ตุลสิศาลิครัม
ตวามรักของพระเป็นเจ้าเพื่อการชำระบาป


       เรื่องราวของเทพเจ้าในศาสนาพราหมณ์นั้นมีมากมายหลากหลาย แต่ละปกรณัมล้วนแฝงเร้นสาระและเรื่องราวที่แสนมหัศจรรย์ของธรรมชาติ ซึ่งอยู่ที่เราจะสามารถค้นพบเรื่องราวดังกล่าวได้มากเพียงใด ศรัทธากับปัญญานั้นต้องไปด้วยกันเสมอ จึงจะนำมาซึ่งความสว่างไสวของจิตวิญญาณ  เราไม่อาจกล่าวได้อย่างเด็ดขาดว่า เรื่องราวหลายเรื่องที่อาจเห็นเป็นความงมงายไร้สาระที่ผูกสร้าง “จิตศรัทธา”ของมนุษย์กับสิ่งหนึ่งสิ่งใดนั้นจะเหลวไหลจนหาสิ่งที่เป็นสาระประการใดมิได้เลย    การเกิดสิ่งหนึ่งสิ่งใดไม่ว่าเป็นสถานที่ทางธรรมชาติ  หรือวัตถุธรรมใดใดที่เอ่ยอ้างว่าเป็นประตูสู่ความศักดิ์สิทธิ์นั้น ล้วนมีการนำมาเกี่ยวพันกับมหาเทพองค์สำคัญๆเสมอ   ความเชื่อของพราหมณ์หรือฮินดูนั้น เรื่องราวเกี่ยวกับพระนารายณ์หรือหริวิษณุเทพที่เกี่ยวข้องกับ พืชและวัตถุที่เป็นหินชนิดหนึ่ง  ซึ่งชาวภารตะที่ยึดมั่นในศรีหริวิษณุให้ความเคารพว่าเป็นพืชพันธุ์ศักดิ์สิทธิ์ และหินศักดิ์สิทธิ์  ที่เรียกว่าเป็นอัญมณีที่สูงสุดในตำนานพระเวทพราหมณ์ฝ่ายไวษณุนิกาย ก็คือ “ตุลสิ” และ “ศรีวิษณุศาลิครัม” เพื่อความถูกต้องของข้อมูลที่อาจมีผู้เคยเสนอไปก่อนจากสื่อสิ่งพิมพ์อื่น หรือ นักวิชาการที่อ้างตนเองเป็นผู้รอบรู้ในเทววิทยา ที่อาจรู้ไม่ครบถ้วนและวิจารณ์อย่างไม่ใช่ผู้ที่ทรงภูมิปัญญาในการสร้างสรรค์สักเท่าไรนัก  บทความนี้จึงขออ้างอิงบทความจากบุคคลที่เป็นนักปราชญ์ในยุคก่อน อันเป็นที่เชื่อถือของสังคมมาประกอบ ซึ่งท่านหนึ่งก็คือ   “ขุนวิจิตรมาตรา”  (สง่า    กาญจนพันธ์) ปราชญ์ยุคก่อนที่ท่านมีผลงานอันทรงคุณค่ามากมาย ท่านเป็นนักค้นคว้า  รอบรู้ที่ที่อาจเรียกได้ว่า เมธีวิจัยอาวุโสได้อย่างเต็มปาก  เรื่องราวต่างๆที่นำมาเผยแพร่ส่วนหนึ่งก็ได้จากการค้นคว้า   คิด เเละเขียนของท่านผู้นี้ เราเป็นเพียงสะพานเล็กๆที่พยายามเชื่อมโยงเรื่องราวอันทรงคุณค่าที่ท่านได้ประพันธ์ไว้มาสรุปกับงานวิจัยของ......เพื่อถ่ายทอดในหน้ากระดาษอันจำกัดนี้  จึงขอเริ่มเรื่องปกรณัมของวิษณุเทพในการเกิดสิ่งที่ชาวภารตะส่วนหนึ่งนับถือและบูชาดังการพบกับพระนารายณ์เป็นเจ้าโดยตรงดังนี้..

