกาลสรรเสริญ และยัญกรรม เป็นผู้บำบัดโรค เพราะทรงมีโอสถ (ยา) หลายขนาน ได้สมญาว่า “มฤตยุญชัย” ผู้ชนะความตาย คำว่า “รุทระ”  แปลว่า ร้องเสียงดัง  ทรงร้องขอนามต่อพระประชาบดีถึง ๘ ครั้ง ได้นามตามลำดับ ภพงสรรพ, ปศุบดี, อุดรเทพ, มหาเทพ, รทุร, อีศาน และ อศนี ต่อมาได้ทรงนามว่า “มเหศวร” ผู้เป็นใหญ่, อิศวร- พระผู้เป็นเจ้ามหากาลทรงมีอิทธิฤทธิ์ ในการสร้าง และการทำลายล้าง จึงทรงเป็น พระศิวะมหาเทพ หรือ อิศวร พระผู้เป็นเจ้าที่ยิ่งใหญ่สูงสุดมี เครื่องหมาย คือ ศักติ อันเป็นสัญลักษณ์ในการสร้าง คือศิวลึงค์ พระศิวะมหาเทพได้รับการเคารพนับถือบูชามาก เพราะทรงมีทั้งพระเดช พระคุณ ทรงเปี่ยมด้วย ความเมตตาการุณและทรงดูแลทุกข์สุขของมนุษย์โลกอยู่เสมอ คราวใดโลกเดือดร้อนก็จะเชิญพระวิษณุมหาเทพอวตารมาปราบยุคเข็ญเพื่อให้มนุษย์โลกอยู่เย็นเป็นสุขวิมานที่สถิตพระศิวะมหาเทพ เรียกว่า ศิวโลกบนเขา ไกรลาส ซึ่งเต็มไปด้วยหิมะ ทางเหนือเขาหิมาลัย จึงได้ชื่อว่าผาเผือก หรือ เผือกไศลในวรรณกรรมไทยบางเรื่องรูปกายมีฉวี สีขาว บางแห่งสีนวลหรือผิวกายสีแดง สกรนรัตมี ๓ เนตร (ตา)ที่สามอยู่ตรงหน้าผากระหว่างคิ้ว (อุณาโลม) พระเนตรตั้งตรงไม่ขวางเหมือนพระเนตรทั้งสอง  ศอ(คอ) สีนิล เพราะดื่มน้ำพิษคราวพิธีกวนน้ำ อมฤต เกศามุ่นเป็นชฎา อย่างฤาษี มีรูปพระจันทร์ครึ่งซีกทัดบนเกศา มีสี่กร สองกรทรงตรีศูลบ่วงบาศ และกลองทมรรวะ(บัณเฑาะก์)ทรงสวมประคำ มีสังวาลย์ ทรงนั่งพยัคฆ์ (เสือ) บางปางทรงเปลือยกายจึงได้นามว่า “ทิฆัมพร” (นุ่งลมห่มฟ้า)  บางปางทรงสถิตอยู่กับภูตผีปีศาจ จึงได้นามว่า “ภูเตศวร” บางปางมี ห้าพักตร์ จึงได้นามว่า “ปัญจนนะ หรือ ปัญจมุขี” 
      ลักษณะพระศิวะที่กล่าวมาทั้งหมด ก็คือ  ลักษณะของบรรดาเหล่าฤาษี ที่มีดาษดื่นในชมพูทวีปที่ ต่างลัทธิ ต่างรูปแบบความ เชื่อ  ต่างวิธีการปฏิบัติกันออกไปซึ่งเริ่มจากไตรเพทที่เป็นเพียงเทพเล็กๆ  แล้ววิวัฒนาการจนเป็นเทพเจ้าสูงสุดเมื่อศาสนาพราหมณ์กลายมาเป็นศาสนาฮินดู
         อย่างไรก็ตามแม้ปัจจุบันโลกจะเจริญก้าวหน้าด้วยเทคโนโลยี ไปมากเพียงใด การบูชาไฟ  ที่มีมาแต่ดึกดำบรรพ์ก็ยังคงอยู่ แม้บางส่วนของพิธีกรรมจะถูกดัดแปลงให้เข้ากับวัฒนธรรมของชนชาติต่างๆ  และ ที่คนไทยเราเห็นกันอยู่ ชัดเจนที่สุดก็คือ การจุดธูปเทียนเวลาบูชาสิ่งศักดิ์สิทธิ์ นั่นเอง      จะเห็นได้ว่าไฟศักดิ์สิทธิ์ ไม่เคยมอดดับลงเลยตราบที่มนุษย์ยังเคารพบูชาสิ่งศักดิ์สิทธิ์ ไม่ว่าเขาจะเหล่านั้นจะเชื่ออย่างไร
           พระฤาษีตาไฟ  คือผู้ที่สำเร็จ การบำเพ็ญด้วยไฟ ซึ่งมีหลากหลายวิธี  ตั้งแต่การบูชาดวงอาทิตย์ (ไฟดวงใหญ่)  ไปจนกระทั่งการ  บูชาไฟแบบลัทธิพระเวท ที่อาจกลายเป็นแค่จุดไฟดวงเล็กๆ อย่างเทียน  หรือ การทำการฝึกจิต แบบที่เรียกว่า เตโชกสิณ  ซึ่งถือว่าเป็นกสิณที่ฝึกเพื่ออิทธิฤทธิ์โดยตรง  ซึ่งอิทธิฤทธิ์ ที่ได้จะแสดงออกอย่างชัดเจน   แม้ผู้ที่บูชาพระฤาษีตาไฟ นี้ก็ย่อมได้รับอานิสงค์นี้ด้วย   ผู้ที่ทราบเรื่องดังกล่าวก็พยายามขวนขวายหารูปพระฤาษีตาไฟนี้มาบูชา    ซึ่งการจะหารูปพระฤาษีตาไฟมาบูชาก็ควรหารูปที่เขาทำในลักษณะตาที่สามหลับของท่านอยู่     และ มีตำราวิทยาคมหลายตำราที่ให้บูชาพระฤาษีตาไฟทั้งในแบบยันต์  และสร้าง รูปฤาษีขึ้นบูชา  โดย มีการแสดงอุปเท่ห์ไว้อย่างมากมาย    ซึ่ง ส่วนใหญ่จะเข้าใจว่าด้านบู๊ ที่เกี่ยวกับการต่อสู้ หรือ ปราบอาถรรพ์ต่างๆ     แต่ยันต์ฤาษีตาไฟที่เป็นตำราโบราณแท้ๆ  ระบุว่าผู้ใดพบมิรู้ยากจนเลย  ความรู้สึกของปุถุชนโดยทั่วไปไฟเป็นสิ่งสำคัญ และจำเป็นต่อชีวิตอย่างมาก แต่นักวิชาการจะบอกว่า ไฟไม่ใช่ “สิ่งหรือวัตถุ” แต่ไฟ เป็นพลังงานต่างหาก แต่อย่างไรก็ตาม ไม่ว่า “ไฟ”จะเป็นอะไร ต่างก็ยอมรับความสำคัญของไฟ ถือเป็นหนึ่งในธาตุสำคัญของการมีอยู่ของชีวิตทั้งหลาย คือ ดิน น้ำ ลม ไฟ และ  ปรากฏการณ์ของธาตุทั้งหลาย นั้น      

