นาคเทพ บรรพบุรุษของชาวสุวรรณภูมิ
  บั้งไฟพญานาค       
  เป็นปรากฏการณ์ยอดฮิตติดอันดับที่เคยนำมาสร้างเป็นภาพยนต์ จนได้รับการตอบรับจากคอหนังทั้งหลายอย่างล้นหลามเพราะ ความแปลกตรงที่ปรากฏการณ์บั้งไฟพญานาคนี้จะมีเฉพาะวันออกพรรษาเท่านั้นคือ จะมีลูกไฟประหลาดผุดขึ้นที่ลำน้ำโขงในช่วงหนองคายเลย บางส่วนของนครพนมในห้วงออกพรรษาของทุกปี ปรากฏการณ์นี้มีการบอกเล่าจากผู้เฒ่าผู้เเก่ว่ามีมานานนับร้อยปีแล้ว เดิมที่เล่ากันว่าจำนวน บั้งไฟพญา นาคนั้นจะมีมากกว่าในปัจจุบันมาก เชื่อกันว่าบั้งไฟนี้เป็นปรากฏการณ์ ที่เหล่าอมนุษย์ในลุ่มน้ำโขงสร้างขึ้น เพื่อเป็นพุทธบูชาตามคติประเพณีที่มีมานานนับพันปีของแดนอีสานนี้ ซึ่งก่อนจะบอกกล่าวเล่าเรื่องของตำนานการเกิดบั้งไฟพญานาคนี้ ก็ขอท้าวความเรื่องประเพณีบั้งไฟของชาวอีสาน

   ประเพณีบุญบั้งไฟนั้นมีอยู่ในเขตภาคอีสาน สืบต่อกันมานาน แต่กำหนดไม่ได้ว่ามีมาตั้งแต่ครั้งใด เพราะไม่มีหลักฐาน ที่เชื่อถือได้แน่นอนที่ปรากฏชัดแจ้ง ก็ในเรื่องนิทาน ท้าวผาแดงนางไอ่ แต่ก็ไม่อาจจะกำหนดวันเดือนปีได้ตามประวัติศาสตร์ เมื่อสันนิษฐานตามชื่อเมือง เช่น ศรีสัตนาคนหุตเป็นต้นแล้ว ก็พอประมาณ ได้ว่าเก่าแก่ก่อนสมัยที่ไทยจะอพยพลงมาตั้งรกรากในประเทศสยาม ต่อมาในสมัยสุโขทัยก็ได้พบหลักฐานในศิลาจารึกพ่อขุนรามคำแหงด้านที่ ๒ บรรทัดที่ ๒๒ - ๒๓ ว่า "คนเสียดกันเข้าดูท่านเผาเทียน ท่านเล่นไฟ เมืองสุโขทัยนี้มีดั่งจักแตก" ถือเอาความตามจารึกนี้ว่า สมัยสุโขทัยการเล่นไฟมีแล้ว แต่ไม่ทราบว่าเล่นกันอย่างไร อาจจะมีการจุดไฟเทียน จุดประทัด จุดตะไล หรือบั้งไฟแล้ว เพราะประชาชนเบียดเสียดกันเข้าดู คงไม่ดูไฟธรรมดาแน่ เมืองสุโขทัยกับศรีสัตนาคนหุต ก็ไม่ห่างไกลกันนักคงถ่ายทอดลงมาถึงกันได้ แต่ก็มีข้อสงสัยน่าสังเกตอยู่ว่า หลังจากยุคสุโขทัยแล้วประเพณีนี้ ทางสายโพระมิง คือสายน้ำน่านได้สูญหายไป ส่วนทางสายแม่น้ำโขงประเพณีมีอยู่ต่อมา

