นาคเทพ บรรพบุรุษของชาวสุวรรณภูมิ

     บริเวณที่เกิดบั้งไฟพญานาคในปัจจุบันนั้นเชื่อกันว่าเป็นเมืองบาดาลของพญาสุทโธนาคราช ส่วนปรากฏการณ์เกิดบั้งไฟในแง่ของตำนานก็คงเป็นงานบุญบั้งไฟของเหล่าพญานาคตระกูลสุทโธนาคราชหรือนางไอ่คำที่ยังอยู่ใต้บาดาลจุดขึ้นเพื่อบูชาพระสัมมาสัมพุทธเจ้าอันเป็นการแสดงพุทธบารมีที่เหนือพลังธรรมชาติจนพลวัตบางประการใต้บาดาลเคลื่อนตัวเกิดปรากฏการณ์บั้งไฟพญานาคปรากฏการณ์นี้เกิดจากระนาบของมิติเวลาที่ทาบทับกันทำให้เกิดการเชื่อต่อภพภูมิปรากฏในพุทธศาสนาเรียกปรากฏการณ์นี้ว่า "พระเจ้าเปิดโลก"บั้งไฟพญานาคดังกล่าวจึงเป็นเรื่องราวพิศวงที่ท้าทายวิทยาศาสตร์ซึ่งยังไม่มีใครอาจหาญพิสูจน์ปรากฏการณ์บั้งไฟพญานาคว่าคืออะไรได้อย่างแท้จริงสักรายและคงเป็นปัจจัตตังในหมู่นักปฏิบัติธรรมที่ทรงสมาธิจิตจนเกิดทิพยอำนาจอาจรู้และสัมผัสพลวัตดังกล่าวได้ถึงปาฏิหาริย์แห่งพระพุทธศาสนาที่เหนือกว่าเทคโนโลยีล้ำยุคของปัจจุบัน

     ความเชื่อเรื่องพญานาคในพุทธศาสนามีด้วยกันหลายตำนาน แต่ที่พุทธศาสนิกชนทราบกันดีก็คือพระพุทธเจ้าแต่ละพระองค์ก็จะมีเรื่องราวของพญานาคเกี่ยวข้องเสมอ และพระสมณโคดมกว่าจะตรัสรู้เป็นพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ต้องบำเพ็ญบารมีมาหลายร้อยชาติ กล่าวคือต้องเสวยพระชาติเป็นพระโพธิสัตว์มาก่อน และพระองค์ก็เคยเสวยพระชาติเป็นพญานาค ๓ ชาติ และก็ยังมีพญานาคผู้ที่มีจิตเลื่อมใสในบวรพุทธศาสนาคอยอุปฐากพระพุทธองค์อยู่เนืองๆ หรือพญานาคที่มีมิจฉาทิฐิ ที่พระพุทธเจ้าทรงปราบให้คลายความเห็นผิดลง ดังจารึกในพุทธประวัติ นาคตามคติพุทธนั้น ไม่เชิงเป็นเทวดาอาจกล่าวได้ว่าเป็นเพียงอมนุษย์หรือกึ่งเทพกึ่งสัตว์ แต่พราหมณ์จะถือว่าเป็นเทวดาแท้ๆ เช่นพญาอนันตนาคราชที่พระอิศวรสร้างขึ้นจากสายสังวาลก็ถือว่าเป็นเทวดา อาศัยอยู่เมืองบาดาลซึ่งก็ไม่ได้หมายถึงน้ำ แต่เป็นเมืองที่อยู่ใต้โลกมนุษย์ลงไปอีกชั้นหนึ่ง ส่วนไทยเราเชื่อว่าพญานาคอาศัยอยู่ในน้ำ ก็คือบาดาลไม่ว่าจะเป็นหนองน้ำ แม่น้ำ หรือมหาสมุทรก็ถือว่าเป็นบาดาลทั้งสิ้น นอกจากจะเรียกบาดาลแล้วก็ยังเรียกว่า นาคโลกหรือนาคพิภพอีกด้วย ในสังขปาลชาดก พรรณนาถึงนาคพิภพว่าพื้นเป็นทรายรัตน ๗ แลเงินทองและแก้วมณีนานาประการ อันหญ้า ฝุ่น ผงหามีไม่ อาณาบริเวณงามราวกะแก้วไพฑูรย์ มีสระโบกขรณี ดาดาษไปด้วยกมลอุบลมีพรรณเป็นเอนก มีน้ำอันใส มีสีอันเขียว สวนมะม่วงน่ารื่นรมย์ดีมีใน ๔ ทิศ และคัมภีร์ทางพระพุทธศาสนา ได้แยกชนิดของพญานาคไว้อย่างละเอียดถึง ๑,๐๒๔ ชนิด หนังสือปรมัตถโชติกะมหาอภิธัมมัตถสังคหฎีกา ปริจเฉทที่ ๕ จัดหมวดหมู่พญานาคไว้ดังนี้…..
พญานาคมี ๔ ประเภท คือ

๑.กฏฐมุข เป็นพญานาคมีพิษชนิดหนึ่ง ถ้ากัดผู้ใดแล้วผู้นั้นจะแข็งไปทั้งตัว แขนจะงอเข้าและยืดออกไม่ได้
๒.ปูติมุข เป็นพญานาคมีพิษชนิดหนึ่ง ถ้ากัดผู้ใดแล้ว รอยแผลที่ถูกกัดจะเน่าและมีน้ำเหลืองไหล
๓.อัคคิมุข เป็นพญานาคมีพิษชนิดหนึ่ง ถ้ากัดผู้ใดแล้ว จะมีอาการร้อนไปทั้งตัว รอยแผลจะเป็นรอยริ้ว คล้ายถูกไฟไหม้
๔.สัตถมุข เป็นพญานาคมีพิษชนิดหนึ่ง ถ้ากัดผู้ใดแล้ว จะเหมือนกับถูกฟ้าผ่า

