ตรีรัตนะศรีวัตสะ



เบญจสัญลักษณ์ศักดิ์สิทธิ์

   รูปสัญลักษณ์ มีใช้กันมาช้านานนับพันปี  และถือว่าเป็นต้นกำเนิดอักษรต่างๆ  หากกล่าวถึงเรื่องเลขยันต์คาถาอาคมสิ่งศักดิ์สิทธิ์  รูปสัญลักษณ์ ก็เป็นสิ่งแรกๆที่ถูกกำหนดขึ้นใช้แทนสิ่งศักดิ์สิทธิ์ อาจกล่าวได้ว่า ใช้มานานกว่าเทวรูป ด้วยซ้ำไป   สัญลักษณ์ศักดิ์สิทธิ์ นั้นถือว่ามีพลังอำนาจลี้ลับที่ได้จากสิ่งศักดิ์สิทธิ์โดยตรง จึงมีพลังงานที่เสถียร เป็นสากล ที่แน่นอนคือ คัดถอนพลังไม่ออกถ้าไม่รู้วิธีในแวดวง   นักพลังจิตหรือนักเวทมนต์บางคนถึงกับกล่าวว่า สัญลักษณ์ศักดิ์สิทธิ์ ก็คือ ลัญจกรของสิ่งศักดิ์สิทธิ์ที่ประทานให้มวลมนุษย์ ได้ใช้ เพื่อได้รับพลังจากท่านเหล่านั้น ซึ่งเป็น พลังของทิพยอำนาจอันไร้ขีดจำกัด
      เกริ่นกล่าวมา ตอนต้น ก็เพื่อ อยากจะบอกถึงสิ่งที่กำลังจะเขียนถึงนี้ว่า แม้มีรูปลักษณ์ที่อาจแปลกตาและน้อยคนนักที่จะรู้เรื่องราวเพราะเป็นความรู้ที่หาศึกษาได้ไม่ง่ายนัก แต่ก็เป็นสิ่งที่ยอมรับกันทั่วโลกว่า
“สัญลักษณ์ของสิ่งศักดิ์สิทธิ์มีอยู่จริง” 

ตราประทับ หรือ Seal  คือสิ่งที่ผู้มีอำนาจต่างใช้เพื่อประทับแสดง “สิทธิ” หรือ อำนาจของตน ไม่เว้นแม้แต่เทพเจ้า   หลายปีก่อนคงจำได้ที่นิตยสารอุณมิลิต  จัดสร้าง  ศรีจักรา  ยันตราเทพเจ้าขึ้นกำนัลแก่ผู้สมัครสมาชิกรายปี  ปรากฏการยอมรับอย่างกว้างขวางจนศรีจักรา ที่จัดสร้างขึ้นหมดลงเกือบทุกแบบและมีการกล่าวขานถึง ศรีจักรา อย่างต่อเนื่อง   รู้จักกันมากขึ้นในแวดวง นักนิยมเรื่องพลังจิต ลี้ลับ  ทั้งส่วนที่ลอกเลียนบทความไปใช้ และที่ค้นคว้าเพิ่มเติม เขียนขึ้นอีกบางแง่มุม    และหลังจากนั้นของกำนัลสมาชิกรายปีอุณมิลิตก็มักจะเป็นไปในแนวศาสตร์สุวรรณภูมิ  หรือแบบเครื่องรางของขลังที่คุ้นตา  จนกระทั่งในปลายปี ๒๕๕๓ นี้เอง ทางบรรณาธิการอุณมิลิตก็ขอให้ออกแบบของกำนัลให้สมาชิก  โดยกำหนด concept ว่า    ต้องสื่อศิลปะแบบความเป็นไทยที่ชัดเจน  ต้องเป็นสิ่งที่ทั้งชาวพุทธ และไม่ใช่พุทธศาสนา รับได้ ทั้งในฐานะเครื่องประดับสวยงามแบบมงคลนำโชค   และเครื่องรางศักดิ์สิทธิ์ โดยให้หลีกหนี การเป็นเครื่องรางแบบ ทั่วไปที่มีในประเทศ และต่างประเทศ  สามารถ สื่อถึง ภูมิปัญญา ในศาสตร์คติชนที่กว้างขวาง โดยสิ่งที่สร้างขึ้น ต้องมีอานุภาพไม่ด้อยกว่า  ศรีจักรา  ที่เคยนำเสนอไป ทั้งต้องมีความเป็นมาของสิ่งที่ออกแบบขึ้นโดย ต้องสามารถกล่าวได้ทั้งศิลปะ  วัฒนะธรรม ประวัติศาสตร์   โจทย์ยากๆ เหล่านี้ ทุกคน ก็โยนมาให้ลุงกุสเจ้าเก่าออกแบบในฐานะที่เขียนเรื่องศรีจักรา  จนโด่งดัง  จึงค้นคว้าข้อมูลที่มีอยู่นานพอควร  โดย เลือกสัญลักษณ์มงคลมาประกอบการออกแบบ ซึ่งสิ่งเหล่านั้นที่เลือกนำมาใช้แต่ละสัญลักษณ์ก็มีความเป็นมาที่เก่าแก่ไม่น้อยกว่าพันปีขึ้นไป ๕ สัญลักษณ์ก็คือ
          สัญลักษณ์ ตรีรัตนะ         
          สัญลักษณ์ ศรีวัตสะ        
          สัญลักษณ์ ลายประจำยาม    
          สัญลักษณ์ จักร (เลือก ธรรมจักรอโศกมหาราช)
          สัญลักษณ์ พระสมณโคดม (สวัสดิกะโคตมะ)



“ตรีรัตนะศรีวัตสะ”มงคลวัตถุที่จัดสร้างขึ้นเป็นพิเศษ เพื่อกำนัลแก่ผู้สมัครสมาชิกรายปี
ด้วยรูปแบบที่สวยงาม ลึกซึ้ง ทั้งศิลปกรรมและศาสตร์ลี้ลับที่ซ่อนอยู่ภายใน
ทั้งปรากฏปาฏิหาริย์ขณะสร้างทันทีด้วยพลังงาน ที่เหนือคาดคิด

  
ในรายละเอียดปลีกย่อยยังใส่ สัญลักษณ์ย่อยลงไปอีก(จะกล่าวต่อไป)  เมื่อนำมาประกอบกันให้อยู่ในรูปแบบมณฑล  ศักดิ์สิทธิ์   มีรูปแบบอย่างที่เห็น  ได้ทดสอบในเชิงมายิกและ พลังก็ พบว่า มีความเสถียร และทรงอำนาจสูง  ตามวัตถุประสงค์  จากนั้นจึงส่งให้ผู้เชี่ยวชาญด้านศาสตร์จีน  กำหนดสัดส่วน และขนาดให้เป็นมงคล  ก็เป็นแบบอย่างที่เห็น  และ ให้ผู้มีความรู้ในศาสตร์โบราณตรวจแบบก็ยอมรับว่าใช้ได้ดีเยี่ยม  ซึ่ง การสร้างครั้งนี้ถือเป็น เป็นแรกในโลก และเป็นผลงานของ ทีมวิชาการอุณมิลิต   ซึ่งเป็นการกล้าคิดกล้าทำ  ที่ไม่มีนักวิทยาคมใดในประเทศจะหาญกล้าเพราะถ้าไม่มั่นใจจริง การนำเสนอออกมาอาจไม่เป็นที่ยอมรับก็ได้  เนื่องจากเป็นรูปแบบใหม่ และยังไม่คุ้นเคยในสังคมแต่ก็มีเหตุผลสนับสนุนว่า แม้เป็นการออกแบบขึ้นเป็นชิ้นงานเฉพาะ แม้เป็นการสร้างงานใหม่ก็ตาม แต่เนื้อหา เป็นศาสตร์โบราณ และมีรากฐานเป็นพันปี  ออกแบบโดยการสื่อจิตทางดิ่ง เพื่อ ต่อเชื่อมกับพลัง ในจักรวาล(พระจิตแห่งมหาจักรวาลต้นกำเนิด) เป็นศาสตร์พลังจิตที่มาจากโยคะศาสตร์โบราณ  ไม่ใช่ การออกแบบอย่างสามัญ   จึงมั่นใจว่า นวัตกรรมที่ได้ต้องมีพลังเหนือธรรมดา   และเป็นพลังที่เหนือพลัง  แล้วก็เป็นจริงเมื่อ แบบทุกอย่างผ่านการเห็นชอบจึงให้ช่างทำพิมพ์ขึ้น  แล้วลองปั๊มชิ้นงาน ขึ้น เพื่อทดสอบ ทั้งแง่ศิลปกรรม  และแง่พลังที่พึงประสงค์ ซึ่งได้ปั๊มมาเป็นต้นแบบก่อน  ผลการทดสอบได้ผลเกิดคาด และแล้วสิ่งที่ไม่คาดคิดก็เกิดขึ้น เมื่อช่างที่รับงาน เห็นว่า แบบพิมพ์ ในแง่ ศิลปะผ่านแล้ว จึงปั๊มชิ้นงานขึ้นตามจำนวนที่ตกลง โดยไม่ได้บอกกล่าวกันก่อนเพราะเป็นงานที่ต้องทำอยู่แล้ว  ก็เกิดความแปลกประหลาดใจขึ้น ที่พอ นำพิมพ์ประกอบกับแท่นปั๊มก็เกิดเครื่องหยุดทำงานเฉยๆ พอถอดพิมพ์เพื่อตรวจสอบเครื่อง ๆก็กลับทำงานได้ เป็นอยู่อย่างนี้  จนตัดสินใจ ใช้เครื่องปั๊ม อีกเครื่องซึ่งใหม่กว่า ปรากฏว่า  สามารถ ปั๊มได้ แล้วพอปั๊มไปได้แค่หกเหรียญ เครื่องก็หยุดอีก เมื่อถอดพิมพ์เพื่อแก้ไข ก็พบว่า  พิมพ์เกิดลั่นขึ้นเองทั้งๆที่ยังไม่ปั๊มเพราะถอดออกมา จากเครื่องปั๊มแล้ว  การลั่นของพิมพ์เป็นเรื่องแปลกที่ไม่เคยมีมาก่อน เพราะเหล็กทำพิมพ์ เป็นเหล็กกล้าเฉพาะที่ใช้เพื่อการทำแม่พิมพ์เหล็กโดยเฉพาะ   การชุบแข็งแม่พิมพ์ ก็ทำโดยช่างที่ชำนาญงาน ผ่านงานมามากกว่า แสนชิ้น การผิดพลาดย่อมเกือบไม่มีทางเป็นไปได้   ที่แปลกประหลาดคือการลั่นของแม่พิมพ์ไม่ได้เกิดจากการปั๊มกระแทก แต่ เกิดเมื่อหลังจากถอดแม่พิมพ์ออกแล้ว เพื่อตรวจสภาพเครื่องที่หยุดทำงาน ในทางเทคนิคจึงเป็นไปไม่ได้ที่พิมพ์เหล็ก ชุบแข็งแล้วจะเกิดการลั่นขึ้นเอง แต่ก็เป็นไปแล้ว  นี่คือความแปลกประหลาดที่เกิดขึ้น เมื่อพิมพ์ลั่น  ช่างจึงต้องทำพิมพ์ใหม่ ซึ่ง ในการปั๊มในครั้งหลังก็มีการดำเนินพิธีกรรม ตามสมควร  ผลก็สำเร็จตามประสงค์ ซึ่งแต่ละเหรียญที่ออกมานั้นมีพลังงานในตัวทันที  เป็นพลังงาน ที่แตกต่างๆจากพลังงานของเครื่องรางทุกชนิดที่เคยมีมา เพราะครอบคลุมทุกย่านพลังงาน  นักพลังจิตหลายคนตรวจสอบพบว่าเป็นพลังงานระดับสูงที่ไม่เคยพบมาก่อนเป็นพลังงานใน ด้านบวกที่สูงมาก ซึ่งการเขียนถึงนี้ ก็ไม่ได้มีผลประโยชน์อย่างใดแอบแฝง  เนื่องจากของกำนัล ที่แจกให้สมาชิกไม่ถือเป็นส่วนหนึ่ง ที่เป็นส่วนควบกับหนังสือ เป็นน้ำใจที่อุณมิลิตมอบให้ ในฐานะที่ผู้อ่านหนังสือฉบับนี้ เป็นผู้มีความสนใจในศาสตร์โบราณ ที่แตกต่างจาก ผู้สนใจศาสตร์นี้ทั่วไป   โดยมองลึกลงที่เนื้อหาไม่ใช่สังกัด สำนักหรือตัวบุคคล  จึงย่อมเห็นคุณค่าในสิ่งที่มอบให้ และยอมรับรู้ถึงคุณค่าของสิ่งที่อยู่ภายใน วัตถุธรรม ที่มอบให้...

