การสืบกัมมัฏฐานมัชฌิมาแบบลำดับที่มีมาแต่ครั้งพุทธกาล

 



          กำเนิดพระกัมมัฏฐานแบบลำดับนั้นถือว่ามาจากพระบรมศาสดาโดยตรงเป็นคำสอนที่พระภิกษุในสมัยพุทธกาลนั้นเล่าเรียนปฏิบัติเพื่อความหลุดพ้น ในสมัยที่พระบรมศาสดาทรงมีพระชนม์ชีพอยู่นั้นภิกษุที่บวชเข้ามาในพระศาสนาจะเข้าศึกษารับการอบรมจากพระเถระที่ตนเห็นว่ามีนิสัยที่ต้องกันเพื่อรับคำสอนต่างๆมาปฏิบัติโดยมีพระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงเป็นประธาน ในครั้งนั้นพระราหุลซึ่งเป็นพระโอรสของเจ้าชายสิทธัตถะก่อนที่จะทรงผนวชเป็นพระพุทธเจ้าก็มาออกผนวชตามพระราชบิดาด้วย พระพุทธองค์ทรงให้ศึกษากับพระเถระที่ทรงยกย่องว่ายอดเยี่ยมในคุณธรรมต่างๆกัน จนพระบรมศาสดาได้ตรัสยกย่องว่า พระราหุลนั้นเป็นยอดในผู้ศึกษาเล่าเรียน หลังจากที่พระบรมศาสดาละสังขารปรินิพพานแล้ว พระราหุลท่านนี้เองที่เป็นกำลังสำคัญของพระศาสนา สืบต่อแนวทางปฏิบัติมัชฌิมาปฏิปทาต่อมาจนสืบสายมาถึงสุวรรณภูมิจึงจะขอเล่าท้าวความถึงประวัติพระราหุลเพื่อจะได้เข้าใจถึงความเป็นมาของพระกัมมัฏฏฐานสายนี้ว่ามีที่ไปที่มาอย่างไร?จะได้เห็นว่าควรหวงแหนรักษาไว้เป็นสมบัติล้ำค่าของพระพุทธศาสนาชิ้นนี้ไว้เพียงไหน ด้วยพระกัมมัฏฐานสายนี้มีแบบแผนที่ผ่านการกล่อมเกลาจากพระบรมศาสดาและบรรดาพระอรหันต์ระดับปฏิสัมภิธาญาณ(ชั้นอัครมหาสาวก มหาสาวก สาวก)มากมายและยังมีหลักฐานบันทึกปรากฏแม้ในสิงหลประเทศ(ลังกา)จนทั่วแคว้นแดนสุวรรณภูมิ จึงมิใช่นั่งสมาธิแล้วเกิดนิมิตรนึกสำคัญเอาว่าตัวสำเร็จเป็นผู้วิเศษเกิดแนวทางปฏิบัติใหม่ หนักเข้าก็ตีเหมาเอาว่าเป็นของเก่าสมัยพุทธกาลที่สาบสูญไปตัวเป็นคนมีบารมี สูงจึงนั่งนึกเอาได้กลับคืนมาอย่างนี้ก็มี ซ้ำยังมีพุทธศาสนิกชนที่หลงเชื่อเข้าใจว่าเป็นจริง เป็นจำนวนมากบางคราวก่อครุกรรมถึงทำสัทธรรมปฏิรูปปฏิเสธพระไตรปิฏกก็มีให้เห็นอยู่เป็นอันมาก พุทธศาสนิกชนทั้งหลายท่านควรทราบว่า ความจริงพระสัทธรรมของพระบรมศาสดาสัมมาสัมพุทธเจ้านั้นยังไม่สาบสูญหายไปไหนได้ดอกด้วยยังไม่ถึงอายุขัยพระศาสนาประการหนึ่งและพระเถระผู้ทรงคุณอันยิ่งใหญ่ที่ได้บรรลุธรรมวิเศษก็ยังมีมากมายที่รับเป็นธุระในกิจพระศาสนาอธิษฐานกายธรรมเจโตวิมุตติสุขสัญญา ลหุสัญญาไม่ด่วนดับขันธ์(กายเนื้อดับแต่อธิษฐานกายธรรมไว้)คอยเกื้อกูลผู้สัมมาปฏิบัติก็มีเป็นอันมากเเต่เป็นเรื่องอจินไตยจึงขอเว้นไม่กล่าวเสียในรายละเอียด

