อัมรินทราธิราช

      อินทราธิราช ,สักกะเทวราชหรือพระอินทร์ ปรากฏเรื่องราว มากมายในพระพุทธศาสนา   ถือเป็นเทพเจ้าสำคัญ ที่ อภิบาลพระพุทธศาสนา  และมีการกล่าวเรื่องราว ในพระไตรปิฏกหลายแห่ง   และเคยเป็นที่เคารพบูชาของพุทธศาสนิกชนอย่างแพร่หลายในยุคหนึ่ง  จนกระทั่งศาสนาพราหมณ์ ได้แปรตนเองเป็นศาสนาฮินดู และแต่งปกรณัมเรื่องราวของเทวดาขึ้นใหม่    ทั้งนี้ เพื่อเป็นการ ปรับโครงสร้างในศาสนาของตน ให้สามารถอยู่รอดต่อไปได้  จาก การที่ มหาชนส่วนใหญ่เริ่มยอมรับในหลักการของพุทธศาสนา   จน พราหมณ์ ต้องหาดินแดนใหม่ ในการตั้งรกรากศาสนาของตน  ก็คือ ดินแดนสุวรรณภูมินี่เอง  การแปร พรหมมัน ออกเป็นตรีมูรติ ก็เป็นอีก กลยุทธหนึ่ง ที่สร้างลอกคราบ ศาสนาของตนขึ้นใหม่    ซึ่ง เทพเจ้าดั้งเดิมของพราหมณ์ เอง ที่พุทธศาสนา นำมาใช้ในการเผยแผ่ศาสนธรรม ก็จะถูกสร้างปกรณัมเรื่องราวให้ลดบทบาทหรือความสำคัญลง  ที่เห็นชัดเจนก็คือ  พระอินทร์  และพระพรหม     อย่างไรก็ตามการ ศึกษา เรื่องเหล่านี้ ต้อง ทำความเข้าใจเบื้องต้นถึงประวัติศาสนา ด้วยว่า  บูรณาการมาจากองค์ความรู้ในยุคเก่าก่อน  และพัฒนาจนมีรูปแบบเฉพาะของตนขึ้น  ไม่เว้นแม้แต่พุทธศาสนา   ส่วน วิธีการนำเสนอ อาจเป็นวิธีการเฉพาะ ที่เหล่าพระศาสดาแต่ละพระองค์  บัญญัติขึ้นเป็นเอกลักษณ์ ส่วนพระองค์    ในระบบจักรวาลวิทยาของศาสนา  ที่ถูกนำมาอธิบายปรากฏการณ์ต่างๆ ทั้ง ส่วนปรากฏการณ์ ธรรมชาติที่พบเห็น   หรือ เรื่องราวนอก เหนือ การสัมผัสสามัญ  ก็เป็นกลวิธี หนึ่งที่ศาสนา  พยายามเชื่อมโยง มนุษย์เข้ากับธรรมชาติ     จักรวาลวิทยา ของพุทธศาสนา แตกต่างจากมุมมองของศาสนาฮินดู ที่ พัฒนาตนจากศาสนาพราหมณ์เดิม  ค่อนข้างมาก   แม้แต่สภาวะการมีอยู่ และเป็นอยู่ของเหล่าเทพเจ้า  ก็มีการแสดงความเห็นอย่างแตกต่าง   การอ่านบทความนี้ จึงต้องแยกแยะว่า  เป็นเรื่องคติของชาวพุทธ  และอย่าพยายามนำไปปะปนกับความเชื่อของศาสนาฮินดู ที่พบเห็นในปัจจุบัน  ที่นับวันจะแทรกซึมเข้ามาในสังคมชาวพุทธ  โดยที่ชาวพุทธเหล่านั้น ก็เป็นประเภท พุทธสำมะโนครัวคือ  เป็นชาวพุทธแต่ชื่อ  แต่ไม่ได้พยายามศึกษาเรื่องราวของศาสนาที่ตนนับถือสักเท่าไร พอมีผู้เสนอความเชื่อ ที่ตอบสนอง ตัณหา และกิเลส  ของตนได้ก็   อ้าแขนยอมรับ โดยปราศจากการยั้งคิด มิหนำซ้ำ กับหลงผิดว่า เป็นเรื่อง พุทธศาสนา ไปเสีย อีก   ที่เลวร้ายที่สุด ก็คือ พระภิกษุ  ที่เป็นผู้สอนพุทธศาสนากลับเป็น เสียเอง  โดยนำเทพเจ้าต่างศาสนา เข้ามาในพุทธสถาน ซึ่งเท่ากับแสดงการยอมรับ ในเรื่องที่ไม่ใช่  พุทธศาสนาว่าเป็นพุทธศาสนา  ภิกษุเหล่านี้เป็นผู้ไม่ละอายในสิกขาบท   พระพุทธเจ้าท่านเรียกว่า “อลัชชี”  หมายถึงผู้ไม่ละอาย
