การสร้างรูปพ่อแก่

     การสร้างรูปพ่อแก่หรือพระฤาษีนั้นนอกจากการสร้าง ด้วยดินผสมมวลสารปั้นเป็นองค์เต็มตามที่กล่าวมานั้น มีการทำเพียงเศียรแบบหัวโขน ขึ้นบูชาซึ่งเป็นที่แพร่หลายในหมู่นักแสดงศิลปิน และผู้ที่สนใจศาสตร์ทางจิตทั้งเวทมนตร์ ไสยศาสตร์ต่างๆด้วย เชื่อกันว่ามีคุณานุภาพดุจเดียวกับรูปเต็มองค์ทั้งสามารถจัดสร้างได้วิจิตรบรรจงมากกว่า บรรดาหัวโขนที่มีการสร้างออกมาเผยแพร่ตามที่ต่างๆนั้นถือกันว่ามีแรงครูอยู่ทุกเศียรแต่ ความเข้มขลังของแรงครูที่เข้าใจว่าเป็นความศักดิ์สิทธิ์นั้นอาจไม่เท่าเทียมซึ่งมีสาเหตุพอรวบรวมได้ดังนี้
   - การบรวงสรวงเชิญทิพย อำนาจให้มาสถิตก่อนการจัดสร้าง

   - บารมีผู้เป็นเจ้าของอาจไม่ต้องโฉลกกับบารมีในรูปเคารพพ่อแก่ที่จัดสร้างขึ้น

   - บารมีผู้สร้างที่ไม่สามารถสื่อถึงทิพยอำนาจได้รวมทั้งมวลสารในการนำมาจัดสร้าง

   - การเชิญบารมีหรือความศักดิ์สิทธิ์มาประทับในขั้นสุดท้าย

   - การบูชาของผู้รับรูปเคารพนั้นไม่ถูกต้อง

     เหล่านี้คือสาเหตุหลักๆของความขลังในรูปพ่อแก่ต่างๆ ที่อาจมีความศักดิ์สิทธิ์ที่ไม่เหมือนกันแต่หากมีการสร้าง และได้รับการบูชาที่ถูกต้องแล้วจะมีคุณสูงมากขนาดที่เรียกได้ว่า เห็นผลชัดเจน ฟันธงตรงประเด็นเลยทีเดียวจึงเป็นสิ่งที่ นักไสยศาสตร์ผู้ร่ำเรียนเวทมนตร์ หมอยา หมอดู ผู้เรียนศิลปะวิทยาต้องมีต้องสร้างไว้สักการะบูชาเพื่ออำนวยความสำเร็จ ทุกคนไป

      ขั้นตอนการสร้างพ่อแก่ ในส่วนที่เป็นเศียรแบบหัวโขนนี้เป็นงานจิตรกรรม ชั้นครูที่ถือเป็นศิลปะชั้นสูงของเมืองไทยเราที่สืบทอดมาจากบรรพบุรุษที่ ควรอนุรักษ์ไว้เป็นมรดกโลกมรดกไทยให้ลูกหลานในวันข้างหน้าได้รู้จัก ขั้นตอนการสร้างเศียรพ่อแก่พอสรุปได้มีดังนี้