          ประเทศไทยเรานับว่ามีวาสนามากมายนัก ด้วยเป็นที่สถิตตั้งมั่นของบวรพุทธศาสนาทั้งหลักธรรมที่สืบทอดมาแต่ครั้งพระบรมศาสดาก็ยังมีอยู่อย่างครบถ้วน เพียงแต่เรายังไม่รู้และยังไม่ตื่นตัว การเขียนคอลัมน์นี้ผู้เขียนอุทิศให้พระพุทธศาสนาด้วยแรงกาย แรงใจ ด้วยสติปัญญา อันมีเจตนาบริสุทธิ์ที่จะนำของวิเศษที่สุดมานำเสนอให้ท่านได้รู้ ได้เรียน ได้ศึกษา เป็นของดีที่อยู่ใกล้ตัวแค่เอื้อมไม่ต้องข้ามน้ำข้ามทะเลไปหาจากแดนไกล แม้ฝรั่งต่างเมืองที่เข้ามาทำงานวิจัยเรื่องการปฏิบัติกัมมัฏฐานในสุวรรณภูมิก็ยังยอมรับว่าของไทยเรานั้นยังมีอยู่ครบถ้วน จึงขอนำตำนานการสืบพระกัมมัฏฐานที่ท่านพระครู สังฆรักษ์(วีระ) ฐานะวีโร ได้เรียบเรียงมาให้ท่านได้ทราบพอสังเขปดังนี้

          ตำนานการสืบทอดพระกัมมัฏฐานมัชฌิมา ทางสายกลางแบบลำดับของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า สืบทอดโดยพระราหุลมหาเถรเจ้าพุทธชิโนรส
ด้วยอำนาจแห่ง พุทธานุภาพ ธัมมานุภาพ สังฆานุภาพ สิริพระอริยสงฆ์ ขีนาสพเจ้า พระสาวกของพระบรมศาสดา สืบทอดพระกัมมัฏฐานมัชฌิมาปฏิปทา

๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐
ราหุลเถรคาถา
         ชนทั้งหลายรู้จักเราว่า พระราหุลเถระผู้เจริญ สมบูรณ์ด้วยคุณสมบัติ ๒ ประการ คือ ชาติสมบัติ ๑ ปฏิบัติสมบัติ ๑ เราเป็นโอรสของพระพุทธเจ้า และของผู้มีปัญญาเห็นธรรมทั้งหลาย อนึ่งเพราะ อาสวะของเราสิ้นไป และ ภพใหม่ของเราไม่มีอีกต่อไป เราเป็นพระอรหันต์ เป็นพระขิเณยบุคคล มีวิชชา ๓ เป็นผู้เห็นอมตะธรรม สัตว์ทั้งหลาย เป็นดั่งคนตาบอด เพราะเป็นผู้ไม่เห็นโทษในกาม ถูกข่ายคือตัณหาปกคลุมแล้ว ถูกหลังคา คือ ตัณหาปกปิดแล้วถูกมารผูกแล้วด้วยเครื่องผูกคือ ความประมาท เหมือนปลาในปากลอบเราถอนกามนั้นขึ้นได้แล้ว ตัดเครื่องผูกของมารได้แล้ว ถอนตัณหาพร้อมทั้งรากขึ้นแล้ว เป็นผู้มีความเยือกเย็นดับแล (จตุกกนิบาต เถรคาถา พระสุตันตะปิฏก ขุททกะนิกาย เถรคาถา)

ตำนานพระราหุลเถรเจ้า
         ท่านพระราหุลเถรเจ้า ทรงเป็นพระราชโอรสของเจ้าชายสิทธัตถะราชกุมาร กับพระนางยโสธรา หรือ พระนางพิมพา พระราชนัดดาของพระเจ้าสุทโธทนะ ผู้ครองกรุงกบิลพัสดุ์นคร ประสูติวันที่พระมหาบุรุษ เสด็จออกผนวช วันนั้น พระมหาบุรุษทรงได้สดับข่าวพระราชโอรสประสูติ จึงออกพระโอษฐ์ว่า ราหุลัง ชาตัง ราหุรัง ชาตัง ซึ่งแปลว่า บ่วงเกิดขึ้นแล้ว บ่วงเกิดขึ้นแล้ว เครื่องพันธนาการเกิดขึ้นแก่เรา จำเดิมแต่นั้นมาพระราชกุมารจึงได้พระนามว่า “ราหุล”

