ลมสุริยะ มหาประลัยล้างโลก

      ในอวกาศไม่มีอากาศ หรือที่เราเรียกว่า สุญญากาศ ดังนั้นจึงเป็นไปไม่ได้ที่จะมีลมพัดดังเช่นบนโลก สำหรับในห้วงอวกาศนั้นเต็มไปด้วยพลังงานนั้นจะหมายเอาถึงกลุ่มก้อนพลังงานที่พุ่งไปอาจเป็นระลอกหรือสายพลังงาน โดยเฉพาะพลังงานเหล่านี้เกิดจากดาวฤกษ์ที่มีขนาดใหญ่มากๆอย่างดวงอาทิตย์ คำว่าลมปลัยกัลป์ในที่นี้จะขอสื่อ ความหมายถึงพลังงานที่ประทุพุ่งออกมาจากดาวฤกษ์อย่างดวงอาทิตย์ พลังงานเหล่านี้มีทั้งคุณอย่างมหาศาลและ โทษอย่างมหันตภัยต่อทุกสรรพชีวิตบนดาวเคราะห์โลกแห่งนี้

      คำว่า "ลมสุริยะ" หรือ Solar Wind หมายถึงอนุภาคพลังงานสูงที่เคลื่อนที่ไปในอวกาศ สาเหตุที่เรียกชื่อเช่นนี้ ก็เพราะว่าเมื่ออนุภาคพลังงานสูงที่เคลื่อนที่ออกจากดวงอาทิตย์ปะทะเข้ากับหัว (Coma) ของดาวหาง หัวของดาวหางจะระเบิดกลายเป็นหางก๊าซยาวหลายล้านกิโลเมตรพุ่งไปในทิศทางตรงข้ามกับดวงอาทิตย์ นักวิทยาศาสตร์ในสมัยโบราณจึงเชื่อกันว่าดวงอาทิตย์กำลัง เป่าลมใส่ดาวหาง และตั้งชื่อสิ่งที่ถูกเป่าออกมานั้นว่า "ลมสุริยะ"

      โดยปกติลมสุริยะจะแผ่ออกมาจากดวงอาทิตย์ตลอดเวลา แต่จะมีปริมาณมากน้อยเพียงใดจะขึ้นอยู่กับสภาพความแปรปรวนของพื้นผิวดวงอาทิตย์ว่า มีการระเบิดรุนแรงมากน้อยเพียงใด แม้ว่าลมสุริยะมีอุณหภูมิสูงมาก คือประมาณ ๑,๐๐๐,๐๐๐ - ๒,๐๐๐,๐๐๐ เคลวิน แต่เนื่องจากในสภาวะปกติลมสุริยะจะเบาบางมาก จึงไม่เป็นอันตรายต่อยานอวกาศที่ส่งออกไปนอกโลก และไม่ทำให้เกิดความร้อนสูงจนทำให้เป็นอันตราย

     โครงสร้างของสนามแม่เหล็กของดวงอาทิตย์ ซึ่งมีความซับซ้อนและแตกต่างจากโครงสร้างของสนามแม่เหล็กโลกมาก สนามแม่เหล็กของ โลกมีลักษณะรูปร่างที่ชัดเจน ก็เนื่องจากโลกเป็นวัตถุแข็งเป็นก้อน ๆ ที่ชัดเจน ในขณะที่ดวงอาทิตย์เป็นก้อนก๊าซขนาดใหญ่ ก๊าซสามารถไหลวนไปได้อย่างอิสระ ความเร็วในการหมุนรอบตัวเองที่ตำแหน่งต่าง ๆ ของดวงอาทิตย์จึงไม่เท่ากัน ในกรณีของโลก โลกจะหมุนรอบตัวเองหนึ่งรอบในเวลา ๒๔ ชั่วโมงเท่ากันที่ทุก ๆ ตำแหน่งบนผิวโลก (แต่ในปัจจุบันดาวเคราะห์โลกกำลังปรับแกนและอัตราการหมุนรอบตัวเอง) ในขณะที่บริเวณเส้นศูนย์สูตรของดวงอาทิตย์จะใช้เวลาหมุนรอบตัวเองเพียง ๒๕.๕ วัน และบริเวณขั้วใช้เวลามากถึง ๓๓ วัน จะสังเกตได้ว่าเมื่อเนื้อสารของดวงอาทิตย์ บริเวณเส้นศูนย์สูตรหมุนรอบตัวเองไป ๓ รอบ เนื้อสารที่บริเวณขั้วของดวงอาทิตย์จะหมุนไปเพียง ประมาณ ๒ รอบเท่านั้น การหมุนรอบตัวเองด้วยความเร็วต่างกันนี้เอง ทำให้เส้นแรงแม่เหล็กถูกเนื้อสารของดวงอาทิตย์ "ดึง" ไป และเกิดการซ้อนทับกันในบางบริเวณมากกว่าปกติได้

(สามารถติดตามละเอียดเพิ่มเติมได้ในนิตยสารอุณมิลิต ฉบับที่ ๒๕ ประจำเดือนมิถุนายน ๒๕๔๘)