พลังที่เหนือพลัง

     “ตรีรัตนะศรีวัตสะ” จึงไม่ใช่สิ่งที่ถูกปลุกเสกแบบเครื่องรางของขลังทั่วไปแต่แท้จริงเป็นการสร้างช่องทางเชื่อมต่อพลังงาน ระดับสูงสุด  
        เมื่อกล่าวถึงว่า พลังงานระดับสูงสุด  หลายท่านก็อาจจะงง ว่า แล้วมันคืออะไร?  ศักดิ์สิทธิ์ เท่าเครื่องรางของขลังที่เราเคยพบเห็นหรือไม่?  ก็คงอธิบายแบบสังเขปว่าพลังงานศักดิ์สิทธิ์ ระดับสูงสุดนี้ก็คือ พลังงานต้นกำเนิด ของระบบจักรวาล   เป็นพลังงานที่มีระดับคลื่นการสั่นสะเทือนสูงสุด จนดูว่ามันไม่เคลื่อนที่ใดใดเลย เป็นรูปธรรมที่ละเอียดที่สุด  จนอาจกล่าวว่า มันไม่มีตัวตน(หยาบ)ให้จับสัมผัส   มีการตอบสนอง เมื่อต่อจิตร้องขอ สำหรับสิ่งที่ว่านี้   นักมายิก หรือนักพลังจิต บางครั้งเรียกสิ่งนี้ ว่า “กล่องความคิดแห่งจักรวาล”  (universe   wisdom)

         พลังงานที่ว่านี้คือต้นกำเนิดจิตวิญญาณทั้งมวล โดยทุกจิตวิญญาณล้วนแตกตัวออกจากสิ่งนี้ แล้วกระจายออกไปทุกหนทุกแห่งในจักรวาล  ซึ่งหากเราเอาหลักพุทธศาสนามาวิเคราะห์ ก็คงจะไม่ได้เรื่องอะไรนอกจากจะถูกเหล่าเถรส่องบาตร  ตำหนิว่าเป็นเรื่องเพ้อเจ้อ งมงาย แต่รู้ไหมนักพลังจิตทั่วโลก และนักวิทยาศาสตร์ที่ศึกษาจักรวาลวิทยา  ต่างยอมรับว่าสิ่งที่เป็นต้นกำเนิดของทุกสิ่งมีอยู่จริง   เราอาจไม่ยอมเรียกสิ่งที่เป็นต้นกำเนิดว่า “พระเจ้า”อย่างศาสนาอื่น แต่อย่าตกสำรวจความรู้ ว่า สิ่งที่ว่านี้มีอยู่และยังดำรงอยู่ แม้ปัจจุบัน  ไม่ว่าท่านที่อ่านบทความนี้ จะเชื่อว่ามีหรือไม่เชื่อ?ก็ตาม  การที่บางศาสนาไม่สั่งสอนเรื่องนี้ก็ไม่ได้หมายความว่ามันไม่เคยมีมา   หรือไม่มีอยู่จริง กำเนิดของจิตวิญญาณ  มีที่มาอย่างไรนั้นเป็นเรื่องที่พิสูจน์ทราบยากมาก    ยิ่งถ้านับถือศาสนาที่ไม่เคยสั่งสอนลักษณะนี้มาก่อนก็ยิ่งทำใจยอมรับกันยากขึ้นอีก  แต่หากมองอย่างกลางๆว่าเป็นธรรมชาติอย่างหนึ่ง ก็มองเปิดใจอย่างธรรมชาติศึกษา  ตัดความคิดเรื่องศรัทธาในศาสนาออกสักครู่หนึ่งศึกษาแบบเราเรียนวิชาการในปัจจุบัน ที่ไม่เห็นมีใครมาตั้งแง่ตั้งงอนสักทีว่า  วิทยาการเหล่านั้นค้นคว้า  ต้นคิดโดยคนศาสนานั้นศาสนานี้ แตกต่างคติจากตน แล้วจะไม่เรียนไม่ศึกษา   ขอทีว่าอย่าติดบ่วงศรัทธาตนเอง  ติดสังกัดจนงมงายแล้ว ละทิ้งโอกาสการเรียนรู้สิ่งที่ไม่เคยรู้เลย    หากคิดอย่างนี้ ก็นับว่าขาดทุนในชีวิต
     พลังอำนาจสูงสุดที่ว่านี้ อธิบาย ว่าเป็นคลื่นพลังงาน ระดับความถี่สูงซึ่งเกิดจากแกนกลางของจักรวาลแผ่กระจายออกมาเป็นระลอก  (แบบเดียวกับการถ่ายทอดคลื่นสัญญาณ ที่มนุษย์ค้นพบ)  คลื่นพลังงานนี้แทรกซึมอยู่ในทุกสิ่ง  มนุษย์บางพวก เรียกว่า “ปราณ” ซึ่งหมายถึงการมีชีวิต  และเกิดทัศนคติกับสิ่งนี้แตกต่างกันออกไป โดยท้ายสุดก็ไปหลงยึดว่าสิ่งนี้คือ ลมหายใจเนื่องจากการจะได้รับพลังอำนาจของสิ่งนี้ง่ายที่สุดก็คือทางลมหายใจ   ดังนั้นจึงมีการฝึกฝนสมาธิหลายรูปแบบที่ นำ ลมหายใจ เข้าไปประกอบการฝึก   ที่รู้จักกัน มากก็คือ การหายใจแบบโยคะ  หรือ หทะโยคะ นั่นเอง
         แม้ว่า  ความศักดิ์สิทธิ์ ที่ว่าจะอยู่ในรูปของพลังงานซึ่งไม่มีสสารใดใดโยงใยให้เห็นได้ก็ตามแต่ก็สามารถ สร้างจุดสัมพัทธ์พลังงาน ของมันได้ในวัตถุที่ต้องการ  โดยการสำเนา ตัวมันอย่างที่กล่าวในฉบับก่อน ซึ่งการ กระทำเช่นนี้ต้องมีการฝึกเฉพาะเมื่อสำเร็จวัตถุชิ้นนั้นก็จะเป็นสื่อ  หรือ ช่องทางเขาถึงพลังงานที่ว่านั้น  ซึ่งจะทำให้ผู้มีวัตถุนั้นได้รับประโยชน์อย่างมหาศาล

  
        หลายปีก่อน มีการเผยแพร่ศาสตร์พลังงานจากจักรวาล ที่มีมาสเตอร์ทางพลังจิตหลายท่านนำเสนอออกมาในรูปแบบต่างๆ อาทิชาวฟิลิปินส์  (ฉั่วกว๊อก สุ่ย) ชาวเวียดนาม  (เลือง  มินห์  ด๋าง) ชาวญี่ปุ่น (เมะซุซามะ)ชาวอเมริกา Barbara Brennan เป็นต้น  ต่างได้สาธิตและสื่อสอนพลังพิเศษที่ตนสามารถ เชื่อมต่อได้มาใช้ประโยชน์ โดยเฉพาะด้านการรักษาโรค  เป็นที่ได้รับการสนใจต่อบุคคลหลากหลาย  และท่านเหล่านั้นก็ตั้งสถาบันสั่งสอนสิ่งที่ตนค้นคว้าได้มีผู้สนใจศึกษานับจำนวนล้านๆคน  แน่นอน มันใช้ได้ผลด้วยมิฉะนั้นก็คงไม่มีคนมาเรียนกันเป็นจำนวนล้านๆคน      มาสเตอร์เหล่านั้นพยายามสื่อสารถึงสิ่งที่พวกเขาค้นพบ    บ่งบอกถึงความสูงส่งของพลังงานนี้โดยเรียกขานแตกต่างกันออกไป แต่ด้วยคุณลักษณะนั้น ย่อมหมายถึงสิ่งเดียวกัน  นี่คือความจริงในโลกพลังจิตที่มาสเตอร์เหล่านั้นค้นพบและได้ใช้ประโยชน์ ซึ่งเราไม่ควรมองข้าม หากประสงค์จะเรียนรู้ เรื่องเกี่ยวกับพลังของจิตวิญญาณ ได้อย่างกว้างขวาง และไม่ตกประเด็นสำคัญที่ควรจะต้องรู้


          
        คอลัมน์นี้ไม่ประสงค์สร้างความเชื่อหรือลัทธิอย่างใหม่  แต่ที่ตัดสินใจเขียนเรื่องนี้ออกไปก็เพราะอยากจะเปิดมิติการศึกษาเรื่องพลังจิต อย่างการมองมุมกว้าง มองแบบไม่ติดยึดกับตัวตน  แต่มุ่งที่สาระเช่นเดียวกับศาสตร์ ต่างๆที่เราศึกษาเล่าเรียนในภาคการศึกษาทางโลกวัตถุ จึงขอแค่เปิดใจรับรู้ ไม่ต้องเชื่อทันทีก็ได้ค่อยๆคิดค่อยๆวิเคราะห์ ความจริงเมื่อปรากฏออกจะเป็นคำตอบที่ยืนยันตัวมันเองได้อย่างดีที่สุด  หลายๆท่านที่นับถือศาสนาพุทธ และศึกษา ศาสตร์ในแถบสุวรรณภูมิก็อาจจะทำใจรับเรื่องที่เขียนมานี้ ได้ยากสักหน่อย แต่อยากให้ท่านทราบด้วยว่า เขียนด้วยการอยากให้ความรู้ในสิ่งที่ค้นคว้ามา   อยากให้สิ่งดีดี เติมเต็มให้กับทุกท่านแม้ว่าจะไม่สามารถทำได้อย่างทั่วถึงก็ตาม  พลังอำนาจของธรรมชาติ ที่มีผลต่อสุขภาพร่างกายของมนุษย์นั้น ปัจจุบันพบว่ามีพลังอำนาจหรือคลื่นพลังบางอย่างที่พบในธรรมชาติ ซึ่งมีผลต่อสุขภาพร่างกาย  และ จิตใจ   ในสถานที่ต่างๆเช่น ป่าเขา    น้ำตก  มีการวัดพลังงานเหล่านี้ ออกเป็นหน่วยวัดทางวิทยาศาสตร์ที่ชัดเจนและ สามารถนำมาใช้ในการรักษาสุขภาพได้ (จะมีบทความเฉพาะในเรื่องนี้; กองบรรณาธิการ)  นอกจากนี้ยังพบกรรมวิธี การประจุพลัง ในวัตถุต่างๆแม้เหรียญโลหะ(ทางวิทยาศาสตร์) ที่สามารถแสดงผล ต่อร่างกายที่ชัดเจนด้วยเช่น การนำไป ชาร์จ น้ำดื่ม ปรากฏผลทางกายภาพที่น้ำที่รับการชาร์จพลังนั้นเกิดรสชาติขึ้นทั้งๆที่ไม่ต้องเปิดภาชนะบรรจุหรือเติมสารอื่นใดลงไป เพียงแค่ผ่านวัตถุที่ประจุพลังงานเพียง๑๐วินาทีเท่านั้น  สิ่งเหล่านี้ เริ่มปรากฏชัดเจน มากขึ้นซึ่งเท่ากับว่า  วิทยาศาสตร์ และเรื่องจิตวิญญาณเริ่มหันเข้าหากันพลังอำนาจ ที่ว่าเป็นต้นกำเนิดของบรรดาสรรพสิ่งที่นักวิทยาศาสตร์อธิบายว่า เป็นคลื่นพลังจาก big bang ตอนกำเนิดจักรวาลและปัจจุบันยังคงอยู่ และมีอิทธิพลต่อความเป็นไปของจักรวาลทั้งระบบไม่ใช่แค่โลกใบนี้  

จักร วัฏฏะแห่งอำนาจ

          มีอิทธิพลต่อความเป็นไปของจักรวาลทั้งระบบไม่ใช่แค่โลกใบนี้  โดยเฉพาะมิติทางพลังงานในตรีรัตนะศรีวัตสะ  นั้นเป็นเรื่องศาสตร์ที่ต้องศึกษาค้นคว้าฝึกฝนกันอย่างยาวนานจึงจะเข้าถึงและเข้าใจได้
         สัญลักษณ์ที่นำมาประกอบเป็นตรีรัตนะศรีวัตสะนั้น เป็นสัญลักษณ์ ที่ถูกค้นพบ   ซึ่งไม่ใช่สัญลักษณ์จากการออกแบบ หรือจินตนาการ    ที่กล่าวว่าถูกค้นพบนั้น ก็เพราะรูปแบบดังกล่าวเป็นการจำลอง สิ่งที่ปรากฏ พบเห็นในมิติจิตวิญญาณของผู้รู้ในอดีตออกมา  สิ่งที่ว่านั้น เป็นสิ่งที่มีอยู่  ดำรงอยู่เป็นนิจ แม้ขณะที่ท่านอ่านบทความนี้ซึ่งสัญลักษณ์ศักดิ์สิทธิ์ที่จะนำมาเล่าในฉบับนี้ก็คือ   “จักร”
     “จักร”  หมายถึงสิ่งที่หมุนวน   ไม่ได้เรียกหาแต่เฉพาะสิ่งที่มีรูปร่างเป็นวัตถุเท่านั้น แต่เรียกหาสิ่งที่มีอาการหมุนวน  ซึ่งธรรมชาติ ก็มีลักษณะเป็นเช่นนี้ไม่ว่า การหมุนของดวงดาว   ระบบสุริยะจักรวาล   ทุกๆสิ่งๆทุกๆอย่างในจักรวาลนี้  มีวงจรของตนเอง แม้สิ่งที่เล็กที่สุด ที่เรียกกันว่า อะตอม(Atom)ก็มีการเคลื่อนที่อยู่เนืองนิตย์  การหมุนทำให้เกิด วงจรของพลังอำนาจขึ้น ใน เต๋าเต็กเก็ง ตำราที่เก่าแก่มีอายุกว่า๓๐๐๐ปีได้บอกปริศนาของพลังที่ไม่สิ้นสุดในบทที่๒๕ พจนา จันทรสันติ (๒๕๒๓ : ๙๕) ได้แปลความไว้ว่า

