พลังแม่เหล็กกับกายมนุษย์

      สนามพลังงานที่ปรากฏในจักรวาลนั้นจะปรากฏออกในสองรูปแบบพร้อมๆกันเสมอคือสนามไฟฟ้าและสนามแม่เหล็ก ซึ่งเราจะเห็นได้จากปรากฏการณ์ทางธรรมชาติก็คือสนามแม่เหล็กโลกที่จะทำให้เข็มทิศชี้ไปยังขั้วเหนือและขั้วใต้เสมอๆและหากเรานำเข็มทิศไปยังสถานที่ที่มีสนามไฟฟ้าที่เข้มข้นพอประมาณก็จะสามารถเห็นการเบี่ยงเบน ของเข็มทิศได้ ดังนั้นรอบๆตัวเราก็ล้วนแวดล้อมด้วยพลังอำนาจธรรมชาติต่างๆมากหมายและหนึ่งในพลังอำนาจเหล่านั้นก็คือ
"สนามแม่เหล็ก"

      พลังงานที่เหนี่ยวนำทางชีวะที่ทำให้ระบบต่างๆของร่างกายดำเนินไปอย่างเป็นระบบนั้นก็เป็นส่วนหนึ่งของปรากฏการณ์เรื่องสนามแม่เหล็ก เพราะรหัสชีวิตที่เป็นเสมือนแปลนของร่างกายเราแต่ละคนที่ทำให้มีลักษณะแตกต่างที่เรียกกันว่า “ดี เอ็น เอ (DNA)” นั้นก็คือปรากฏการณ์ของสนามแม่เหล็กแบบหนึ่งนั่นเอง
ปรากฏการณ์ของพลังสนามแม่เหล็กจะทำให้เกิดกระแสไฟฟ้าตามมาเสมอและนั่นคือ คำตอบสำคัญของที่มาเรื่อง “พลังจิต” เพราะจัดเป็นพลังงานรูปแบบหนึ่งที่แปรผันตัวเองได้ในสนามแม่เหล็ก ซึ่งสามารถนำความรู้เรื่องนี้ไปอธิบายการสร้างวัตถุมงคลเครื่องรางของขลังตลอดจนบรรดาเส้นสายพลังงานที่เรียกว่าเลขยันต์ต่างๆนั้นมีกระบวนการเกิดขึ้นได้อย่างไรในแง่คิดทางวิทยาศาสตร์ อันจะทำให้เราสามารถพิจารณาถึงความมีอยู่จริงของศาสตร์เหล่านี้ได้บนพื้นฐานของความจริงที่มิใช่ศรัทธาจนเกินขอบเขตที่เรียกว่า “งมงาย” ก่อนที่จะกล่าวถึงพลังสนามแม่เหล็กที่เกี่ยวพันกับร่างกายมนุษย์นั้น       จะขอกล่าวถึงเรื่องราวของความสัมพันธ์ของสนามไฟฟ้าและสนามแม่เหล็กในภาพของจักรวาลซึ่งปัจจุบันนั้นนักวิทยาศาสตร์ต่างเชื่อและรับรองว่า จักรวาลนั้นเกิดจากการระเบิดครั้งใหญ่ที่เรียกว่า “บิกแบง(big bang)” ทำให้เกิดคลื่นพลังงงานมหาศาลกระจายออกจากศูนย์กลางการระเบิดและมวลพลังงานเหล่านั้นได้จับตัวกันควบแน่นเป็นกลุ่มก๊าซร้อนและต่อมาได้เกิด ดาวฤกษ์และดาวเคราะห์ ดังนั้นสิ่งที่เราพบอยู่ไม่ว่าจะเป็นสสารในรูปแบบใดใดก็เป็นเพียงกลุ่มก้อนของพลังงานแบบหนึ่งที่ปรากฏมาให้เราได้สัมผัสรู้ชั่วระยะเวลาหนึ่งเท่านั้น
การปรากฏของคลื่นพลังงานทั้งมวลนั้นจะเป็นไปในลักษณะสนามพลังงานที่แผ่ออกเนื่องจากสสารทั้งหลายเมื่อแบ่งย่อยออกจะประกอบส่วนที่เล็กย่อยลงไปเล็กที่สุดที่เรียกว่า “อะตอม” และเมื่อย่อยลงในส่วนประกอบก็จะพบว่าเป็นอนุภาคทางพลังงานที่แสดงสถานะทางศักดิ์ไฟฟ้าเป็นสามลักษณะคือ
- อนุภาคไฟฟ้าบวก
- อนุภาคไฟฟ้าลบ
- อนุภาคที่แสดงสถานะเป็นกลาง

     ถ้าสังเกตให้ดีก็จะพบว่าสถานะทั้งสามนั้นเป็นการสร้างความสมดุลย์หรือเสถียรภาพของอะตอมธาตุนั้นๆในเวลานั้นนั่นเองจึงกล่าวได้ว่าธาตุทั้งหลายในแง่พลังงานนั้นมีส่วนประกอบที่เหมือนกันในวิชาฟิสิกส์แผนใหม่รับรองว่า ตุต่างๆนั้นหากเร่งศักดิ์ทางไฟฟ้าจนอนุภาคของอะตอมแตกตัวเป็นอิออนหรืออนุภาคทางไฟฟ้าแล้วก็จะสามารถสร้างธาตุใหม่ได้ตามต้องการ การประกอบของพลังงานที่กล่าวมานั้นจะเห็นว่าเป็นเรื่องราวของการรวมและแตกประจุทางไฟฟ้าทั้งสิ้นซึ่งเมื่อมีการรับอิเลคตรอนหรือกระจายธาตุไฟฟ้าลบ(อิเลคตรอน) ก็จะมีการซับพลังงานหรือกระจายพลังงานออกกับสิ่งแวดล้อมด้วยเสมอโดย แสดงปรากฏการณ์การณ์ออกสู่ภาวะภายนอกด้วยแสง ความร้อน เสียง และสนามไฟฟ้าซึ่งต้องมีปรากฏการณ์ของสนามแม่เหล็กปรากฏอยู่ด้วยทุกครั้ง ไม่ว่าธาตุหรือสสารนั้นจะแสดงตนภายนอกว่าเป็นสารแม่เหล็กหรือไม่ก็ตาม

