กำเนิดวชิราวุธ

       เมื่อกล่าวถึงมหาเทพผู้เป็นใหญ่ในสรวงสวรรค์ เป็นประธานเทพในเทวสภา ทรงอำนาจยิ่งใหญ่ทั้งมีเรื่องราวเกี่ยวข้องในการอนุเคราะห์แก่พระพุทธศาสนา ซึ่งปรากฏในพระสูตร พระไตรปิฏก ตลอดจนกล่าวในพระปริตมนต์ที่เรียกว่า "ธชัคคังปริต" นั้นก็คงเข้าใจได้ว่านั่นย่อมหมายถึง "สักกะเทวราช" หรือที่รู้จักเรียกหาว่า "พระอินทร์" นั่นเอง ซึ่งสัญลักษณ์ประจำองค์พระอินทร์ที่เเสดงถึงอำนาจที่ขจัดความยุ่งยาก อวมงคล ทั้งยังเป็นเครื่องหมายที่แสดงถึงปัญญาอันเเหลมคมในการเอาชนะอุปสรรค์ข้อขัดข้องต่างๆ โดยสัญลักษณ์นี้ยังเป็นหนึ่งในสี่ยอดศาสตราสุดวิเศษที่ตำนานในพุทธศาสนากล่าวยกย่อง ว่ามีอำนาจทำลายโลกธาตุให้ป่นเป็นธุลีได้ในบัดเดี๋ยวใจ ก็คือ วชิรัม หรือ วชิราวุธ (วชิระ+อาวุธ คืออาวุธที่เเกร่งประดุจเพชร) ซึ่งความเป็นมาของศาสตราวุธ สุดวิเศษนี้ได้มีบันทึกในพิไชยสงครามฮินดู และปรกรณัมอีกหลายเรื่องที่ปัจจุบันยากนักจะหาอ่านได้ทางกองบรรณาธิการ เห็นว่าควรนำมาเผยแพร่ไว้โดยสิ่งที่ท่านจะได้อ่านต่อไปนี่เป็นอีกเรื่องหนึ่งที่ได้มาจากขุมทรัพย์ ทางวรรณคดีของชาวอินเดียโบราณ โดยนักเขียนท่านหนึ่งที่ขอใช้เพียงนามปากกาว่า "นิรนาม" ขอเริ่มต้นเรื่องดังต่อไปนี้

     นานมาแล้ว ในขณะที่โลกยังเยาว์วัยอยู่คือ เพิ่งเกิดโลกขึ้นได้ไม่นาน พระอินทร์เป็นเทพเจ้าผู้ยิ่งใหญ่ในโลกทรง เป็นพระราชาแห่งฟากฟ้า และธรรมชาติทั้งปวง อันว่าอำนาจและสมบัติพัสถานของพระอินทร์นั้นมีอยู่มากมายเหลือที่คณนานับได้ แต่ในบรรดาทรัพย์เหล่านี้ ไม่มีสิ่งใดจะมีคุณค่าในสายตาของพระอินทร์มากเท่ากับฝูงสัตว์เลี้ยงของ พระองค์ คือ กลุ่มก้อนเมฆ ฝูงสัตว์เลี้ยงหรือกลุ่มก้อนเมฆอันสีดำทะมึนเหล่านี้แหละที่หลั่งสายฝนลงมา ประทานความชุ่มชื่นให้แก่มนุษย์บนพื้นโลก มนุษย์เรามีความปรีดาปราโมทย์และชื่นชมในเมตตา คุณของพระอินทร์ ก็เพราะสายฝนที่หลั่งมาจากฟากฟ้านี้ได้ช่วยเหลือหล่อเลี้ยงให้พืชพันธุ์ ธัญญาหารเจริญเติบโต และทำให้มนุษย์ยังชีพอยู่ได้ นอกจากนี้สายฝนยังกลายเป็นสายน้ำช่วย ทำให้ปวงชนได้อาบได้กินกันอย่างเป็นสุข ไม่ต้องสงสัยว่าในยุคนั้น ความสมบูรณ์พูนสุขยังมีอยู่ บนพื้นพิภพนี้อย่างมากมาย ไม่มีใครต้องขาดแคลน ไม่มีผู้ใดต้องอดอยากหิวโหย เพราะฝนฟ้าตกต้องตามฤดูกาล ทั้งมนุษย์และเทวดาต่างอยู่เย็นเป็นสุขกันทั่วหน้า