         สิ่งที่ปรากฏออกมาของ ไฟ  ก็มีพลังอย่างมากมายจึงไม่น่าแปลกที่มนุษย์ จะสถาปนาความเชื่อของตนให้มี   “เทพเจ้าแห่งไฟ” ขึ้น และเป็นที่มาของพิธีกรรมมากมายเกี่ยวกับไฟแม้ในกลางวันจะมีแสงแดดที่สว่างไสว
      ไฟมีประโยชน์ในการทำให้อบอุ่นในฤดูหนาว ปรุงอาหารได้ ใช้สร้างสรรค์งานได้มากมาย ส่วนในตอนกลางคืนนั้น ไม่มีอะไรจะสว่าง อบอุ่น และปลอดภัยเท่ากับ ไฟ    มนุษย์แต่ยุคโบราณ เวลา อยู่ในป่า หรือ คิดว่าไม่ได้รับความปลอดภัย ก็จะรวมตัวกันอยู่ใกล้ๆกองไฟ ไฟจึงนับว่ามีพระคุณต่อมนุษย์อย่างอเนกอนันต์ จนมนุษย์ต้องมีพิธีบูชาไฟเมื่อเอ่ยถึงพิธีบูชาไฟ มีอยู่ในหลายชาติภาษา  แม้ในปัจจุบัน พิธีกรรมระดับโลกที่ไม่เกี่ยวกับศาสนา  อย่างกีฬาโอลิมปิก ที่จัดขึ้น ก็ยังใช้ไฟ เป็นสัญลักษณ์ของพิธีการเริ่มต้น   การบูชาไฟแพร่หลายกว้างขวาง ออกไป หลากหลายอารยธรรมที่ ไม่มีสายธารอารยะธรรมเกี่ยวข้องกันเลย  แต่ก็ยังใช้ไฟ  แสดงพลังอำนาจ หรือ  ตัวแทนความศักดิ์สิทธิ์  อยู่หลายเชื้อชาติ  โดยเฉพาะชนชาติโบราณ แถบอินเดียหรือเปอร์เซีย (อิหร่าน) เพราะมีพิธีการบูชาโดยมีการก่อกองไฟ เรียกกันสั้นๆ ว่า บูชาไฟ จะว่าไปแล้ว ก็รวมทั้งบูชาไฟ เทพเจ้าแห่งไฟซึ่ง มาจากการนับถือศาสนาโซโรอัสเตอร์  และเทพเจ้าอื่นๆ โดยผ่านไฟ ชาวปาร์ซีวัยรุ่นทุกคนจะต้องเริ่มต้นเข้าปฏิญาณนับถือศาสนาโซโรอัสเตอร์ เมื่ออายุครบ ๗ ปี (ในอินเดีย) หรือ ๑๐ ปี (ในอิหร่าน) และจะได้รับเสื้อและกฤชซึ่งใช้เป็นเครื่องประดับกายตลอดชั่วชีวิตการทำให้มีความบริสุทธิ์มี ๓ แบบ คือ พัทยับ (Padyab การชำระล้างนาหัน (Nahna การอาบ) และบารสีนัม (Barwsnum พิธีกรรมซับซ้อนกระทำในสถานที่พิเศษ)การปลงอาบัติหรือการทำให้บริสุทธิ์ มีการสวดมนต์ปาเทท เป็นการกล่าวปฏิญาณว่า จะไม่ทำบาปหรือทำชั่วอีก และสารภาพบาปต่อหน้าพระชั้นทัสทุร หรือพระชั้นธรรมดาถ้าหากไม่มีพระชั้นทัสทุร หรือพระชั้นธรรมดาถ้าหากไม่มีพระชั้นทัสทุรพิธีกรรมที่สำคัญได้แก่ พิธียัสนะ เป็นพิธีบวงสรวงพระเจ้าด้วยโสม (Haoma เหล้าศักดิ์สิทธิอ์) เป็นพิธีจัดทำขั้นหน้ากองไฟ แล้วสวดมนต์จากบทสวดในคัมภีร์อเวสตาเป็นส่วนใหญ่ และยังมีการเซ่นสังเวยด้วยขนมปังและนมไฟศักดิ์สิทธิ์ จะต้องรักษาไม่ให้ดับตลอดกาล และจะต้องเก็บเชื้อไฟอย่างน้อยวันละ ๕ ครั้ง ผู้สวดมนต์บูชาไฟจะต้องสวดวันละ ๕ ครั้ง การติดไฟใหม่มีพิธีกรรมที่ซับซ้อน นอกจากนั้นแล้ว ยังมีพิธีกรรมสำหรับการทำความบริสุทธิ์และการจัดไฟใหม่  นี่เป็นพิธีกรรมเกี่ยวกับไฟ  ของศาสนาโบราณ
      การบูชาไฟนั้น ภาษาสันสกฤตเรียกว่า ยัชญะ หมายถึง การบูชา การเซ่นสรวง หรือสรรเสริญ (การแต่งงานแบบฮินดูก็เรียก ยัชญะ เช่นกัน เพราะถือว่า เทพอัคนิ เป็นพยานของการแต่งงานทั้งปวง) โดยมีกำเนิดมาแต่สมัยโบราณ ปฏิบัติสืบเนื่องมาอย่างไม่ขาดสาย ทั้งนี้ก็คงเหมือนกับการเซ่นสรวงเทพเจ้าในวัฒนธรรมอื่น นั่นคือ เพื่อขอพร ขอสิ่งที่ปรารถนา จากพระเจ้า สิ่งศักดิ์สิทธิ์ทั้งหลายพราหมณ์ผู้ทำพิธีนี้ เรียกว่า อธวรรยุ พร้อมกับพราหมณ์อื่นๆ ได้แก่ พราหมณ์ผู้ทำหน้าที่โหตา และพราหมณ์ผู้ทำหน้าที่ อุทคาตา นอกจากนี้ยังมีผู้ช่วยอีกเป็นสิบๆ คน ที่จะมาสวดหรือร้องเพลงสวดกันนี้ สำหรับพิธีการถวายเครื่องสังเวยแด่เทพเจ้านั้น ผู้ทำพิธีจะต้องเป็นพราหมณ์เท่านั้น อาจจะมีบางพิธีที่บุคคลทั่วไปทำได้ (แต่ก็เฉพาะในวรรณะสูง) แต่ส่วนใหญ่ก็ต้องอาศัยพราหมณ์ในสมัยโบราณ มีพิธียัชญะแบบต่างๆ มากถึง ๔๐๐ พิธี แต่ในจำนวนนี้ มีเพียง ๒๑ พิธีที่เหมาะสำหรับวรรณะชั้นสูงที่เรียกว่า ทวิช ได้แก่ พราหมณ์ กษัตริย์ และไวศยะ (แพศย์) พิธีทั้ง ๒๑ นี้ เรียกอีกอย่างว่า นิตยกรรม คือ พิธีที่ปฏิบัติทุกวัน ในบรรดาพิธีทั้ง๒๑ ดังกล่าว มีเพียง พิธีอัคนิโหตระ และ พิธีเอาปาสนะ เท่านั้นที่ประกอบพีธีวันละสองครั้ง คือ ตอนเช้าตรู่ (พระอาทิตย์ขึ้น) กับตอนหัวค่ำ (พระอาทิตย์ตก)ในบรรดา ๒๑ พิธียัชญะนี้ แบ่งเป็น ๓ กลุ่ม กลุ่มละ ๗ พิธี กล่าวคือ ๗ พิธีแรก เรียกว่า ปากยัชญะ (หรือ พิธีการสังเวยในครัว) อีก ๗ พิธี เรียกว่า หวิรยัชญะ คือ การสังเวยโดยการเผา และอีก ๗ พิธีสุดท้าย เรียกว่า โสมยัชญะ คือ การสังเวยด้วยน้ำโสม ส่วนพิธีอื่นๆ เช่นพิธีขอบุตร (ปุตรกเมษฏิ) พิธีอัศวเมธ หรือ พิธีราชสูยะ (ราชาภิเษก) เป็นพิธีที่ไม่บังคับให้ต้องทำ
พิธีเอาปาสนะการประกอบพิธีเอาปาสนะ จะใช้กองไฟศักดิ์สิทธิ์ ที่จุดขึ้นในยามที่เจ้าบ่าวเข้าพิธีวิวาห์ โดยแบ่งออกเป็นสองกอง กองไฟนี้มีความสำคัญ จะต้องรักษาเอาไว้ตลอดชีวิต อย่าให้ดับ กระทั่งเมื่อมีใครถึงแก่ชีวิต การทำพิธีเผาศพก็จะใช้ไฟจากกองไฟที่รักษามาตลอดชีวิตนี้ จากนั้นไฟประจำตัวของบุคคลนั้นก็ดับไปพร้อมกันน่าสังเกตว่า ไฟคงจะเป็นสิ่งที่สำคัญอย่างยิ่งยวดในสมัยโบราณ จนถึงกับต้องจุดไฟเอาไว้ตลอดเวลา อาจจะเพื่อประโยชน์ในการติดไฟ เมื่อต้องใช้ไฟโดยด่วน ซึ่งคงเป็นเรื่องที่ต้องสืบหาล่าความจริงกันอีกที ครั้นเมื่อวิทยาการเจริญขึ้น จึงมีการนำไฟนี้มาใช้เพื่ออธิบายความอันลึกซึ้งเรื่องชีวิตดังกล่าว ซึ่งไฟนี้ก็คือ ความสว่างของชีวิตนั่นเองสำหรับกองไฟในเรือนนั้น ปกติจะวางไว้บริเวณใจกลางห้อง หรือด้านเหนือของห้อง อันเป็นบริเวณที่จะประกอบกองไฟศักดิ์สิทธิ์ และจัดวางไว้เป็นวงกลม หรือรูปสี่เหลี่ยมจัตุรัส ก็ได้การประกอบพิธีเอาปาสนะจะต้องทำทุกวัน (สำหรับคนวรรณะสูง) โดยจะต้องจุดกองไฟไว้ และเติมเชื้อเรื่อยไปตลอดอายุขัยของคนนั้น บุตรชายจะจุดไฟเอาปาสนะของตนในช่วงแต่งงาน จากไฟเอาปาสนะของผู้เป็นบิดา ไฟของบุตร ก็เหมือนของบิดา ดังนั้น หากไม่เกิดเหตุเภทภัยใดๆ แล้ว ไฟนั้นจะลุกโชนเรื่อยไปรุ่นแล้วรุ่นเล่าเป็นที่น่าอัศจรรย์ใจ (กล่าวกันว่า ปัจจุบันนี้ มีดวงไฟ หรือกองไฟไม่น้อยที่จุดสืบต่อมาโดยไม่ดับเลยมาไม่รู้กี่ชั่วคน)
     การบูชาไฟ  เป็นคติโบราณที่ ถือว่า พิธีกรรมนี้ทำให้บริสุทธิ์    และอำนวยความสำเร็จ ให้ตามประสงค์   กระทำต่อเนื่องมาแต่โบราณกาล  แม้ปัจจุบันบางท้องถิ่นของสุวรรณภูมิเองก็ยังมีการบูชาไฟศักดิ์สิทธิ์อย่างจริงจัง   ผู้ปฏิบัติด้วยการบูชาไฟ อย่างยิ่งยวด  จะมีตบะ แก่กล้า แบบฤๅษี   และอาจถือเป็นคณะ ของพระฤๅษีตาไฟ  ก็ได้  ผู้ที่บูชาไฟอย่างชำนาญ จะสามารถลูบคลำเปลวไฟได้โดยไม่ได้รับอันตราย แม้แต่การแสบร้อนหรือพอง
อัครนีโหตระ
     การบูชาไฟ  เป็นคติโบราณที่ ถือว่า พิธีกรรมนี้ทำให้บริสุทธิ์    และอำนวยความสำเร็จ ให้ตามประสงค์   กระทำต่อเนื่องมาแต่โบราณกาล แม้ปัจจุบันบางท้องถิ่นของสุวรรณภูมิเองก็ยังมีการบูชาไฟศักดิ์สิทธิ์อย่างจริงจัง   ผู้ปฏิบัติด้วยการบูชาไฟ อย่างยิ่งยวด  จะมีตบะ แก่กล้า แบบฤๅษี   และอาจถือเป็นคณะ ของพระฤๅษีตาไฟ  ก็ได้  ผู้ที่บูชาไฟอย่างชำนาญ จะสามารถลูบคลำเปลวไฟได้โดยไม่ได้รับอันตราย แม้แต่การแสบร้อนหรือพอง
