ว่านนางพญาผีดิบ

    ฟังดูชื่อหัวจั่วคราวนี้หลายท่านคงจะขนหัวลุก แต่บางท่านอาจจะว่า หมอเฒ่าเอาว่า อาไร้เอาอะไรมาเขียนมีด้วยหรือ? "ว่านนางพญาผีดิบ" นี่ ซึ่งขอบอกก่อนว่าว่านชนิดนี้ไม่ใช่ว่านทางสยามเราหรอก เเต่เป็นของประเทศเพื่อนบ้านเราก็ หม่องๆ พม่ายังไงซึ่งเขาเรียกว่า "ว่านเหม่ด่อยี" ตอนเเรกเริ่มเดิมทีที่เข้ามาประเทศเราเมื่อยี่สิบปีก่อนนะบันดานักเลงว่าน ทั้งรุ่นเก่ารุ่นใหม่ต่างคลั่งไคล้เพราะพวกพ่อค้าหัวใสต่างประโคมโฆษณาว่าเป็นว่านที่มีคุณวิเศษ เป็นมงคลมากมายถึงขนาดตั้งชื่อกันว่า "ว่านนางพญาหงสาวดี" แต่โดยความเป็นจริงนี่สิ สรรพคุณของว่านชนิดนี้ตรงกันข้ามอย่างสิ้นเชิง เพราะคนพม่าเขาถือว่าเป็นว่าน สะเดาะเคราะห์ ใช้ทางไสยศาสตร์บางแขนง จะไม่นำเข้าบ้านหรือร้านค้าเด็ดขาดอย่างดีก็ปล่อยเอาไว้ตามวัดวาอาราม ซึ่งสมัยนั้นตอนที่ว่านชนิดนี้เข้ามาขายในเมืองไทยนั้นเข้ามาทางด้านแม่สอด ชายเเดนครั้งนั้นโกยเงินบาทเราไปให้พม่าไม่รู้เท่าไรเพราะต่างก็ซื้อกัน เพราะไม่รู้ว่าเป็นว่านอะไรด้วยเพียงเพราะเห็นว่าสวยดีเท่านั้น

     "ว่านเหม่ด่อยี" หรือที่คนไทยเรารู้จักว่า "ว่านนางพญาหงษาวดี" นั้นเป็นว่านชนิดหนึ่งที่นำเข้ามาจากประเทศพม่า และกำลังฮิตโด่งดังมาก เป็นพืชที่มีใบหนาแข็ง สีเขียวสด มีดองสีเหลือง เช่นเดียวกับต้นยางที่นิยมปลูกกันในกระถางลำต้นเป็นปล้องๆ ชอบขึ้นตามเชิงเขาที่มีลำธารไหลผ่าน และตามพื้นที่ชุ่มชื่นทั่วไป ปลูกง่าย ตัดเป็นปล้องเพาะก็จะงอกออกมาเหมือนกับพวกขิง ข่า ตะไคร้ ไม่ต้องมีพิธีรีตองอะไร นอกจากจะถูกโฆษณาหลอกลวงให้หลงเชื่อโดยผู้ที่แสวงหาผลประโยชน์ ซึ่งมีคนไทยเป็นหน้าม้าทำการโฆษณาชวนเชื่อทางสื่อมวลชนอวดอ้างสรรพคุณต่างๆ ว่าปลูกเลี้ยงไว้แล้วจะให้โชคลาภอย่างนั้นอย่างนี้ ทำให้มีผู้หลงเชื่อ แย่งกันซื้อมาเลี้ยงเอาไว้ตามบ้านเรือน จากเดิมต้นละ ๕ บาท พุ่งพรวดถึงต้นละ ๗ ร้อย หรือ ๘ ร้อยบาท (เมื่อก่อนที่เชียงใหม่ราคาสูงถึงต้นละ ๗-๘ พันบาท)

