ปัญจมุขี อโรคยาเทวะ


      ศิวะมหาเทพเป็นหนึ่งในเทพเจ้าสูงสุดของศาสนาฮินดู ทรงมีเทวะลักษณะแตกต่างจากเทพเจ้าองค์อื่นๆคือทรงมีสามพระเนตรและดวงเนตรที่สามอยู่ตรงพระนลาฏนั้นเป็นพลังอำนาจสูงสุดของพระองค์ที่จะทำลายทุกสิ่งให้เป็นพัทธุลีด้วยการลืมตาที่สามนี่เอง เรื่องราวของมหาเทพพระองค์นี้มีเทวปกรณัมที่มากมายเพราะความที่พระองค์เป็นที่เคารพนับถือของมนุษย์หลายเชื้อชาติเผ่าพันธุ์จึงเป็นธรรมดาอยู่เองที่จะมีเรื่องราวที่แปลกแตกต่าง ในศาสนาพราหมณ์ลัทธิไศวนิกายจะนับถือพระองค์เป็นเทพเจ้าสูงสุดที่เป็นองค์ประธานคือพระผู้สร้าง ผู้ดำเนินไปและ ผู้ทำลายโดยหน้าที่ของการสร้างนั้นทรงมอบหมายให้พระพรหม ส่วนผู้รักษาโลกธาตุให้ดำเนินไปอย่างสันติทรงมอบให้พระนารายณ์เป็นเจ้า ส่วนพระองค์ทรงเป็นผู้ปิดยุคสมัยทั้งมวลด้วยการทำลายทุกสิ่งให้ดับสูญลงสู่ธาตุธรรมดั้งเดิม

      หากเราพิจารณาสภาวะของพระเป็นเจ้าทั้งสามอย่างลึกซึ้งในแง่ธรรมะนั้นก็จะเห็นได้อย่างชัดเจนว่า ตรีมูรติหรือเทพเจ้าทั้งสามพระองค์นั้นมีอยู่อย่างแน่แท้ในลักษณะสภาวะพื้นฐานของธรรมชาติที่เราพอเปรียบเทียบกับหลักธรรมในพุทธศาสนาได้อย่างไม่ขัดแย้ง นั่นคือองค์พระพรหมทรงเป็นบรมบิดาที่แทนสภาวะการเกิดขึ้น ส่วนพระนารายณ์นั้นทรงแทนสภาวะของการตั้งอยู่ ที่แสดงการแสวงหาดุลยภาพของสถานะขณะนั้นให้ทรงสภาพอยู่ได้ ส่วนองค์ มหาเทพศิวะ นั้นเป็นองค์แทนของ การดับไปที่เป็นการสื่อถึงการเปลี่ยนสถานะจากเดิมไปสู่สถานะใหม่ ภาวะของธรรมชาติทั้งสามนี้ปรากฏอยู่เป็นนิรันดร์ตลอดการดำรงอยู่ของโลกธรรมทั้งปวง เรื่องราวของเทพแต่ละพระองค์ถูกเเต่งขึ้นเป็นอย่างวรรณคดีที่อาจเห็นเพียงคุณค่าแค่งานวรรณกรรมทางภาษาชิ้นเอกแต่แท้ที่จริงเป็นการบอกกล่าวเรื่องราวของพลังอำนาจพื้นฐานในจักรวาลที่แสดงการแทนค่าแบบสมการ อย่างหนึ่งเท่านั้น

      มหาเทพศิวะนั้น แม้จะมีนัยแห่ง การทำลายล้าง เป็นลักษณะเฉพาะแต่ความหมายของศิวะ โดยรากศัพท์คือการุณยภาพ ปรากฏเรื่องราวคำสอนของ พระองค์ใน คัมภีร์ฮินดูที่เรียก ว่า ตันตระ ที่แสดงว่าศิวะมหาเทพคือลักษณะของธาตุแท้ในจักรวาลที่เป็นกลไกให้เกิดสรรพสิ่งขึ้นเป็นสัจธรรมแท้มีแนวทางปฏิบัติที่เรียกว่าเป็นอนุศาสน์ของมหาเทพองค์นี้เรียกว่า “วิชญานไภรวะตันตระ” ที่มีวิธีการปฏิบัติเพื่อเข้าสู่สัจธรรมถึง๑๑๒วิธีมีการอธิบายสภาวะพระเป็นเจ้าองค์นี้คือความรักความกรุณาที่เสียสละเเม้ตนเองซึ่งแตกต่างจากความรู้โดยทั่วไปที่ให้เทพเจ้าพระองค์นี้เป็นสัญญลักษณ์ของการแตกดับ