ประวัติการศึกษาพระสมถ-วิปัสสนากรรมฐาน ของพระราหุลเถรเจ้า ผู้สมบูรณ์ด้วย ชาติสมบัติ ปฏิบัติสมบัติ
๐จากกรุงกบิลพัสดุ์ ทางจะไปกรุงราชคฤห์ ผ่านกรุงพาราณสี
๑.พักที่ ป่าอิสิปะตะนะมฤคทายวัน สามเณรราหุล ศึกษาเบื้องต้นสมถะกัมมัฏฐาน ธรรมตามลำดับขั้นในป่าแห่งนี้ สามเณรราหุล เมื่อบรรพชาแล้ว มักจะปรารภ กับพระสารีบุตร ผู้ทรงปัญญา องค์พระอุปัชฌาย์เสมอว่า ทอดพระเนตรพระบรมศาสดาแล้ว จิตเป็นสุข ตั้งมั่น ท่านพระสารีบุตร ผู้เลิศทางปัญญาจึงตรัสสอน สามเณรราหุลว่า ที่จิตเป็นสุข และตั้งมั่นนี้เพราะคุณของพระพุทธเจ้า เมื่อทอดพระเนตรเห็นพระพุทธเจ้าแล้ว เกิดปราโมทย์ เกิดปราโมทย์แล้ว เกิดปีติ ๕ ประการ คือ ขุททกาปีติ ขณิกาปีติ โอกกันติกาปีติ อุพเพงคาปีติ ผรณาปีติ กายก็สงบจิตก็จิตก็สงบ เป็นปัสสัทธิ ๖ ประการ กาย-จิตปัสสัทธิ กาย-จิตลุหุตา กาย-จิตมุทุตา กาย-จิตกัมมัญญตา กาย-จิตปาคุญญตา กายจิตชุคคตา กาย-จิตสงบ กาย และ จิต ก็เป็นสุข มีจิตตั่งมั่นเป็นสมาธิ แล้วพระสารีบุตรก็สอน วิธีการปรับจิต เป็นขั้นๆไป เพื่อให้จิตประณีตเป็นขั้นๆ แก้จิตหลอก จิตหลอน จิตอุปาทาน พระสารีบุตร ผู้ทรงปัญญา จึงให้สามเณรราหุลศึกษา พระรัศมี พระปีติ ๕ ประการ พระรัศมีพระยุคล ๖ ประการ พระรัศมีพระสุขสมาธิ ๒ ประการ กับ พระสารีบุตรเถรเจ้า เรียนเป็นขั้นตอน เพื่อปรับระดับจิตสมาธิ แก้จิตอุปทาน จิตหลอน จิตไม่ออกนอกหลู่นอกทาง จิตเป็นอุปจารสมาธิ (เรียนปีติยุคลเป็น ดวงธาตุ )
๒. ศึกษาพระอานาปานสติกัมมัฏฐาน ๙ จุดสัมผัส(ฝ่ายสมถะ) กับพระบรมศาสดา และ พระสารีบุตร เพื่อปรับจิตให้ประณีตขึ้นสู่ อัปปนาสมาธิ
๓. ศึกษา กายคตาสติ หรือ อาการสามสิบสอง, กสิณ ๑๐ ประการ, อสุภ ๑๐ ประการ เนื่องจากพระกัมมัฏฐานสามอย่างนี้เป็นพระกัมมัฏฐานต่อเนื่อง ในกาย,แผ่กสิณ ๑๐ ประการ แผ่เมตตา ๑๐ ทิศ แผ่กรุณา ๑๐ ทิศ แผ่ มุทิตา ๑๐ ทิศ แผ่อุเบกขา ๑๐ ทิศ กับ    พระโมคคัลลานเถรเจ้า ผู้ทรงอิทธิฤทธิ์
๔.ศึกษา รูปฌานปัญจกนัย กับ พระอัสสชิเถรเจ้า (ท่านชำนาญในรูปฌาน มาตั้งแต่เป็นพราหมณ์)
๕.ศึกษา อนุสสติ ๗ ประการ คือ ธัมมานุสสติ สังฆานุสสติ สีลานุสสติ จาคานุสสติ เทวตานุสสติ มรณสติ อุปสมานุสสติ กับ พระสารีบุตรเถรเจ้า (ท่านรู้พระกัมมัฏฐานทั้ง ๔๐ กองของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า เพราะท่านเป็นพระอัครสาวกผู้เลิศทางปัญญา)
๖.ศึกษา พรหมวิหาร ๔ และ การเข้าสุขสัญญา ลหุสัญญา กับ พระมหานามเถรเจ้า(พระมหาเถรเจ้าในกลุ่ม พระปัญจวัคคีย์๐๐
๗.ศึกษา วิสุทธิ ๗ ประการ กับ สมเด็จพระบรมศาสดา
๘.ศึกษา วิปัสสนาญาณ ๑๐ อาหาเรปฏิกูลสัญญา ๑ จตุธาตุววัฏฐาน ๑ กับ พระติสสเมตเตยยะเถร (พราหมณ์มานพ ๑๖คน)
๙.ศึกษา อรูปฌาน ๔ กับ พระภัททิยะเถร(พระมหาเถรเจ้าในกลุ่ม พระปัญจวัคคีย์)
๑๐.ศึกษา รูป-นาม และ สังขารการปรุงแต่ง มูลกัจจายน์ กับ พระมหากัจจายนเถร(พระมหากัจจายน์เถรเจ้า แต่งพระคัมภีร์มูลกัจจายน์เถรเจ้า ก่อน พระราหุลเถรเจ้านิพพาน ๕ พรรษา และ เนื่องจาก พระมหากัจจายน์ มีรูปร่างงาม ต่อมาจึง แปลงร่างปรุงแต่งให้ดูอ้วน    จะได้ไม่เป็นโทษแก่ผู้อื่น
๑๑.ศึกษา มหาสติปัฏฐาน ๔ กับ พระมหากัสสปเถรเจ้า (เป็นโอวาทข้อที่ ๓ ที่พระพุทธเจ้าประทานแก่พระมหากัสสปเถรเจ้า เราจะไม่ละสติไปในกาย พิจารณากายเป็นอารมณ์ เวทนา จิต ธรรม เป็นพระกัมมัฏฐานต่อเนื่องจากกายานุปัสสนาสติปัฎฐาน)
๑๒.ศึกษา โพธิปักขิยธรรม ๓๗ ประการ กับ สมเด็จพระบรมศาสดา
๑๓.ศึกษา เตโชธาตุ ธาตุไฟ (เตโชกสิณ) กับ ชนิล ๓ พี่น้อง
๑๔.ศึกษา พระไตรลักษณ์ อนิจจัง ทุกขัง อนัตตา กับ พระอานนทเถรเจ้า
๑๕.ศึกษา การปลงสังขาร (พิจารณาสังขาร) มีเกษา เป็นต้น กับ พระอุบาลีเถรเจ้า ท่านเป็นกัลบก (ช่างตัดผม) มาก่อน
๑๖. ศึกษา กายานุปัสสนาสติปัฏฐาน กับ พระอนุรุธเถรเจ้า
๑๗.ศึกษา รูป เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณ ละ การยึดมั่น ถือมั่น อายตนภายใน ภายนอก เพื่อคลายกำหนัด จิตหลุดพ้นจากกิเลส พิจารณา ดิน น้ำ ลม ไฟ ไม่ใช่เรา ไม่เป็นเรา เพื่อคลายกำหนัด เจริญอสุภ เพื่อละ ราคะ เจริญเมตตาภาวนา เพื่อละ พยาบาท เจริญกรุณาภาวนา เพื่อละ วิหิงสา เจริญมุทิตาภาวนา เพื่อละ อรติ เจริญอุเบกขาภาวนา เพื่อละ ปฏิฆะ เจริญอนิจจะสัญญา เพื่อละ อิสมิมานะ เจริญอานาปานสติ เพื่อ ความเบื่อหน่าย คลายกำหนัด และ เจริญเมตตาเจโตวิมุตติ หรือ ออกบัวบานพรหมวิหาร เพื่อ ความหลุดพ้นอันงาม ทั้งหมดนี้ ทรงศึกษา กับ สมเด็จพระบรมศาสดา ฯลฯ