"ก่อนดำรงอยู่ของฟ้าและดิน
มีบางสิ่งบางอย่างมืดมัวเคลือบคลุม
เงียบงันโดดเดี่ยว
อยู่เพียงลำพังไม่แปรเปลี่ยน
เป็นอมตะหมุนเวียนไม่หยุดยั้ง
 มีค่าควรแก่การเป็นมารดาของสรรพสิ่ง
ข้าพเจ้าไม่ทราบชื่อสิ่งนั้น
แต่ถ้าถูกบังคับให้เรียก
ก็จะเรียกว่า "เต๋า"
และจะให้ชื่อว่า "ยิ่งใหญ่"
ยิ่งใหญ่หมายถึงความต่อเนื่อง
ความต่อเนื่องหมายถึงความยาวไกล
ความยาวไกลหมายถึงการกลับสู่ต้นกำเนิดเดิม
ดังนั้นเต๋าจึงยิ่งใหญ่
ฟ้าจึงยิ่งใหญ่
ดินจึงยิ่งใหญ่
ปราชญ์จึงยิ่งใหญ่
นี่คือความยิ่งใหญ่สี่ชนิดในจักรวาล
และปราชญ์ก็นับเป็นหนึ่งในนั้น
       คนทำตามกฎแห่งดิน
       ดินทำตามกฎแห่งฟ้า
ฟ้าทำตามกฎแห่งเต๋า
     เต๋าคงอยู่และเป็นไปด้วยตนเอง"

     
        คำสอนในลัทธิเต๋าที่นำมาแสดงนี้เป็นการบรรยายลักษณะของธรรมชาติที่เป็นต้นกำเนิดสรรพสิ่งซึ่งมนุษย์จะเข้าถึงด้วยวิธีเดียวคือปัญญาญาณเท่านั้น  คำสอนลักษณะเดียวกันนี้ก็มีอยู่ในทุกลัทธิทุกศาสนาเช่นกันและนำลักษณะการหมุนวนนั้นมาเป็นสัญลักษณ์ของพลังอำนาจสูงสุด โดยเฉพาะ ชาวภารตะก็จะนำคำว่า “จักร”  ของพวกเขามาใช้ประกอบกับคำที่ต้องการแสดงความยิ่งใหญ่   เช่น  จักรพรรดิ   อาณาจักร     จักรวาล   ฯ และยังใช้ เป็นลักษณะของเดชอำนาจ ที่ไม่อาจลบล้างได้
    


      “จักร”ถูกใช้แสดงเป็นสัญลักษณ์แห่งอำนาจที่ไม่มีผู้ต่อต้าน ดังจะเห็นจากรูปของเทพเจ้าที่ มีอำนาจ ก็จะมีจักร เป็นสัญลักษณ์ประกอบอยู่ด้วย  เมื่อมนุษย์ ยกฐานะตนขึ้นทัดเทียมเทพ  “จักร” ก็ ถูก นำมาเป็นสัญลักษณ์ ของมนุษย์ผู้มีอำนาจยิ่งใหญ่ด้วย
      ความยิ่งใหญ่ของ “จักร” ก็คือ การเริ่มจากหน่วยเล็กที่สุดของจักรวาลไปจนหน่วยใหญ่ที่สุด  โดยเริ่มจากการหมุนวนของอนุภาคภายในของสรรพสิ่ง  เริ่มจากสิ่งที่เล็กที่สุดตั้งแต่อะตอม เกิดแรงเหวี่ยง  และแรงดึง ระหว่างกันซึ่งก็ทำให้เกิดการเกาะกลุ่ม และสร้างแรงเหวี่ยงเป็นระลอกที่ใหญ่ขึ้นเรื่อยๆ  จนกล่าวได้ว่า ทุกสิ่งต่างเกี่ยวพันกัน  นักวิทยาศาสตร์ปัจจุบันก็ค้นความจริงข้อนี้ และใช้แรงดึงและแรงเหวี่ยงระหว่างดาวเคราะห์ในการส่งยาน อวกาศไปสู่สถานที่ต้องการ  คัมภีร์เต๋าที่นำมาอ้างกล่าวว่า
  “ยิ่งใหญ่  หมายถึงความต่อเนื่อง ความต่อเนื่องหมายถึงความยาวไกลความยาวไกลหมายถึงการกลับสู่ต้นกำเนิดเดิม…”
อธิบายคุณลักษณะที่ยิ่งใหญ่มีอำนาจ ก็คือการหมุนหรือวงกลม  ที่ชาวชมพูทวีปเรียกว่า  “จักร”นั่นเอง  อำนาจแห่งการหมุนวน หากรู้วิธีก็สามารถ สร้างพลังอำนาจออกมาได้อย่างไม่สิ้นสุด  สิ่งที่พิสูจน์สำหรับนักวิทยาศาสตร์ อย่างง่ายๆ ก็คือการผลิตกระแสไฟฟ้า จากการปั่นหมุนขดลวดที่เรียกว่าไดนาโม   ก็จะได้พลังงานไฟฟ้าออกมาอย่างไม่รู้หมดสิ้นตราบใดที่ไดนาโมนั้นยังหมุนอยู่  การหมุนวนจึงเท่ากับเป็นการสร้างพลัง  และหากสร้างวัฏฏะจักรได้ พลังงานนั้นก็ไม่สิ้นสุด และไม่มีวันหมด   ความรู้เชิงวิทยาศาสตร์นี้   ไม่ใช่สิ่งที่พบใหม่ แต่ปราชญ์ยุคโบราณค้นคว้า และค้นพบมาเนินนานไม่น้อยกว่า๗๐๐๐ปี ถูกสั่งสอนถ่ายทอด ในการปฏิบัติการทางจิต  ซึ่ง นักพลังจิต ที่เรียนมา แบบไม่ปิดกั้นตัวเองก็จะรู้วิธีการสร้างพลังจิตจากการหมุนนี้แทบทุกคนจึงไม่ใช่สิ่งแปลกใหม่    แต่เป็นของเก่าเอามาเล่าใหม่เท่านั้น
      สูงสุดของการหมุน หรือจักร  คือ  การเคลื่อนที่เสมือนหยุดนิ่ง  อธิบายว่าเร็วจนไม่อาจเห็นการเปลี่ยนแปลง และหลุดออกจากระนาบของภพภูมิที่เคยอยู่เป็นอิสระอย่างสิ้นเชิง สิ่งนี้ ที่พุทธศาสนา เรียกว่า สุญญตา  ซึ่งมีหลายระดับ เป็นปรากฏการณ์ของปัญญาและอำนาจสัญลักษณ์ของจักร ที่เรียบง่ายและสื่อความหมายได้ดี ก็คือ ดุมล้อ ซึ่งพุทธศาสนานำมาใช้  เรียกกันว่า “ธรรมจักร”   ผู้ที่ใช้ธรรมจักรเป็นสัญลักษณ์เผยแพร่ อำนาจของตนออกไปมากที่สุดผู้หนึ่งก็คือพระเจ้าอโศกมหาราชผู้ที่ถือเสมือนหนึ่งว่า คือพระเจ้าจักรพรรตราธิราชระดับจักรพรรดิเหล็ก ที่ปรากฏตัวตนในประวัติศาสตร์โลกว่ามีอยู่จริงๆเกียรติภูมิของอโศกมหาราชยิ่งใหญ่จนประเทศอินเดียต้องยอมรับเอาเป็นสัญลักษณ์บนธงชาติ