       พิธีบูชาไฟที่ถือว่าเป็นยอดแห่งยัญชกรรมก็คือ พิธีที่เรียกว่า   “อัคคีหุตตะ” หรือรู้จักกันในชื่อว่า “อัคนีโหตระ”เชื่อถือกันมาช้านานมากสำหรับ ผลของพิธีกรรมนี้ อาจไม่แสดงเด่นชัดให้เห็นได้แบบกระบวนการวิทยาศาสตร์  ซึ่งศาสนิกชนใดใดที่ไม่มีเรื่องเหล่านี้ในศาสนาของตนก็ควรสงวนท่าที  และควรมีมารยาทในการวิพากษ์พิธีกรรมของศาสนาอื่น ที่ตนไม่เห็นด้วย   ไม่ควรกล่าวว่า เช่นนั้นเช่นนี้เป็นเรื่องงมงาย  กล่าวว่าเช่นนั้นเช่นนี้เห็นผิด   หรือกล่าวว่าเช่นนั้นเช่นนี้ถูกผิด     เพียงแต่นำเสนอว่า ในแนวคิดของศาสนาตน เป็นเช่นไร   ควรทำอะไร   โดยไม่ไปพาดพิงความรู้สึกของคนต่างศาสนาจึงเป็นการควร   หากการนับถือศาสนาใดใดแต่ไม่เรียนรู้การอยู่ร่วมกันอย่างสันติ  รักเมตตา ให้อภัย เกื้อกูลกันอย่าง ปรองดองถ้อยทีถ้อยอาศัย  ก็ไม่มีเหตุผลที่ต้องนับถือศาสนานั้นเลย     เพราะ ศาสนานั้นก็จะเป็นผู้ชักนำสู่ความวิบัติเสียเองโดยมิพักต้องสงสัยเลย   
         กล่าวโดยสัตย์จริงทุกศาสนา มีเรื่องที่สามารถ พิสูจน์ให้ชัดแจ้งได้และก็ยังมีในส่วนที่คลุมเครือที่ไม่สามารถนำมาแสดงพิสูจน์อย่างเด่นชัด ว่าเป็นแบบนั้นแบบนี้  แต่ ศาสนิกชนบางศาสนา (เป็นบางคน)มักมีพฤติกรรมในเชิงส่อเสียด  กล่าวร้าย ศาสนาอื่นว่าด้อยกว่าของตัว หรือเหยียดหยามว่าด้อยสติปัญญากว่าของตัว ทั้งๆที่ตัวเองก็ใช้วิทยาการที่เกิดจาก  ศาสนิกชนศาสนาอื่นที่ตนดูถูกนั้นอำนวยความสะดวกในการเผยแผ่ศาสนาหรือความเชื่อของตนเองเสียด้วยซ้ำ     การกระทำดังกล่าวไม่ใช่จริยาของผู้มีวัฒนธรรมทางจิตวิญญาณเลย แต่เป็นการเผยแผ่ศาสนาหรือลัทธิความเชื่อตามแบบของตนที่แสดงพฤติกรรมอย่างนักโฆษณาชวนเชื่อ   หรือ พ่อค้าที่ หวังขายสินค้าของตนเท่านั้นนักบวชพวกที่มีพฤติกรรมทำนองนี้  ควรกล่าวว่า  เลวมากกว่าดีจริงๆ
               อัคนีโหตระ ถูกนับถือว่าเป็นพิธีกรรมในรูปแบบบูชาไฟที่ให้ผลดีที่สุด   ถือเป็นประมุขของการบูชาไฟด้วยอามิสทั้งปวงผู้บูชาไฟย่อมได้ผลานิสงส์เป็นอันมาก เช่น จะสมบูรณ์ด้วยโภคทรัพย์ ฝูงปศุสัตว์ และเพียบพร้อมด้วยบุตรหลาน เผ่าพันธุ์ จนถึงอย่างที่คัมภีร์พราหมณ์ว่า“ผู้ใดบูชาอัคนิโหตร ด้วยความเข้าใจความหมายโดยถ่องแท้ บาปทั้งปวงของผู้นั้นย่อมถูกเผาผลาญหมดไป” (ฉานโทคยอุปนิษัท, S.B.E. I.91)ขั้นตอน แรกก็คือ การก่อ เตา หรือ สถานที่ที่จะจุดกองไฟ  ซึ่งการเตรียมสถานที่ทำพิธี ผู้ทำพิธีจะพิจารณาเลือกที่ที่จะก่อไฟศักดิ์สิทธิ์ (เรียกว่า กองกูณฑ์) โดยจะใช้มีดปลายแหลม หรือไม้ ทำการขีดลงบนพื้นดิน ๓ ขีดเพื่อเลือกสถานที่หลังจากนั้นก็จะขุดดินบริเวณนั้นให้เตา หรือ  กองกูณฑ์  เป็นสี่เหลี่ยมจัตุรัสตกแต่งผิวรอบๆ ให้เรียบจะทำเป็นกรอบสี่เหลี่ยมจัตุรัส   ฐานด้านล่างสอบเข้าคล้ายปิรามิดกลับหัว   ผู้ประกอบพิธี ในสมัยโบราณ การประกอบพิธียัญกรรมนี้จะเป็นหน้าที่ของพราหมณ์ หรือนักบวชที่เป็นการแบ่งหน้าที่ให้เฉพาะวรรณะ  พิธีบูชาไฟโหมกูณฑ์หรือพิธีโฮม่า,โฮมัม (Homa,Homam) ฯลฯ เป็นหนึ่งในพิธีบูชาพระเป็นเจ้าทางศาสนาพรามหมณ์-ฮินดู โดยมีการนำสิ่งของต่างๆ ตั้งแต่ไม้มงคล สมุนไพร ธัญพืชต่างๆ ดอกไม้ เนย น้ำผึ้ง ตลอดจนพัสตราภรณ์ อาทิ สาหรี โทรตี้ เป็นต้น ลงไปเผาในกองกูณฑ์ที่ลุกโชนด้วยไฟ อันถือเป็นการถวายเครื่องบูชาผ่านทางพระอัคนีไปสู่พระเป็นเจ้าองค์ที่เราประกอบพิธีบูชา โดยในแต่ละขั้นตอนพราหมณ์ก็จะสาธยายพระเวทและมนตรากำกับไปด้วยตลอดทั้งพิธี (ซึ่งเครื่องบูชาและสิ่งของที่ใส่ลงไปในกองกูณฑ์นั้น ก็จะแตกต่างไปตามสายนิกาย มากบ้างน้อยบ้างตามแต่ละสายนิกายจะกำหนดในประเทศไทยจะเห็นได้ชัดเจนถึงความแตกต่างของพิธีกรรมดังกล่าวของ โบสถ์พราหมณ์ เสาชิงช้า และวัดแขกสีลม อย่างชัดเจน
