พญาเวนไตยปักษี
จอมฟ้าผู้อยู่เหนือบัญชาสวรรค์

     พญาครุฑหรือพญาเวนไตยราชปักษี     เป็นนามของพญานกในโบราณนิยายฝ่ายภารตะที่อาจมีบางส่วนคล้ายคลึงกับทางฝ่ายปราชญ์ตะวันตก ที่รู้จักกันในเรื่องราวของวิหคเพลิงผู้เป็นอมตะและมีอำนาจในการต่อสู้กับสิ่งชั่วร้ายต่างๆ บางส่วนของเรื่องราวนั้นคล้ายคลึงกับชาติภารตะจนอาจคิดว่าเป็นการกล่าวถึงสิ่งเดียวกันเรื่องราวของพญานกเหล่านี้เป็น สัญลักษณ์ที่แสดงถึงพลังอำนาจบางประการที่มวลมนุษย์ในยุคโบราณใฝ่ฝันถึง จนเป็นที่มาของการนำสัญลักษณ์รูปพญานกนี้เป็นการแทนหรือแสดงอำนาจของผู้ปกครอง โดยเฉพาะไทยเราที่รับเอาอารยธรรมที่หลากหลายก็ใช้สัญลักษณ์รูปพญานกนี้แทนอำนาจในการปกครองด้วยเช่นกัน เรื่องราวของพญาครุฑนั้นปรากฏในเทพปกรณัมฮินดูในฝ่ายพวกนับถือพระวิษณุเป็นส่วนมาก โดยถือว่าเป็นพาหนะของพระนารายณ์เป็นเจ้าหนึ่งใน ตีรมูรติเทพเจ้าสูงสุดของฮินดูซึ่งนักปราชญ์ไทยอย่างท่านพระยาสัจจาภิรมย์(สรวงศรีเพ็ญ) ได้แสดงเรื่องราวของพญานกผู้นี้ไว้พอให้รู้จักสรุปความเป็นมาดังนี้….. พระยาครุฑ หรือ พญาครุฑ ตามตำนาน อุปปาติกะว่า มีรูปเป็นครึ่งนกครึ่งมนุษย์และกึ่งเทวดา มีลักษณะดังนี้คือ หัว ปีก เล็บ ปาก เหมือนนกอินทรี ตัวและแขนขาเป็นคน หน้าขาว ปีกแดง ตัวเป็นสีทอง พระยาครุฑเป็นโอรส พระกัศยปเทพบิดร กับ นางวินตา พระยาครุฑ มีภริยาชื่อ อุนนติ หรือวินายกา และมีบุตร ชื่อ สัมปาติ ซึ่งได้เป็นผู้ชี้ทางให้หนุมานไปลงกา แต่ในรามเกียรติ์ เรียกว่า สัมพาที และยังมีน้องของ สัมปาติ อีก ๑ ชื่อ ชฎายุ ในอมรโกศ ปรถมกาณฑ กล่าวชื่อ พระยาครุฑไว้เป็นอันมาก เช่น ครุตมาน-สัตว์มีปีก ครุฑบินอย่างนก, กาศยปิ และ เวนไตย-เหล่ากอกัศยป และ นางวินตา ขเคศวร-เจ้าแห่งนก นาคานตก-ผู้ทำที่สุดแห่งนาค คือ กินนาค วิษณุรถ-ดั่งรถพระวิษณุ สุบรรณ-มีวรรณเป็นสีทอง สุเรนทรชิต-ผู้ชนะ พระอินทร และยังมีชื่ออื่น ๆ เป็นอันมาก โดยสมมติขึ้นจากฤทธิ์จากเดช จากเหตุการณ์ หรือความเป็นอยู่แห่ง พระยาครุฑ พระยาครุฑ มีที่อยู่เป็นวิมานอันสวยงาม เรียกว่า ฉิมพลี นัยว่าอยู่บนต้นไม้งิ้ว ใกล้ฝั่งมหาสมุทรทางทิศทักษิณของมัธยมประเทศ พระยาครุฑ นี้ว่ากันว่า เมื่อเกิดมามีรัศมีโชติช่วงจนพวกเทวดาหลงเข้าใจผิด ถึงกระทำการบูชา โดยคิดว่าเป็นพระอัคนี พระยาครุฑมีมหิทธิฤทธิ์มาก ไม่ยอมหย่อนแต้มให้ใคร แม้แต่พระวิษณุ ซึ่งนับว่าเป็นมหาเทพผู้มีเดชานุภาพยิ่งใหญ่ พระยาครุฑก็หากลัวไม่ แม้พระยาครุฑจะได้เป็นพาหนะสำหรับขี่ก็ตาม แต่พระยาครุฑก็ไม่ได้เป็นอย่างทาส ความสัมพันธ์นั้น พระยาครุฑเป็นเพียงสหายกับพระวิษณุมหาเทพเท่านั้น