จักร รัตนะแห่งพระเจ้าจักรพรรดิ์

      ซึ่งเท่ากับการยอมรับพุทธศาสนาเป็นหนึ่งในภูมิปัญญาบริสุทธิ์ของอินเดียด้วย  ตลอดจนข้อความที่จารึกโดยอโศกมหาราชบนเสาหินที่ป่าอิสิปนมฤคทายวัน เมืองพาราณสี  ใจความว่า “สตฺยเมว ชยฺเต” ซึ่งแปลว่า “ความจริงชนะทุกสิ่ง”  ก็เป็นคำขวัญประจำชาติอินเดียมาจนปัจจุบัน ธรรมจักรอโศกมหาราช  หรือ กงล้อแห่งอโศกมหาราชจึงเป็นมงคลสัญลักษณ์   ซึ่งชาวพุทธจะคุ้นเคยและบ่อยครั้งถูกนำไปใช้สื่อสารแสดงถึงศาสนาพุทธ ที่ได้อโศกมหาราชเป็นผู้ เผยแพร่ทำให้ขยายกว้างไกลออกไปมากที่สุดในประวัติศาสตร์พุทธศาสนา   “ธรรมจักร”ดังกล่าว ถูกนำไปเป็นสัญลักษณ์ศักดิ์สิทธิ์ เพื่อใช้ในพิธีกรรมหลากหลาย เล่ากันเป็นปรัมปรา  ที่มีชื่อ คัมภีร์ว่า “อโศกอวทาน”ว่า  ในครั้งที่อโศกมหาราชเป็นผู้ ค้ำจุนพุทธศาสนานั้น  พระองค์องค์ โปรดให้สร้างเจดีย์ทั่วดินแดนต่างๆ   ตามจำนวนพระธรรมขันธ์   เมื่อสร้างเสร็จโปรดให้เฉลิมฉลอง  เป็นการมโหฬาร แต่ก็ติดขัดที่เกรงว่า พญามาราธิราชจะขัดขวาง จึงให้คณะสงฆ์พิจารณา ก็ได้พระอุปคุต เป็นผู้ ปราบพญามาร จนสิ้นมานะละพยศเลิกรังควานพระพุทธศาสนา   หันกลับมาบำเพ็ญเพื่อโพธิญาณตามมโนปณิธานเดิม  เรื่องราวส่วนนี้ ก็คงคุ้นสำหรับชาวพุทธสยามมากพอควร  เพราะปรากฏในประวัติพระพุทธเจ้าที่เรียกว่า “ปฐมสมโพธิกถา” ซึ่งเล่าเรื่องหลังจากปรินิพพานมาถึงยุคอโศกมหาราชด้วย นักพลังจิตแนวพุทธหลายท่านได้นับถือ “ธรรมจักร” แห่งอโศกมหาราชว่ามีมหิทธิฤทธิ์มาก ใช้เป็นสัญลักษณ์ในการส่งพลังจิต ออกไปอย่างมี พลานุภาพ ถือว่าสัญลักษณ์นี้ได้รับการอธิษฐานฤทธิ์อัญเชิญพุทธานุภาพ จากเหล่าพระเถระยุคอโศกมหาราช ซึ่งประชุมกัน  (มีพระมหาเถรอุปคุตร่วมอยู่ด้วย) ทั้งอโศกมหาราชเองก็เป็นผู้มากบารมี และเชี่ยวชาญ ศิลปะศาสตร์ต่างๆ  ทั้งส่วนที่มาจากพราหมณ์ ซึ่งรู้จักการดึงพลังจากจักรวาลมาใช้ในรูปแบบการหมุนต่างๆเรียกว่าจักร และมีศาสตร์ทางจิต  ที่เกี่ยวกับ “จักรา”  อยู่มากมาย ปรากฏในแถบสุวรรณภูมิที่นับถือว่า จักร  คือยอดศาสตรา  และธรรมจักรของอโศกมหาราช ก็แสดงนัยหมายถึง ธรรมะของพระพุทธเจ้า ที่ทรงอานุภาพแม้การ ทำลายสังสารวัฏที่ไม่รู้จบสิ้นให้ปลาสนาการหมดอานุภาพไปได้ สำหรับคนที่เข้าถึงธรรมะนั้นปฏิบัติจนสามารถยกระดับฐานะจิตวิญญาณเป็นอริยะ
      ในเชิงการใช้อำนาจจิต   จักรเป็นสัญลักษณ์ที่แสดงถึงพลังอำนาจขั้นสูงสุด  หากประทับกับสิ่งใด จะทำให้สิ่งนั้นมีอานุภาพมากขึ้น จนสามารถขับเคลื่อนพลวัตรของตนได้ อย่างทรงอำนาจ   ซึ่งเรียกว่า “พยนต์”  หากเปรียบเทียบกับความรู้เชิง  กลศาสตร์ และวิศวกรรมยุคปัจจุบันจะเห็นได้อย่างชัดเจนก็คือ พวกเฟือง ล้อหมุน ต่างๆ ซึ่งหากประกอบกันอย่างถูกวิธีก็จะเกิด “ยนต์” ขึ้นสามารถขับเคลื่อน สิ่งต่างๆได้อย่างน่าอัศจรรย์ใจ 
      ในศาสตร์ทางจิตการประทับ “จักร” ลงบนวัตถุทำให้วัตถุนั้นเสมือนหนึ่งมีจิตญาณหยั่งรู้  ด้วยคติคุณสมบัติของจักร ใน วรรณคดีไตรภูมิพระร่วงว่าอันว่ากงจักรแก้วนั้นไซร้ใช่อินท์แลพรหมเทพยดาผู้มีฤทธานุภาพ กระทำกงจักรแก้วนั้นหามิได้ แลกงจักรแก้วนั้หากเป็นเองแลเกิดสำหรับบุญท่านผู้เป็นพระญามหาจักรพรรดิราชเจ้านั้นแลฯ ผิเมื่อว่ากัลปอันใดแลบมีพระพุทธเจ้าและพระปัจเจกโพธิไซร้จึงมีพระญามหาจักรพรรดิแทนไซร้ กัลปอันมีดังนั้นครั้นไฟไหม้แผ่นดินแล้วด้วยบุญท่านอันจะมาเป็นพระญาจักรพรรดิราชนั้น กงจักรแก้วนั้นหากเป็นก่อนแลจมอยู่ในมหาสมุทรนั้นหากอยู่ท่าท่านผู้จะมาเป็นจักรพรรดิราชนั้นแลฯ แลเครื่องอันเป็นสำหรับท่านผู้มีบุญนี้คือสิ่งใด แลจักรเสมอด้วยกงจักรแก้วนั้นหาบมิได้เลย แลกงจักรแก้วนั้นเกิดมาเพื่อว่าจะให้รู้จักคนมีบุญกว่าคนทั้งหลายไส้ แลจะให้ฝูงคนทั้งหลาย ๔ แผ่นดินรักกันดังใจเดียวเพื่อบุญท่านผู้เป็นพระญาจักรพรรดิราชนั้นแลฯเมื่อเวลากงจักรแก้วนั้นลอยบนอากาศ สร้อยมุกที่ทอดลงมานั้นไม่ไหวติงไปตามลม ดิ่งตรงลงมาเหมือนสายน้ำไหลมาจากอากาศ ขณะเมื่อจักรแก้วลอยอยู่บนอากาศ สร้อยมุกทั้งสองก็พองออกรอบกงจักร ทำให้ดูเหมือนเป็นมีดุมกงจักร ซ้อนกันอยู่สามอัน ลอยไปทางเดียวกันและเวลาเดียวกัน ปรากฏการณ์ต่างๆของจักรแก้วนี้นั้นไม่ได้เกิดจากฤทธิ์ของพระอินทร์หรือพระพรหม แต่จักรแก้วนี้มันเป็นของมันเองเพื่อบารมีของพระเจ้าจักรพรรดิ์นั้น ซึ่งเมื่อกัลป์ใดไม่มีพระพุทธเจ้าหรือพระปัจเจกพุทธเจ้า ก็จะมีพระเจ้าจักรพรรดิ์แทน สุญญกัปป์นี้เมื่อไฟบรรลัยกัลป์ล้างจักรวาลเสร็จแล้วด้วยบุญของพระเจ้าจักรพรรดิ์ที่จะเกิดในสุญญกัปป์ จักรแก้วนั้นก็จะจมลงในมหาสมุทร ดังนี้ไม่มีทิพย์สมบัติอันใดที่จะวิเศษเท่าจักรแก้วนั้นไม่มีเลย เหมือนว่าจักรแก้วรู้ตัวของมันว่าเกิดมาเพื่อคนที่มีบุญญาธิการเท่านั้น และเพื่อที่จะทำให้มนุษย์ทั้งสี่ทวีป(ทั้งจักรวาล) มีความสามัคคี มีใจเป็นหนึ่งเดียว ด้วยการไปโปรดสัตว์ของ พระยาจักรพรรดิผู้มีบุญบารมีจักรแก้วนั้นมีศักดานุภาพนักหนา ผิแลว่ามีผู้ใดไปไหว้นบคำรพบูชาแก่กงจักรแก้วนั้นด้วยข้าวตอกดอกไม้ไส้ แลกงจักรแก้วนั้นเทียรย่อมบำบัดเสียซึ่งความไข้ความเจ็บ ประพฤติให้อยู่ดีกินดีสรรพสวัสดิพิพัฒนาการ ด้วยทรัพย์ สิ่งสินแลสมบัตินั้นมากนักแลฯ กงจักรแก้วนี้ประเสริฐกว่าแก้วอันชื่อว่า สรรพกามททนั้นได้ละแสนเท่าไส้ แลกงจักรแก้วนั้นหาใจมิได้ดุจดังมีใจฯ เมื่อแลกงจักรแก้วนั้นเหาะขึ้นมาแลยังมิทันที่จะพ้นท้องพระมหาสมุทรดังนั้น แลน้ำพระมหาสมุทรนั้นก็หลีกแตกออกให้กงจักรแก้วนั้นเหาะขึ้นมาเถิงบนอากาศแลเห็นดุจดังกงจักรแก้วนั้น แก้วเป็นเครื่องประดับบนอากาศ เลื่อมพรรณรายพรายงามดังเมื่อพระจันทร์เมื่อเพ็งบูรณ์แลฯจักรแก้วนั้นมีศักดานุภาพมาก ถ้ามีใครได้นำข้าวตอกดอกไม้ไปบูชา จักรแก้วนั้นจะช่วยรักษาโรค ทำให้ร่ำรวย ซึ่งจักรแก้วนี้ประเสริฐกว่า แก้วสรรพกามททได้แสนเท่า แม้จักรแก้วนั้นจะไม่มีใจแต่ก็เหมือนมีใจ…”
    ลักษณะของจักรแก้วจักรพรรดิ ตามคติพุทธ ที่ขอสันนิษฐานว่ามีมาแต่ครั้งอโศกมหาราชเนื่องจากยุคนั้นทำสังคยนาพระไตรปิฎก อย่างเป็นหลักฐานปรากฏสืบทอดเป็นแม่แบบสืบมาถึงปัจจุบัน ว่าพระไตรปิฎกที่ทำสังคยนาครั้งหลังต่อๆก็ต้องอ้างอิงครั้งนี้   และพระไตรปิฎกที่สืบมาจนปัจจุบันก็ได้บรรยายลักษณะ “จักร” ไว้โดยละเอียดแยบคาย      ปรากฏใน พระสุตตันตปิฎก ทีฆนิกาย มหาวรรค เล่ม ๒ ภาค ๑ หน้าที่ ๔๗๕ ข้อความบางตอนจากมหาสุทัสสนสูตร กถาว่าด้วยการปรากฏแห่งจักรรัตนะ [๑๖๔]  ความปรากฏ  ว่า………

จักร ศาสตราวุธแห่งยอดนักรบ

  อานนท์  พระเจ้ามหาสุทัสสนะทรงมีแก้ว ๗อย่างและฤทธิ์  ๔อย่าง   แก้ว  ๗ อย่างอะไรบ้างอานนท์  ในแก้ว ๗ ประการนี้  คือ จักรแก้วเป็นทิพย์ประกอบด้วยกำ  กง  ดุม  บริบูรณ์ด้วยอาการทุกอย่าง  ปรากฏแก่พระเจ้ามหาสุทัสสนะ  ผู้เสด็จสนานพระเศียร รักษาอุโบสถประทับอยู่บนปราสาทชั้นบนอันประเสริฐ   ในวันอุโบสถขึ้น ๑๕ ค่ำนั้น   เมื่อพระเจ้ามหาสุทัสสนะทอดพระเนตรเห็น  ก็ทรงพระดำริว่า ก็แลข้อนี้ เราเคยฟังมาว่า  พระราชาผู้เป็นกษัตริย์  มุรธาภิเษกองค์ใด  สนานพระเศียรแล้วทรงพระอุโบสถอยู่บนปราสาทอันประเสริฐ  ในวันอุโบสถขึ้น  ๑๕  ค่ำ  นั้น  ปรากฏฯลฯจักรรัตนะนี้นั้น  ท่านกล่าวว่าเป็นทิพย์  เพราะประกอบด้วยอานุภาพอันเป็นทิพย์.  จักรรัตนะมีกำตั้งพัน  จึงชื่อว่า  สหสฺสารํ.  มีกงและมีดุม  จึงชื่อว่า  สเนมิกํ  สนาภิกํ.  บริบูรณ์ด้วย  อาการทั้งปวง  จึงชื่อว่า  สพฺพา-การปริปูรํ.จักรในมหาสุทัสสนสูตร  นั้นด้วย  เป็นรัตนะด้วย  เพราะอรรถว่า  ให้เกิดความยินดี  เพราะฉะนั้น  จึงชื่อว่า  จักรรัตนะ.    ก็จักรรัตนะท่านกล่าวว่า   สนาภิกํ  ด้วยดุมใด  ดุมนั้น  ทำด้วยแก้วมณีสีเขียว.  ก็ท่ามกลางแห่งดุม  ซึ่งทำด้วยเงินแท้ รุ่งโรจน์เหมือนเบียดเสียดด้วยระเบียบฟันที่ขาวสนิท.  ล้อมด้วยแผ่นเงินทั้งภายนอกและภายใน    ทั้งสอง    เหมือนมณฑลแห่งจันทร์ที่มีจุดในท่ามกลางฉะนั้น.    ก็ลวดลายที่แกะสลักในที่อันสมควรในแผ่นล้อมดุม และซี่นั้น   ปรากฏว่าจัดแบ่งไว้เป็นอย่างดี.    ความบริบูรณ์ด้วยอาการทั้งปวงแห่งดุมแห่งจักรรัตน์เพียงเท่านี้ก่อน.จักรรัตนะนั้นท่านกล่าวว่า  สหสฺสารํ   ด้วยกำเหล่าใด     กำเหล่านั้นทำด้วยรัตนะเจ็ดประการ     ถึงพร้อมด้วยแสงสว่างเหมือนรัศมีแห่งพระอาทิตย์ฉะนั้น. อาการมีลวดลายสลักด้วยก้อนแก้วแห่งกำแม้เหล่านี้ ปรากฏเป็น จักร แบ่งเป็นอย่างดีทีเดียว.   นี้เป็นความสมบูรณ์โดยอาการทั้งปวงแห่งกำแห่งจักรรัตนะนั้น.    อนึ่ง   จักรรัตนะนั้น  ท่านกล่าวว่าสเนมิกํ  ด้วยกงใด  กงนั้นทำด้วยแก้วประพาฬอันแดงจัด บริสุทธิ์สนิท  เหมือนกับจะเยาะเย้ยศิริแห่งกลุ่มรัศมีพระอาทิตย์อ่อน ๆ ฉะนั้น.  ก็ในที่ต่อแห่งกงนั้นลวดลายที่สลักกลม  มีศิริเป็นก้อนขาวแดงบริสุทธิ์ดี  ดาดาษด้วยชมพูนุทสีแดงปรากฏเป็นอันจัดแบ่งไว้เป็นอย่างดี.  นี้คือ  ความบริบูรณ์   โดยอาการทั้งปวงแห่งกงจักรรัตนะนั้น ก็ในระหว่างกำ ทั้งสิบ   แห่งจักรรัตนะนั้น ในเบื้องหลังแห่งบริเวณกง  มีก้อนแก้วประพาฬจับลม   แกะสลักเป็นศีรษะภายในเหมือนกลุ่มควันฉะนั้น.จักรรัตนะใดที่ต้องลมแล้ว    มีเสียงไพเราะ   ยวนใจ   ชวนให้ฟัง   ให้เคลิบเคลิ้มเหมือนเสียงดนตรีที่ประกอบด้วยองค์  ห้า ที่บรรเลงโดยผู้ชำนาญดีแล้วฉะนั้น   ก็จักรรัตนะนั้น    ในเบื้องบนแห่งคัน   แก้วประพาฬมีฉัตรขาวในข้างทั้งสอง   มีแถวลวดลายดอกทองคำรวมกันเป็นสองแถว    ภายในดุม และ ซี่แม้ทั้งสอง  ล้อมกงซึ่งงามพร้อมด้วยคันแก้วประพาฬร้อยคัน ทรงฉัตรขาวตั้งร้อย     มีแถวลวดลายดอกทองคำที่รวมประชุมสองร้อยอย่างนี้เป็นบริวาร    มีมุขสีหะสองมุข   มีพวงแก้วมุกดาประมาณเท่าลำตาล๒พวงอันสวยงามเหมือนประกายแสะพระจันทร์เพ็ญ ดาดาษด้วยผ้ากัมพลสีแดงเสมอเหมือน ดวงพระอาทิตย์......”
      รูปแบบจักรของ อโศกมหาราชที่ใช้ประกอบในเสาหินจึงใช้รูปแบบที่ปรากฏในพระไตรปิฎก เป็นหลักซึ่ง  เราอาจมองดูเหมือนกงล้อ  มากกว่า “จักราวุธ”  ตามคติแบบไทยๆ  ซึ่งมีลักษณะคล้ายใบเลื่อยวงเดือน โดยในทำเนียบอาวุธโบราณไทยนั้นไม่พบว่า มี   จักร   ใช้ในการรบจริงนอกจากเป็นประกอบพระเกียรติยศของพระมหากษัตริย์    จักรในคติไทยถือเป็นอาวุธที่ทรงพลานุภาพสูงสุดชนิดหนึ่ง  จึงถูกนำไปใช้ ในแบบตราสัญลักษณ์ ศักดิ์ สิทธิ์ ที่แสดง อำนาจอันไม่อาจถูกลบล้าง  นอกจากนี้ก็ยังเคยใช้ในการทำเหรียญกษาปณ์   หรือตราประทับใช้ตี เป็นสัญลักษณ์กันปลอมในเงินด้วง (เงินโบราณ)   จักร จึงถือ เป็นสัญลักษณ์ของความมั่งคั่งร่ำรวยด้วยด้วย  จนนำไปเป็นตราประจำธนาคารซึ่งเป็นสถาบันการเงินในยุคหนึ่ง     ซึ่งบรรดา  “จักร” ทั้งปวงนั้นนับถือว่า   เป็นของกายสิทธิ์ มีดีในตัว    ท่านหลวงพ่อ บ่าย  วัดช่องลม   จ. สมุทรสงคราม เคยนำสตางค์แดง  ซึ่งมีรูปจักรมาปลุกเสก แล้วแจกแก่ศิษยานุศิษย์ ปรากฏ ผล ทางคุ้มครองป้องกันเป็นอัศจรรย์   เล่ากันว่า ขนาด ปลาฉลาม  ยังไม่สามารถจะอ้าปากกัดได้เลย
         จักร  เชื่อว่า เป็นคติที่มาจากอินเดีย  ยังเป็นอาวุธที่มีใช้ในการสงครามจริงๆในยุคโบราณและนักรบชาวอินเดียผู้ที่จะใช้ได้ต้องมีความสามารถสูง  “จักร” ที่ใช้ในการรบจริง ไม่มีลักษณะ เป็นใบเลื่อยอย่างคติของไทย แต่เป็นใบมีด วงแหวน  มีคมอยู่ด้านนอก   ใช้เหวี่ยงไปทำร้ายศัตรู  ซึ่งอยู่ไกลเกินกว่าที่จะใช้ อาวุธฟัน แทง   นักรบชาวอินเดียที่มีชื่อเสียงในการใช้ อาวุธ จักร  ทำร้ายศัตรู  เรียกว่า Rajput   พวกเขาเรียกอาวุธ ชนิดนี้ว่า chakram  ซึ่งลักษณะการใช้จริงของอาวุธ  จักรา  (chakram )ได้ถูกนำมา สร้างรูปแบบ ของเทพเจ้าที่ทรงอำนาจ    เป็นเทพนักรบ  มี “จักรา” เป็นอาวุธประจำพระองค์  ก็ คือ พระนารายณ์เทพเจ้า นั่นเอง       ซึ่งผู้ที่ศึกษา เกี่ยวกับศาสตร์มายิก หรือ วิทยาคมที่เกี่ยวกับการใช้ “จักร” ก็ ต้องศึกษากลวิธี  การใช้ ในแบบอาวุธโบราณด้วยจึงจะพัฒนา ศักยภาพทางจิต ได้ถึงขั้นสูงสุด ของ “จักร   ในจิต”     นักรบ Rajput  ซึ่งถือว่า เป็นนักรบของพระเจ้าจักรพรรดิ ก็ต้องฝึกฝนสมาธิแบบ จักรา   ด้วย  และถือว่า  จักร เป็นสัญลักษณ์หรือรูปแบบที่มีความศักดิ์สิทธิ์  มากด้วย .....