    ซึ่งปัจจุบันการ โหมกูณฑ์   หรือ อัคนีโหตระนี้ได้มีการ ค้นคว้าถึง  ประสิทธิภาพ ของการบูชาไฟลักษณะนี้ว่ามีประสิทธิผลในการบำบัดแบบแพทย์ทางเลือกด้วยเรียกว่า “โหมะบำบัด”(Homa therapy)  โดยศาสตร์นี้ได้รับการเผยแพร่จาก  ท่าน   ปรมะ   สัทคุรุ  ศรีคชานัน  มหาราช   นักวิชาการสมัยใหม่ท่านหนึ่งคือ เภสัชกร โมนิกา  ค๊อก   (Monika  Koch )ได้ค้นคว้าเกี่ยวกับศาสตร์นี้และพบว่า  ผลจากการประกอบพิธี โหมกูณฑ์นั้นมีผลในทางบำบัดจริง  มิหนำซ้ำ  เถ้าที่ได้จากพิธีกรรมนี้กลับ  มีพลังงานลี้ลับสามารถนำมาใช้ ในกิจกรรมต่างๆ โดยเฉพาะให้ผลทางบำบัดได้อย่างอัศจรรย์   ในแบบอายุรเวท
      อัคนีโหตระ ในปัจจุบัน ได้แพร่หลาย  ไปในหลายชนชาติ  มิได้ผูกมัดสำหรับ วรรณะ แต่เก่าก่อน  ผู้ประกอบพิธีต่างได้รับผลที่พึงพอใจ  และอัศจรรย์ ใจกับผลที่เกิดขึ้น  เพราะเพียงผงเถ้าที่ได้จาก การทำ อัตนีโหตระ ก็ กลายเป็นยาวิเศษ นำไป ประกอบยารักษาโรค ได้หลาก หลาย มีการค้นคว้า   และวิจัยจัดทำบันทึกรายงานมากมาย  ทำให้   โหมะ  หรือการบูชาไฟ  เป็นที่ยอมรับ  ไม่ได้ถูกดูถูก ว่า  เป็นพิธีกรรมที่เหลวไหล งมงายดังเช่นเก่าก่อน   เถ้า อัคนีโหตระ สามารถนำไปใช้ได้หลากหลาย แม้การนำไปช่วยในการทำธุรกิจ   การเกษตรกรรม  เพาะปลูก  โดยนำเถ้าจากการทำอัคนีโหตระไปโปรยยังบริเวณที่ต้องการ ก็สร้างสรรค์พลัง ที่ ก็จะทำให้เกิด  พลังงานที่ดียังสถานที่นั้น  มีการทดลองพบว่า   ผลการผลิต เชิงเกษตรกรรมในสถานที่นั้นมีผลไปในทางดีขึ้น  คือได้ผลผลิตมากขึ้น      การทำอัคนีโหตระ  เป็นการชำระ พลังงานในสถานที่นั้นให้บริสุทธิ์   และสรรสร้างพลังงานแห่งความไพบูลย์พูนสุข ขึ้นในที่แห่งนั้นด้วย 
          โยคีชาวอินเดีย  ที่เผยแพร่ความรู้เกี่ยวกับ อัคนีโหตระนี้สู่โลก ยุคปัจจุบันอย่างแพร่หลายก็คือ ท่านปรมะ สัทคุรุ ศรี คชานัน  มหาราช  และท่าน  ศรีวสันต์   ปรันชเป    ซึ่งนับเป็นก้าวสำคัญ ที่  ได้เปิดเผย  ความลี้ลับ  ที่มีประโยชน์ยิ่งใหญ่ ของพิธีกรรม บูชาไฟ ของอินเดียโบราณ   ให้ชาวตะวันตก ได้ศึกษา   ซึ่งความแตกต่างของเชื้อชาติและวัฒนธรรมไม่ได้เป็นอุปสรรค ต่อการ ค้นพบ  พลังมหัศจรรย์ ที่ เกิดจากการ ทำอัคนีโหตระเลย   และยังเป็นการยืนยันอย่างดียิ่งที่คนต่าง  ศาสนา ต่างความเชื่อพื้นฐาน  กลับมายอมรับต่อพิธีกรรมบูชาไฟอันเก่าแก่ของชาวชมพูทวีปนี้   
      กล่าวกันว่า การบูชาไฟ โดยพิธีอัคนีโหตระนี้ ทำให้บรรยากาศ รอบๆเกิดพลังงานชำระล้างให้บริสุทธิ์ขึ้น  และช่วยปกป้อง โลกนี้ไว้     ซึ่ง  เภสัชกร  Monika   Koch  ได้เขียนถึงระยะเวลาที่เธอเริ่มศึกษา ค้นคว้า  เกี่ยวกับพิธีบูชาไฟจนสามารถยืนยัน  ถึงประสิทธิผลที่ได้คือเริ่มมาตั้งแต่ ปีพ.ศ.