          ครั้งเป็นสามเณรนั้น ท่านจะเรียกขาน นามโยมมารดาของท่านพระสารีบุตรว่า ย่า เพราะท่านจะตาม พระสารีบุตร องค์อุปัชฌาย์(เปรียบเหมือนพ่อ) ไปบ้านนางสารีมารดาของพระสารีบุตรเสมอๆ ท่านพระราหุลเถรเป็นผู้มีความกตัญญูมาก เมื่อทราบว่า พระสารีบุตรเถรเจ้า องค์อุปัชฌาย์อยู่ทางทิศไหน ท่านจะ บรรทม หันพระเศียรไปทางทิศนั้นเสมอๆ พรรษาที่ ๕ วันหนึ่งพระเจ้าสุทโธทนมหาราช ประชวรหนัก ทรงปวดตลอดพระวรกาย จึง ทรงระลึกถึงพระราชโอรส พระราชนัดดา สมเด็จพระบรมศาสดาทรงทราบวาระจิต จึงตรัสชวนพระนันทะ พระอานนท์และราหุลสามเณร และ พระอรหันต์ ๕๐๐ รูป ทรงพาเสด็จทางอากาศถึงฉับพลัน พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสอธิฐานทรงลูบพระศิระเกล้า พระนันทะลูบพระสรีระกายขวา พระอานนลูบพระสรีระกายซ้าย พระราหุลลูบพระปริษฎางค์ พระโรคาพาธเจ็บปวดทั้งปวงระงับสิ้น พระศาสดาตรัสอนิจจาทิสังยุตต์ตลอดคืน วันที่ ๗ พุทธบิดาบรรลุพระอรหันต์ธรรมที่พระพุทธเจ้าตรัสกับพระราหุลเถรเจ้า ตั้งแต่เป็นสามเณร-จนเป็นพระภิกษุ และสำเร็จอรหัตผล
๑.ตรัสกุมารปัญหา อัมพลัฎฐิกราหุโลวาทสูตร จุฬราหุโลวาทสูตร ๑ เพื่อมิให้ทำสัมปชานมุสาวาท คือการพูดเท็จทั้งๆที่รู้
๒.ตรัสราหุลสูตร ๑-๒ การละ อหังการ (ตัวกู)มมังการ(ของกู) มานานุสัย
๓.ตรัสราหุลสูตร ดิน น้ำ ลม ไฟ เป็นภายใน ภายนอก ไม่เป็นเรา ไม่ใช้เรา
๔.ราหุลสูตร ๑๑ พระโอวาทที่ตรัสเนื่องๆ เมื่อพระราหุลเถร ยังเป็นสามเณร
๕.ตรัสมหาราหุโลวาทสูตร เมื่ออายุได้ ๑๘ พรรษา ตรัสสอนเรื่องรูปทั้งปวง ไม่ใช้ของเรา ไม่เป็นเรา สอนรูปมีลักษณะหยาบ แข้นแข็ง เช่น ผม ขน เล็บ ฟัน หนัง ไม่ใช่ของเรา ไม่เป็นเรา เป็นปฐวีธาตุ รูปที่มีลักษณะเอิบอาบ เช่น ดี เสลด หนอง เลือด ไม่ใช้ของเรา ไม่เป็นเรา    เป็นอาโบธาตุ รูปเป็นเตโช อาศัยตน รูปเป็น วาโย อาศัยตน และ อากาศ ฯลฯ สำเร็จ พระโสดาปัตติผล และ สกทาคมิผล เป็น เสขบุคคล
๖.ตรัสราหุลสังยุต เพื่อถือเอาห้องพระวิปัสสนา ของ พระเถร
๗.ตรัสสอนอสุภะกัมมัฏ ฐาน ให้ละฉันทะราคะ สำเร็จเป็น อนาคามิผล เมื่อบวชในพรรษาแรก ๒๐ พรรษา เสขบุคคล
๘.ตรัสจุฬราหุโลวาทสูตร ๒ เพื่อถือเอาอรหัตผล ในเวลาที่ธรรมเจริญด้วยวิมุติธรรม ๑๕ ของพระราหุลเถรแก่กล้าแล้ว สำเร็จอรหัตผล เมื่ออายุได้ ๓๒ พรรษา ที่ป่าอันธวัน นอกเมืองสาวัตถี เป็น อเสขบุคคล