จักร ศาสตราวุธแห่งพลังจิตตรานุภาพ

        จึงปรากฏเป็นประเพณี  ที่จักรถูกใช้เป็นตราประจำตระกูลชั้นสูง  ตั้งแต่   กษัตริยาธิราช     ตระกูล  นักรบ  และยังใช้เป็นตรา   หรือ ใช้เป็นสัญลักษณ์ทาง ศาสนา อีก ด้วยยังเชื่อว่า   รูปลักษณ์      จักร    ดังกล่าวมีอานุภาพในตัวเองสถานที่ที่จักรไปประทับ จะเกิด พลังอำนาจของการมีชีวิตขึ้น     และแสดงการมีชีวิตนั้น เป็นวงรอบไม่สิ้นสุด  จึงมักเรียกกันว่า   “วัฏฏะจักร”    การฝึกฝนจิตตานุภาพสำหรับนักฝึกจิตหรือพระโยคาวจรในแบบจักรจะต้องเรียนรู้การหมุน บางที่เรียกว่า “ปั่น” จิต ซึ่งในปัจจุบันมีพระอาจารย์บางท่านเรียกว่า “สมาธิหมุน”   ซึ่งเป็นเพียงภาคส่วนของศาสตร์แขนงนี้       การหมุนจะแบ่งออกเป็น
****การหมุนรอบศูนย์กลางจักร
****การหมุนรอบแกนซึ่งอาจมีมากกว่าหนึ่งแกน  จักร  จึงมีหลายลักษณะขณะที่หมุนพุ่งสู่เป้าหมาย  ได้อย่างพิสดาร  ในบางครั้งจักรสามารหมุนรอบแกน จนเห็นเป็น ลักษณะทรงกลม  ที่เรียกในหมู่ผู้ฝึกจิตว่า “ลูกแก้ว” 
      การฝึกจักร   ในเชิงวิทยาคมถือเป็นศาสตร์ชั้นสูง แต่ พบว่า การฝึกโดยทั่วไปมักจะไม่ศึกษาในรายละเอียดของ  จักร   ที่เป็นต้นแบบ ดังนั้น  การเล่นจักร(ทางจิต)  กับ การเล่น “แก้ว” (ทางจิต)จึงอาจเกิดความเข้าใจสับสนว่าเป็นเรื่องเดียวกัน   ซึ่ง หากจะพูดให้ถูกต้อง  ก็ต้องกล่าวว่า  เป็นสหธาตุธรรม กันจะถูกต้องมากกว่า
     ในวิทยาการพลังจิตแบบนวยุคหรือ    ศาสตร์พลังจิตประยุกต์ในปัจจุบันแทบทุกสำนักจะต้องกล่าวถึงเรื่อง  “จักร” ในร่างกายมนุษย์ที่ถือเป็นศูนย์ควบคุมพลังงานต่างๆในร่างกายอย่างน้อย๗แห่ง หรือ เจ็ดจักร   ซึ่งสามารถนำคุณสมบัติของจักรนั้นๆไปใช้ประโยชน์ ซึ่งแต่ดั้งเดิมเป็นความรู้ที่ต้องศึกษาอย่างเป็นระดับฝึกฝนอย่างเป็นขั้นเป็นตอน     การศึกษาอย่างฉาบฉวย   ย่อมไม่สามารถที่จะใช้พลังอำนาจ ของจักรเหล่านั้นออกมาได้จริง     การรู้ เรื่อง “จักร”  จึงยังไม่สามารถยืนยันว่า สามารถทำได้  ซึ่ง  ความสามารถจะมีได้ก็ต้องใช้ทักษะ ที่เกิดจากการฝึกฝน ที่เอาจริงเอาจังเท่านั้น
        การฝึกสมาธิจักรา  อย่างพื้นฐานและง่ายๆที่พอแนะนำได้ก็คือ การเพ่งมองรูปวงแหวน  ซึ่งต้องเป็นวงแหวนที่ได้รับการเชื่อมต่อ จากสายพลังของผู้ที่ฝึกฝนมาในด้านนี้   ก็จะเหนี่ยวนำ หรือกระตุ้นพลังการหมุนของจักระต่างๆในร่างให้มีพลังเพิ่มมากขึ้น
             สำหรับท่านที่มี ตรีรัตนะศรีวัตสะ ก็สามารถฝึกฝนได้ โดยนำตรีรัตนะ ศรีวัตสะ  หันด้านหน้า วางบนฝ่ามือแล้ว.นึกถึงแสงสว่างสีขาว ประมาณ ๓นาที   จากนั้น  เพ่งมองที่   มหาจักรของอโศกมหาราช  (ดุมล้อ) ตรงจุดกลางแล้วหายใจช้าที่สุดเท่าที่ทำได้   หายใจเข้าทางจมูก   แล้ว   เป่าออกทางปาก  ให้ยาวและช้าที่สุด  ปฏิบัติ เช่นนี้ทุกวัน   วันละ๑๕ นาที    ติดต่อกัน ๑๕ วัน ก็จะสามารถรู้สึกได้ถึงพลังงานในร่างกายที่ปรับเปลี่ยน   คือ จะรู้สึกแข็งแรงขึ้น

        รูป   “จักร”   รูปจักรที่เป็นลักษณะดุมล้อ  เป็นการแสดงชัด ถึงการหมุน ซึ่งเป็นลักษณะเด่นที่สำคัญของจักร  ทำให้เกิดศูนย์กลางของพลังที่สามารถส่งแรงเหวี่ยงออกจาก รูปลักษณ์ของมัน  ไปสู่ สิ่งรอบข้าง   สามารถเหนี่ยวนำ   ผู้ฝึกฝนอย่างต่อเนื่องจากตรีรัตนะศรีวัตสะ ก็จะมีอานุภาพ  ผดุงสุขภาพ   เกิดแรงเหวี่ยงภายใน    เช่นเดียวกับวิทยาการสมัยใหม่ที่สร้าง   สิ่งที่เรียกว่า “พลังสกาลาร์”  ขึ้น   รู้จักกันว่าเหรียญ “ควอนตัม”
        ตรีรัตนะศรีวัตสะ แน่นอนว่าไม่ใช่  ศาสตร์ ที่สร้างเหรียญควอนตัม แต่สามารถพัฒนา สร้างแรงเหวี่ยง จากพลังที่ประจุอยู่ภายใน ส่งผล ออกมาได้มากกว่า  ซึ่งจะสร้างมสดุลในร่างกาย อย่างเห็นได้ชัด  ทั้งยิ่งฝึกก็จะยิ่งสัมผัสถึงพละพลังที่เพิ่มขึ้น อย่างไม่มีขีดจำกัด นอกจากตรีรัตนะศรีวัตสะ จะเป็นสื่อ ช่วยฝึกเพื่อเข้าถึงทิพย์อำนาจ แล้วยังสามารถเปลี่ยนแปลง  แรงเหวี่ยง  ทำให้ hara   line หรือ ที่เรียกกันว่า  เส้นเชื่อมโยงชะตาชีวิต เปลี่ยนแปลงด้วย   เส้น ฮารา หรือ   เส้นชะตาชีวิต เป็นความรู้วิทยาการทางจิตที่ชาวญี่ปุ่น โบราณ ...