   แต่..ในท่ามกลางความสมบูรณ์พูนสุขนี้เอง ยังมีเหตุอาเพศอยู่ประการหนึ่ง นั่นก็คือภายในถ้ำอันเป็นเสมือนป้อมปราการอยู่ในภูเขาลูกหนึ่งนั้น มีอสูรผู้โหดร้ายอาศัยอยู่ตนหนึ่ง ชื่อว่า "พฤตระ" หรือที่เรียกกันว่า "พฤตาสูร" ถึงตรงนี้ บางท่านอาจจะนึกถึงคำนิพนธ์ของ พระยาศรีสุนทรโวหาร (ผัน สาลักษณ์) ในเรื่อง "อิลราชคำฉันท์" ตอนเริ่มต้นพอจับความได้ว่าก็พฤตาสูรนั้น เป็นเจ้าแห่งความแห้งแล้งปราศจากฝน ฉะนั้นจึงมีความอิจฉาริษยาในความมั่งคั่งยิ่งใหญ่ ของพระอินทร์ และอยากจะเข้าครอบครองสมบัติพัสถาน ทั้งหมดของพระอินทร์เสีย โดยเฉพาะอย่างยิ่งใคร่ ะเป็นเจ้าของฝูงสัตว์เลี้ยง คือก้อนเมฆอันมีอยู่เป็นจำนวนมากมาย และด้วยเหตุนี้เอง วันหนึ่งพฤตาสูรจึงวางอุบาย อันเต็มไปด้วยเล่ห์กระเท่ห์เข้าดักจับฝูงสัตว์เลี้ยงเหล่านั้น(ก้อนเมฆ) ขังไว้ในคอกอันได้รับการระแวดระวังอย่างรัดกุมดียิ่ง

เมื่อฝูงสัตว์(ก้อนเมฆ)เหล่านั้นถูกจับไปขังไว้เสียหมดแล้ว การณ์ปรากฏว่าฝนฟ้ามิได้ตกเลยผืนแผ่นดินพากันแห้งแล้งแตกระแหง พืชพันธุ์ธัญญาหารตลอดจน พฤกษาลดาดินติณชาติทั้งหลายต่างก็เหี่ยวแห้งไม่งอกงามเหมือนแต่ก่อน ในท่ามกลางแสงแดดที่แผดเผาเร่าร้อนระอุเช่นนั้น แม่น้ำลำคลองอีกทั้งห้วยละหานธารน้ำไหล ก็มีอันเป็นกลายเหือดแห้ง หาน้ำสักหยดเดียวก็ไม่ได้ ผู้คนและฝูงสัตว์ต้องป่วยเจ็บล้มตายลง เป็นอันมากด้วยความหิวกระหาย และโรคภัยไข้เจ็บแม้มนุษย์และสัตว์ ทั้งปวงจะตั้งตาคอยกันสักเท่าไร ฝนจะตกลงมาแม้แต่สักน้อยก็หาไม่ ตรงกันข้าม ดวงอาทิตย์ดูเหมือนจะกลับส่องแสงโชติช่วงแผดเผา ให้เร่าร้อนระอุหนักยิ่งขึ้น แล้ว…ในทีสุดเมื่อมนุษย์หมดปัญญาหนักเข้า ต่างก็ถึงกับคุกเข่านั่งลงร้องไห้อ้อนวอนเทพยดาฟ้าดิน โดยเฉพาะองค์อินทร์ผู้เป็นเจ้า เพื่อให้ช่วยดลบันดาลให้ฝนตกลงมา เพื่อว่าบรรดามนุษย์จะได้ รอดพ้นจากเงื้อมหัตถ์มัจจุราช
