แก้วงาช้าง มณีแห่งคชสาร

    ความเชื่อของคนทางภาคเหนือนั้นนับถือว่า ช้างเป็นหนึ่งในสัตว์ที่ให้คุณกับมนุษย์ และยังถือว่าช้างนั้นเป็นสัตว์ที่มีความขลังหรือศักดิ์สิทธิ์ในตัว ซึ่งความเชื่อเหล่านี้จะเห็นได้ตามวัดหรือเจดีย์ใหญ่มักจะทำรูปช้างประกอบอยู่ด้วย ซึ่งก็มีให้เห็นหลายแห่ง ความที่ช้างเป็นสัตว์ใหญ่เวลาเดินน่าเกรงขาม และมีความเเสนรู้ที่อาจเรียกว่าเขารู้เหมือนๆ คนเรา จึงทำให้เป็นสัตว์ที่ปรากฏตัวในสังคมคนเหนือที่เห็นกันอย่างชินตา เรื่องราวช้าง ช้างของคนเหนือนั้นมีมากมายอย่าง ช้างสะทัน(ฉัททันต์) ช้างพู้ก่ำงาเขียว ช้างโพรงนางผมหอม ช้างเจ็ดหัว(ชาดก)ซึ่งเป็นของมงคลคู่กับดอกบัวพันชั้น ช้างข้ามโท่ง(ลีลาเทศ) ช้างสามงาปลาสามเงี่ยง(ชาดกนอกนิบาต) นอกจากนี้สำหรับผู้ที่ชอบเรื่องเครื่องรางของขลังก็ยังมียันต์ ที่เกี่ยวกับช้างอีกหลายตำรา อย่างเช่นยันต์พญาช้างทั้งแปดฯ ที่ อ.ปริญญา ณ เชียงใหม่ เคยสร้างไว้ครั้งหนึ่งเพื่อเป็นตำนานสะท้านวงการเครื่องรางตามที่ได้เคยเสนอไปแล้วนะครับ เมื่อนึกถึงช้างตัวเป็นๆที่เดินโชว์โฉมตามถนนหรือทำงานที่ปางช้าง ก็นึกไปถึง ชิ้นส่วนร่างกายเขาที่มีค่ามากซึ่งในยามที่เขาล้ม(ตาย) ก็ได้เอามาใช้ประโยชน์เเกะเป็นพระเป็นเครื่องรางต่างๆนับว่าเป็นมีค่ามากก็คืองาช้างนั่นเอง ซึ่งยังแบ่งตามชนิดการได้มาหรือลักษณะของงาอย่างงาหยวก หมายถึง งาที่มีสีขาวเหมือนหยวกกล้วย งาน้ำผึ้งซึ่งจะออกอมสีเหลืองนิดๆ

     นอกจากนี้ก็เลยนึกไปถึงของขลังที่คนเหนือนับถือว่า มีคุณทางป้องกันอาถรรพ์ ทั้งขับไล่เสนียด ภูตผีปีศาจ และค้ำคูนผู้เป็นเจ้าของคือหากมีไว้ก็จะทำให้เจริญรุ่งเรืองพูดมาถึงตรงนี้ ก็คงเข้าเรื่องแก้วที่เราพบที่ในบ่อโป่งข่ามซึ่งมีลักษณะเหมือนขาวและเนื้อเนียนเหมือนงาช้างซึ่งมีไม่มากนักบางคนว่าเป็น "หม่าหยาสือ" หรือเป็นประเภทหินฟันม้าแต่หากดูดีๆ แก้วชนิดนี้จะมีความฉ่ำใสและลายภายในลักษณะที่คล้ายงาช้างมากกว่าหินครับจึงอาจเป็นการจัดระเบียบ เอ๊ย!!! จัดหมวดหมู่ของคนรุ่นก่อนๆซึ่งในตำราวชิระเป๊กได้กล่าวถึงแก้วที่มีลักษณะขาวเหมือนงาช้างนี้ไว้เหมือนกัน คือเรียกว่าเป็นตระกูลแก้วเผือกซึ่งจะมีทั้งขาวใสเป็นตระกูลแก้วประภาอย่างประภาหมอกมุงเมือง ประภาหอยสังข์ สำหรับแก้วเผือกนั้นจัดเป็นอีกตระกูลแก้วที่พบในแถบภาคเหนือซึ่งมีลักษณะที่เเตกต่างออกไป คือขาวทึบและการสะท้อนแสงที่เรียกว่า วาวเเก้วนั้นให้สีที่เเตกต่างกัน จึงมีการตั้งชื่อเเก้วเผือกแยกประเภทออกไปอีกอย่างเผือกไกรลาศ (ขาวออกเงิน) เผือกคำคาย(มีดอกไหม) เผือกหอยสังข์ เผือกดอกตาเหิน และเเก้วสีขาวนี้ลูกใดหากมีวรรณะสามประการคือขาว เขียวเหลือง ก็ให้ชื่อว่า วชิระเป๊กพรหมสามหน้า (มีข้อสังเกตอยู่ว่าแก้วที่เรียกพรหมสามหน้านั้นมีมากกว่าหนึ่งชนิด) และอีกมากมายที่ผมจะทยอยนำมาเล่าให้ฟัง เพราะเรื่องเเสงหรือแก้วของคนเหนือนั้นมีการแสวงหา และเชื่อถือกันมากว่าเจ็ดร้อยปี จึงมีรายละเอียดค่อนข้างมากยิ่งค้นก็ยิ่งลึก หลายท่านอาจสงสัยว่าที่นำมาเล่าได้เป็นคุ้งเป็นแควนั้นแต่งเองหรือเปล่าก็ขอบอกว่า ไม่กล้าหรอกครับเพราะของเหล่านี้มีสิ่งศักดิ์สิทธิ์คุ้มครอง และที่โบราณท่านจัดลำดับหรือเเบ่งไว้ นี่ก็ยังค้นกันไม่หมดยิ่งค้นก็ยิ่งเจอจึงไม่จำเป็นต้องแต่งเรื่องใหม่ อย่าลืมว่าคนอ่านอุณมิลิตนั้นส่วนมากเป็นผู้รู้เกือบทั้งนั้นอะไรที่ไม่ถูกต้องถ้าทำไม่ลึกซึ้งพอก็มักจะถูกต่อว่าเอา เพราะท่านเหล่านั้นเห็นคุณค่าต้องการอนุรักษ์ความรู้นี้ไว้ให้ลูกหลาน จึงมีหลายท่านที่ส่งข้อมูลให้ตลอดเวลาจนนับว่า เรื่องเเก้วมณีของลานนานี้ อุณมิลิตมีข้อมูลที่หลากหลายมากที่สุดเเห่งหนึ่งทีเดียวครับ