จักร เพื่อปรับแก้ชะตาชีวิต

          สั่งสอนสืบทอด  จนปัจจุบันแพร่หลายออกเป็น องค์ความรู้ที่รู้จักกันในชื่อว่า  “พลังเรกิ”
     เรกิ (Reki )   อธิบายได้ว่า  ‘เร’ หมายถึง จิตวิญญาณที่ล่วงพ้นจากภพนี้ไปแล้วหรือจักรวาล ส่วน ‘กิ’ หมายถึง พลังงานอันเป็นพลังงานชีวิตที่สำคัญอย่างยิ่ง เรกิจึงหมายถึง พลังแห่งจิตวิญญาณ อันเป็นพลังงานที่อยู่รอบ ๆ ตัว หลักการของเรกิคือ การนำพลังจักรวาลที่มีอยู่รอบตัวมาเสริมพลังแห่งชีวิต เพื่อให้พลังชีวิตในร่างกายหมุนเวียนดีขึ้น 
          พลังรอบตัวเราก็คือพลังจากธรรมชาติไม่ว่าแสงอาทิตย์   อากาศ    ลม   ฝน     น้ำ     ซึ่งการชักนำพลังเหล่านั้นมาใช้ ก็ ด้วยการเหนี่ยวนำในลักษณะเชื้อเชิญ  ด้วยแรงปรารถนาของผู้นั้นเอง     ในการเรียนศาสตร์ พลังจิตหลายแขนงที่มีแพร่หลายอยู่ในปัจจุบันพบว่า   จะมีการสอน  เรื่องราวของ “จักร”  ในร่างกายประกอบด้วยเสมอๆ   จน แทบจะกล่าวได้ว่า จักระ หรือพลัง แห่งการหมุน  เป็นความรู้สากลไปแล้ว
          การเรียนรู้เรื่องจักรหรือศูนย์กลางพลังหมุนวนในร่างกายจึงเป็นสิ่งที่สำคัญ   ในการพัฒนาระดับพลังชีวิต ในฉบับก่อนได้กล่าวค้างเรื่องเส้น ชะตาชีวิต   ที่เรียกกันในนักมายิก ญี่ปุ่นว่า “ฮารา”  นั้นก็คือ   เส้น เชื่อมโยงความสัมพันธ์ของจักระต่างๆ  ซึ่งหาก  จักระเหล่านั้น มีดุลยภาพก็จะเหนี่ยวนำสิ่งดีๆมาสู่ชีวิต   เท่ากับมีชะตาชีวิตที่ดีนั่นเอง   การปรับระดับความสมดุลจักระจะทำให้เส้นเชื่อมโยงที่อยู่ระหว่างจักระที่๗ และจักระที่๑  มีความเที่ยงตรง    มีขั้นตอนฝึกฝนในลักษณะ โยคะอยู่หลายวิธี ซึ่งอาจซับซ้อน และยุ่งยากสำหรับบางท่าน    วิธีที่ง่ายที่สุดก็คือปรับระดับสมดุลทางความคิด  การมีอารมณ์ในทางลบมากเกินไปเริ่มตั้งแต่ความเครียด ก็จะมีผลกระทบต่อจักระต่างๆ โดยเฉพาะ  หากสะสมไว้เป็นเวลานานๆ  จะส่งผลต่อ จักระหัวใจ หรือ จักระที่๔  ดังนั้น ในแต่ละวันเราต้องคิดเรื่องดีดี มากกว่าเรื่องที่ทำให้ เราหม่นหมอง     ยิ่งคิดในเชิงบวกได้มากเท่าไรก็ยิ่งดีมากขึ้นเท่านั้น     ทุกอย่างจึงเริ่มจากการคิดให้เป็นก่อน     ส่วนเรื่อง การกระทำทางกายเป็นสิ่งที่สามารถพัฒนาการขึ้นภายหลังจากที่ปรับระบบการคิดได้ดีแล้ว
          การปรับเส้นฮารา (hara  line)  ที่ง่ายที่สุด ทางกายภาพคือการปรับแกนกระดูกสันหลังซึ่งสามารถทำด้วยตัวเองด้วยการยืดตัวขึ้นในแนวตั้งช้าๆ   จินตนาการเหมือนมีเชือกดึงศีรษะขึ้นตรงๆ    ยืดตัว(แกนกระดูกสันหลัง) จนสุด(ค่อยยืดตัว)   แล้วค่อยๆปล่อยให้หดกลับคืนทีละน้อย จนคืนสู่ปกติ   ทำสักสิบครั้งต่อวัน   การยืดตัวนี้ อาจจะนอนกับพื้น   หรือ  ยืนหลังพิงกำแพงเรียบๆ ก็ได้   ระหวางการยืดตัวปรับแกนกระดูกสันหลังเพื่อส่งผลต่อเส้นฮารา ให้กำหนด ที่จักระที่๔ หรือจักระหัวใน แผ่ความรักความเมตตาจากตรงนั้นกระจายสู่ส่วนต่างๆของร่างกาย   ซึ่งการกระทำทางลัด อีกประการหนึ่ง ก็คือการสร้างแรงเหวี่ยง เพื่อปรับสมดุล    กระทำได้โดยทางกายและทางจิต(จินตภาพ)    ปรับทางกาย ด้วยการหมุน ก็คือ นั่งเก้าอี้ที่สามารถหมุนรอบตัวมันได้ แล้วหมุนเร็วๆตามเข็มนาฬิกา      จากนั้นก็หมุนทวนกลับด้วยระดับความเร็วเท่าเดิม   ก็จะสร้างแรงเหวี่ยงปรับสนามแม่เหล็กในตัวได้  สิ่งเหล่านี้มีขั้นตอนเยอะ และหลายคนก็อาจไม่สะดวกที่จะกายบริหารหรือปฏิบัติ ตามที่แนะนำ     ซึ่งการปรับแก้เส้นชะตาชีวิต อีกวิธีที่แนะนำ และสามารถใช้ “ตรีรัตนะศรีวัตสะ”    ประกอบก็คือ    การสร้าง   ภาวะจักร แรงหมุนภายในจิตใจ ของเรา   ดังที่กล่าวมาแล้วว่า    แรกสุด ต้องเริ่มที่คิดก่อนวิธีคิดให้เกิดผลก็โดยการใช้  วัตถุประจุพลังที่มีแรงเหวี่ยงที่มีพลัง สูงเหนี่ยวนำก็สามารถปรับเส้นชะตาชีวิตหรือเส้น  ฮารา   ได้     ซึ่งเป็นเหตุผลที่อธิบายเชิงวิทยาการทางมายิกว่า เหตุใด    พระเครื่องรางของขลังบางอย่างเมื่อเรานำมาติดตัว กับทำให้ชีวิตดีขึ้น     การใช้ ตรีรัตนนะศรีวัตสะ ปรับแก้ก็โดยนำตรีรัตนะศรีวัตสะวางที่ฝ่ามือ  จะเป็นด้านขวาหรือซ้ายก็ได้   มองภาพตรีรัตนะศรีวัตสะ ตรงด้านหน้า   และจดจำให้แม่นยำ จินตนาการว่า   ตรีรัตนะศรีวัตสะมีขนาดใหญ่ขึ้น  และ เรานั่งอยู่ตรง จุดศูนย์กลาง.ตรงกลาง  สัญลักษณ์  จักรแห่งอโศก   จากนั้นคิดเบาๆว่า  จักรตรงตรีรัตนะ  เฉพาะส่วนที่เป็นเหมือน กงล้อ   เริ่มหมุนตามเข็มนาฬิกาช้าๆ      และเร็วขึ้นเรื่อยๆ จนเร็วที่สุดคือหมุนจี๋จนนิ่ง  (ในจินตภาพ)  ซึ่งแรกๆ เราจะนึกแล้ว จินตภาพให้เป็นอย่างที่ต้องการไม่ค่อยได้ แต่ก็พยายามฝึกพยายามทำไป  สักระยะหนึ่งก็สามารถบังคับความคิดได้เอง   ต้องตระหนักว่า   การฝึก จินตภาพ  ไม่ใช่ฝึกสร้างวิมานในอากาศ  แต่เป็นการฝึกฝนเพื่อควบคุมให้คิดได้ตามที่ต้องการ โดยนำพาระบบคิดให้พ้นจากเงื่อนไขต่างๆ    หรือ อีกวิธีคือ ใช้  ตรีรัตนะศรีวัตสะ  แขวนให้อยู่ตรงจักระที่๔พอดี      พลังแห่งการหมุนของจักร จะส่งเข้าสู่จักระที่๔  โดยอัตโนมัติ    จากนั้นให้แผ่เมตตาต่อตนเอง และ ผู้อื่น  กำหนดตรงตรีรัตนะศรีวัตสะ(ที่ห้อยคออยู่)  ก็จะปรับเส้น ฮารา    หรือ   ชะตาชีวิตได้ในระดับที่น่าพอใจ     ซึ่งเราต้องเข้าใจว่า การเปลี่ยนแปลงจะเกิดแบบค่อยเป็นค่อยไป และเกิดขึ้นอย่างต่อเนื่อง  โดยต้องรู้ว่านับจากนี้ เราต้องไม่นำ  ความคิดที่ไม่มีประโยชน์ หรือ  อารมณ์ขยะ  เข้าไปให้รกสมอง   หากเราไม่เปลี่ยนวิธีคิดซึ่งเป็นรากเหง้า ของบรรดาพฤติกรรม  ทั้งหลาย แล้วการแก้ไขภายนอกจะเกิดขึ้นได้เพียงชั่วคราวเท่านั้น  ทุกอย่างต้องอยู่ที่การกระทำของเราเป็นสิ่งสำคัญที่สุด
           จักร   หรือ กงล้อ  พลังอำนาจแห่งชีวิต    เป็นเรื่องสำคัญ  ที่  แม้พุทธศาสนาก็ยังไม่มองข้าม เพราะมันเป็นกลไกสำคัญ ต่อการพัฒนาจิตวิญญาณ  สู่การหยั่งรู้ในระดับลึกซึ้ง   จะสังเกตเห็นได้จาก  บรรดาพระสถูปเจดีย์ต่างๆ ก็มีการสร้างโดยอาศัย แนวคิด   ทางศาสนาที่เกี่ยวข้องกับจักร ไม่ว่าจะเป็นมหาสถูปที่ สัญจี (ในอินเดีย)   ที่ทำให้ประตูทางเข้าตั้งฉากกับแกน ซึ่งมองจากด้านบน ก็คือสวัสดิกะ      รูปกงล้อหรือ จักรนั้น แสดงเรื่องราวเกี่ยวกับจักรวาล ตามแนวขวาง ที่เชื่อมโยงสิ่งต่างๆ  ของบรรดาจักรวาลเข้ากับมนุษย์  ซึ่งเป็นผู้รับรู้การ “มี” ของสิ่งต่างๆใน สากลจักรวาลนั้น          วัตถุหรือสิ่งที่ปรากฏให้รู้   กับ การรับรู้ต่อสิ่งนั้นถูกอธิบายด้วยปรากฏการณ์ที่เรียกว่า  รูป  และนาม    โดยแสดงการเชื่อมโยง ด้วย รูปแบบของจัก ที่เป็นดุมล้อ   ซึ่งการรับรูที่เกิดรูปนาม  ก็ทำให้เกิดการหมุนไปเป็นวงจร เรียกว่าสังสารวัฏ  ซึ่งแก่นกลางของการหมุนก็เปรียบกับดุมล้อ คือ  ความว่าง หรือ ที่ปรัชญาศาสนาเรียกสุญตา นั่นเอง    มหาสุญตาที่ยิ่งใหญ่แห่งเอกภพทำให้เกิดสิ่งต่างๆ  เกิดขึ้นมากมาย  ไม่ว่าคลื่นพลังงานต่างๆ    ที่รวมตัวเป็นกลุ่มก้อนจนเกิดสสาร   และรูปร่างของสิ่งต่างๆเกิดขึ้นแม้ ตัวเรา และดาวโลก...  

ตรีรัตนะ องค์สามที่แสดงความสูงสุด

       จักร  เป็นสัญลักษณ์ของการเปลี่ยนแปลง   โดยความเปลี่ยนแปลงนั้นนำไปสู่ความเจริญ   มนุษย์ปุถุชน หรือทุกจิตวิญญาณ ที่มาเกิดบนโลกใบนี้ ก็คือ นักแสวงหา  นักเดินทาง  เพื่อค้นหา  ว่า  เกิดมาทำไม   ?   เราเป็นใคร?  และจะทำสิ่งใด?  การตอบปัญหาทั้งสามได้  ต้องผ่านการเรียนรู้ที่ยาวนาน จึงต้อง  มายังสถานแห่งการเรียนรู้ คือสังสารวัฏแห่งนี้    จักรแห่งจิตวิญญาณย่อมดำเนินการหมุนไปไม่หยุดยั้ง  เรื่องของจักรในเชิงศาสตร์ทางจิต มีความลึกซึ้ง  สามารถใช้ได้หลากหลาย  ตราประทับรูปจักร  ย่อมแสดงว่ามีพลัง ในการควบคุมสิ่งต่างๆให้อยู่ในอำนาจ   อย่างยาวนานไม่สิ้นสุด หากวัฏฏ(จักร) ของสิ่งนั้น ยังคงอยู่  การหมุนย่อมเกิด การตกผลึกของสิ่งต่างๆทำให้บริสุทธิ์ขึ้น

        จักรโดยสังเขปจะกล่าวแต่เพียงนี้   สำหรับสัญลักษณ์อีกประการ ก็คือ ตรีรัตนะ  ซึ่งมาจาก “ตรี”  หมายถึง จำนวนสาม    และ “รัตนะ”  หมายถึงแก้วมีค่า   สิ่งประเสริฐ หากแปลความตรีรัตนะก็  คือ  แก้วมีค่าทั้งสามหรือ สิ่งที่ประเสริฐทั้งสาม   ชาวพุทธคงคุ้นเคยกับคำว่าพระรัตนตรัย  ที่หมายถึงองค์ประกอบสำคัญการเป็น พุทธศาสนา   ใช้เป็นนัยแสดงสิ่งสูงสุดที่ชาวพุทธควร บูชาเป็นสรณะ   ที่มาของ  ระหัสสามก็คือ ตัวมนุษย์นี่เอง  เป็นความสากลที่ใช้รหัสสามเป็นการแสดง เรื่องจิตวิญญาณ ไม่ใช่แต่ศาสนาพุทธเท่านั้น        รหัสสามแท้จริง คือการเข้าสู่จิตสำนึกสูงสุด   คือบอกให้สำนึก ถึงจุดเริ่มต้น(เรามาจากไหน)  จุดกึ่งกลาง (เราคือใคร)   จุดสุดท้ายคือ  (เราจะทำอะไรหรือไปไหน)     การดำรงอยู่ของมนุษย์ หรือจิตวิญญาณทุกรูปธรรมเปรียบเสมือนนักเดินทางคือ ต้องหา จุดเริ่มต้น  และการสิ้นสุดการเดินทางให้เจอ  การแสวงหาความรู้ หรือศาสตร์ใดใดไม่มีประโยชน์เลยถ้าไม่สามารถนำไปใช้ ให้ ถึงที่สุดการแสวงหานั้น 
        ตรีรัตนะ   คือ ระหัสสามที่อาจแสดงความเกี่ยวพันเป็นหนึ่งเดียว กันด้วยสามง่าม หรือ ตรีศูล หลักฐานแสดงความเก่าแก่ ของการใช้สัญลักษณ์นี้ก็คือ ลูกปัดโบราณที่มีอายุนับพันปี      นายแพทย์  บัญชา  พงษ์พานิช ผู้สะสมค้นคว้าเกี่ยวกับลูกปัดโบราณได้แสดงทัศนะลูกปัดปริศนา ตรีรัตนะ (๓) ร่องรอยสำคัญของการสืบค้นหาสุวรรณภูมิคอลัมน์ แกะ(รอย)ลูกปัดวันที่๒๔ พฤษภาคม พ.ศ.๒๕๕๓  ปีที่๓๒ ฉบับที่ ๑๑๓๙๗ มติชนรายวันว่า