     เมื่อพระอินทร์ได้ยินคำสวดอ้อนวอนของมนุษย์เข้า ก็ทรงไม่สบายพระทัย ทิพยอาสน์ซึ่ง "เคยอ่อนแต่ก่อนมา" ก็บังเกิด "กระด้างดังศิลา" อย่างน่าประหลาดใจยิ่งนัก พระองค์จึงทอดพระเนตรเล็งแลลงมายังมนุษย์โลก ก็ทรงทราบเหตุการณ์โดยตลอด พระองค์ทรงพิโรธต่อการกระทำของพฤตาสูรผู้โหดเหี้ยมเป็นที่ยิ่ง จึงทรงกรีธาทัพเทวาอันเกรียงไกรเข้าสู่ ปราการอันเป็นนิวาสสถานของอสูรร้าย ในทันทีท้าวสหัสนัยน์เองนั้นเสด็จประทับมาบนหลังช้างเอราวัณอันมีกำลังวังชามหาศาล หากแต่พฤตาสูรกับเหล่ารากษสผู้บริวาร ได้รีบปิดทวารถ้ำอันมหึมาของตนเสียก่อน แม้พลเสนาของท้าวมัฆวานจะ พยายามทะลวงเข้าข้างในสักเพียงไรก็มิอาจบรรลุผลสำเร็จได้ พฤตาสูรกับพวกพากันหัวเราะชอบใจ เสียงกึกก้องไปทั่วทั้งถ้ำเมื่อได้พยายามทลายถ้ำ จนเหนื่อยอ่อนแต่ปราศจากผลสำเร็จแล้ว พลเทวดาซึ่งมีพระอินทร์เป็นประมุข ก็ปลงทัพลงพักผ่อนด้วยความเหน็ดเหนื่อย แต่ที่ไหนได้พวกรากษสอสูรทั้งหลายได้ฉวยโอกาสนั้นเอง เปิดประตูถ้ำ แล้วกรูเกรียวกันออกมาไล่เข่นฆ่าบริวารพลของพระอินทร์ พระอินทร์เองจึงเพิ่งจะได้สำนึก ว่าหากขืนรอต่อกรกับพวกอสูรต่อไปก็เห็นทีจะพ่ายแพ้เป็นแน่นอน พระองค์จึงทรงสั่งให้รี้พลเทวดาล่าถอยไป ด้วยประการฉะนี้พระอินทร์ ผู้เป็นใหญ่ในเทวโลกก็ต้อง ประสบความปราชัยในการปะทะกับพฤตาสูรเป็นครั้งแรก
     ด้วยความเคียดแค้นและอับอาย พระอินทร์ได้เสด็จกลับยังเทพนคร พร้อมทั้งปณิธานไว้ว่าอย่างไร ๆ เสีย พระองค์จะต้องหาวิธี กำจัดพฤตาสูรกับพวกเสียให้ราบคาบแล้วชิงเอาสัตว์เลี้ยง คือก้อนเมฆกลับคืนมาให้จงได้ นับตั้งแต่นั้นมา ท้าวมัฆวานก็ทรงครุ่นคิดถึง วิธีการว่าทำอย่างไรจะเอาชนะพฤตาสูรได้ ในการนี้พระองค์ได้ทรงปรึกษาหารือ กับเหล่าเทพยดาทั้งหลายในอันที่จะกระทำการให้สำเร็จดังประสงค์ แต่ก็หามีใครจะ สามารถให้ความกระจ่างแจ้งหรือแนะนำได้ไม่ อย่าว่าแต่เพียงนั้นเลย แม้วิธีที่ว่าทำอย่างไรจึง จะโจมตีป้อมปราการกลของพฤตาสูรให้แตกได้ แต่ก็ยังไม่มีผู้ใดจะสามารถแนะนำหรือบอกได้เลย