          ตุลสิ  เป็นไม้สำคัญอันหนึ่งของพราหมณ์และฮินดู  ถือกันว่าเป็นมเหสีของพระนารายณ์ (จึงมีพิธีสมรสกับไม้อัศวัตถเป็นงานประจำปี)  มีตำนานปรากฏเป็นเรื่อราวมาว่า สตรีคนหนึ่งชื่อ ตุลสิ กระทำพิธีบูชาพระเป็นเจ้า(ศรีหริวิษณุเทพ)อยู่ช้านาน  และขอกุศลผลบุญสนองให้ได้เป็นมเหสีพระนารายณ์  พระลักษมีได้ยินคำอ้อนวอนอันนั้นเข้าก็สาปให้นางกลายเป็นต้นไม้  ซึ่งได้รับสมญาตามชื่อของนางว่า ต้น “ตุลสิ”   โดยเหตุนี้พวกพราหมณ์และฮินดูจึงถือกันว่าไม้ตุลสิเป็นมเหสีของพระนารายณ์


    ครั้งหนึ่งพระนารทฤษีไปหานางสัตยภามา  มเหสีพระกฤษณะที่นครทวารกา  นางสัตยภามาขอคำแนะนำว่าทำอย่างไรจึงจะได้พระกฤษณะเป็นพระสวามีทุกชาติ  พระนารทฤาษีจึงว่าผู้ใดปรารถนาจะให้ได้อะไรสมหวัง  ต้องบริจาคสิ่งอันนั้นให้เป็นทานแก่พราหมณ์  นางสัตยภามาจึงยกพระกฤษณะให้พระนารทฤาษี  ครั้นพระนารทฤาษีจะพาตัวไป ความทราบถึงชายาอีก ๑๖,๑๐๘  คนก็พากันมาต่อว่านางสัตยภามาว่ามีสิทธิ์อย่างไรจึงบริจาคสมบัติอันเป็นของกลางสำหรับคนอื่น ๆ ด้วย นางสัตยภามาจำเป็นต้องขอพระกฤษณะคืน  พระนารทฤาษีไม่ยอมค้านว่าให้แล้วจะเอาคืนไม่ได้  แต่จะผ่อนผันให้เสียค่าถ่ายแทนตัว  กล่าวคือต้องเอาทองและเพชรนิลจินดาเท่าน้ำหนักตัวพระกฤษณะมาไถ่  พวกชายาทั้งหมดก็ยอม (ต่อมาเป็นภาษิตว่า เสียทองเท่าหัวไม่ยอมเสียผัวแก่ใคร)  พระสัตยภามากับพวกชายาเอาเครื่องประดับใส่จนหมดตัวตาชั่งก็ไม่เขยื้อน พระนารทฤาจึงแนะนำให้ไปขอความช่วยเหลือจากนางรุกมินี (ซึ่งเป็นมเหสีเอกคือพระลักษมีอวตาร)  นางรุกมินีว่าตนไม่มีแก้วแหวนเงินทองพอที่จะไปถ่วงน้ำหนักพระกฤษณะได้  แต่จะลองพยายาม นางจึงบูชาไม้ตุลสิขอให้ช่วยเหลือ เพราะตุลสิเป็นมเหสีอันแท้จริง  ไม่ใช่ตัวนางเอง โดยอธิษฐานกับ ต้นตุลสิ ปรากฏว่ามีใบตุลสิร่วงมาให้ใบหนึ่ง  นางรุกมินีเอาไปใส่ถาดอีกข้างหนึ่ง  ถาดนั้นก็ถ่วงต่ำลงมาจนข้างพระกฤษณะกระดกสูงขึ้นไป เมื่อปรากฏดั่งนี้  พระนารทฤาษีก็คืนพระกฤษณะให้นางรุกมินี  