           ชาวพุทธ ปัจจุบัน  ช่างลุ่มหลงงมงาย กับการตอบสนองตัณหาแห่งตน  โดยการยอมรับ เทพเจ้าในศาสนาอื่นมาเคารพบูชา ซ้ำร้าย  ยังเหยียดหยาม เทพเจ้า ที่ปรากฏในศาสนาพุทธของตน ว่าต่ำต้อยด้อยค่า  เพราะหลงไปกับนิทาน  ที่ศาสนาอื่น แต่งขึ้น  เทพเจ้าที่ศาสนาฮินดู จ้องทำลายภาพลักษณ์ เพื่อกระทบต่อ พุทธศาสนา โดยอาศัยชั้นเชิงการ แต่งเรื่องราว  ก็คือ   “พระอินทร์”  ซึ่งจากเดิมเป็นเทพเจ้าที่มีฐานะสูงส่ง  มาเป็นเทพเจ้าในชั้น รองลงไปทั้งใส่เรื่องราวของการผิดธรรมนองคลองธรรมให้เทพเจ้าพระองค์นี้เพื่อพยายาม ลดบทบาทในสังคม  แน่นอนว่า เท่ากับเป็นการกัดกร่อนศรัทธาที่มหาชนมีต่อพุทธศาสนาด้วย   การเขียนเช่นนี้มิใช่ จะยุยงให้เกิดการรังเกลียดเดียดฉันท์ ในระหว่างศาสนิกชน ที่นับถือศาสนาต่างกัน  แต่เป็นการบอกเล่า   ว่า หากเราเป็นพุทธศาสนิกชนที่ แท้จริงแล้วควรบูชาเทวดาหรือเทพเจ้าอย่างไร?  โดยที่เราไม่จำเป็นต้องมีพฤติกรรม ไปเหยียดหยามดูหมิ่นศาสนิกชนอื่น ที่เห็นแตกต่าง  แต่ชาวพุทธต้องหันกลับมาศึกษาพุทธธรรม  ที่ปรากฏอยู่ ในศาสนาของตน เริ่มตั้งแต่   เปลือก กระพี้ ไปจน ค้นพบแก่นพุทธธรรมในที่สุด
         พระอินทร์ (สันสกฤต: อินฺทฺร, บาลี : อินฺท) เป็นชื่อของเทวดาในศาสนาพราหมณ์-ฮินดู และศาสนาพุทธ โดยมีตำแหน่งเทวาธิบดี เป็นประมุขแห่งเทวดาทั้งปวง มีหน้าที่ปกครองสวรรค์และอภิบาลโลก ถือกำเนิดขึ้นในสมัยฤคเวท   ซึ่งถือว่าเป็นยุคแรกที่ปรากฏชื่อเทพเจ้าพระองค์นี้ในชมพูทวีปต่อมาในสมัยที่ตรีมูรติอุบัติขึ้น พระอินทร์ก็ถูกลดบทบาทลงและเริ่มมีพฤติกรรมทางเพศมากขึ้น กระทั่งกลายเป็นเทวดาชั้นรองจากตรีมูรติดังที่เห็นในปัจจุบันในส่วนเอกสารทางพุทธศาสนาและศาสนาเชน มักเรียกพระอินทร์โดยทั่วไปในชื่อท้าวสักกะหรือท้าวศักระ ผู้ปกครองสวรรค์ชั้นดาวดึงส์ ท้าวสักกะนั้นในบางครั้งมักถูกเรียกด้วยชื่อ "อินทระ" หรือในชื่อที่เรียกขานทั่วไปอีกชื่อว่า "เทวานัม อินทระ" อันหมายถึง "ผู้เป็นเทวาธิบดี" หรือ "หัวหน้าแห่งคณะเทพทั้งหลาย"
     อินทร์พุทธ    อินทร์พราหมณ์นั้นสันนิษฐานว่ามาจากรากเหง้าเดียวกัน  ซึ่งเป็นอารยธรรมที่เผยแพร่เข้ามาสู่ลุ่มน้ำสินธุ    ในความเชื่อเกี่ยวกับเทพเจ้าที่เก่าแก่มีมาก่อนพุทธศาสนา   ก็คือสมัย ฤคเวท  ซึ่งกล่าวว่า
           “...ผู้บังคับบัญชาอาชาชาติ ราชรถ ชนคาม และปศุสัตวานุสัตว์. ผู้กระทำให้มีซึ่งตะวันและกาลอรุณรุ่ง ผู้กระทำให้สายน้ำขับเคลื่อน โอ พระอินทร์นั่นแล้ว. พระอินทร์ผู้ปลดเปลื้องโศกาดูรแห่งอนาถาชน ผู้ปลดเปลื้องรัตติกาลด้วยอโณทัย ผู้กระทำให้ความไม่สมบูรณ์เป็นความสมบูรณ์...”