   พระอินทร์เมื่อจนปัญญา จึงเสด็จขึ้นไปเฝ้าพระพรหมได้แนะนำ ให้สร้างสรรค์ทุกสิ่งทุกอย่างบรรดามีในโลก พระพรหมได้แนะนำให้พระอินทร์ไปขอความช่วยเหลือ จากบรรดาฤาษีมุนีผู้บำเพ็ญตบะในมนุษย์โลก ทั้งนี้พระพรหมรับสั่งอธิบายเพิ่มเติมว่าฤาษีมุนีเหล่านั้น ล้วนมีญาณวิเศษและทรงศีลอย่างเพียบพร้อม ย่อมสามารถจะบอกให้ทราบถึงเคล็ดลับที่จะ ปราบพฤตาสูรใจโหดให้ปราชัยได้ ได้ทรงฟังคำแนะนำเช่นนั้นพระอินทร์ จึงเสด็จลงมายังมนุษย์โลกแล้วไปหาเหล่าฤาษีมุนีในป่า พร้อมกับตรัสปรึกษาด้วยพระพักตร์อันเศร้าหมองว่า "ท่านฤาษีมุนีผู้มีปัญญาอันล้ำเลิศ และผู้เป็นครูบาอาจารย์ของเหล่าเทวดาและมนุษย์ทั้งหลาย ข้าพเจ้าพระอินทร์มาหาท่าน เพื่อขอคำแนะนำและความช่วยเหลือบางอย่างจากท่าน เรื่องมีอยู่ว่า พฤตาสูรรากษสผู้มีใจทมิฬหินชาติได้ใช้กลอุบายลอบลัก เอาฝูงสัตว์เลี้ยงคือก้อนเมฆไปกักขังไว้ ยังให้เกิดฝนแล้งและแผ่นดินแตกระแหง พืชพันธุ์ธัญญาหารข้าวกล้าพากันฝ่อแฟบถึงแก่เกิดทุพภิกขภัย ทำให้ผู้คนตลอดจนสัตว์บ้านและสัตว์ป่าต้องเจ็บป่วยล้มตายลงเป็นจำนวนมาก ไม่มีใครในโลกจะสามารถบอกได้ว่า พฤตาสูรผู้นี้มีของดีหรือของวิเศษอะไร และทำอย่างไรพวกข้าพเจ้าจึงจะเอาชนะมันได้ พระพรหมผู้ซึ่งข้าพเจ้าได้ไปเฝ้ามาเมื่อสักครู่ ได้บอกให้ข้าพเจ้ามาหาท่านโดยแจ้งว่าท่านทั้งหลายเท่านั้นแหละที่จะให้ ความกระจ่างแจ้งในเรื่องนี้ได้ เพราะฉะนั้น ขอท่านผู้เป็นอาจารย์ของปวงเทวาและมนุษย์ อีกทั้งเป็นผู้บำเพ็ญศีลภาวนาจงได้โปรดเมตตาแก่สัตว์โลกด้วยเถิดขอได้กรุณาแจ้ง ให้ทราบถึงวิธีการที่จะกำจัดพฤตาสูรผู้โหดร้ายให้สูญสิ้นไปจากพื้นโลกเพื่อสรรพสัตว์ ทั้งหลายจะได้มีชีวิตอยู่ด้วยความร่มเย็นเป็นสุขเช่นแต่ก่อนเถิดเจ้าข้า
      ทันใดนั้น มนุษย์ทั่วพื้นพิภพก็ พลอยส่งเสียงแซ่ซ้องสาธุการเห็นด้วยกับคำขอร้องของพระอินทร์ บรรดาฤาษีมุนีผู้เจริญด้วยวัยวุฒิล้วนมีเส้นผมขาวยาวประมาณประบ่าและบ้างก็มุ่นไว้เป็นชฎาใหญ่น้อย ตามขั้นอายุแห่งบำเพ็ญตบะฌาน เมื่อได้ฟังคำตรัสของพระอินทร์จบลงและปวงมนุษย์ ก็โห่ร้องโมทนาสาธุด้วยเช่นนั้นแล้ว ฤาษีมุนีจึงพูดขึ้นบ้างด้วยท่าทางเคร่งขรึมว่า"ดูก่อน พระอินทร์ผู้เป็นใหญ่ในปวงเทพ การปราบพฤตาสูรนั้นมิใช่ของง่าย เพราะท่านจะใช้อาวุธธรรมดาหาได้ไม่ อาวุธที่จะใช้ปราบพฤตาสูรได้นั้น จะต้องทำด้วยอัฐิ(กระดูก) ของผู้อบรมบารมียิ่งใหญ่สักองค์ หนึ่งด้วยอาวุธพิเศษเยี่ยงนี้เท่านั้น พฤตาสูรจึงจะถึงแก่ความพินาศ"