   เหตุใดจึงมีประเพณีบั้งไฟ ?  เรื่องนี้มีทางสันนิษฐานได้ ๒ แง่ คือพระอัคนี
   ๑. แง่ศาสนาพราหมณ์ ศาสนาพราหมณ์ มีการเคารพเทพเจ้าหลายองค์ เทพเจ้าองค์หนึ่งที่มีความสำคัญ มากในสมัยพระเวท ก็คือ (เทพเจ้าแห่งไฟ) พระอัคนีได้รับความนับถือว่าเป็นผู้มีฤทธิ์เดช และมีพิธีบูชาอ้อนวอนแทบทุกพิธีกรรม โดยถือว่าพระอัคนีเป็นเทพเจ้า ผู้รับการอ้อนวอนเพื่ออำนวยผลแก่ประชาชน และถือว่าเป็นเทพเจ้าผู้เป็นสื่อนำเครื่องสังเวยจากมนุษย์ ไปสู่พระเจ้าด้วยเช่นเครื่องสังเวยต่าง ๆ ต้องโยนเข้ากองไฟเพื่อให้ไฟนำไปถวายแด่เทพเจ้าบนสวรรค์ พระอัคนีมีอยู่ ภาค คือ ภาคสวรรค์ ได้แก่ ดวงอาทิตย์ ภาคอากาศได้แก่สายฟ้าไฟฟ้าในอากาศที่เรียกว่า วิทยุ หรือ วิชชุ อันนี้เเทนด้วยสัญลักษณ์ วชิรัมของสักกะเทวราชนั่นเอง ภาคพื้นดิน ได้แก่ไฟหุงข้าวต้มแกงนี้เอง การบูชายัญหรือการจุดไฟในสมัยโบราณของอินเดียก็สืบมาจากการนับถือพระอัคนี ครั้นศาสนานี้แพร่เข้ามาสู่ดินแดนย่านนี้ในครั้งโบราณ การบูชาพระอัคนีก็คงมีมาด้วย การจุดบั้งไฟขึ้นไปบูชาพญาแถน หรือถวายแถนตามเรื่องนั้นก็คงจะสืบมาจากประเพณีนี้ และมีตำนานมากมายอย่างเช่นตอนพญาคางคาก(คางคก) พระโพธิสัตว์รบชนะพญาแถน จนเป็นประเพณีจุดบั้งไฟเพื่อบอกให้พญาแถน(เทวดา) ทำฝนให้ตกต้องตามฤดูกาลเป็นต้น

     ๒. แง่พระพุทธศาสนา มีหลายท่านสันนิษฐานว่า บุญบั้งไฟเป็นบุญวิสาขบูชา เพราะนิยมทำกันในกลางเดือน ๖ ซึ่งเป็นวันวิสาขบูชา ประชาชนในท้องถิ่นนิยมเรียกว่าบุญเดือน ๖ ด้วย ตามเรื่องผาแดงนางไอ่นั้น พระเณรก็จุดบั้งไฟบูชา และเมื่อพญาขอมฉลองบั้งไฟนั้น ได้มีการทำบุญให้ทานขนาดใหญ่ เลี้ยงสมณะ ชี พราหมณ์ และพสกนิกรโดยไม่เลือกหน้า ทั้งยังได้อาราธนาพระเถระมาแสดงพระธรรมเทศนา บอกอานิสงส์แห่งการบูชาด้วย ขณะเดียวกันบางคนก็ถือศีล บางคนก็ปั้นพระพุทธรูป บางคนก็ให้ลูกให้หลานบวชรักษาศีล ซึ่งแสดงถึงการบุญมหากุศลประจำปีทีเดียว จึงน่าจะเป็นบุญวิสาขบูชา หรือวันที่มีความสำคัญเกี่ยวกับพระพุทธศาสนาที่ถูกนับว่า เป็นต้นเค้าเรื่องราวของปรากฏการณ์แปลกๆที่เกิดขึ้นในดินแดนอีสาน และหาสาเหตุที่ชัดเจนไม่ได้ อย่างไรก็ตาม วัตถุประสงค์ต่อมามีเปลี่ยนแปลงของประเพณีบุญบั้งไฟที่จัดขึ้นโดยชาวอีสานไปอีกเป็น ๒ ประการ พวกหนึ่งว่าเป็นการบูชา พระธาตุเกศแก้วจุฬามณีบนสวรรค์ และอีกพวกหนึ่งว่า เป็นการขอฝนจากเทวดา วัตถุประสงค์ข้อหลังนี้ปัจจุบันถือกันมาก และทั่วไปแทบทุกจังหวัด คือถ้าปีใดไม่ทำบุญบั้งไฟชาวบ้านก็ไม่สบายใจ และลงความเห็นกันว่า ปีนั้นต้องแล้ง ไม่มีฝนทำนา โดยเฉพาะชาวบ้านโนนสูง จังหวัดอุดรธานี ต้องถือเป็นมติชาวบ้านเลยว่าต้องทำทุกปี ถ้าปีใดไม่สะดวกก็ให้ทำบั้งไฟเล็ก ๆ ๒ - ๓ บั้งจุด ไม่เช่นนั้นพญาขอมก็มิได้ขอฝนโดยตรง แต่เมื่อมาทำกันในต้นฤดูฝน คนก็เลยตีความเอาว่าทำเพื่อขอฝน อันนี้ก็คงจะชี้ชัดฟันธงกันลำบากเพราะต่างก็มีเหตุผลของตนมาอ้างจะขยายความนิดว่า อีสานหมู่เฮานั้นนะ มีบั้งไฟตั้งสามชนิดที่จุดกันในงานบุญคือ บั้งไฟร้อย(น้ำหนักดินปืน๘ กก.) บั้งไฟหมื่น (น้ำหนักดินปืน ๑๒ กก.) บั้งไฟแสน (มีน้ำหนักดินปืนประมาณ๑๒๐ กก.)