ในยุคเริ่มแรกตามคัมภีร์ฤคเวท พระอินทร์เป็นประมุขแห่งทวยเทพ เป็นเจ้าแห่งสภาพภูมิอากาศ และเป็นเจ้าแห่งการสงคราม มีอุปนิสัยชอบดื่มน้ำโสมสมัยแรกมักเรียกพระอินทร์ว่า สักกะ (แปล: ผู้องอาจเป็นเลิศ) ซึ่งขณะนั้นมีจำนวนเทวดาทั้งสิ้นสามสิบสามตน และพระอินทร์เป็นประมุขของเทวดาเหล่านี้ คัมภีร์ส่วนใหญ่กล่าวถึงวีรกรรมของพระอินทร์ในการปราบอสูรชื่อวฤตระ (Vritra) และวีรกรรมในการอภิบาลจักรวาลนานัปการต่อมาการนับถือพระอินทร์ทวีเรื่อย ๆ พระอินทร์กลายเป็นต้นแบบแห่งกษัตริย์ทั้งมนุษย์และเทวดาทั้งปวง ในภควัทคีตามีบทอธิบายถึงความสำคัญของพระอินทร์ว่า
 “เปรียบกับบรรดาคัมภีร์ทั้งปวง ข้าพเจ้าคือคัมภีร์สามเวท. เปรียบกับเทวาสุรทั้งปวง ข้าพเจ้าคือพระอินทร์ ประมุขแห่งทวยเทพ. เปรียบกับสัมผัสประสาททั้งปวง ข้าพเจ้าคือปัญญาประสาท. และในสิ่งมีชีวิตทั้งปวง ข้าพเจ้าคือจิตสำนึกแห่งเขาเหล่านั้น...”
สมัยฤคเวท พระอินทร์มีร่างกาย ผม เครา และเล็บสีทอง ในสมัยต่อมา พระอินทร์เริ่มมีหน้าตาและรูปร่างสวยขึ้น โดยมีร่างกายสีแดง และกลายเป็นสีเขียวในปัจจุบันเนื่องจากมีคติว่า เกิดจากรัศมีแก้ววิเศษ ดวงหนึ่ง ที่มีรัศมีสีเขียว  จนทำให้เห็นกายพระอินทร์เป็นสีเขียว     ตาม คัมภีร์ฤคเวทบรรยายลักษณะของพระอินทร์มีว่า
  “......รังสีแห่งพระอินทร์นั้นหรือคือสีทอง. พระอินทร์ผู้มีเคราและผมสีทองซึ่งโปรดปรานการดื่มสุรานั้นเคลื่อนไหวรวดเร็วราวกับลมกรด. พระอินทร์มีใบหน้าสวยงาม...พละกำลังแข็งแกร่งสมชาย...เป็นวีรบุรุษโดยแท้...”
