เครื่องรางของขลัง ในมิติวิทยาศาสตร์
      ในทางวิทยาศาสตร์นั้นมีการค้นคว้าวิจัยในเรื่องธาตุที่เป็นองค์ประกอบสำคัญของสสารทั้งหลายที่ปรากฏอยู่ในโลกโดยแบ่งแยกสาขาการศึกษาออกเป็นวิชาที่เรียกว่า ฟิสิกส์ โดยมีการค้นคว้าถึงองค์ประกอบภายใน ก็พบว่า โดยแท้จริงวัตถุทั้งหลายนั้นมีองค์ประกอบจากอนุภาคที่เล็กละเอียดเข้าเกาะกุมกันอยู่อย่างมากมายเรียกว่า “อะตอม” (Atom) และยังวิจัยให้ลึกลงไปในส่วนประกอบของอะตอมก็พบว่าโดยแท้จริงนั้นเป็นการรวมกลุ่มของพลังงานที่มีการเกาะกลุ่ มกันอยู่ได้ชั่วขณะหนึ่งเท่านั้น ทุกสิ่งทุกอย่างที่ปรากฏขึ้นในจักรวาลก็คือพลังงาน ดังนั้นหากเราหยิบก้อนดินหรือก้อนหินขึ้นมาสักก้อนหนึ่งก็จะพิจารณาได้ว่าเป็นกลุ่มก้อนของพลังงานเล็กๆจำนวนมากมายที่รวมตัวกันจนมีสถานะและคุณสมบัติตามที่เราเห็นอยู่ในขณะนั้น วัตถุทั้งหลายจึงกล่าวได้ว่า “มีพลังงานในตัวทั้งสิ้น”แต่พลังงานที่มีอยู่นั้นสามารถแสดงความโดดเด่นออกมาในรูปการแผ่รังสีหรือการนำ ผ่านตัวนำออกมาแสดงภาวะปรากฏในสภาวะแวดล้อมได้มากน้อยกว่ากันนั้นเพียงใด ความเชื่อเรื่องพลังงานในวัตถุนี้มีมานานกว่าพันปีตามที่ปรากฏในประวัติศาสตร์ศาสนาที่เป็นอารยะธรรมหนึ่งของมนุษย์ที่ยืนยันได้ค่อนข้างชัดเจนว่า “มนุษย์ยุคโบราณรู้เรื่องฟิสิกสมิติพลังงานของสสารดีพอๆกับที่มนุษย์ยุคปัจจุบันค้นพบ” ความรู้เหล่านี้ไม่มีที่มาแน่นอนว่ามาจากไหน? ค้นคว้าได้เอง หรือใครเป็นผู้ถ่ายทอดความรู้นี้มา ทุกอย่างมักจบลงที่นิยายปรำปรา ว่าเป็นความรู้จากสิ่งที่เรียกว่าเทพเจ้าที่มีภาวะบางประการสูงส่งกว่าความเป็นมนุษย์ เรื่องราวหนึ่งของความรู้มนุษย์ในยุคโบราณนั้นมีประเด็นที่น่าสนใจประการหนึ่งคือ “เชื่อว่าวัตถุหรือสสารบางประการหากนำมาติดตัวก็อาจเกิดผลที่ส่งเสริมกับตัวผู้สวมใส่ได้” โดยมีการรวบรวมความรู้นี้ไว้อย่างค่อนข้างมีแบบแผน ที่รู้จักการใช้วัตถุธาตุตามธรรมชาติ ที่อาจได้จาก แร่ธาตุ สัตว์ พืช หรือการผสมผสานองค์ประกอบเหล่านั้นนำมาใช้ติดตัวโดยอาศัยคุณสมบัติทางธรรมชาติของสิ่งนั้นและอาจ มีการกำหนดขั้นตอนพิธีกรรมที่ดำเนินการในลักษณะที่เหนี่ยวนำวัตถุธรรมเหล่านั้นจนมีการแสดงพลังงานออกสู่ภายนอกตามที่ต้องการซึ่งอาจเรียกว่าการ “ปลุกเสก” การเหนี่ยวนำสสารเพื่อให้เกิดผลนั้น ทำให้เกิดวัฒนะธรรมอย่างหนึ่งคือเครื่องรางของขลัง ที่มนุษย์รู้จักเพียงว่านำมาติดตัวแล้วเกิดผลในทางที่ดีหรือเหนี่ยวนำเรื่องราวต่างๆมาสู่ผู้สวมใส่ตามที่ตั้วงคงความปรารถนาไว้ ความเป็นจริงที่เกิดขึ้นนั้นเป็นประสบการณ์เฉพาะตัวที่ไม่อาจหามาตรฐานมาตรวจสอบเปรียบเทียบวัดค่า ได้ จึงเป็นเพียงวัฒนะธรรมหรือพฤติกรรมสังคมที่เป็นกลุ่มความเชื่ออย่างหนึ่ง