และยังมีการจำแนกวิธีทำอันตรายต่างกันออกไปถึง ๔ วิธี ซึ่งตามตำนานกล่าวว่า พญานาคที่มีฤทธิ์มากอาจจะเนรมิตกายให้เป็นคนได้ ถึงแม้จะเนรมิตกายเป็นคนได้แต่จะยังคงลักษณะอาการ ๕ อย่างที่มีประจำตัวอยู่เสมอ ไม่สามารถทำให้หายไปได้ ลักษณะที่ว่านี้ คือ
๑. ในขณะปฏิสนธิ ต้องปรากฏรูปร่างสัณฐานเป็นพญานาค
๒. ขณะลอกคราบ ต้องปรากฏรูปร่างสัณฐานเป็นพญานาค
๓. ขณะเสพเมถุนอยู่กับนาคด้วยกัน ต้องปรากฏรูปร่างสัณฐานเป็นพญานาค
๔. ขณะนอนหลับโดยปราศจากสติ ต้องปรากฏรูปร่างสัณฐานเป็นพญานาค
๕. ขณะตาย ต้องปรากฏรูปร่างสัณฐานเป็นพญานาค
และศัตรูที่เหล่านาคทั้งหลายต่างหวั่นเกรงก็คือพญาครุฑ แต่มีพญานาคที่ครุฑไม่อาจจับเอาไปกินได้ มี ๗ จำพวก
๑. นาคที่มีกำเนิดประณีตกว่าครุฑ
๒. กัมพลัสตรนาคราช
๓. ธตรัฐนาคราช
๔. นาคที่อยู่ในสีทันดรสมุทรทั้ง ๗
๕.นาคอันอยู่ในแผ่นดิน
๖. นาคอันอยู่ในภูเขา
๗. นาคอันอยู่ในวิมาน
     และทั้งหมดนี้คือพญานาคตามหลักคติพุทธศาสนา ซึ่งผู้เขียนได้ยกมาแค่บางส่วนเท่านั้น ถ้าจะกล่าวกันโดยทั้งหมดแล้วคุยกันสามวันก็ไม่จบสำหรับเรื่องราวพญานาค และในปัจจุบันก็เกิดแนวคิดที่ว่าพญานาคนั้นมีจริงหรือไม่ จริงๆ แล้วพญานาคจะมีตัวตนจริงหรือไม่ ? ก็ยังไม่มีผู้ใดหาข้อสรุปที่ชัดเจนได้ แต่ถ้าตามความเข้าใจของผู้เขียนเองแล้วถ้าพญานาคมีจริงก็คงจะไม่ได้มีรูปร่างแปลกพิศดารเหมือนกับนาคที่อยู่ตามขั้นบันไดของวัดต่างๆ ที่หลายๆ ท่านเห็นกัน แต่น่าจะเป็นเพียงงูใหญ่ที่สามารถแผ่แม่เบี้ยได้อาจจะมีหงอนบ้างแต่ก็คงไม่ใหญ่อะไรมากนัก ซึ่งเรื่องงูหรือนาคนั้นเข้ามาเกี่ยวข้องกับชีวิตความเป็นอยู่ ส่งผลให้เพิ่มบทบาทความสำคัญมากขึ้น จนทำให้มีผู้จินตนาการให้มีรูปร่างและขนาดแปลกประหลาดขึ้นตามลำดับ กระทั่งพญานาคในความคิดหลายๆ คนกลายเป็นเพียงสัตว์ที่มีเฉพาะในนิทานเรื่องเล่าเท่านั้น เพราะฉะนั้นจึงเป็นเรื่องที่แต่ละบุคคลจะใช้วิจารณญาณในการตัดสินใจ พญานาคจึงคงเป็นเรื่องลึกลับที่รอการค้นหาคำตอบต่อไป

     จากตำนานเรื่องราวพญานาคที่มักปรากฏในดินเเดนสุวรรณภูมินี้เองก็เป็นเหตุให้มีการสร้างรูปเคารพของพญานาคออกในลักษณะต่างๆกันตามความเชื่อถือขึ้นว่า ภูมิภาคใดจะมีคติไปแบบไหน มีผู้พยายามแสดงตัวเป็นผู้รอบรู้จัดระเบียบเครื่องรางที่เกี่ยวกับเรื่องนาคนี้อย่างเป็นหมวดหมู่ เเสดงทัศนะต่างๆกันออกไป ถูกบ้างผิดบ้างก็ว่ากันไปและก็มักอ้างเอาความเห็นของตนนั้นถูกต้องเสียเป็นส่วนใหญ่ ซึ่งคงไม่อาจสรุปสาระอะไรได้มากนักคงเป็นมติของแต่ละคนว่าศึกษามาอย่างไรมากกว่า อย่างคุณกิติ วัฒนะมหาตม์ก็เป็นผู้หนึ่งที่พยายามจัดเรื่องราวของเครื่องรางรูปสัตว์ต่างๆออกเป็นหมวดหมู่ซึ่งดูน่าสนใจดีโดยแสดงทัศนะเรื่องเครื่องรางที่เกี่ยวกับพญานาคแบ่งออกเป็น
- นาคเกี้ยว
- นาคอารักขาทั่วไป
- นาคอารักขาสถานที่
- นาคเฝ้าทรัพย์

(สามารถติดตามละเอียดเพิ่มเติมได้ในนิตยสารอุณมิลิต ฉบับที่ ๒๑ เดือนกุมภาพันธ์  ๒๕๔๘)