๒๕๑๐เป็นต้นมา  ซึ่งเธอได้ประยุกต์ความรู้เกี่ยวกับพิธีกรรมบูชาไฟให้ง่ายขึ้นสำหรับชาวตะวันตก ที่จะเป็นผู้ประกอบพิธีกรรมนี้  แต่พื้นฐานจากการเป็น เภสัชกร   Monika   ก็ได้ค้นพบวิธีการหลากหลายที่จะใช้ผงเถ้าจากพิธีกรรม  นี้ มาเป็นยารักษาโรค  โดยเธอได้จัดทำเว็บไซด์เพื่อผู้ที่สนใจได้ค้นคว้าคือ www.Homatherapy.de และ www.Agnihotra.medicine.com  และเขียนหนังสือขึ้นหลายเล่มเผยแพร่ สิ่งที่ค้นพบออกไปซึ่งเพื่อประโยชน์ของท่านผู้อ่านก็จะแปลบางส่วนของ งานเขียนMonika ,มาให้ศึกษากันแบบสรุปเนื้อความ            Monika ได้ตระหนักถึงความรู้พื้นฐานในการรักษาโรคของชาวอินเดียโบราณที่เรียกความรู้นี้ว่า “อายุรเวท”      ซึ่งให้ความสำคัญกับปัจจัยพื้นฐานในการหล่อเลี้ยงชีวิต   ที่เริ่มตั้งแต่อากาศที่หายใจเข้าไป   ในปัจจุบันมลภาวะต่างๆเกิดขึ้นมากมายจากเทคโนโลยีของมนุษย์   การเลือกที่จะหายใจอากาศที่มีคุณภาพดี  ก็จะได้พลังชีวิต(ปราณ)ที่มีคุณภาพดี มาบำรุงเลี้ยงชีวิตด้วย  ซึ่งจะทำให้เราแข็งแรง  โหมะ(Homa)  เป็นกระบวนการกำจัดภาวะเป็นพิษในบรรยากาศ   โดยอาศัย “ไฟ”  ซึ่งการทำพิธีกรรมที่เรียกว่า “อัคนีโหตระ”เป็นรูปแบบมูลฐานในการทำโหมะ ซึ่งอาศัย ดวงอาทิตย์ ยามอุทัยและอัสดงส่งพลังงานให้ โดยอธิบายถึงคลื่นพลังงานบางอย่างที่เกิดขึ้นในห้วงเวลาดังกล่าวว่ามีความพิเศษจากขณะเวลาอื่นๆ    ทั้งนี้การปฏิบัติอัคนีโหตระ  ในปัจจุบัน ยังได้ผลกว่าที่เคยปฏิบัติมา เหตุเพราะสามารถคำนวณเวลาในแต่ละพื้นที่ ได้ชัดเจนกว่า  เนื่องจากสามารถใช้เทคโนโลยีปัจจุบันคือ คอมพิวเตอร์ที่สามารถคำนวณเวลา ที่พระอาทิตย์ขึ้นและตกแต่ละวันในแต่ละจุดของโลกได้ชัดเจนมากขึ้นด้วย     พลังงานลี้ลับในขณะพระอาทิตย์อุทัยและอัสดงนี้ เป็นที่ยอมรับในหลากหลายศาสนาแม้พุทธศาสนา ก็มีการกล่าวถึงเรื่องราวนี้  อย่างชัดเจน ด้วยโดยเฉพาะ ในบทสวด   ที่เรียกว่า  “โมระปริตร”  ซึ่งมีเนื้อความสำคัญกล่าวถึง พญานกยูงทอง ที่ได้อานิสงค์ พ้นภัยจากการบูชา  พระอาทิตย์  ในช่วงอุทัยและอัศดง   แม้ ชาวพุทธเองก็อาจไม่เข้าใจถึงที่มาของ ปริตร บทนี้   ว่าเหตุใดจึงกล่าวถึงการบูชาดวงอาทิตย์ ทั้งๆที่  คำสอนพุทธศาสนา   เองมักไม่ให้ความสำคัญต่อการบวงสรวงบูชาหรือร้องขอต่อพลังอำนาจสิ่งศักดิ์สิทธิ์ใดใดมากนัก   แต่เน้นที่การปฏิบัติตัว โดยกฎของแรงกรรมในลักษณะ  ทำดีได้ดีทำชั่วได้ชั่ว       
        อายุรเวทของอินเดียโบราณได้อธิบายผลของอัคนีโหตระไว้ถึงผล  ที่ยกตัวอย่างเช่นเถ้าของการทำอัคนีโหตระสามารถใช้รักษาโรคผิวหนังที่เป็นผื่น จากการแพ้สารบางอย่างได้ชะงัด    ซึ่งจากการทดสอบพบว่า มีผล ที่ชัดเจนกว่ายาแผนปัจจุบัน สำหรับบางกรณี   นอกจากนี้  เถ้าอัคนีโหตระ เมื่อนำมาใส่แคปซูล  แล้วรับประทานเข้าไป ก็สามารถรักษาโรคแผลในกระเพาะอาหารได้  ซึ่ง Monika   Koch     ได้ทดลอง  ในฐานะเภสัชกร และบันทึก ไว้ในหนังสือที่เธอแต่งขึ้นเพื่อเผยแผ่ความรู้เรื่องนี้
             เถ้าที่ได้จากการทำอัคนีโหตระ   หากนำมาผสมน้ำ ในปริมาณ หนึ่งช้อนต่อน้ำ สิบลิตร เมื่อนำมารดต้นไม้ ก็จะเจริญงอกงามและเป็นที่น่าแปลกว่า   ไม่มีศัตรูพืชมารบกวน ทั้งๆที่บริเวณใกล้เคียงซึ่งไม่ได้รดด้วยน้ำที่ ผสมเถ้าอัคนีโหตระกลับมี ศัตรูพืชมารบกวน  โดยเฉพาะพวก เชื้อรา และ แมลง 
                  การผสมเถ้า ที่ได้จากพิธีกรรมลงในน้ำ  แล้วใช้ เป็น น้ำศักดิ์สิทธิ์ ได้ ซึ่ง เป็นต้นสาย วิทยาคมในหลากหลายชนชาติ   แบบจีน ที่เผากระดาษฮู้   แล้วนำเถ้าที่ได้มาละลายน้ำ เป็นน้ำมนต์    ในทางภาค เหนือก็มีเทียนอาคมบางชนิด ที่ให้เอาเถ้าที่ได้มาผสมทำน้ำมนต์  โดยเฉพาะเช่นการถอดถอนอาถรรพ์ ฯศาสตร์เหล่านี้  พออนุมานได้ว่า มีต้นเค้ามาจากพิธีบูชาไฟ  ซึ่ง  มนุษย์ได้ บำเพ็ญมาอย่างยาวนาน นับเป็นพันๆปี   และยังคงความเชื่อศรัทธามาจนปัจจุบัน.........