         สถานภาพของพระอินทร์ถูกยอมรับ ทุกยุคสมัยว่าคือประมุขแห่งทวยเทพ  โดยไม่ถูกถอดถอนหรือ ยกย่องเทพเจ้าพระองค์อื่นมารับหน้าที่แทนแม้ว่าจะถูกสร้างปกรณัมมาทำลายความน่าเชื่อถือแสดงให้เห็นถึงรากฐานความเชื่อเกี่ยวกับเทพเจ้าพระองค์นี้ ว่ามั่นคงเพียงใด ซึ่ง เป็นที่ น่าแปลกว่า  เทพเจ้าที่มีลักษณะ ใกล้เคียงกับพระอินทร์ หรือสักกะเทวราชของชาวอินเดียนั้นก็ปรากฏ  ในคติเทพเจ้า อีกหลายชนชาติ   อาทิกรีก(เทพซุส) หรือจีน (เง๊กเซียน)ซึ่งจะกล่าวต่อไป     สำหรับในประเทศไทยนั้น  ยืนยันได้อย่างชัดเจนว่า การเคารพบูชาพระอินทร์ เทพเจ้านั้น  มีมาช้านาน ยิ่งพุทธศาสนา ให้การรับรองปรากฏเรื่องราวของพระองค์ ในพุทธประวัติหลายคราว   ทั้งพระชาติ ที่ยังเป็นพระโพธิสัตว์ บำเพ็ญบารมี  (ชาดก)   ก็ปรากฏเรื่องราวของพระอินทร์ ที่คอยช่วยเหลือ ให้บำเพ็ญบารมีได้สำเร็จ  รวมทั้งเป็น พยาน ในการบำเพ็ญบารมีด้วย    จากชาดก ที่ปรากฏ ในพระไตรปิฎก   ก็ ขยายเรื่องราว  แต่งเพิ่มขยายความ มากขึ้นจน เป็นชาดกถึง๕๐๐เรื่อง   ก็ มีเรื่องของพระอินทร์เข้าไปเกี่ยวข้องค่อนข้างมาก     ชาดก เหล่านี้เป็น รากฐานส่วนหนึ่งของบรรดาปรัมปรา หรือ นิทานพื้นบ้านของชาวสุวรรณภูมิ    ซึ่งเรื่องจักรๆวงศ์ๆ  ก็จะปรากฏพระอินทร์  คอยช่วยเหลือ   ตัวละครสำคัญอยู่เสมอ  ไม่ว่าจะประทาน ของวิเศษ  อาวุธวิเศษ  หรือเสด็จ แปลงพระองค์ มาช่วยในคราวคับขัน   แม้แต่ประวัติ เรื่องเล่า การสร้างสิ่งสำคัญอย่างรูปพระพุทธปฏิมา ที่มีความอัศจรรย์ ก็จะมีเรื่องเล่า ว่าพระอินทร์ เสด็จแปลงพระองค์มาช่วยเหลือ  ตัวอย่างเช่นตำนานการหล่อ  พระพุทธชินราช   ซึ่ง เล่าว่า หล่อเป็นหลายคราว ไม่สำเร็จ   จน ร้อนถึงพระอินทร์ ต้องแปลงพระองค์ เป็นชีประขาวมาช่วยหล่อจนสำเร็จ   และเมื่อเสร็จการก็เสด็จ อันตราธานหายไป  จนเกิดย่านชีประขาวหาย ซึ่งต่อมากลายเป็นวัดในจังหวัดพิษณุโลกเพื่อระลึก  ถึงเหตุการณ์ครั้งนั้น   พระอินทร์ ตามคติ ดั้งเดิมของคนไทยพุทธ ก็คือ เทพเจ้า ที่คอยช่วยเหลือ ให้พ้นจากอุปสรรค ข้อขัดข้องต่างๆ  ไม่ใช่พระพิฆเณศ ซึ่งปรากฏเรื่องราวของพระองค์ขึ้นในชั้นหลัง   หากศึกษา ค้นคว้าลึกลงไปจริงๆก็จะพบว่า เทพเจ้าหัวช้างอันเป็นต้นเค้าของพระพิฆเณศนั้น เป็นเพียงเทพพื้นเมืองของชาวอินเดีย เผ่าหนึ่ง ที่เพิ่งถูกยกย่อง ขึ้นเป็นส่วนหนึ่งของคณะเทพหลักเท่านั้น