 
“       .....ในหนังสือเล่มเดิม Early Indian Symbols : Numismatic Evidence ว่าด้วยสัญลักษณ์โบราณของอินเดียจากหลักฐานบนเหรียญตราของ Dr.Savita Sharma ตีพิมพ์ที่กรุงเดลีเมื่อปี พ.ศ.๒๕๓๓ ระบุว่าตัวอักขระพราหมี "มะ" นี้ละม้ายมากกับ สัญลักษณ์ทอรีน "Taurine" ที่นิยมใช้ในอินเดียสมัยโบราณ ด้วยรูปลักษณ์คล้ายกับการประสมของพระอาทิตย์กับพระจันทร์ ในทำนอง สุริยันและจันทรา (combination of Sun and Moon) อันหมายถึงความอุดมสมบูรณ์ซึ่งสัมพันธ์กันกับภาพโคนนทิและภูเขาที่มีเสี้ยวเดือนประดับอยู่ ซึ่งหมายถึงเอกองค์พระศิวเทพในศาสนาพราหมณ์โบราณ โดยสันนิษฐานว่าน่าจะเป็นร่องรอยการเคารพสุริยันและจันทราอันเป็นที่นิยมอย่างแพร่หลายในทั่วทั้งโลกในสมัยโบราณเธอระบุว่า "พระอาทิตย์" นั้นถือเป็นบุรุษมหาเทพสูงสุดเสมือน "องค์อิศวร" หรือ "อาทิพุทธะ" ในขณะที่ "พระจันทร์" นั้นเสมือนเทพีแห่งสรรพสิ่งในธรรมชาติ "ปรารถนา" "ธรรมะ" และ "สังฆะ" รังสรรค์ซึ่งธาตุทั้งห้าอันรวมถึงมนุษยชาติและจักรวาลการนำสัญลักษณ์ "สุริยัน-จันทรา" อันไม่ได้แสดงเพียง ๒ สิ่งสูงสุดเท่านั้น แต่ยังแสดงถึงการประสานพลังกันของ 2 ด้านเข้าด้วยกันจึงเป็นประเด็นสำคัญ ยิ่งกว่านั้นเธอยังเสนอต่อไปถึง "Taurine Symbol" ซึ่งเป็นภาพของ "หัวพระโคกับเขาคู่" ที่มีพบในอารยธรรมลุ่มน้ำสินธุโบราณสมัยโมเหนโชดาโรนั้นน่าจะหมายถึงปศุปัตินาถหรือมหาแห่งมวลสัตว์ (Pasupati, the lord of beasts) ในศาสนาโบราณ โดยทิ้งท้ายไว้อีกว่าสัญลักษณ์แห่ง "สุริยัน-จันทรา" นี้ยังละม้ายเหมือน สัญลักษณ์แห่งจักรราศีพฤษภ (the Zodiacal sign "Taurus") ของโลกกรีกโบราณที่แทนด้วยภาพศีรษะและเขาคู่ของพระโคเช่นกันDr.Savita Sharma เสนอว่า ชะรอยรูป "สุริยัน-จันทรา" ที่มาละม้ายคล้าย "อักขระ มะ" "Taurine Symbol" และ "the Zodiacal sign Taurus" ของทั้งอารยธรรมโมเหนโชดาโร อินเดียโบราณ และกรีกโบราณ แล้วสานต่อมาเป็นรูป "นนทิบาท" และ "ตรีรัตนะ" นี้ น่าจะอยู่ในสายการวิวัฒน์ของรูปสัญลักษณ์เหล่านี้ร่วมกัน รวมถึงสัญลักษณ์ "ตรีศูล" ของทั้งพระศิวะและวิษณุเทพด้วยกับยังบอกอีกด้วยว่าไม่เพียงแต่ศาสนาพราหมณ์และพุทธเท่านั้นที่เคยร่วมใช้สัญลักษณ์นี้ ยังมีศาสนาเชนหรือไชนนะ ซึ่งใช้สัญลักษณ์ตรีรัตนะหรือนนทิบาทอย่างแพร่หลาย ด้วยความหมายถึงหลักพื้นฐาน๓ ประการ คือ สังโยคญาณ (การรู้ชอบ-samyaka jnana), สังโยคจริต (การปฏิบัติชอบ-samyaka charitra) และสังโยคทัศนะ (การเห็นชอบ-samyaka darsana) และได้หมายเหตุไว้ว่าในยุคสาญจีและภารหุตนั้น สัญลักษณ์ตรีรัตนะนี้ยังมีความหมายถึงองค์พระสัมมาสัมพุทธเจ้าด้วยลูกปัดตรีรัตนะ" นี้ มีวิวัฒนาการสืบเนื่องกันมาแต่โบราณของมนุษยชาติ โดยหมายเอาสิ่งเคารพบูชาสูงสุดของมวลมนุษย์ในแต่ละยุคสมัยและบริบทเป็นที่หมาย ตั้งแต่พระอาทิตย์ พระจันทร์ พระโค-พฤษภ จนกระทั่งพระรัตนตรัย-ไตรรัตนะ...”

        ตรีรัตนะ   ปรากฏ ในดินแดนสุวรรณภูมิมากว่า พันปีแสดงถึงความยิ่งใหญ่ของพุทธศาสนามาเนิ่นนาน ซึ่งท่านพุทธทาส   อินทปัญโญ    ปราชญ์ทางพุทธศาสนาของโลก ก็ได้แสดงทัศนะที่ท่านเห็นความสำคัญของ  ตรีรัตนะ แม้เป็นคำเก่า แต่เมื่อนำมาใช้  คนใหม่ไม่คุ้นเคยเลยกลายเป็นคำใหม่    ท่านคิด คำ ที่ว่า “ตรัรัตนะศาสตร์สากล” ขึ้นใช้ในการเผยแพร่ศาสนาเข้าสู่คนยุคใหม่ ได้แสดงความหมาย  โดยนัยต่างๆ ว่าเป็นที่รวมหัวใจของทุกศาสนา(สันติ)และ การได้อานุภาพเหล่านั้นมาเป็นมงคลด้วย
           ธรรมะ เป็น ธรรมชาติ เป็นของสากล  ความจริงไม่ใช่ลิขสิทธิ์ ของศาสนาใดใด ที่จะอ้างว่าเป็นของตน เพราะมีมาก่อนพระศาสดาซึ่งเป็นเพียงผู้ค้นพบแล้วนำมาสื่อสอนในรูป แบบต่างๆเท่านั้น สัญลักษณ์เป็นภาษาหนึ่งที่ใช้สื่อธรรมะ ซึ่งแน่นอนย่อมได้รับพลานุภาพจากพระศาสดาเหล่านั้นด้วย

        คำว่า “ตรีเอกานุภาพ” ที่ท่านพุทธทาสใช้นั้นเป็นการเสนอแนวคิดเชิงปัญญาที่แยกส่วนประกอบของอุดมคติ ออกเป็นสามส่วน  ซึ่งทั้งสามส่วนนั้นล้วนเป็นส่วนหนึ่งของกันและกัน   หลักของความเป็นหนึ่งเดียวที่เรียกว่าเอกภาพ นั้นปรากฏในทุกศาสนา ที่ต้องการ การมองสู่อุดมธรรมสูงสุด  แต่การจะเข้าถึงนั้นอาจเป็นการยากสำหรับบางคนจึง  อธิบาย ลักษณะนั้นออกเป็นภาคส่วน  ซึ่งไม่ได้หมายความว่า แต่ละภาคส่วนนั้นแยกจากกันอย่างเด็ดขาด   เป็นการเสนอมุมมองในแบบวิเคราะห์   คือการแยกพิจารณาทีละส่วน  เมื่อความเข้าใจแต่ละส่วน เมื่อ ความเข้าใจนั้นปรากฏ อย่างแจ่มแจ้งก็พิจารณา รวมกลับ เป็นความเข้าใจในแบบองค์รวมเป็นการตกผลึกทางความคิด สู่ภูมิปัญญาใหม่ที่พ้นจากกรอบความคิด เดิม แต่ก็ มีพื้นฐาน จากสิ่งที่มีอยู่เดิม   หลายศาสนาใช้  “ตรีเอกภาพ”  ในการอธิบายสิ่งสูงสุด หรือ อุดมคติ ของตน เช่น ศาสนาพุทธ ก็มี  ตรีรัตนะ คือ พระพุทธเจ้า  พระธรรม  พระสงฆ์     ศาสนาคริสต์ใช้คำตรีเอกภาพที่แสดงความเป็นสิ่งสูงสุดในสามสถานะคือ พระบิดา พระบุตร พระวิญญาณ ... พระวิญญาณบริสุทธิ์ เป็นหนึ่งใน สามแห่งตรีเอกานุภาพ ซึ่งที่แท้จริง หมายถึง พระเจ้าองค์เดียวกัน   ศาสนา ฮินดู แสดงความเป็นหนึ่งเดียวของพระเจ้าสูงสุด ที่แสดงภาคของพระองค์ ออกเป็น  พระศิวะ  พระพรหม   พระนารายณ์  เรียกว่า  ตรีมูรติ  เหล่านี้เป็นต้น  ซึ่งไม่ว่าศาสนา ใดจะแสดงอุดมคติของตนแบบใด ก็ยังถือว่า สิ่งเหล่านั้นเป็นเรื่องเดียวกันอยู่นั่นเอง  ก็ คือ แสดงความเป็นมนุษย์ ที่ใฝ่หาการเติมเต็มให้ จิตวิญญาณของตนเอง    ตรีเอกภาพ    ตรีรัตนะ   ก็คือ คำตอบของหนทางที่มนุษย์ เหล่านั้นจะใช้ค้นหา สิ่งที่ตนแสวงหา ที่ใช่วัตถุ แต่เป็นความรู้สึกที่สมบูรณ์  และความไม่ขาดตกบกพร่อง
         สัญลักษณ์ของตรีรัตนะ ได้รับพลังแห่งความอุดมทัศนะจากเหล่าศาสดา  นักบวช  ผู้ทรงจิตตานุภาพ  ใน จารีตศาสนา ที่มีคติ สามรวมเป็นหนึ่งเป็นสัญลักษณ์ ศักดิ์สิทธิ์  ที่มีพลานุภาพสูงส่งในตัวเอง จึงเป็นสัญลักษณ์หนึ่งที่ใช้แสดงความเป็นสิ่งสูงสุด เหนือกว่าสิ่งใดใด  มีอำนาจในการชำระล้างหรือ กำราบสิ่งที่เป็นปฏิภาคได้อย่างเด็ดขาด และไม่มีอะไรเทียบเทียมได้
       พลังอำนาจสูงสุดจาก  ตรีเอกภาพนี้  จะแสดงออกด้วยรูปลักษณ์   แบบตรีศูลหรือสามง่าม  ตามที่กล่าวมาข้างต้น ก็คือ มีที่มาจากทอรีน  “tourine”   ซึ่งเป็นการประสมระหว่าง แสงสว่าง  กลางวัน(พระอาทิตย์)  และแสงสว่างกลางคืน (พระจันทร์)  อันหมายถึงแสงสว่างในแสงสว่าง ที่จีนเรียกว่า  ?หมิง แปลว่า แสงสว่าง มาจาก ?+? (sun+moon)    ความหมาย แบบไทยก็คือ เจริญรุ่งเรืองดังแสงสว่าง    ก็คือ  โรจน์  ซึ่งเป็นที่มาของชื่อ ราชวงศ์พระร่วง   แต่ครั้ง กรุงสุโขทัยนั่นเอง
              ในทางอำนาจ  ตรีรัตนะ ในฝ่ายฮินดู เทียบกับ ตรีศูล   เทพอาวุธของพระศิวะด้วย .ตรีศูลเป็นสัญลักษณ์ของความร่ำรวย เป็นอาวุธประจำกายของพระศิวะ เทพเจ้าฮินดู และกล่าวกันว่าเป็นอาวุธที่ใช้ตัดพระเศียรของพระพิฆเนศวร ปลายแหลมทั้งสามของตรีศูลมีความหมายและความสำคัญที่แตกต่างกัน และมีเรื่องเล่าในศาสนาฮินดู มักมีการกล่าวกันว่าปลายแหลมทั้งสามของตรีศูลแทนตรีเอกานุภาพ- การสร้าง การรักษา และการทำลาย, อดีต ปัจจุบัน และอนาคต