           ความศักดิ์สิทธิ์ของไม้ตุลสิมีมากมายหลายประการ  ผู้ใดทำบาปไว้ถ้าได้เพ่งไม้นี้แล้วก็ล้างบาปหมด  ผู้ใดกระทบถูกไม้นี้จะเปลื้องราศีให้บริสุทธิ์หมดมลทินโทษ  และถ้าได้นมัสการจะทำให้หายจากโรคภัยไข้เจ็บสิ้น  กิ่งของไม้นี้เพียงกิ่งเดียวถ้าได้ถวายพระวิษณุในระหว่างวันขึ้น ๑๑ ถึงขึ้น ๑๕ ค่ำ เดือนกฤตติกา  (เดือน ๑๒)  จะทำให้พระเป็นเจ้าพอพระทัยยิ่งกว่าถวายโคพันหนึ่ง  ผู้ใดเอากิ่งตุลสิชุบน้ำหญ้าฝรั่นพรมพระวิษณุ จะได้รับส่วนความสุขจากพระองค์
          พราหมณ์ทุกคนปลูกไม้นี้ไว้ในบ้าน ที่ปลูกทำเป็นโคกทรายพูนขึ้นมา เรียกว่า พฤนทาพนบ้าง ทำเป็นหลักสี่เหลี่ยมสูงประมาณ ๒ ศอก  ตั้งเหลี่ยมให้ตรงตามทิศแล้วปลูกลงข้างบนนั้นบ้าง  ทุกเช้าต้องเอาน้ำมูลโคราด  ตกเวลากลางคืนตามไฟไว้ที่ต้น  ถึงฤดูร้อนต้องเอาภาชนะใส่น้ำแขวนไว้ที่ต้นเพื่อให้เย็นชุ่มชื้นอยู่เสมอ
          เวลาผู้ใดเจ็บหนักกำลังจะสิ้นใจ  พวกญาติพี่น้องก็จัดการเอาไม้นี้มากระทำสักการะบูชา  แล้วเด็ดเอารากใส่ปากคนเจ็บ  เด็ดใบวางที่หน้า ที่ตา ที่หูและหน้าอก  เอากิ่งจุ่มน้ำพรมคนเจ็บตั้งแต่ศรีษะตลอดเท้า คนพรมและพวกพ้องพากันร้องว่า ตุลสิ!  ตุลสิ! ตุลสิ!  ฉะนี้แล้วคนเจ็บก็สิ้นใจด้วยความสงบสุขถึงซึ่งสุคติภูมิคือสวรรค์
          พราหมณ์ไวษณพนิกาย(นิกายที่นับถือพระวิษณุ หรือนารายณ์เป็นใหญ่ที่สุดในตรีมูรติ)เอาต้นตุลสิ ทำลูกประคำคล้องคอทุกวันด้วย คัมภีร์วายุและปัทมปุราณะว่า ไม้ตุลสิเป็นพืชที่กวนได้จากเกษียรสมุทร