      เมื่อพิจารณาโดยหลักการที่ปรากฏในแนวทางปฏิบัติสายศิวะกับพบว่าแท้ที่จริงแนวทางของพระองค์คือความรักความเสียสละกับทุกสรรพสิ่งสลายความเห็นแก่ตัวอันเป็นอัตตาตัวตน การแตกดับคือการสลายความเห็นแก่ตัวนั่นเองและหากทำได้ “ตาศิวะ”อันหมายถึงตาญาณที่เข้าถึงสัจธรรมย่อมเปิดออก โลกธรรมอันเป็นมายาย่อมสลายไปเหลือแต่สัจธรรมคือองค์ธรรมศิวะตั้งมั่นอยู่อย่างเป็นอนันตภาพ ภาวะปรัชญาเรื่องมหาเทพศิวะถูกผู้ศรัทธาแต่งเทพปกรณัมต่างๆกันมากมายที่อาจเห็นความขัดเเย้งไม่ลงตัวกันที่พอสรุปการกำเนิดของมหาเทพองค์นี้ตามปกรณัมหรือเรื่องเล่าที่สืบๆมาได้คือเทวะปกรณ์ของไทยเชื่อว่าทรงเกิดขึ้นเองจากพระเวทพระธรรมทั้งหลายมาประชุมกันหลังจากไฟบรรลัยกัลป์ล้างโลกเรียกว่า “พระสยมภูวญาณ” แต่บางแห่งโดยเฉพาะพระเวทยุคโบราณกลับกล่าวว่าเกิดจากพระพรหมบำเพ็ญตบะจนเหงื่อไหลเอาไม้ขูดพระขนงโลหิตไหลลงบนไฟเกิดเป็นเทพบุตร ขึ้นนัยว่าเป็นเด็กร้องไห้ขอชื่อจากพระพรหม ถึง๘ครั้งได้ชื่อเรียงลำดับดังนี้คือ ภพ สรรพ ปศุบดี อุครเทพ มหาเทพ รุทร อีศาน อะศะนิ ซึ่งเป็นชื่อขั้นต้นต่อมามีชื่อตามมาอีกนับพันชื่อซึ่งชื่อรุทระ  ซึ่งตอนเกิดนั้นร้องไห้จนน้ำตาตกลงมาที่โลกมนุษย์เกิดไม้พันธ์หนึ่งที่เป็นพืชตระกูล เดียวกับมะกอกบ้านเรา พวกฮินดูนิยมนำเมล็ดของพืชชนิดนี้มาทำประคำและนับถือว่ามีความศักดิ์สิทธิ์เรียกว่า “รุทรากษ”หรือบางที่เรียก”น้ำตาพระรุทร” (พระศิวะ) เดิมทีนั้นว่าพระรุทรเป็นเทวดาที่ดุร้ายเมื่อต่อมายกย่องว่าเป็นพระเจ้าจึงเรียกว่าผู้ล้างบาปหรือทำลายสิ่งที่ไม่ดีจึงได้นามใหม่ว่า “ศิวะ” (ผู้ซึ่งสิ่งทั้งปวงรวมอยู่ ความงาม ความสบาย)และเมื่อล้างทำลายแล้วก็สร้างขึ้นใหม่จึงมีชื่อว่า “อิศวร” เรื่องชื่อและความหมายนั้นมีคติที่หลากหลายกันออกไปมากมายบางทีนำไปเกี่ยวโยงว่าศิวะและจูปิเตอร์เทพของกรีกเป็นองค์เดียวกันก็มี

      รูปโฉมของพระศิวะมักมีกายสีขาวหรือเทา(ทาด้วยขี้เถ้า) ในยัชชุรเวทว่ากายสีแดง อาถรรพเวทว่ากายสีดำ แต่มีลักษณะที่เด่นชัดคือมีตาที่สามอยู่ที่หน้าผาก เกศามุ่นเป็นมวยมีสังวาลเป็นงูนุ่งหนังสัตว์มักทำเป็นหนังเสือ มีเรื่องเล่าเกี่ยวกับพระองค์มากมายนับเป็นเทพเจ้าที่มีชื่อเสียงเป็นที่รู้จักของคนทั่วไปและมีหนังสือเล่าเรื่องราวเกี่ยวกับพระองค์มากมาย

      ผู้ที่สนใจก็หาอ่านเพิ่มเติมได้เพราะมีหนังสือเรื่องเทพเจ้าเกือบทุกเล่มก็มักมีเรื่องของพระองค์สำหรับปางต่างๆที่มีการกำหนดขึ้นนั้นมากมาย ล้นเกล้ารัชกาลที่๖ทรงรวบรวมเฉพาะที่สำคัญได้เกือบยี่สิบปาง สำหรับรูปประกอบเรื่องที่คุณเอนก ทองรอดวาดมานั้นเป็นพระศิวะห้าหน้าที่เรียกว่า ปัญจะมุขีหรือ ปัญจานนะที่เชื่อกันว่าผู้ใดหากบูชาจะพ้นจากความเจ็บไข้ทั้งปวง อาจตีความนัยได้อีกประการว่าพ้นทุกข์นั่นเอง

      เรื่องราวพระศิวะยังมีอีกหลายเรื่องราวตอนนี้มีการนำหนังจากประเทศอินเดียเข้ามาฉายทางทีวีเรื่องเกี่ยวกับพระศิวะนี่ละ ลองเปิดดูเอาหากท่านไม่อยากอ่านหนังสือ เขาทำดีเหมือนกัน ที่เขียนมานี่บางท่านที่รู้เรื่องพระศิวะดีอย่าบ่นนะครับว่าลงเรื่องราวน้อยเรื่องเทพเจ้าที่ผ่านยุคสมัยมานานนับร้อยนับพันปีนี่คงมีเรื่องราวที่คนที่ศรัทธาหรือไม่ศรัทธาแต่งขึ้นอีกมากมาย คอลัมน์นี้จึงเพียงแค่แนะนำให้ท่านรู้จักเท่านั้นครับ

นิตยสารอุณมิลิต