      ขั้นตอนเตรียมการจัดสร้าง ได้แก่การจัดเตรียมวัสดุคือ ดินเหนียว มวลสารอาถรรพ์ ได้แก่ดินโป่ง ดินท่า ดินตามสถานที่เป็นมงคล ว่านมงคลตามที่กำหนดของผู้สร้าง ผงดินสอพอง น้ำมนตร์ธรณีสาร กาว(แป้งเปียก) ยางรัก ทองเปลว กระจกสี เพชรพลอย เป็นต้น เหล่านี้เป็นอุปกรณ์การสร้าง การบวงสรวงหรือพิธีกรรมขอสร้างรูปต่อสิ่งศักดิ์สิทธิ์ จัดได้สองแบบคือตั้งเครื่องใหญ่คือมีหัวหมู บายศรี เครื่องบวงสรวงครบชุด(ซึ่งจะเล่าในตอนไหว้ครู) กับเครื่องเล็กที่จัดเฉพาะสิ่งจำเป็นคือ บายศรีปากชามหนึ่งคู่ มะพร้าวอ่อนสองลูก กล้วยน้ำว้าสองหวี ขนุนอย่างน้อยหนึ่งซีกพานครู มีดอกไม้ห้าดอกธูปห้า เทียนเล่มสลึงห้าเล่ม หมากพลูห้าคำ ผ้าแดง-ครูตาย ผ้าขาว-ครูเป็น เงินกำนล ๖ บาท หรือตามที่กำหนด อันนี้เป็นข้อบังคับขาดไม่ได้แต่เพิ่มเติมตาม แต่จะมีคติกันไปในความเห็นผู้เขียนเองคิดว่าควรเลี่ยงการฆ่าสัตว์ตัดชีวิตเพราะเราทำของมงคลจึงไม่ควรเริ่มที่การฆ่าฟัน เมื่อจัดเครื่องบูชาครบแล้วกล่าวคำบวงสรวงสิ่งศักดิ์สิทธิ์ ขอความเป็นมงคลและความสำเร็จในการสร้างรูปนี้ การบวงสรวงบางแห่งจัดเป็นเครื่องใหญ่บูชาครูตลอดที่มีการจัดสร้างเลยก็มีคือ ยกครูบูชาบวงสรวงทุกวันที่เริ่มลงมือทำแบบนี้จะมีค่าใช้จ่ายสูงแต่ผู้ที่เคารพศรัทธาก็ยินดีแลกเปลี่ยนโดยไม่ลังเล หากมีกำลังทุนทรัพย์พอ แสดงให้เห็นถึงความเชื่อและศรัทธาต่อแรงครูยังมีอยู่ในสังคมไทยอย่างไม่เสื่อมคลาย การบวงสรวงบูชานั้นถ้าจะให้เกิดผลต้องทำจากผู้ที่ครอบครูแล้วและต้องเข้าพิธีรับศรศิลป์คือเป็นครูคนแล้วจึงจะครบถ้วนถือเป็น "การต่อครู" คือสืบสายจึงจะถือว่าครบถ้วนประสิทธิและต้องทำการบวงสรวงเชิญครูมารับทราบในครั้งแรกที่จะจัดสร้างงดเว้น ไม่ได้ท่านว่าไม่ขลังและอาจเกิดโทษ ภายหลังได้ ส่วนในระหว่างการจัดสร้างนั้น ก็ให้ทำเพียงการจุดธูปอย่างน้อยห้าดอก (พระพุทธ - พระธรรม - พระสงฆ์ - พ่อเเม่ - ครูอาจารย์)บอกกล่าวก็นับว่าใช้ได้และต้องต่อธูปตลอดการสร้างหรือขณะที่ทำนั้นก็ได้ โดยไม่จำเป็นต้องจัดเครื่องบูชาเช่นในครั้งแรก

