น้ำมันว่านเจ็ดจันทร์เพ็ญ

    พูดเรื่องเกี่ยวกับว่านมานานทั้งว่านป้องกัน ว่านเมตตามหานิยมที่มีมากนับร้อยชนิดนั้น ก็เลยมีผู้ขอให้บอกวิธีทำน้ำมันว่านทางเมตตามหานิยมไว้ใช้บ้างลองค้นตำราเก่าๆ ดูพบวิธีทำที่ดูเข้าท่าและไม่ยากมากนัก ใช้ว่าน ๙ ชนิดมาทำจึงขอแนะนำวิธีการเพื่อเปลี่ยนบรรยากาศ คอลัมน์บ้าง เพราะตอนนี้มีคนติดต่อเข้ามามากอยากได้โน่นได้นี่ทำเป็นหมอเฒ่ามีว่านเยอะเป็นกะบุงไปได้ บางคนมาขอ "วิชาว่านแปดทิศ" ก็ไม่รู้จะบอกอย่างไรว่าหวงเพราะกว่าจะต่อวิชานี้มาได้ก็เล่นเอางอมพระราม คงได้เเค่พอเเนะๆเท่านั้นครับเพราะรับสัจจะเขามาเหมือนกันขอให้เห็นใจด้วยครับ ส่วนน้ำมันว่านที่แนะนำนี้ตำราเขาไม่ได้ตั้งชื่อคนแก่อย่างหมอเฒ่า ก็เลยปรึกษากับตาเฒ่ามากุสลงความเห็นว่าน่าจะชื่อ "น้ำมันว่านเจ็ดจันทร์เพ็ญ" คงเข้าทางอย่าชักช้าขอเริ่มตำราเลย

      ***ผิวจะทำน้ำมันว่านไว้ใช้ในการต่าง ๆ นั้น ท่านให้หาน้ำมันจันทน์อย่างดีมาหนึ่งขวด ควรพิจารณาเลือกหาน้ำมันอย่างแท้ๆ เพื่อให้มีอานุภาพดังประสงค์ (ส่วนเป็นเพราะเหตุใดที่ต้องใช้นำมันจันทร์นั้น เป็นความลับที่ไม่ได้อนุญาติให้เปิดเผยเอาเป็นว่าให้ใช้น้ำมันจันทร์แท้เเล้วกัน) เมื่อได้น้ำมันจันทน์มาแล้วจึงเสาะหาว่าน ๙ ประการ มาใส่ขวดน้ำมันนี้ ประกอบไปด้วยพระคาถากำกับในการปลุกเสกอธิษฐาน ท่านก็จะได้น้ำมันว่านขั้นวิเศษอันไปด้วย สรรพคุณนานาประการ สร้างความสำเร็จในการติดต่อธุรกิจ จะทำมาค้าขายอย่างไรก็แคล่วคล่อง, อุดมมีพลังกายและพลังใจแข็งกล้า, ด้วยแรงอำนาจศักดิ์สิทธิ์ของว่าน ๙ ประการดังนี้ คือ

      ๑. ว่านเสน่ห์จันทน์ เนื่องด้วยอานุภาพของว่านนี้เป็นเสน่ห์เมตตามหานิยมทั้งนั้น ไม่ว่าจะเป็นว่านเสน่ห์จันทน์ขาว, เขียว, แดง, ล้วนแล้วแต่ใช้ได้ทั้งสิ้นจึงเป็นที่รู้จักกันแพร่หลายทั่วไป, และเป็นสิ่งจำเป็นที่จะต้องใช้ในการนี้ ว่านนี้มีกลิ่นหอมจัด, มีค่ามหาศาล, มีคุณทางเสน่ห์ยิ่งนัก,ผู้ใดมีไว้จะค้าขายคล่อง คนทั้งหลายนิยมรักใคร่

      ๒. ว่านสาวหลง เป็นว่านที่ทรงคุณค่าอย่างมหัศจรรย์ทรงมหานิยม ฉะนั้น ประดาศิลปินทั้งหลายควรมีไว้ติดตัว พ่อค้าแม่ค้ามีไว้จะช่วยให้ค้าขายราบรื่น มีลูกค้าติดมากมายทำมาหากินคล่องได้ชื่อเสียง ชนทั้งหลายนิยม หญิงเห็นหญิงรัก ชายเห็นชายรัก นักเลงเจ้าชู้พึงมีไว้ประดับตน

      ๓. ว่านห้าร้อยนาง เป็นยอดว่านมหา เสน่ห์แถมด้วยอานุภาพทางคงกระพันอีกประการหนึ่งด้วย ผู้ใดมีว่านนี้ไว้ครอบครอง, หากใฝ่ใจจะหาเมียมากคนก็ไม่ยากนัก, แม้นไม่ถึงห้าร้อยนางก็เจียน ๆ ไปนั้นแล