วิมุติธรรม ๑๕ เหล่านี้คือ
๑.ศีลสังวร
๒.ความคุ้มครองทวารในอินทรีย์
๓.ความรู้จักประมาณในโภชนะ
๔.ชาคริยานุโยค
๕.ศรัทธา
๖. หิริ
๗.โอตตัปปะ
๘.พาหุสัจจะ
๙. ความเป็นผู้ปรารภความเพียร
๑๐. ความเป็นผู้มีสติตั้งมั่น
๑๑. ความเป็นผู้ถึงพร้อมด้วย)ปัญญา
๑๒.ความเป็นผู้ถึงพร้อมด้วยรูปาวจรปฐมฌาน
๑๓.ความเป็นผู้ถึงพร้อมด้วยรูปาวจรทุติยฌาน
๑๔.ความเป็นผู้ถึงพร้อมด้วยรูปาวจรตติยฌาน
๑๕. ความเป็นผู้ถึงพร้อมด้วยรูปาวจรจตุถะฌานเมื่อท่านพระราหุลเถรเจ้า ได้สำเร็จอรหัตผลแล้ว ท่านได้ตรัสสรรเสริญคุณพระศาสดาดังนี้
กิกีวะ พีชัง รักเขยยะ จมรี ลมุตตม
นิปโก สีลสัมปันโน มะมัง
รักขิ ตถาขโต