    การประกอบของธาตุเป็นสารเริ่มต้นของสิ่งมีชีวิตที่เรียกว่า สารอินทรีย์นั้นก็จะประกอบด้วยธาตุหลักคือ ไฮโดรเจน คาร์บอนและออกซิเจน เสมอ กระบวนการในเซลล์หรือสิ่งมีชีวิตที่มีการเปลี่ยนแปลงพลังงานภายในตัวไม่ว่าจะเป็นการสันดาปสารอาหารหรืออาจเรียกรวมๆว่า “เมตาบอริซึม” นั้นก็ย่อมทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงพลังงานไฟฟ้าแม่เหล็กรอบๆเซลล์นั้นเสมอ เพียงแต่เราอาจจะไม่สามารถวัดค่าความเปลี่ยนแปลงได้เท่านั้น ปรากฎการณ์ของสิ่งมีชีวิตที่เรียกว่า “ชีวะ” นั้นจะแสดงออกด้วยการเรืองรังสี ออกโดยรอบเรียกว่า “ไบโอพลาสม่า” ซึ่งท่านผู้สนใจวิทยาศาสตร์ทางจิตจะรู้จักกันคุ้นเคยกับคำว่าว่า “ออร่า” นั่นเอง ปรากฏการณ์ของการเรืองรังสีของสิ่งที่มีชีวิต นั้นปัจจุบันได้ถูกพิสูจน์แล้วว่าเป็นกลไกที่พิสูจน์พลังอำนาจของสิ่งมีชีวิตได้ในเชิงวิทยาศาสตร์และสามารถนำความรู้ส่วนนี้มาใช้ได้อย่างหลากหลายซึ่งทาง “หนังสืออุณมิลิต” ก็เคยอบรมการดูออร่าเบื้องต้นด้วยตาเนื้อไปแล้วครั้งหนึ่ง หากท่านที่ผ่านการอบรมนำไปฝึกฝนอย่างสม่ำเสมอเพียงวันละสิบห้านาทีก็จะสามารถพิสูจน์ปรากฏการณ์ต่างๆที่เกิดขึ้นกับพลังงานชีวะรอบๆตัวเราได้อย่างหลากหลาย โดยจะขอทำความเข้าใจเรื่องการเห็นออร่าด้วยตาเนื้อนี้ เป็นเพียงความรู้ชั้นสามัญที่หากฝึกฝนบ้างก็สามารถจะเรียนรู้และดูได้ทุกคนหากมีสภาพร่างกายและจิตใจที่เป็นมนุษย์ปกติ การเห็นออร่าได้เป็นปรากฏการณ์การกระตุ้นสัญชาติญาณทางจิตชนิดหนึ่งที่ทำให้เกิดการหยั่งรู้ที่ลึกซึ้งขึ้นนอกอำนาจความคิดปกติที่เรียกว่า“ตาที่สาม”เปิดขึ้น ในส่วนที่กล่าวถึงนี้จะเน้นลงตรงที่นัยของตาที่สามนั้นนั้นไม่ใช่การรู้เห็นในสิ่งที่อ้างว่านอกมิติปกติของมนุษย์แต่เป็นการรู้ด้วยจิตและอายตนะที่นอกพ้นมายาจิตภายนอก จะนำมาเปรียบเทียบเอากับการเห็นในนิมิตของสมาธิ ที่เป็นเพียงการฉายเงาสะท้อนของจิตที่แปรปรวนออกมาเป็นภาพตามนิมิตแล้วหลงไปคิดว่าเป็นจริงจังจนสร้าง มิติซ้อนขึ้นกักกันการเรียนรู้ทางจิตในมิติที่ละเอียดขึ้นนั้นไม่ได้โดยให้ตะหนักถึงคำพูดของภิกษุรูปหนึ่งคือท่านหลวงปู่ดุลย์ อตุโล ผู้เชี่ยวชาญเรื่องสมาธิจิตได้อภิปรายกรณีมีผู้สอบถามท่านว่า มีคนอ้างว่านั่งสมาธิแล้วเห็นนรก สวรรค์ ได้พบปะกับจิตวิญญาณเทพเจ้าและโอปปาติกะอื่นๆมาสนทนาด้วยอย่างนั้นอย่างนี้แล้ว บอกเล่ากับคนอื่นๆถึงความรู้ความสามารถที่ตนมีเหนือธรรมชาตินั้น ท่านหลวงปู่ดุลย์ได้ตอบอย่างแยบคายและหากเราคิดตามก็จะรู้จริงเห็นชัดในภาพหลอนที่เกิดขึ้นว่า “ที่เขาเห็นนั้นจริง แต่สิ่งที่เขาเห็นนั้นไม่จริง” ...

(สามารถติดตามละเอียดเพิ่มเติมได้ในนิตยสารอุณมิลิต ฉบับที่ ๒๐ เดือนมกราคม ๒๕๔๘)