   จากนั้นช่างปั้นจะเริ่มนวดดินให้เข้ากันโดยนำน้ำมนต์ ธรณีสารมาประพรมตนเอง และ เครื่องใช้ต่างๆทั้งหมดเพื่อกัน "เสนียด" หรือความไม่เป็นมงคล จึงเริ่มนวดดินกับมวลสารต่างๆ ให้เข้ากันโดยกล่าวพินทุดินที่จะปั้นว่า "อิมังพินทุกัปปังกะโรมิ" สามครั้งแล้วภาวนาคาถาที่กำหนดหรือทำจิตเป็นสมาธิตลอดการ ปั้นหุ่นดินเป็นรูปเศียรพ่อแก่ซึ่งเน้นว่า ระหว่างการทำรูปครูนั้นห้ามพูดจาล้อเล่นล่วงเกิน และบางครั้งที่ครูบางท่านแรงมากๆเกิดอาการแปลกๆ ของร่างกายผู้ปั้นก็มีเช่น ตัวสั่น ขนลุกขนพองสยองเกล้า บางครั้งคนปั้นหุ่นดินที่จิต ไม่เข้มแข็งหรือปฏิบัติตัวไม่อยู่ในจารีตอาจเกิดครูลง คือมีอาการพร่ำเพ้อไม่รู้สึกตัวก็มี จึงต้องขมากรรมและ รดน้ำมนตร์ธรณีสารที่เตรียมไว้ เรื่องนี้อย่าเห็นเป็นเล่นศาสตร์เหล่านี้เป็นของจริงและศักดิ์สิทธิ์มาก การจัดสร้างเศียรครูที่ลงประกอบเรื่องนี้ของ "อุณมิลิต" ผู้สร้าง(ปั้น)คือ คุณ เอนก ทองรอด ต้องถือพรต และบำเพ็ญศีลตลอดพิธีการจัดสร้าง และเกิดเรื่องเหนือธรรมชาติขึ้นมากมายซึ่งจะเล่าในตอนต่อๆ ไป

      ขั้นการปั้นหุ่นดิน หลังจากเตรียมมวลสารคือดินกับวัตถุอาถรรพ์ ให้เข้ากันดีจนสามารถปั้นขึ้นรูปได้ช่างจะเริ่มปั้นหุ่นตามแบบที่ต้องการ ซึ่งโบราณจะทำฤาษีหน้าเกลี้ยงเพราะสะดวกต่อการถอดแบบ แต่ในปัจจุบันนิยมทำให้เหมือนจริงคือสร้างให้เหมือนมีชิวิตหรือจิตวิญญาณใน แบบเหมือนเป็นคนจริงๆสวมตะโพนหรือเปลือกไม้เป็นฤาษี เเละเป็นที่น่าสังเกตประการณ์หนึ่งว่ารูปพ่อแก่นี้หากยิ่งสร้างสวยงามเท่าใด การสัมผัสทิพยอำนาจ ของแรงครูก็ยิ่งเด่นชัดซึ่งได้ทำการทดสอบ จากผู้ที่มีภูมิทางจิตหลายท่านก็เห็นตรงกันโดย ไม่ใช่การเกิดจากจิตใต้สำนึกแต่อย่างใด ส่วนผู้บูชาหรือเป็นเจ้าของพ่อแก่นั้นจะมีวิธีตรวจสอบ ว่ารูปพ่อแก่ที่สร้างขึ้นมีโฉลกเหมาะกับตนเองหรือไม่นั้นก็อาจทดสอบได้ดังนี้คือ

     จิตปฏิพัทธ์ คือเห็นรูปพ่อแก่นั้นหรือหุ่นดินแล้วเกิดความชอบ มองดูแล้วร่มเย็น มีความรู้สึกเหมือนรูปนั้นใจดี มีความรู้สึกอย่างอยู่ใกล้ชิด มีความสุขใจ อันนี้เป็นเบื้องต้นคือดูจากจิตภายในตนเอง

      เสี่ยงทาย ด้วยวิธีการทางโหราศาสตร์ว่าพระเคราะห์ ใดเด่นให้คุณสูงก็สร้างรูปในแบบที่ที่สอดคล้องกับพระเคราะห์ในดวงชะตานั้น

     นิมิตร โดยผู้ที่สามารถสื่อจิตถึงองค์ครูนั้นๆได้เป็นวิชาสายเทพเเบบหนึ่ง ไม่ใช่การเข้าทรงแต่เป็นการหยั่งรู้ โดยจิตสัมผัสที่ฝึกฝนบำเพ็ญมาโดยเมื่อบวงสรวงแล้วจะสื่อจิตถึงองค์ครูว่ามีรูปร่างเช่นไร ที่ต้องโฉลกผู้เป็นเจ้าของ



(สามารถติดตามละเอียดเพิ่มเติมได้ในนิตยสารอุณมิลิต ฉบับที่ ๗ เดือนธันวาคม ๒๕๔๖)