                       การผสมเถ้า ที่ได้จากพิธีกรรมลงในน้ำ  แล้วใช้ เป็น น้ำศักดิ์สิทธิ์ ได้ ซึ่ง เป็นต้นสาย วิทยาคมในหลากหลายชนชาติ   แบบจีน ที่เผากระดาษฮู้   แล้วนำเถ้าที่ได้มาละลายน้ำ เป็นน้ำมนต์    ในทางภาค เหนือก็มีเทียนอาคมบางชนิด ที่ให้เอาเถ้าที่ได้มาผสมทำน้ำมนต์  โดยเฉพาะเช่นการถอดถอนอาถรรพ์ ฯศาสตร์เหล่านี้  พออนุมานได้ว่า มีต้นเค้ามาจากพิธีบูชาไฟ  ซึ่ง  มนุษย์ได้ บำเพ็ญมาอย่างยาวนาน นับเป็นพันๆปี   และยังคงความเชื่อศรัทธามาจนปัจจุบัน  โดยแตกสายความเชื่อออกมาเป็นรูปแบบต่างๆ ไม่เว้นแม้แต่ศาสนาพุทธในประเทศแถบสุวรรณภูมิ ที่มีการจุดธูปเทียน  ในการบูชาสิ่งที่นับถือว่าศักดิ์สิทธิ์   กลายเป็นจารีตประเพณี
                     จากหนังสือชื่อ      Homa  Therapy  The Ancient  Science of Healing  ได้เขียนถึงการใช้ประโยชน์ในด้านต่างๆของ โหมะ  หรือการบูชาไฟ   เช่น
      ขจัดความสับสนหรือความเครียด ทำให้สมาธิดีขึ้น
       การผดุงสุขภาพ  เป็นแพทย์ทางเลือกในบางประเทศ
      การบำบัดสารพิษ   ยาเสพติด
      ใช้เพื่อการเกษตรกรรม
      ใช้ชำระรังสี ที่เป็นพิษ
                           ฯลฯ

    การทำอัคนีโหตระ  ตามแบบที่ Monika  เขียนถึงเป็นแบบที่ไม่ต้องยุ่งยากในการก่อ เตา เพื่อใช้ในการโหมะ แต่จะใช้ภาชนะ ซึ่งระบุว่า ต้องทำจาก ทองคำ   หรือ ทองแดงบริสุทธิ์โดยทำเป็นรูปปิรามิด  ตัดยอดตามสัดส่วนโบราณและให้ข้อมูลต่อไปด้วยว่า  ภาชนะ ปิรามิดทองแดง นี้จะเกิดการสั่นสะเทือน และให้คลื่นมันตราบางประการที่สอดคล้องกับมันตราจักรวาลที่เกิดขึ้น ในขณะที่พระอาทิตย์ขึ้น  และพระอาทิตย์ตก  คลื่นพลังนี้ มีผลต่อพลังชีวิตอย่างมากเพราะ สามารถปรับสมดุลให้จักระต่างๆ    ทั้งคลื่นของแสงที่ได้จากการก่อไฟ  และคลื่นเสียงจากการลุกไหม้บนภาชนะทองแดงรูปปิรามิด  จะกระจาย ออกสู่รอบข้างอย่างสม่ำเสมอ และกระจายออกเป็นวงกว้าง    สิ่งที่อยู่รอบข้างจะได้รับคลื่นพลังงานเหล่านี้    จึง กล่าวว่า การทำอัคนีโหตระแต่ละครั้งสามารถเกิดพลังทิพย์ชำระ พื้นที่นั้นให้บริสุทธิ์ขึ้นได้   และนอกจากนี้ยังสรรสร้างพลังงาน แห่ง อัคนีเวทให้สถานที่นั้นเกิดบรรยากาศแห่งความเป็นมิตรและรุ่งเรือง ขึ้น   ในประเทศยุโรปหลายประเทศ และสหรัฐอเมริกา ผู้ที่นิยมชมชอบเกี่ยวกับศาสตร์พลังจิต   นิยมทำอัคนีโหตระมากขึ้น    พวก เขาพบว่า    กรรมวิธีที่ดูง่ายๆ  ไม่เคร่งครัดเข้มงวด แบบนักบวชโบราณมากนัก แต่กลับสามารถเปลี่ยนแปลง  ชีวิตพวกเขา ให้ดีขึ้นได้อย่างน่าประหลาดใจหลายๆอย่างที่เป็นความปรารถนาลึกๆในจิตใจเกิดขึ้นเป็นจริงขึ้นเรื่อยๆ   ที่เด่นชัดมากที่สุดคือ การเปลี่ยนแปลงบุคลิกภาพและอุปนิสสัยไปในทางทีดีขึ้นอย่างน่าประหลาดใจ  การกำหนดแน่วแน่ในกองไฟ โดยไม่สนใจในรายละเอียด เพียงแต่ส่งใจนึกถึงเบาๆพร้อมกับ กล่าวมนตรา ที่สั้นๆง่ายๆ เพียงไม่กี่ครั้ง  สามารถกำจัดอารมณ์ขยะ และ  พฤติกรรมแฝงทมี่ไม่ดี ไปเรื่อยๆ
    ผู้ทำอัคนีโหตระเป็นประจำ  ทำให้ ความคิด สติปัญญาตื่นตัว    สามารถตัดสินใจได้ดีขึ้น  สามารถควบคุมอารมณ์หรือมีความฉลาดทางอารมณ์มากขึ้น   ยิ่ง สามารถทำเป็นกลุ่ม ก็จะส่งเสริมความเข้าใจและเกิดความสามัคคีปรองดองกันในหมู่คณะนั้นๆ มากขึ้นได้