     

      แก้วงาช้างที่นำมาเล่าในฉบับนี้จัดเป็นตระกูลแก้วเผือกแบบหนึ่ง แก้วชนิดนี้เป็นแก้วที่แปลกไม่เหมือนกับแก้วชนิดอื่นคือตัวเนื้อแก้วจะมีลักษณะสีขาวขุ่น หากมองไปเผิน ๆ แล้วอาจจะดูเหมือนกับหินอ่อนสีขาว แต่ไม่ใช่หินอ่อนนะครับความจริงแล้วมันเป็นแก้วโป่งข่ามชนิดหนึ่ง ซึ่งต่างกับหินอ่อนเพราะว่าตัวแก้วงาช้างนี้จะแข็งกว่าหินอ่อนมาก หากนำไปขุดกับหินหรือพื้นซีเมนต์ ก็จะเห็นได้ว่าการยุ่ยของผิวนอกแตกต่างอย่างชัดเจน หินอ่อนจะยุ่ยผิวจะถูกขูดออกหายยุ่ยไปอย่างรวดเร็ว แต่กับแก้วงาช้างแล้วผิวจะไม่ถูกขูดออกเนื่องจากมีความแข็งมากกว่า ขอกระซิบนิดว่า แก้วงาช้างนี้บอกอาเพทได้หากดวงไม่ดีจะคล้ำหม่นหมอง ก็ให้เอาเเช่น้ำมะพร้าวสักคืนหนึ่งแล้วล้างด้วยน้ำส้มป่อยก็จะใสสว่าง และถือเป็นการแก้เคล็ดแก้ดวงไปในตัวด้วย

      แก้วงาช้างนี้พบได้ไม่บ่อยนักที่พบกันส่วนใหญ่จะคิดว่าเป็นแก้วงาช้างแต่ความจริงแล้ว บางครั้งอาจจะเป็นแก้วที่อยู่ทางด้านก้นแก้วหรืออาจจะเป็นหินแก้วชนิดอื่นก็ได้ ลักษณะของแก้วงาช้างมีอยู่สองชนิดคือ
       ๑. แก้วงาขาว(หยวก)หรือแก้วงาสีขาว
       ๒. แก้วงาช้างสีน้ำผึ้งหรือแก้วงาช้างสีขาวอมเหลือง

     ชนิดแรก คือ แก้วงาช้างสีขาว(หยวก) จะมีลักษณะเป็นแก้วสีขาวคล้ายกับเนื้อหินอ่อนสีขาวแต่จะไม่ขาวปลอดนะครับเนื้อแก้วจะมีสีขาวปนน้ำแก้วใสๆ ไม่มากนัก คล้ายกับก้อนเมฆที่มีสีขาวขุ่นมาก ๆ ลอยอยู่ภายในเนื้อแก้ว แต่จะไม่มีสีอื่นปะปนอยู่เลยและอาจจะมีรอยรานอยู่ภายในบ้างเล็กน้อยเพราะว่าเป็นแก้วที่มาจากธรรมชาตินั่นเอง

     และชนิดที่สอง คือ แก้วงาช้างสีน้ำผึ้งจะมีลักษณะคล้ายกันกับแก้วงาสีขาวแต่ที่แตกต่างกันก็คือ .....

     


(สามารถติดตามละเอียดเพิ่มเติมได้ในนิตยสารอุณมิลิต ฉบับที่ ๒๔ เดือนพฤษภาคม ๒๕๔๘)