      ในแง่วิทยาศาสตร์ที่พยายามศึกษาค้นคว้าเพื่อหาความเป็นจริงที่มีมาตราฐานของสิ่งที่ถูกพบเห็นเราอาจเรียกเครื่องรางว่า “วัตถุธรรมประจุพลังงาน” ที่มีความหมายถึงการสามารถมีผลกระทบต่อสิ่งมีชิวิต หากอยู่ใกล้ พลังงานทีแผ่ออกจากวัตถุเครื่องรางถูกตั้งสมมุติฐานต่างๆนานนาทั้งประเด็นที่เป็นไปได้และมุมมองความเห็นที่ว่าเป็นแค่ความเชื่อที่ไม่อาจเห็นสาระที่เป็นจริงได้ แต่ข้อเท็จจริงที่ปรากฏเป็นสิ่งที่ยืนยันหรือปฏิเสธสมมุตติฐานเหล่านั้นว่าน่าจะค้นคว้าต่อไปหรือยุติเรื่องไร้สาระนั้น การค้นคว้าประเด็นทางวิทยาศาสตร์ที่ค้นพบใหม่ๆจะเริ่มจากสิ่งที่ชวนฉงนสงสัยแล้วสืบสาวความจริง จึงมีนักวิทยาศาสตร์จำนวนหนึ่งที่ลงทุนค้นคว้าเรื่องราวเหล่านี้โดยยอมตัวเข้าไปศึกษาเป็นนักบวชในลัทธิต่างๆแล้วนำมาประมวลผลว่า “ความเชื่อเรื่องเครื่องรางของมนุษย์นั้น มีส่วนของความจริงอยู่” ทั้งนี้ทั้งนั้นต้องศึกษาหรือตั้งประเด็นให้เหมาะสมในการค้นคว้า ปรากฏการณ์เกี่ยวกับเครื่องรางของขลังที่สามารถแสดงอำนาจบางอย่างเหนือภาวะปกติทางธรรมชาติ

      ความเป็นจริงของเครื่องรางและความงมงายมักมาพร้อมกันเสมอหากผู้ที่เข้าไปเกี่ยวข้องใช้ความปรารถนาส่วนตัวเข้าตัดสินเรื่องราวต่างๆที่เกี่ยวข้องมากเกินไป และความเป็นจริงที่เกิดขึ้นนั้นก็มิได้หมายความว่าครั้งต่อๆไปจะเกิดขึ้นทั้งนี้เพราะปัจจัยหรือองค์ประกอบที่จะทำให้ประสบการณ์ของเครื่องรางที่เกิดขึ้นมาแล้วนั้นเกิดอีกครั้งมีมากและละเอียดอ่อนความไม่แน่นอนในเรื่องผลลัพธ์จึงเป็นประเด็นสำคัญที่เรื่องนี้ถูกมองข้าม...
     

(สามารถติดตามละเอียดเพิ่มเติมได้ในนิตยสารอุณมิลิต ฉบับที่ ๑๘ เดือนตุลาคม ๒๕๔๗)