     คำพูดของฤาษีมุนีทำให้ในที่ประชุมทั้งหมด ต้องเงียบกริบตะลึงงัน พระอินทร์เองถึงกับประทับคอตกทุกคนจนปัญญา ไม่ทราบว่าจะทำอย่างไร อาวุธเช่นนี้จะไปหาได้มาจากที่ไหน? จะสร้างได้อย่างไร? หากฝนไม่ตก ทั้ง คนและสัตว์คงจะต้องอดอยากหิวโหยและถึงแก่ความตายไปจนกระทั่งไม่มีสิ่งมีชีวิตเหลือบนพื้นแผ่นดินกระมัง? เหล่านี้เป็นปัญหาและความวิตกกังวลที่พล่านอยู่ในสมองของบรรดาผู้นั่งทอดอาลัยอยู่ในที่ประชุมครั้งนั้น ครั้นแล้ว ฤาษีตนหนึ่งนามว่า ทธีจิ (บางแห่งว่า ทริจิ) ผู้เจริญด้วยวัยวุฒิและคุณวุฒิ อีกทั้งมีสติปัญญาความสามารถกว่าฤาษีอื่นก็ได้เอ่ยปากขึ้น "ดูก่อนองค์ อินทรเทพและสหายทั้งหลาย ขอจงอย่าได้มีความเศร้าเสียใจหรือวิตกกังวล อันใดเลยอาตมามีความยินดีที่จะเสียสละชีวิตให้ด้วยความเต็มใจ เพื่อว่าพวกท่านจะได้ใช้กระดูกของอาตมา มาทำเป็นอาวุธวิเศษให้องค์อินทร์ผู้เจ้าโลกปราบพฤตาสูรได้ อาวุธนี้จะมีชื่อว่า "วชิราวุธ" และด้วยอาวุธวิเศษอันนี้ องค์มัฆวานก็จะสามารถปราบพฤตาสูรได้ราบคาบลงได้ ต่อจากนั้นหมู่สัตว์เลี้ยงคือเมฆทั้งหลายก็จะได้อิสระภาพกลับคืน แล้วฝนจะหยดหยาดลงมายังพื้นพิภพ ในที่สุดมนุษย์และสัตว์ทั้งหลายก็จะรอดพ้นจากความตาย

   คำพูดของฤาษีทธีจิ ได้สร้างความงงงันให้แก่ที่ประชุมเป็นอันมาก ทุกคนรู้สึกอัศจรรย์ในความเสียสละ ของฤาษีเฒ่าผู้นี้ยิ่ง ต่างก็แซ่ซ้องสดุดีคุณงามความดีของท่านโดยถ้วนทั่ว และด้วยประการฉะนี้เอง ทธีจิผู้เป็นประมุขของฤาษีทั้งหลายก็ได้ยอมเสียสละชีวิตของท่านเพื่อส่วนรวม เพื่อที่ว่าสรรพชีวิตทั้งหลายจะได้รอดพ้นจากความตาย ครั้นเมื่อได้กลั้นลมปราณจนสิ้นใจไปแล้ว สรีรร่างกายของท่านทธีจิก็ถูกนำไปเผา ส่วนอัฐของท่านนั้น .....

     

(สามารถติดตามละเอียดเพิ่มเติมได้ในนิตยสารอุณมิลิต ฉบับที่ ๒๒ เดือนมีนาคม ๒๕๔๘)