        พระอินทร์ หรือสักกะเทวราช เป็นเทพเก่าแก่ที่มีมาแต่สมัยฤคเวท ฐานะในครั้งนั้นยิ่งใหญ่กว่าพระศิวะ(รุทธระ)    พระนารายณ์(วิษณุ) ด้วยซ้ำ   ทั้งมีบทบาทอย่างมากในฐานะประมุขแห่งเทพ  ซึ่งเป็นผู้ประทานความมั่งคั่งสมบูรณ์ให้แก่มวลมนุษย์

          บางคติโดยเฉพาะชาวพุทธนั้น  เชื่อว่า พระอินทร์คือ มนุษย์ผู้บำเพ็ญความดี อย่างใหญ่หลวง  จนกุศล นำพาให้อุบัติ เป็นประมุขแห่งเทพ  ซึ่ง  พระอินทร์ในที่นี้ไม่ใช่บุคคล แต่เป็น ตำแหน่ง  ซึ่งผู้มีบุญบารมีจะผลัดเปลี่ยนหมุนเวียนกันมาทำหน้าที่คตินี้น่าจะมาจากระบอบปกครองของแคว้นสักกะ (ชื่อพระอินทร์อีกแล้ว) ที่กรุงกบิลพัสดุ์เป็นหนึ่งในหลายนครรัฐของแคว้นนี้ซึ่งจะผลัดเปลี่ยนกันขึ้นเป็นประธานในการปกครอง   แบบเดียวกับ การเลือกสุลต่านในประเทศมาเลเซีย  ในปัจจุบัน  การปกครองลักษณะนี้ นักวิชาการด้านศาสนาได้แสดงทัศนะว่า มีอิทธิพลมาจากการระบอบการปก ครองของชาวกรีกโบราณ (สหพันธรัฐ)ซึ่งส่วนหนึ่งได้ อพยพเข้ามาตั้งรกรากในชมพูทวีป  เชื่อว่า อารยัน คือ กรีก(ยวน) และ เป็น บรรพบุรุษของ ศากยวงศ์ด้วย    แคว้นสักกะ  มีชื่อ เดียวกับสักกะเทวราช สันนิษฐานได้อีกว่า เป็นนามของ ผู้ก่อตั้ง  หรือ การยกย่อง ผู้นำที่ก่อตั้งแคว้น   สักกะแปลว่า ผู้กล้า   และต่อมาก็เป็นชื่อของ วงศ์หรือ โคตร ของ พระสมณโคดมสัมมาสัมพุทธเจ้า ด้วย 

          พบว่า  คำว่า  “สักกะ”  มีความใกล้ชิดกับวงศ์ของพระสิทธัตถะ   มาก   กล่าวคือ สักกะ เป็นชื่อของกษัตริย์ในราชวงศ์ศากยะ หรือศากยวงศ์ ซึ่งครอบครองเมืองกบิลพัสดุ์ อันเป็นเมืองที่ประสูติของพระพุทธเจ้า สักกะ ศากยะ สากิยะ ทั้งสามคำมีความหมายอย่างเดียวกันและใช้แทนกันได้สักกะ แปลว่า ผู้องอาจ ผู้สามารถ ที่ได้ชื่อดังนี้เพราะพระราชโอรสพระราชธิดาของพระเจ้าโอกการาชสามารถแยกออกมาตั้งเมืองกบิลพัสดุ์และตั้งวงศ์ใหม่ได้สำเร็จ พระราชบิดาทรงชมเชยว่ามีความองอาจสามารถมาก จึงเรียกราชวงศ์ที่ตั้งใหม่นี้กันตามพระราชดำรัสชมเชยนั้นว่า  ศากยวงศ์ (วงศ์ของผู้สามารถ) นั่นเอง(ที่มาพระธรรมกิตติวงศ์ (ทองดี สุรเตโช) ป.ธ. ๙ ราชบัณฑิต พจนานุกรมเพื่อการศึกษาพุทธศาสน์ ชุด คำวัด, วัดราชโอรสาราม กรุงเทพฯ พ.ศ. ๒๕๔๘)
       แต่ดั้งเดิมนามสักกะเทวราช หรือพระอินทร์ เป็นเทพชั้นสูงที่ พราหมณ์ นับถือบูชามาแต่สมัยฤคเวท  การแปรเปลี่ยนเกี่ยวกับคติการบูชาเทพเจ้าพระองค์นี้  ในความคาบเกี่ยวกับ ความเป็น  พุทธ และพราหมณ์  นั้นนักวิชาการ  คือท่านศาสตราจารย์ กิตติคุณ   แสง จันทร์งาม   ได้แสดงความเห็นว่า