   ส่วนขนาดที่ใหญ่เล็กกว่านี้จะเรียกแตกแขนงออกไปประหลาดพิศดารอย่างไร ก็เป็นเรื่องของคนในชั้นหลังที่คิดคำขึ้นเพื่อเรียกร้องความสนใจนั่นเอง ดังที่กล่าวค้างไว้ตอนต้นในเรื่องการเกิดบั้งไฟพญานาคนั้น ซึ่งก็ไม่ปรากฏหลักฐานว่ามีมาแต่ครั้งใด สมัยก่อนชาวบ้านไม่รู้ว่าเป็นบั้งไฟพญานาค เมื่อพบลูกไฟก็เรียกลูกไฟว่า "บั้งไฟผี" ปรากฏการณ์มหัศจรรย์นี้เกิดขึ้นอย่างรวดเร็ว จะมีลักษณะลูกไฟสีแดงใหญ่ขนาดเท่าผลส้มหรือไข่ไก่ พุ่งขึ้นจากน้ำด้วยความเร็ว ไม่มีเสียง ไม่มีควัน และพุ่งขึ้นสูงประมาณ ๑๐ เมตร ระยะห่างการขึ้นในแต่ละลูกจะอยู่ประมาณ ๒ - ๕ นาที ซึ่งปรากฏการณ์ประหลาดที่หาที่มาที่ไปไม่ได้นี้ก็เป็นปัญหาโต้แย้งกัน ๓ ฝ่าย คือ เชื่อว่าเกิดจากพญานาคสร้างขึ้นเพื่อเป็นพุทธบูชาในวันออกพรรษา และเชื่อว่าเป็นเพียงปรากฏการณ์ทางธรรมชาติ และเชื่อว่าเกิดจากฝีมือมนุษย์ อย่างไรก็ตามไม่ว่าจะเกิดด้วยเหตุผลประการใด ผู้เขียนไม่ขอออกความเห็น ณ ที่นี้ แต่จะกล่าวเพียงตำนานความเชื่อเรื่องพญานาค และความสัมพันธ์ที่พญานาคมีกับมนุษย์เท่านั้น




(สามารถติดตามละเอียดเพิ่มเติมได้ในนิตยสารอุณมิลิต ฉบับที่ ๑๘ เดือนพฤศจิกายน ๒๕๔๗)