           พระตถาคต ผู้มีปัญญาเฉลียวฉลาด ทรงสมบูรณ์ด้วยศีล ทรงรักษาเราเหมือนนกต้อยตีวิด พึงรักษาพืชพันธ์ เหมือนเนื้อจามรี รักษาขนหางสูงสุดฉะนั้น  พระราหุลเถระเจ้าท่านดำรงค์พระชนม์สังขาร สมควรแก่กาล แล้วก็ดับขันธ์นิพพาน ณ. พระแท่น ปัณฑุกัมพลศิลาอาสน์ ของท้าวสักเทวราช บนชั้นดาวดึงส์เทวโลก เมื่อพระชนมายุได้ ๔๒ พรรษา นิพพานก่อนสมเด็จพระบรมศาสดา ๙ พรรษา เมื่อพุทธกาลที่ ๓๖ ก่อน นิพพานก่อน พระสารีบุตรเถรเจ้า ๘ พรรษา(พระสารีบุตรนิพพาน วันปุรณมีเพ็ญ เดือน ๑๒ เมื่อพุทธกาลที่ ๔๔) นิพพานก่อนพระโมคคัลลานเถรเจ้า ๘ พรรษา(พระโมคคัลลานะนิพพาน วันสิ้นเดือน ๑๒ คือ แรม ๑๕ ค่ำ เมื่อพุทธกาลที่ ๔๔) ได้ยินว่า ก่อนที่พระราหุลเถรเจ้า จะเข้าสู่นิพพานนั้น ท่านได้เจริญอิทธิบาทภาวนา เข้าสุขสัญญา ลหุสัญญา อธิฐาน ขอจิตนี้จงเป็นกายนี้ กายของท่านก็แบ่งออกเป็นสองภาค คือ กายเนื้อเดิม ๑ กับ กายทิพย์ใหม่ ๑ เมื่อกายเนื้อท่านแตกดับ เข้าสู่นิพพานแล้ว จึงเหลือแต่กายอธิฐาน คือกายทิพย์ คอยดูแลพระศาสนาไปอีก ๑๐๐๐ ปี หลังท่านนิพพาน หลังพุทธกาลล่วงแล้วได้ ๕๐ ปี กายอธิฐานพระราหุลเถรเจ้าก็พบผู้สืบทอดพระกัมมัฏฐานมัชฌิมา แบบลำดับ คือ พระมันลิกะเถรเจ้า จากนั้นกายทิพย์ของพระราหุลเถรเจ้าก็เสด็จมาอบรมสั่งสอน รายละเอียดของวิปัสสนา จนพระมันลิกะเถรเจ้ามีความรู้ทั่วแล้วในพระกัมมัฏฐานมัชฌิมา แบบลำดับ จากนั้นกายทิพย์ อันเกิดจากการอธิฐานของพระราหุลเถรเจ้าก็อันตรธานหายไป จึงกล่าวว่าท่านจะมีกายก็ไม่ใช่ จะไม่มีกายก็ไม่ใช่ พระกัมมัฏฐานมัชฌิมา แบบลำดับ กับ พระคัมภีร์มูลกัจจายน์ มีอุปการะเกื้อกูลกันและกัน ต่อปฏิบัติสัทธรรม การรู้แจ้งแทงตลอด มรรค ผล นิพพาน และ ทรงไว้ซึ่งพระปริยัติสัทธรรม คำสอน ของพระบรมศาสดา

(โปรดอ่านต่อตอนหน้า)