 .  “เมื่อพระพุทธศาสนาเกิดขึ้นในอินเดีย และเมื่อมีชาวฮินดูที่นับถือ พระอินทร์ และเทพอื่น ๆ ของพระเวทหันมานับถือพระพุทธศาสนามากขึ้น พระพุทธเจ้าหาได้ทรงห้ามปรามมิให้เขานับถือเทพเหล่านั้นแต่อย่างใดไม่ พระองค์ยังคงให้เขานับถือเทพเหล่านั้นต่อไป แต่เพื่อมิให้ขัดกับหลักการของ พระพุทธศาสนา พระพุทธเจ้าได้ทรงเปลี่ยนเทพเหล่านั้น จากเทพพราหมณ์ ให้มา เป็นเทพพุทธเสีย การเปลี่ยนเทพมิใช่ พุทธ  ให้เป็นพุทธนี้ ทรงกระทำครั้งใหญ่ หลังจากตรัสรู้แล้ว ๑๕ ปี มีบันทึกไว้ในมหาสมยสูตร แห่งพระสุตตันตปิฎก ทีฆนิกายว่า สมัยหนึ่งพระพุทธเจ้าประทับอยู่ที่นิโครธารามใกล้กรุงกบิลพัสดุ ในคราวนั้น มีเทวดานับจำนวนไม่ถ้วนในสากลจักรวาลมาเฝ้าพระพุทธองค์รวมทั้งเทวดาต่าง ๆ ตามท้องถิ่นต่าง ๆ ที่ชาวอินเดียเคารพนับถือกันอยู่ ในสมัยนั้น ข้อที่น่าสังเกตคือว่า เทวดาเหล่านั้น ไม่ได้มาเพื่อฟังธรรม และพระบรมศาสดา ก็มิได้ทรงแสดงธรรมใด ๆ โปรดเทวดาเหล่านั้น ในพระสูตรนั้นบอกไว้แต่เพียงว่า เทวดาเหล่านั้นมาเพื่อแสดงความเคารพต่อพระพุทธเจ้าเท่านั้น แสดงให้เห็นว่า เทวดาทั้งหมดนั้น เป็นชาวพุทธแล้ว จึงมาเคารพกราบไหว้พระพุทธเจ้า เพราะฉะนั้น ชาวพุทธจึงอาจเคารพบูชาเทวดาเหล่านั้นได้ในกรณีของพระอินทร์ก็เช่นเดียวกัน พระอินทร์ ในพระเวทเป็นเทพ ที่ดุร้าย มีสายฟ้าเป็นอาวุธ และเป็นอมตะ ไม่รู้ จักตาย แต่เมื่อชาวพุทธจับ พระอินทร์มาเปลี่ยนเป็นชาวพุทธแล้วพระอินทร์ก็มีคุณสมบัติเปลี่ยนแปลงไป คือแทนที่จะเป็นเทพผู้ โหดร้าย คอยทำลายคนและสัตว์ด้วยสายฟ้ากลับกลาย เป็นเทพแบบพุทธประกอบด้วยความเมตตากรุณา คอยช่วยเหลือคนที่กำลัง อยู่ ในมหันตทุกข์ ให้พ้นจากความทุกข์ ตามปกติพระอินทร์จะประทับนั่งอยู่บนแท่นปัณฑุกัมพลสิลาอาสน์ พระแท่นหินอ่อน ซึ่งเป็นหินอ่อนที่แท้จริง คือ เวลา ปกติ เมื่อพระอินทร์ ประทับกายลงนั่ง แท่นหินอ่อนนั้นจะยุบลงไปคล้ายกับ ที่นั่งสปริง เวลาไม่มีพระอินทร์ พระแท่นนั้น ก็จะดีดตัวขึ้นมาตามเดิม แต่ถ้า เมื่อใดมีคนผู้มีบุญบารมีในโลกมนุษย์เกิดความทุกข์หนัก พระแท่นปัณฑุกัมพล สิลาอาสน์ นั้นก็จะแสดงอาการแข็งกระด้าง และเกิดความร้อนขึ้นมาจนนั่งไม่ได้พระอินทร์ ก็จะรู้ทันทีว่าได้เกิดเหตุร้ายขึ้นในโลกมนุษย์ และมนุษย์ผู้มีปัญหากำลัง ต้องการความช่วยเหลือจากพระองค์อย่างรีบด่วน