การตรวจพลังงานจากเครื่องรางของขลัง ตอนที่ ๑
        เครื่องรางเป็นวัฒนธรรมหนึ่งของมนุษย์ที่ปรากฏขึ้นเพื่อสื่อถึงปาฏิหาริย์แห่งจิตที่ทรงอานุภาพในการเหนี่ยวนำพลังรอบข้างพาประจุสู่วัตถุที่ต้องการ อาจเรียกในเชิงวิทยาศาสตร์เสียใหม่ว่า วัตถุประจุพลังจิต ซึ่งเป็นสิ่งที่ยืนยันประการหนึ่งว่า มนุษย์นั้นรู้จักใช้พลังจิตนอกเหนือจากแรงทางกล้ามเนื้อที่เป็นส่วนหนึ่งของสรีระมาแต่โลกยุคโบราณ ขออธิบายว่าพลังงานทางจิตเป็นการผสมผสานระหว่างพลังงานไฟฟ้าและพลังงานอื่นๆที่มีในจักรวาลอย่างลงตัว ซึ่งจะเเสดง ปรากฏการณ์ในรูปแบบทางพลังงานออกมาในลักษณะที่ใกล้เคียงคลื่นไฟฟ้าแม่เหล็ก โครงร่างพลังงานในกายมนุษย์จึงเป็นการถักทอของพลังงานแม่เหล็กไฟฟ้าแบบหนึ่งซึ่งกระบวนการสนามพลังงานนี้เอง ที่เป็นตัวกระตุ้นกระบวนการต่างๆในร่างกายให้ทำงานสอดคล้องกันด้วยสัญญาณคลื่นกระแสไฟฟ้า อย่างความรู้สึกทางร่างกายที่ปรากฏขึ้นที่เรียก สัญญาณทางระบบประสาท ก็เป็นกระบวนการส่งผ่านสัญญาณไฟฟ้าแบบหนึ่งซึ่งเป็นการถ่ายทอดประจุเข้าสู่เซลล์ประสาทที่รับความรู้สึกโดยแปลความหมายที่สมองซึ่งอาจกล่าวได้ว่าความรู้สึกทางร่างกายใดใดที่เกิดขึ้นซึ่งล้วนปรากฏเป็นเรื่องราวให้จิตวิญญาณรับรู้นั้น เกิดที่สมองทั้งสิ้น

         หากอ่านบทความของคอลัมน์นี้จะเห็นได้ว่าให้ความสนใจกับสมองในการศึกษาเรียนรู้เรื่องราวทางจิตวิญญาณที่พยายามถ่ายทอดออกเป็นกระบวนการทางวิทยาศาสตร์ให้สามารถพิสูจน์จับต้องได้อย่างเป็นรูปธรรมและสามารถทำใจยอมรับเรื่องราวทางจิตวิญญาณดังกล่าวด้วยกระบวนการของเหตุและผล


     
        พลังงานทางจิตที่ปรากฏในเครื่องรางไม่ว่าพระเครื่องหรือวัตถุประจุพลังจิตอย่างใดๆก็ตามจัดเป็นกระบวนการหนึ่งของคลื่นไฟฟ้าแม่เหล็กที่เกิดขึ้นด้วยกระบวนการชีวะภาพแล้วถ่ายทอดสู่วัตถุ การแสดงออกจึงเป็นสนามเเม่เหล็กไฟฟ้า ลักษณะของสนามแม่เหล็กไฟฟ้าที่ปรากฏในพระเครื่องรางหรือวัตถุประจุพลังจิตนั้นจะเเสดงคลื่นสัญญาณออกแตกต่างกันมีระดับความถี่ และละเอียดที่แตกต่างกันขึ้นกับวิธีการของผู้ประจุพลังจิตในวัตถุนั้นรอบรู้เเละเลือกสรรวิธีใดในการประจุพลังงานสู่วัตถุนั้น เราอาจเรียกวิธีการที่ประจุพลังงานนั้นว่า “วิชา” หรือ “ศาสตร์” ซึ่งในทางพลังจิตแบบเชิงวิทยาศาสตร์จัดเป็นโปรแกรมคลื่นสัญญาณแบบหนึ่งที่ถูกบันทึกใน ภูมิปัญญาสากลหรือจักรวาล (Universal Wisdom) และหากใช้สัญลักษณ์ไม่ว่าแสง(รูป)หรือเสียง(มนตรา)เป็นตัวจุดการปะทุของพลังที่ศัพท์โบราณเรียกว่า คาถาอาคมนั้นเราก็อาจถือว่า เป็น“ประมวลลับ”หรือ Password ในการเข้าถึงโปรแกรมหรือสิ่งที่เรียกว่า “วิชา”นั้นๆให้ทำงานตามที่เรามีความมุ่งประสงค์ซึ่งขออธิบายแบบย่อๆถึง Universal Wisdomว่าเป็นแผ่นผืนสนามแม่เหล็กไฟฟ้าผืนใหญ่ที่ปรากฏในจักรวาลที่ถูกถักทอด้วยกระเเสคลื่นพลังงานต่างๆจากดาวฤกษ์ ดาวเคราะห์น้อยอย่างโลกของเรา และดาวเคราะห์อื่นๆที่ปรากฏในจักรวาลนี้แม้ว่าจะอยู่ห่างไกลกันเพียงใดก็ตามต่างก็ส่งแรงกระทำต่อกันอยู่อย่างตลอดเวลาหากรูปธรรมที่ปรากฏขึ้นนั้นมีสิ่งที่เรียกว่า “มวล”(Mass)