ศาลิครัม

           ศาลิครัมเป็นก้อนหินสีดำ แต่บางครั้งที่พบมีสีอื่นก็มีบางทีพราหมณ์บางคณะอาจเรียก "ชิวะลิงคัม"ก็มีอ้างว่าเป็นหินศิวะลึงค์(ว่ากันตามคติว่าตัวเชื่อเข้าไปฝ่ายเทพเจ้าองค์ใดเป็นใหญ่) โดยเฉพาะที่มีจุดแดงตรงยอดจะถือว่าขลังเป็นพิเศษ และถือว่า ศาลิคัมที่แท้จริงต้องได้จากแม่น้ำกฤษณกานดาคี บริเวณตำบลที่เรียกว่าศาลิคัม (แปลว่าต้นรังหมายถึงมีต้นรังขึ้นมาก)ซึ่งพราหมณ์ไวษณพนิกายจะนับถือมากโดยหินศักดิ์สิทธิ์นี้สัณฐานจะรีเหมือนรูปไข่  มีลายเหมือนต้นไม้ ถ้ายิ่งมีลายเป็นต้นไม้มากยิ่งนับถือกันมาก
          ตำนานของหินศาลิครัมสืบมาจากตำนานของไม้ตุลสิ  กล่าวคือเมื่อนางตุลสิถูกพระลักษมีสาปเป็นต้นไม้ไปแล้ว  พระนารายณ์ก็มีพระหฤทัยสงสารนางผู้ภักดียิ่งยวดต่อพระองค์  จึงแปลงพระรูปเป็นหินศาลิครัมมาอยู่ด้วยกับนางไม้ตุลสิเสมอไป  หินศาลิครัมจึงนับเข้าในอวตารของพระนารายณ์
          พราหมณ์ทุกคนต้องมีหินศาลิครัมไว้ประจำสกุล  และถือเป็นทรัพย์มรดกชิ้นหนึ่งที่ต้องมอบให้แก่บุตรหลานต่อ ๆ ไป  โดยไม่ให้ตกไปเป็นของผู้อื่นได้เลย คัมภีร์อาถรรพเวทกล่าวไว้ว่าเคหะพราหมณ์ผู้ใดปราศจากหินศาลิครัมแล้วเคหะผู้นั้นย่อมโสโครกเหมือนป่าช้า  และอาหารที่ประกอบขึ้นในเคหะนั้นก็สกปรกเหมือนรากหมา
          น้ำแช่หินศาลิครัมนับถือกันว่าเป็นน้ำมนต์ขลังที่สุด  ใครได้รับประทานจะทำให้ความบาปหมดสิ้นไป  ถึงซึ่งความสุขและประกอบแต่สิ่งที่ถูกต้องตามทำนองคลองธรรมเสมอ  เมื่อตายไปก็จะได้สวรรค์สมบัติเป็นบรมสุขแต่ทว่าก่อนดื่มน้ำมนต์นั้นตนจะต้องไม่ลืมออกวาจาสรรเสริญพระวิษณุว่า
          “ข้าแต่พระนารายณ์  พระองค์เป็นผู้ครองโลก  ความบันเทิงของพระองค์  ก็คืออวยพรให้แด่สรรพสัตว์  ข้าพระเจ้าขอดื่มน้ำล้างพระบาทพระองค์เพื่อให้ข้าพระเจ้าบริสุทธิ์ปราศจากความบาปทั้งปวง  ขอพระองค์ได้โปรดยกโทษข้าพระเจ้าผู้บาปมหันต์ด้วยเถิด”

             เรื่องการบูชา “ตุลสิ” และ “ศรีวิษณุศาลิครัม”  นั้นหลายท่านอาจเห็นว่า เป็นไปได้ยากที่พบสาระอันเป็นจริงในปกรณัมนี้แต่หากพินิจพิจารณาอย่างละเอียดก็จะเข้าใจถึงแก่นแท้และแก่นธรรมที่ปราชญ์ฝ่ายภารตะพยายามจะบอกก็คือ ธรรมะใดเล่าที่พระนารายณ์เป็นเจ้าถึงกับยอมสละพระองค์มาเป็นวัตถุธรรมนี้ นั่นก็คือ “ความรัก” และ “ความจริงใจ” ที่มนุษย์จะได้เรียนรู้และมีคุณธรรมเหล่านี้ให้ใครสักคน!!! จากนั้นก็ขยายออกสู่บุคคลอื่นๆ  อันเป็นหนทางแห่งสันติคือความไม่เบียดเบียน และนั่นก็เป็นเสมือนหนึ่งหนทางหนึ่งที่จะทำให้มนุษย์พ้นบาป อันเขาพึงละเว้นมิใช่หรือ ?.........