   ปรากฏเรื่องราวว่า.......ในคราวที่พระยาครุฑลอบเข้าไปนำน้ำอมฤต และจะนำเอารูปถ่ายความเป็นไทแห่งมารดาตน ที่ต้องตกไปเป็นทาส นางกัทรุ มารดาพระยานาค พระวิษณุจับได้ถึงรบกัน ที่สุดไม่แพ้ไม่ชนะกัน ตกลงยอมเป็นมิตรไมตรี มีข้อสัญญากันว่า ในเวลานั่งปกติ พระยาครุฑ จะต้องนั่งสูงกว่าพระวิษณุ แต่เวลาไปไหน ๆ พระยาครุฑจะต้องเป็นพาหนะให้พระวิษณุขี่

   จะเห็นได้ว่าพญาครุฑนั้นมีอำนาจมากและเป็นสัญลักษณ์ของความเด็ดเดี่ยว เพราะในปกรณัมตอนที่พญาครุฑชิงน้ำอมฤตจากเทวดาเพื่อ ช่วยมารดานั้นได้รบกับพระอินทร์ประมุขสวรรค์ถึงกับทำให้วัชระอาวุธที่ทรงอานุภาพที่สุดของพระอินทร์แตกร้าวลง โดยพญาครุฑเห็นแก่หน้าพระอินทร์ยอมให้ขนของตนหล่นเพียงเส้นเดียวโดยท้ายที่สุดกับการรบ กับเหล่าทวยเทพพญาครุฑยังตกลงเป็นมิตรกับพระอินทร์อีกด้วย และแม้พญาครุฑต้องฟันฝ่าอุปสรรคมากมายในการนำน้ำอมฤตมาช่วยมารดาของตนโดยเป็นผู้ที่ถือสัจจะยิ่ง แม้ช่วงชิงครอบครองน้ำอมฤตได้ก็ไม่แตะต้องน้ำอมฤตแม้แต่หยดเดียว จึงเป็นสัญญลักษณ์ของการเป็นผู้มีสัจจะอีกประการหนึ่งด้วยเรื่องราวของพญาครุฑนี้จะเห็นว่าโดดเด่นในความเป็นผู้ที่จริงจัง และยึดมั่นในความกตัญญูที่อาจถือว่าอำนาจคุณธรรมทั้งสองประการนี้เองที่ทำให้พญาครุฑรบชนะเทวดา แม้แต่พระวิษณุมหาเทพเองก็ไม่สามารถเอาชัยต่อพญาครุฑได้

รูปพญาครุฑถูกนำมาเป็นสัญลักษณ์ด้านหนึ่งในเหรียญเงินตราราคาหนึ่งบาทและห้าบาทในยุคหนึ่งซึ่ง เป็นสิ่งที่แสดงว่าไทยเราก็ยอมรับนับถือเรื่องพญาครุฑ เป็นสัญญลักษณ์แทนอำนาจรัฐและบางคนเชื่อว่า เหรียญกษาปณ์ที่มีรูปพญาครุฑอยู่ด้านหนึ่งใช้เป็นเครื่องรางประเภทนำโชคได้ หากนำมาติดตัว หรือใส่ในกระเป๋าสตางค์ เป็น เหรียญขวัญถุง และก็เคยมีการใช้ตราครุฑประทับข่ม


   ในตำนานฝ่ายพุทธเองก็มีการกล่าวถึงเรื่องราวที่พญาครุฑเข้ามาเกี่ยวข้องด้วยเช่นกันโดยปรากฏเรื่องราวอยู่ในชาดกหลายเรื่องเช่น กากีติชาดสุสณทิชาดก ปัณฑรชาดก ภูริทัตชาดกในทศชาติ ซึ่งชาดกเหล่านี้ก็มีเนื้อความในพระไตรปิฏก ก็เคยกล่าวถึงลมชนิดหนึ่งที่ เกิดจากปีกของพญาครุฑว่า “สุบรรณวาตะ” ที่ปรากฏเป็นพายุฝุ่นที่อาจถล่มบ้านเมืองให้พังพินาศได้ หรืออย่างปหารทชาดกที่กล่าวถึงพญาครุฑที่เลื่อมใสในพระสัมมาสัมพุทธเจ้าแปลงกายมาบำเพ็ญเป็นพระโยคาวจรในเมืองมนุษย์ด้วย ในตำนานของสุวรรณภูมิเองก็มีเรื่องราวของพญาครุฑที่จัดเป็นส่วนหนึ่งของสวรรค์ชั้นจาตุมหาราชิกาคือ ในไตรภูมิพระร่วงกล่าวว่าพญาครุฑเป็นระดับเทพเจ้าแห่งป่างิ้วที่ชื่อว่า ฉิมพลี(ภาษาในไตรภูมิพระร่วงว่าสิมพลี) ที่อยู่รายรอบเขาพระสุเมรุแกนกลางแห่งจักรวาลใน นวกัณฑ์แห่งไตรภูมิพระร่วงเองก็กล่าวถึงความเป็นอยู่ของพญาครุฑ


(สามารถติดตามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ในนิตยสารอุณมิลิต ฉบับที่ ๑๙ ประจำเดือนธันวาคม ๒๕๔๗)