        ปรากฏการณ์ที่เกิดขึ้นกับจิตวิญญาณในฐานะรูปธรรมอย่างหนึ่งในจักรวาลที่มีมวลก็นับว่าต่างกระทบต่อกันและกันอย่างช่วยไม่ได้การกระทำของคนๆเดียวก็ย่อมกระทบต่อทุกหน่วยมวลในจักรวาลทั้งนั้น ส่วนเราจะรับรู้ได้หรือไม่นั้นก็เนื่องจากอิทธิพลต่อมวลต่างๆนั้นไม่เท่ากัน หากกระทบกระเทือนมากก็รุนแรงมากจนรู้สึกได้ชัดเจน ทั้งนี้ต้องพิจารณาจากผู้ที่รับสัมผัสนั้นด้วยว่ามีความไวต่อปฏิกริยาทางพลังงานนั้นเพียงใดและอาจเกี่ยวกับวิธีการที่ใช้พิสูจน์สัมผัสนั้นด้วยว่ามีความไวและละเอียดครอบคลุมเพียงใด

        พลังของพระเครื่องรางหรือวัตถุประจุพลังจิตแสดงออกด้วยพลังงานไฟฟ้าแม่เหล็กที่มีความถี่ที่แตกต่างกันขึ้นกับการปรุงคลื่นของผู้ทรงพลังทางจิตนั้นว่าหลักแหลมในวิธีการแบบใด หลายๆ คนที่ไม่รอบรู้เรื่องทางจิตวิญญาณเข้าใจผิดอย่างมหันต์ว่า จิตที่ไร้มวล(เข้าภาวะนิพพาน)จะมีคุณภาพในการสร้างพลังงานแบบมีมวลขึ้น ซึ่งเป็นไปไม่ได้ว่าจิตที่เข้าสู่โลกุตระวิสัยจะกลับมาปรุงแต่งเรื่องราวทางโลกีย์วิสัย(พลังงานทางจิตแบบโลกีย์) ได้อีกเพราะหากทำได้เเสดงว่าจิตนั้นยังมีมวล(กิเลส)อยู่ เราไม่อาจเรียกพลังงานทางจิตเชิงโลกีย์วิสัยว่า “บารมีพระ” เพราะเป็นพลังงานที่ต่างระดับกันและมีเป้าประสงค์ที่แตกต่างกัน หากท่านสามารถตรวจสอบพลังงานทางจิตได้อย่างถูกต้องจะรู้ได้อย่างชัดเจนว่ามีความแตกต่างกันอย่างสิ้นเชิง จากการทดสอบผู้ที่อ้างตนว่าเป็นนักพลังจิตพบว่า ไม่มีสักรายเดียวที่สามารถตรวจสอบพลังงานของพระเครื่องได้ถูกต้องครบถ้วนตามที่อายตนะต่างๆที่เปิดให้จิตวิญญาณได้ใช้เป็นช่องทางสู่การรับรู้เรื่องราวต่างๆได้คือ ตา - การเห็น หู – การได้ยิน กาย - การสัมผัส จมูก – การดมกลิ่น ลิ้น - ต่อมรับรส ใจ - การสัมผัสโดยพ้นจากพลังงานรูปแบบหยาบ ซึ่งแต่ละคนก็มีความจัดเจนในการรับสัมผัสที่แตกต่างกันและพบได้ไม่ง่ายนักที่สามารถตรวจสอบได้ทุกอายตนะอย่างเท่าเทียมกัน แม้อายตนะเดียวกันอย่างทางกายก็ยังไม่เท่าเทียมกัน พบว่า สิ่งที่เรียกว่าเครื่องรางของขลังที่เป็นวัตถุประจุพลังจิต หากทำการตรวจสอบพลังงานจากบุคคลที่ฝึกฝนศาสตร์ทางพลังจิตที่ต่างกันแต่ด้วยอายตนะเดียวกันเช่นทางกายสัมผัสปรากฏว่าบางครั้งจะบอกรายละเอียดได้แตกต่างกันจึงเป็นสาเหตุหนึ่งที่เครื่องรางชิ้นเดียวกัน เวลาไปให้ผู้ตรวจสอบที่ต่างบุคคลกันจะบอกระดับพลังงานที่ไม่เหมือนกัน บางสำนักไปตรวจ บอกว่า “พลังงานน้อย” บางสำนักไปตรวจทั้งที่เป็นเครื่องรางชิ้นเดียวกันกลับบอกว่า “มีพลังงานมาก” บางทีผู้ได้รับฟังหากไม่รู้เท่าทันก็อาจหลงเคลิบเคลิ้มว่าตนเองครอบครองของที่ประจุพลังจิตสูงหรือบางรายอาจใจเสียไปเลยก็มีหากผู้ตรวจสอบบอกว่าวัตถุนั้นมีพลังงานน้อยหรือไม่มี คอยติดตาม……… จริงหรือ? ที่สามารถตรวจสอบพลังเครื่องรางทั้งหลายได้

นิตยสารอุณมิลิต