     เมื่อเป็นเช่นนี้ พวกพม่าก็พากันขนข้ามมาจำหน่ายวันละเป็นคันๆ รถ แล้วขนเอาเงินไทยข้ามกลับวันละเป็นแสนๆ บาท ด้วยความสงสัย จึงสอบถามผู้รู้บางท่านถึงประวัติของว่านต้นนี้ว่าเป็นอย่างไร ก็ได้ความว่า ตามภาษาพม่าคำว่า "เหม่ด่อยี" แปลเป็นไทยว่า "นางพญาผีดิบ" หรือ "แม่มด" ว่านเหม่ด่อยีทางพม่าเขาถือกัน ไม่นิยมปลูกเลี้ยงไว้ในบ้าน นอกจากวัดหรือตามในที่สาธารณะเท่านั้น เพราะเป็นว่านที่มีอำนาจอาถรรพณ์ลี้ลับ เหมือนกับพวก "นางกล้วยตานี" หรือ "นางไม้ - นางตะเคียน" ของเรานั่นแหละ ในวันนักขัตฤกษ์แบบคืนโหดหวีดสยองมักจะปรากฏร่างออกมาให้เห็น เป็นหญิงสาวที่มีรูปโฉมงดงาม นุ่งขาวห่มขาว ไว้ผมยาวประบ่า หากผู้ใดนำมาปลูกเลี้ยงไว้ในบ้านจะต้องเซ่นไหว้บูชา มิฉะนั้นจะถึงกาลวิบัติ อับโชคลาภนานา และเกิดอาเภทต่างๆ ดังเช่นที่แม่สอด มีผู้นำมาปลูก ปรากฏว่าตั้งแต่ปลูกมีเสียงสุนัขเห่าหอนตลอดทั้งคืน เด็กพากันร้องไห้จ้าสะดุ้งผวา

     อีกรายหนึ่ง ปลูกแล้วภรรยาล้มป่วยหนักและตายในที่สุด ต้องยกกระถางว่าน "นางพญาหงษาวดี" ไปให้คนอื่นเลี้ยง มีเพื่อนอีกคนหนึ่งที่หนองเบน จ.นครสวรรค์ เล่าว่านับตั้งแต่ได้ว่านต้นนี้มาเลี้ยงไว้ในบ้าน ตกกลางคืนจะมีเสียงผู้หญิงร้องไห้อย่างโหยหวนในยามดึกสงัดทุกคืน พยายามฟังว่าเสียงนั้นมาจากไหนแน่ แล้วก็จับได้ว่าเสียงนั้นดังมาจากว่าน "เหม่ด่อยี" นั่นเอง เจ้าของเกิดความกลัวขนหัวลุก เลยตัดสินใจยกกระถางทุ่มทิ้ง ตั้งแต่บัดนั้นมาจนบัดนี้ไม่ได้ ยินเสียงร้องประหลาดนั้นอีกเลย

   สำหรับว่าน "เหม่ด่อยี" นี้ไม่ได้แปลว่า "นางพญาหงษาวดี" แต่แปลว่า "นางพญาผีดิบ" หรือ "แม่มด" ถ้าจะว่ากันก็เป็นว่าน "ผีสิง" ดีๆ นี่เอง ไม่ใช่เป็นว่านสูงส่งอะไรและ ว่านนี้จะมีกลิ่นเหม็นคล้ายศพเน่าด้วยจึงไม่น่าอภิรมย์เท่าไรนัก นี่แหละครับขอให้นักเล่นว่านใหม่ๆ ที่ยังไม่รู้อะไรได้โปรดทราบไว้ด้วยอย่าหลงซื้อเอามาเลี้ยงไว้ในบ้าน เพราะนอกจากไม่ให้คุณแล้ว ก็ยังจะเกิดโทษขึ้นอีกด้วย เล่นว่านของไทยดีกว่า เงินทองไม่รั่วไหลออกนอกประเทศ แล้วยังมีสรรพคุณที่เราสามารถพิสูจน์ได้ด้วยราคาซื้อหาก็ไม่แพง …



(สามารถติดตามละเอียดเพิ่มเติมได้ในนิตยสารอุณมิลิต ฉบับที่ ๒๓ เดือนเมษายน ๒๕๔๘)