      ๔. ว่านเครือสาวหลง ใช้ทางนะจังงัง, สาวหลง ชายยินดี, กระไททั้งหลายได้มีไว้ติดตัว จะมีนารีอุปถัมภ์ค้ำจุนไม่ขาดปากแล

      ๕. ว่านจูงนาง จงพิจารณาชื่อของว่านนี้เถิด ได้แจ้งสรรพคุณให้ประจักษ์แจ่มแจ้งแล้วทุกสิ่ง

      ๖. ว่านกระแจะจันทน์ ได้ชื่อว่าเป็นว่านสำหรับนักชายโดยเฉพาะ ไม่ว่าท่านจะจำหน่ายสินค้าอะไร ๆ ก็ตาม หรือจะเข้าบ้านใครก็ตาม หากมีว่านนี้ติดตัวไปด้วยแล้ว จะทำให้ผู้ที่ได้พบเห็นเจราจาด้วยเกิดความพอใจ เข้าหาผู้ใหญ่ ผู้ใหญ่ก็รัก เข้าเจ้าเข้านายดีนักแล

    ๗. ว่านเทพรัญจวน เป็นว่านที่ใช้ในเชิงเจ้าชู้ หากใช้น้ำมันที่แช่ว่านนี้ทาปากเจรจากับเพศตรงข้ามดีนัก ผู้ที่อยู่ใกล้ได้กลิ่นหอมหวนชวนระทึกใจก็อดที่จะชะม้ายตามิได้แล พึงสังเกตเถิด เห็นผลมามากแล้ว แม้ในการค้าขายก็ไม่ขัดเขินประการใด

      ๘. ว่านมหาเสน่ห์ ด้วยอำนาจประหลาดของกลิ่นหอมจากดอกว่านมหาเสน่ห์นี้ จะทำให้อิสตรีที่ได้ดอมดมเกิดความรู้สึกทางเพศรุนแรง ขึ้นอย่างน่ามหัศจรรย์ แม้เนื้อว่านที่แช่น้ำมันหรือน้ำมันที่แช่เนื้อว่านนี้ก็มีประสิทธิภาพเช่นกัน ผู้ที่ใฝ่ใจในเชิงเจ้าชู้ไม่ควรขาดแม้นมีติดตัวไว้จะไปทนใดก็ไม่เปลี่ยวใจแล

      ๙. ว่านช้างผสมโขลงหรือพระยาเทครัว ชื่อของว่านได้บอกสรรพคุณอย่างชัดแจ้งแจ่มแจ๋วอยู่แล้ว ถ้าต้องการให้คนในบ้านหลงรักเราทั้งบ้าน ก็ให้เอาเนื้อว่านนี้หยอดลงไปในตุ่มน้ำกิน คนทั้งบ้านจะหลงรักเราสิ้น น้ำมันที่แช่ว่านนี้ ให้ใช้สีปากเจรจาความ ทาน้ำมันที่เครื่องนุ่งห่ม หรือเครื่องประดับกายก็จะมีผู้นิยมชมชอบยิ่งนัก

     กรรมวิธี ท่านให้เอาว่านทั้ง ๙ ชนิดนี้มาหั่นเป็นชิ้นเล็ก ๆ พอใส่ขวดน้ำมันได้ เมื่อประจุเนื้อว่านลงไปทั้ง ๙ ชิ้นเรียบร้อยแล้ว ให้เอาขวดน้ำมันว่านนี้ไปตั้งบนหลังคาในระหว่างข้างขึ้น ๑๐ ค่ำ ถึง ๑๕ ค่ำ สักเจ็ดครั้งยิ่งดีเพื่อให้ได้รับพลังงานตามธรรมชาติจากแสงจันทร์วันเพ็ญ การกระทำดังนี้ จะเพิ่มคุณค่าอย่างมหาศาล โบราณท่านรู้แจ้ง จึงแสดงไว้ให้รู้ดังนี้ (อย่าลืมผนึกให้แน่นด้วยจุกและเทียนไขห่อหุ้ม)

     ทุกครั้งที่จะใช้น้ำมันว่านมหาเสน่ห์นี้ ท่านให้เสกด้วยพระคาถา ๓ คาบ พระคาถามีความดั่งนี้ คือ “มะอะอุ พุทธะสังมิ นะชาลีติ ปิยังมะมะ” เมื่อได้เสกครบถ้วนกระบวนความแล้วจึงใช้ (ติดตามในฉบับแจกน้ำมันว่านเจ็ดจันทร์เพ็ญฟรีแด่ผู้อ่านทุกท่าน)




(สามารถติดตามละเอียดเพิ่มเติมได้ในนิตยสารอุณมิลิต ฉบับที่ ๒๔ เดือนพฤษภาคม ๒๕๔๘)