          การนั่งสงบจิตใจ รอบๆ กองไฟ  เป็นกิจกรรมที่มนุษย์ร่วมทำกันมาตั้งแต่สมัยดึกดำบรรพ์ก่อนจะมีอารยธรรมที่ละเอียดอ่อนด้วยซ้ำ     กองไฟ ทำให้เกิดความอบอุ่น  มั่นใจ  รู้สึกถึงพละพลัง  เมื่อผ่านกาลเวลา  มาเป็นพิธีอัคนีโหตระ มันเหมือนจุดรวบยอดของกิจกรรมนี้   พลังอำนาจของกองไฟ ไปปรากฏในเกือบทุกศาสนา   แต่มักไม่พยายามอธิบายว่า จุดไฟ   จุดเทียน  จุดธูป ไปทำไม?  และได้ผลอะไร?    หากบางศาสนากล่าวหาว่าสิ่งเหล่านี้ไม่ได้ผล ทำไมคงพิธีกรรมหรือ ศาสนพิธีเกี่ยวกับการจุดไฟ เหล่านั้นไว้     ในหลายๆกิจกรรมของศาสนพิธีซึ่งอาจไม่ต้องการคำอธิบายแต่ต้องการผลของพิธีกรรม คือ พลังศรัทธา
         Monika   ค้นพบว่า เถ้าที่ได้จากการทำพิธีอัคนีโหตระ สามารถนำมาใช้ทางเภสัช อย่างน่าสนใจ    แม้ว่ามันอาจไม่ได้รับการยอมรับ แบบสากล แต่ผลในการนำไปใช้   ก็มีอยู่อย่างที่ปฏิเสธไม่ได้เธอจึงบันทึก  ไว้  ซึ่งได้แปลและนำมาบันทึกในคอลัมน์นี้เป็นการศึกษา เกี่ยวกับอัคนีโหตระ  ดังนี้
        การรักษาด้วยน้ำ อัคนีโหตระ(โดย Monika)
ใส่ผงอัคนีโหตระ(ขี้เถ้าที่ได้จากพิธีกรรม)  ปริมาณ๑ช้อนโต๊ะลงในน้ำที่สามารถใช้ดื่มได้  ๒ลิตร  ต้มประมาณ๑๐นาทีโดยไม่ต้องปิดฝาภาชนะ  เทน้ำที่ต้มได้ผ่าน ภาชนะกรอง  หรือ จะปล่อยให้เถ้าอัคนีโหตระค่อยจมลงจนนอนก้นก็ได้  และใช้น้ำนี้ดื่มตลอดวัน มีคนเป็นอันมากรายงานว่า รู้สึกแข็งแรงขึ้น  ร่างกายสมดุลมากขึ้น   และระบบขับถ่ายดีขึ้นด้วย
       น้ำชาเสริมพลังชีวิต  อัคนีโหตระ(โดย Monika)
ต้มน้ำให้เดือด   ปล่อยให้อุณหภูมิลดลงประมาณ ๗๐องศาเซลเซียส  ใส่ชาเขียวลงไป๑ช้อนชา   ใส่ผงขี้เถ้าอัคนีโหตระลงไป๑หยิบมือ   คน ให้เข้ากันแล้วปล่อยให้นิ่งจากนั้นจึงนำมากรอง  ดื่มประจำจะทำให้พลังปราณชีวิตดีขึ้น
     อาบน้ำบำบัดโรคด้วยอัคนีโหตระ (โดย Monika)
เตรียมครีมอาบน้ำ   โดยใส่ใบชาโรสแมรี่๓ช้อนโต๊ะลงในน้ำ๑ลิตรต้ม๑๐นาที   ใส่ผงอัคนีโหตระ ลง๑ช้อนโต๊ะ   ใส่ชาเขียว๓ช้อนโต๊ะ  ทิ้งไว้๒นาทีโดยไม่ต้องต้ม   จากนั้นกรองนำไปผสมน้ำที่จะอาบ ในอ่างอาบน้ำ หากแช่น้ำนี้ จะมีผลในการรักษาอย่างลึกซึ้ง



     น้ำมันอัคนีโหตระ(โดย Monika)
          ใช้น้ำมันนวดอะไรก็ได้ใส่ผงอัคนีโหตระลงไปประมาณ ครึ่งช้อนชา มันจะทำให้มีประสิทธิภาพเพิ่มขึ้น  โดยเฉพาะมีพลังลึกลับในการบำบัดที่ไม่อาจอธิบาย
           ผงอัคนีโหตระ ที่ Monika  กล่าวถึงก็คือขี้เถ้าจากการทำอัคนีโหตระ ซึ่งจะนำมาร่อนเป็นแป้งผงละเอียด    นำมาใช้ในการเจิม  ติละกะ เพื่อศิริมงคล  และนำมาใช้เป็นยาทิพย์   จากการค้นคว้าพบว่า ในต่างประเทศผู้ประกอบอัคนีโหตระ  จะเก็บขี้เถ้าที่ได้จากพิธี  มาบรรจุใส่แคปซูล  และกินเป็นประจำ  เชื่อว่าสามารถปรับสมดุลร่างกาย และขับสารพิษต่างๆ  ได้   สำหรับคนไทยอาจเห็นว่าขี้เถ้า ไม่ใช่สิ่งที่จะนำมาบริโภค    แต่ในอายุรเวทของชาวอินเดีย โบราณ   ก็ใช้ขี้เถ้ามาประกอบยา หลายชนิด และถือว่า สิ่งที่ถูกชำระด้วยไฟ  มีความบริสุทธิ์     ขี้เถ้า อัคนีโหตระ  สามารถนำติดตัว







   
                                      ..........ยังมีต่อ


รูปพระผงฤาษีตาไฟ ที่”อุณมิลิต” สร้างแจกในปี๒๕๕๖
แก่ท่านที่ศรัทธามาขอรับในปลายเดือนเมษายน  โดยจะแจกเรื่อยไปจนกว่าจะหมด (สงวนสิทธิ์ ของหมดโดยไม่แจ้งล่วงหน้า)
พระฤาษีตาไฟเป็นบรมครูฤาษีที่ศักดิ์สิทธิ์ ทรงอิทธิฤทธิ์ ทั้งทางด้านเดชอำนาจ   และส่งผลทางค้ำคูนแบบกินไม่รู้สิ้น
ผู้บูชา ย่อมต้องถึงความกตัญญูกตเวทีต่อผู้มีคุณ เป็นพื้นฐาน ก็จะประจักษ์ใน  “แรงครู”
ความศักดิ์สิทธิ์ที่มีจริงโดยมิพักต้องสงสัย เลย     ( 02-2469267 )