.เป็นสัญญลักษณ์สำคัญที่แสดงถึงความสมดุลย์ทั้งทางร่างกายและจิตใจพลังแห่งตรีศูลแห่งพระศิวะนี้ถือเป็นพลังที่เก่าแก่ที่สุดแห่งปฐมกาล ซึ่งเรียกได้ว่า “ สัตตวา ราจา และ ทามาฮ์” (Sattava,Rajah , Tamah) ซึ่งตรีศูลนี้ได้ถูกชี้ลงไปทีพื้นด้านล่างซึ่งเป็นฐานรวมแห่งพลังหนึ่งเดียวแห่งจักรวาลนั้นเอง
           มีความเข้าใจ ผิดๆที่ว่า ตรีเอกภาพ  เป็นการหมายถึงพระเจ้าสามองค์  ซึ่งหากมอง แบบ   ดั้งเดิมต้นเค้าความคิดก็จะพบว่า เป็น การแสดงวิธี การเพื่อเข้าถึงพระเจ้าหรืออุดมคติสูงสุดที่มีเพียงหนึ่งเดียวเท่านั้น  เช่นเดียวกัยบพุทธศาสนา  ที่ไม่สามารถแบ่งเอา รัตนะใดรัตนะหนึ่งออกจากพระรัตนตรัยโดยเด็ดขาด
         ตรีรัตนะ  จึงเป็นสัญลักษณ์ศักดิ์สิทธิ์ ที่นำมาใช้แบบ รหัสจักรวาล  ที่แสดงความสูงสุดและความรุ่งเรือง  ในศาสตร์ มายิกของประเทศเยอรมัน  สัญลักษณ์โบราณแบบหนึ่งที่เรียกว่า กิลล์   มีลักษณะคล้าตรีรัตนะ สองอันต่อกัน  เป็นสัญลักษณื แห่งความมั่งคั่งร่ำรวย    เชื่อว่า ไปปรากฏอยู่ที่ใด  ที่นั้นจะมั่งคั่งร่ำรวย  ความศักดิ์สิทธิ์ ของสัญลักษณ์นี้แบบตราประทับจิต คือแค่เห็นหรือนึกถึงก็เกิดอานุภาพ ทำให้ร่ำรวย
         สัญลักษณ์ตรีรัตนะยังทำให้นึกถึง  วัชระเทพศาสตราของสักกะเทวราชด้วย ในทางพุทธศาสนา ใช้สัญลักษณ์ของวัชระ แสดงนัยของสภาวธรรมหลากหลาย วัชระ แปลว่า  เพชร   หมายถึงแข็งแกร่งคมกล้า   และสว่างสุกใสดังเพชร  ซึ่ง ความหมายโดยนัยหนึ่งที่สื่อแสดงก็คือ   “พุทธิปัญญา”   หมายถึงปรีชาญาณหยั่งรู้เท่าทันสภาวธรรมต่างๆ  จนสามารถเข้าใจต่อมายาที่เกิดขึ้นล่อลวงจิต และ สามารถตัดทำลายความเห็นผิดต่อมายา เหล่านั้นได้   ในพุทธศาสนา ความเชื่อแบบมหายาน ใช้วัชระ แสดง พลังอำนาจที่ไม่อาจต่อต้านด้วย   วัชระที่เห็นเป็นสามงาม หรือ ตรีรัตนะ สี่ทิศ   รวมง่ามได้สิบสองยังแสดงถึงรหัสการโคจรของจักรวาลด้วย  ก็คือ ราศีทั้ง๑๒หรือรหัสตรีนิสิงเหนั่นเอง  การตัดทำลายมายาก็คือ การเข้าใจ   ในอดีต ปัจจุบัน  อนาคต โดยมีจิตใจ เหลืออยู่เฉพาะปัจจุบันขณะเท่านั้น แบบที่ว่า ไม่ใฝ่ใจอดีต  ไม่ถวิลหาอนาคต จะพบสุขในปัจจุบัน   เรื่องที่กล่าวมานี้แม้จะดูไม่ยุ่งยากซับซ้อน แต่มีผู้ที่ตั้งใจทำจริงๆน้อยกว่าน้อย    รหัสตรีรัตนะ หรือรหัสสามก็คือการเรียนรู้เพื่อพบตัวตนของจิตวิญญาณที่แท้จริงนอกจากตรีรัตนะจะสื่อแสดงถึง สิ่งสูงสุดของอุดมคติ ก็ยังหมายถึงภาวะความสมดุลทางอารมณ์ด้วย     ในแง่มายิก นั้น๓  หรือสามเหลี่ยม เป็นรหัสแห่งธาตุไฟ  หรือแสงสว่าง  นับว่าเป็นธาตุเดียวในสี่ธาตุ(ดินน้ำลมไฟ) ที่ไม่ใช่สสาร แต่ เป็นพลังงาน  โดยเป็นผู้สร้างสรรค์ และทำลาย ไปในตัว(เกิด-ดับ) เป็นตัวประสาน และแยกธาตุทั้งหลายออกจากกัน    ถือเป็นเรื่องของอิทธิฤทธิ์ และพลังอำนาจโดยตรง   ซึ่ง เครื่องหมายตรีรัตนะ ที่สร้าง แจกให้สมาชิกนี้ก็ขอกล่าวถึงอานุภาพ เนื่องจากมีผู้สอบถามมามากว่า สร้างขึ้นมาทำไม  และมีพลังอำนาจจริงหรือ?  กับทั้งขีดความสามารถที่ทำได้ เมื่อเทียบกับเครื่องรางของขลังแบบปกติ  ซึ่งต้องขอบอกว่า  “ตรีรัตนะศรีวัตสะ” ไม่ได้ต้องการสร้างเป็นเครื่องรางของขลัง แต่เป็นการ ใช้พลังสถิตของจักรวาล ในศาสตร์โยคะโบราณ ที่เรียกว่า   สังยม   กำหนดสร้างสนามพลังงานขนาดใหญ่ในรูปตรีรัตนะฯขึ้นในแบบ สมองกลพลังงาน ผู้ที่มีตรีรัตนะศรีวัตสะ  เพียงมองอย่างเบาๆ ไม่เคร่งเครียด  และกำหนด ภาพของตรีรัตนะฯนี้  ขึ้นในมโนทัศน์ ก็จะรู้สึกถึงคลื่นพลังสั่นสะเทือนอย่างต่อเนื่อง ปรากฏ ที่บริเวณ ก้านสมองหรือ  บริเวณท้ายทอยของตนเอง  การรับรู้ถึงพลังงาน ด้วยตนเองนี้แสดงถึงศาสตร์ชั้นสูงที่สร้างสิ่งนี้ขึ้น โดยไม่ได้เป็นวัตถุเครื่องราง แต่อาศัยวัตถุ เป็นรหัสนัยนำพา มนุษย์สู่ พลังอำนาจที่เหนือกว่าเครื่องรางของขลังใดใด  ตรีรัตนะศรีวัตสะ ไม่ใช่เครื่องรางของขลังประเภท ยิงไม่เข้าออกฟันไม่เข้า    แต่มันเป็นยิ่งกว่า ที่สามารถยกระดับจิตวิญญาณผู้สวมใส่ เพียงแค่นำมาไว้ใกล้หทัยวัตถุหรือหัวใจ    ก็จะส่งพลังงาน อย่างต่อเนื่องทำให้กระแสประสาท ดีขึ้นผู้สวมใส่ โดยจะเริ่มพัฒนาศักยภาพภายใน ขึ้นทีละน้อยๆ  จนเป็นผู้เรืองจิตตานุภาพในที่สุด  ซึ่งการเป็นผู้เรืองจิตานุภาพในที่นี้ ก็คือ การทำให้ความคิดเกิด เป็นจริงขึ้น!!!  ซึ่งจะปรากฏอย่างเด่นชัดขึ้นทีละน้อยซึ่งจะเป็นปฏิภาคสัมพันธ์กับการ เชื่อมต่อ หรือ การสร้างมโนทัศน์ ต่อตรีรัตนะศรีวัตสะ

         ที่จริงความรู้ส่วนนี้ จะเขียนต่อท้าย เมื่อเขียนถึงสัญลักษณ์ต่างๆเสร็จ   แต่ในปัจจุบันนั้นที่พบว่าปรากฏ ภัยธรรมชาติ ถี่ขึ้น  และมีแนวโน้มถึง การเลื่อนเวลาใกล้เข้ามาของ เหตุการณ์สำคัญ ครั้งใหญ่ที่โลกจะปรับเปลี่ยนฐาน พลังงานในตัวเอง เข้าสู่ยุคใหม่  ซึ่งเรื่องนี้ผู้ที่สนใจ ค้นคว้าเรื่องพลังจิต  ก็คงพอทราบเรื่องราวกันมาบ้าง หลายๆคนคงทราบเรื่องการสิ้นสุดยุค และเข้าสู่ยุคใหม่ของโลกจากเรื่องปฏิทินของชาวมายาซึ่งจะเกิดภัยธรรมชาติครั้งใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์มนุษยชาติ   หากถามว่า จะปรากฏขึ้นจริงไหม ? ก็คงตอบว่า  หากชาวโลก ยังมืดมัวเช่นปัจจุบัน    ก็จะเกิดขึ้นชนิดไม่คาดคิดว่าจะเลวร้ายได้ถึงขนาดนั้น  เมื่อเหตุการณ์สำคัญเลื่อนใกล้เข้ามาจึงจำเป็นที่ต้องรีบเขียนแนะนำ การใช้ตรีรัตนะศรีวัตสะให้มากขึ้นทั้งตอกย้ำ สำหรับคนที่มีตรีรัตนะศรีวัตสะ  แม้จะได้มาฟรีๆก็อยากให้เห็นความสำคัญของสิ่งนี้บ้าง  อาจเห็นเป็นโลหะชิ้นเล็กๆ แต่ขอบอกว่า สิ่งที่ประจุไว้ภายในไม่ธรรมดาจริงๆ ถ้าหากใช้เป็น หรือติดตัวไว้ เมื่อถึงเหตุการณ์สำคัญนั้น ก็จะรู้ซึ้งเองว่า มีตรีรัตนะศรีวัตสะนี้ติดตัวไว้ ดีกว่าไม่มี  และที่แน่ๆก็คือของสิ่งนี้ แจกฟรีๆให้กับสมาชิกอุณมิลิตด้วย  (ของกำนัลไม่นับเป็นเงื่อนไขส่วนควบต่อการสมัครเป็นสมาชิกนิตยสาร;กองบรรณาธิการ) ท่านที่ติดตามอ่านอุณมิลิตมาตั้งแต่ฉบับแรกๆ  ก็คงเห็นว่า    คอลัมน์ศาสตร์ปาฏิหาริย์ ได้ ย้ำเตือนเรื่องภัยพิบัติจากธรรมชาติที่กำลังจะเกิดขึ้นมาตลอด   แม้ขณะนั้นจะมีผู้เห็นว่าไม่น่าจะเป็นไปได้ เพราะคำทำนายหลากหลาย ล้วนคลาดเคลื่อน  แต่คอลัมน์ศาสตร์ปาฏิหาริย์ก็ยังยืนยันว่า การชำระโลกโดยธรรมชาติยังต้องดำเนินต่อไปอยู่และจะเกิดภัยธรรมชาติถี่ขึ้นเรื่อยๆ  ซึ่งก็เห็นชัดในปัจจุบันว่าจริงยิ่งกว่าจริง    หลายๆคำคาดการณ์ที่บอกถึงเหตุการณ์ในประเทศ   เช่น พรรคการเมืองรหัสที่ ๑๑  ที่จะนำพาให้เกิดการเปลี่ยนแปลง  จนเกิดสิ่งที่ไม่เคยคิดว่าจะเกิด ให้ปรากฏขึ้นในบ้านเมือง     ก็เป็นจริง  และแม้การปรากฏของ ผู้อ้างว่าตนเองทรงจิตตานุภาพปรากฏในสื่อต่างๆ  ที่จะมีทั้ง  จริงเท็จ ปะปนกัน  ก็เป็นจริงแล้ว ไม่ว่า จะอ้างว่า  จิตสัมผัส  ญาณวิเศษ ต่างๆก็เปิดเผยตัวกันว่าเป็นผู้วิเศษ กันอย่างจ้าละหวั่น  ผิดกับจรรยาของผู้ทรงภูมิด้านนี้แต่โบราณที่จะไม่โอ้อวดต่อสาธารณะ ....(ยังมีต่อ)



สัญลักษณ์ศักดิ์สิทธิ์ ที่นำมาประกอบกันอย่างลงตัว
ด้วยศาสตร์และศิลป์ ที่เหนือจินตนาการ
ทั้งยังทรงพลานุภาพแบบ ไร้ขีดจำกัดเกิดปรากฏการณ์นอกเหนือธรรมชาติสามัญ
ที่ปั๊มเพียงครั้งเดียวถึงกับบล็อกแตก(รายละเอียดตามคอลัมน์เล่มที่๙๑)
ตรีรัตนะศรีวัตสะ เนื้อสัตตะโลหะ
เผยแพร่แด่ท่านที่สนใจ

กำหนดอัตรากำนลเหรียญละ ๖๖๐บาท
กรุณาเพิ่มค่าจัดส่ง พัสดุลงทะเบียน ๕๐.-บาท
เช่าบูชาทางอีเมล์ได้ที่ web_ounamilit@hotmail.com
กรุณาระบุชื่อ - ที่อยู่ผู้สั่ง และเวลาที่โอนเงิน
โอนเงินเข้าบัญชีชื่อ ทัศนะ กิ่งกุ่มกลาง
ธนาคารไทยพาณิชย์ สาขาบางกระบือ เลขบัญชี 018-253396-1
หรือสั่งเช่าบูชาได้ที่ 089-8824311 ครับ