พระองค์จะทอดทิพยเนตร ลงมาตรวจดูทันทีว่าเป็นใครอยู่ที่ไหน มีความเดือดร้อนเรื่องอะไร เมื่อทราบ แล้วก็จะเสด็จลงมาช่วยโดยวิธีที่เหมาะสมแก่ กรณี ในบางกรณี พระองค์ก็ทรงสั่งการให้เทพผู้ช่วยของพระองค์นามว่า วิสสุกรรมเทพบุตรบ้าง วิสุกรรมบ้าง เวสสากรรมบ้าง วิศณุกรรมบ้าง ลงมาจัดการแทน วิสสุกรรมเทพบุตร นี้เป็น ทั้งสถาปนิก นักออกแบบ นักวางผังเมืองและเป็นมัณฑนากรด้วย เมื่อเสร็จธุระ ในการช่วยมนุษย์แล้ว พระอินทร์ ก็เสด็จกลับคืนสู่สวรรค์ แต่คิดว่าคงพักผ่อน ได้ไม่นานนัก พระแท่นก็คงแข็งกระด้างขึ้นมา แล้วพระองค์ก็จะต้องลงไปช่วยมนุษย์อีก เพราะมนุษย์ที่มีทุกข์ ย่อมมีมากเต็มโลกอยู่แล้ว นับว่าพระอินทร์เป็น เทพที่ทำงานหนักที่สุดก็ว่าได้ในคัมภีร์ทางพระพุทธศาสนา มีคำบรรยายไว้ว่า พระอินทร์ลงมา รับใช้พระพุทธเจ้าและพระสงฆ์ สาวกเป็นครั้งคราวเวลาพระพุทธเจ้าประชวร พระอินทร์จะลงมาปรนนิบัติพระพุทธองค์ด้วยความรักเคารพอย่างสูงยิ่ง ถึงขนาดเอากระโถนคูถ ( อุจจาระ ) ของพระพุทธองค์เทินศีรษะออกไปเทข้าง นอกทีเดียว เรื่องแบบนี้ ถ้าเป็นความจริง ก็แสดงให้เห็นว่าพระอินทร์ราชาแห่งเทพ เคารพรักในพระผู้มีพระภาคเจ้าอย่างสูงยิ่ง แม้แต่คูถก็มิได้รังเกียจ กลับยกขึ้นเทินไว้บนศีรษะเสียอีก แต่ถ้าไม่เป็นความจริง ก็แสดงให้เห็นว่า ชาวพุทธรุ่นหลัง (รุ่นแต่งคัมภีร์ อรรถกถา ) มุ่งจะเหยียดชาวฮินดูว่าแม้แต่เทพ ที่ชาวฮินดูเคารพบูชาสูงสุดองค์หนึ่ง ก็ยังมารับใช้พระพุทธเจ้า ถึงขนาดเอา กระโถนคูถ เทินศีรษะไปทิ้งได้ การยกย่องเทพของตนให้สูง และเหยียดเทพของ ศาสนาอื่นให้ตํ่านี้ เป็นวิธีปฏิบัติกันอยู่ทั่วไป ระหว่างศาสนาที่เป็นคู่แข่งกัน”(ศาตราจารย์ กิตติคุณ   แสง    จันทร์งาม;พุทธศาสนาสำหรับผู้เริ่มศึกษา   ตอนที่๒๒  หลักความเชื่อเรื่องภพภูมิต่างๆและhttp://www.saddhadhamma.org)
         พระอินทร์หรือสักกะเทวราช เป็นเทพเจ้า เก่าแก่ ที่มีมาก่อนยุคพุทธกาล  และพุทธศาสนาให้การยอมรับ ว่าทรงพลานุภาพยิ่ง จนยอมให้ ....ยังมีต่อ


พระผงสักกะสิทธิ์ ที่มอบให้แก่ผู้สละปัจจัยร่วมสร้าง พระอาพาธพินาศ ถวาย วัดศรีสุวรรณรัตนาราม จ.ลพบุรี
มีผู้รับพระผงดังกล่าวไปแล้วปรากฏ เรื่องอัศจรรย์  โดยมีธรรมธาตุผุดขึ้นจากองค์พระให้เห็นอย่างชัดเจน
และยังปรากฏประสบการณ์แก่ผู้รับไปหลายราย โดยเฉพาะเรื่องโชคลาภ บางรายก็สามารถรอดพ้นผ่านภัยพิบัติได้ อย่างเหลือเชื่อ