ขุนศึกยามาดา
เรื่องของชาวญี่ปุ่นที่เข้ามารับราชการในสยามจนมีบรรดาศักดิ์เป็นถึงออกญาเสนาภิมุข ท่านมีเรื่องราวที่น่าสนใจจนต้องบันทึกเป็นตำนานไว้เล่าขานอยู่มากมายตั้งแต่ร่วมรบกับพม่า จนท่านสิ้นชิวิตลงโดยขอจับความในตอนหลังจากที่สมเด็จพระเอกาทศรถได้เถลิงถวัลยราชสมบัติสืบราชสันตติวงศ์ต่อจากสมเด็จพระนเรศวรมหาราช พระบรมเชษฐาธิราช ในปี พ.ศ. ๒๑๕๕ แล้ว ประเทศไทยก็ว่างการศึกสงคราม ประเทศเพื่อนบ้านใกล้เคียงต่างก็ยอมอ่อนน้อมเป็นเมืองขึ้นของไทย ทั้งนี้ก็เนื่องมาจากสมเด็จพระนเรศวรมหาราชและสมเด็จพระเอกาทศรถได้ทำการปราบปรามเสียอย่างราบคาบ ทำให้ราษฎรต่างเบื่อการรบทัพจับศึก ทั้งองค์สมเด็จพระเอกาทศรถเองก็ทรงพระราชดำริเช่นนั้น ด้วยทรงตรากตรำมามากต่อมากแล้ว และในรัชสมัยของพระองค์ก็ไม่มีข้าศึกศัตรูมารุกรานแต่อย่างใด นับว่ากรุงศรีอยุธยาว่างศึก เข้าสู่ความผาสุขได้ระยะหนึ่ง และในตอนนั้นฝรั่งต่างชาติก็เริ่มเข้ามาติดต่อกับไทยมากขึ้น เช่นทำการค้าขายและทำสัญญาไมตรี ชาติฮอลันดาซึ่งมีอาณานิคมอยู่ใกล้ไทยก็ต้องทำสัญญาไมตรีไม่รุกรานกัน ทั้งต้องติดต่อการค้าขายกันด้วย จึงทำให้ชาวต่างประเทศต่างก็เข้ามาตั้งหลักแหล่งทำมาหากินในประเทศไทย เช่น ฮอลันดา อังกฤษ โปรตุเกส สเปน และญี่ปุ่น เป็นต้น เฉพาะชาวญี่ปุ่นส่วนใหญ่เป็นนักเดินเรือ เข้ามาอยู่ในประเทศไทยก่อนรัชสมัยสมเด็จพระเอกาทศรถ ปรากฏหลักฐานในพระราชพงศาวดารว่า ในคราวสงครามยุทธหัตถีในรัชกาลสมเด็จพระนเรศวรมหาราช ก็มีอาสาญี่ปุ่นเข้าร่วมรบด้วยถึง ๕๐๐ คน ดังนั้นพวกญี่ปุ่นจึงได้เข้ามาตั้งหลักแหล่งในไทยอยู่ทางใต้พระนครศรีอยุธยา ยังมีสถานที่เรียกว่า “บ้านญี่ปุ่น” อยู่ในจังหวัดพระนครศรีอยุธยาจนกระทั่งถึงปัจจุบันนี้ พวกญี่ปุ่นดังกล่าวส่วนใหญ่ทำมาหากินโดยสุจริต ปฏิบัติบัติตนอยู่ในขอบเขตของกฎหมายไทยเป็นระเบียบเรียบร้อยดี บางคนได้สมรสกับหญิงไทย และมีความจงรักภักดีต่อองค์พระมหากษัตริย์ไทยเป็นอย่างยิ่ง และมีทหารจัดเป็นกองอาสาญี่ปุ่น มีจำนวน ๕๐๐ คน หัวหน้าชื่อ “ยามาดา นากามาซา” ควบคุมชาวญี่ปุ่นทั้งหมด ถ้าหากมีศึกสงครามก็ต้องเข้าช่วยรบด้วย


ต่อมาได้ทรงพระกรุณาโปรดแต่งตั้งให้ยามาดามีตำแหน่งเป็น ออกญาเสนาภิมุข ผู้บังคับการกรมอาสาญี่ปุ่น แต่ก็มีชาวญี่ปุ่นบางพวกเป็นนักเดินเรือที่ชำนาญ ตั้งตัวเป็นพวกทุจริตเป็นโจรสลัด ไม่อยู่เป็นที่เป็นทาง เที่ยวปล้นสะดมเรือสินค้าตามทะเลและในเขตประเทศไทยอยู่เนือง ๆ ทั้งเรือสินค้าไทยเองก็เคยถูกพวกญี่ปุ่นปล้นบ่อย ๆ ครั้งหนึ่งชาวอังกฤษคนหนึ่งชื่อ Thomas Essington เป็นหัวหน้าชาวเรือเดินทางมาประเทศไทยถูกพวกโจรสลัดญี่ปุ่นทำการปล้นที่เมืองปัตตานี และได้ทำการสู้รบถูกโจรสลัดญี่ปุ่นฆ่าถึงแก่ความตายที่เมืองปัตตานีนั่นเอง การติดต่อระหว่าง ไทย – ญี่ปุ่น ได้ทำการไปมาค้าขายแลกเปลี่ยนสินค้ากัน และทำสัญญาทางพระราชไมตรีกันบ้าง โดยส่งสาส์นและเครื่องบรรณการเสมอ ไทยได้ส่งสิ่งของที่ญี่ปุ่นต้องการเป็นของกำนัลมีเครื่องอาวุธที่ใช้ในการรบ คือ ปืนใหญ่และดินปืนที่ไทยทำได้ในสมัยนั้นส่งไปสมัยโชกุน “อิเยยะสุ” ประเทศญี่ปุ่น และสมัยโชกุน “โตกูดาวา” ก็เคยส่งไปให้ ถึงกับโชกุนมีหนังสือชมเชยมาว่า ปืนใหญ่ของไทยที่ส่งไปนั้นมีคุณภาพดีมากและอยากได้อีก สมัยนั้นไทยเรามีความสามารถทำการหล่อโลหะได้ดีทั้งดินปืนก็ทำได้ดีเหมือนกัน สมเด็จพระเอกาทศรถสวรรคต พ.ศ. ๒๑๖๓ เจ้าฟ้าศรีเสาวภาคย์พระราชโอรสขึ้นครองราชย์ พระองค์มีนิสัยอ่อนแอไม่เข้มแข็งเหมือนพระราชบิดา ในสมัยนี้ปรากฏว่ามีเรือญี่ปุ่นเข้ามาค้าขาย ญี่ปุ่นชุดนี้ประพฤติเป็นโจรสลัด เห็นว่าพระเจ้าแผ่นดินอ่อนแอก็บุกเข้าปล้นภายในพระราชวัง จับเจ้าฟ้าศรีเสาวภาคย์ได้ บังคับให้ทำปฏิญาณโดยเอาพระโลหิตผสมกับน้ำยาทำหมึกเขียนหนังสือ สัญญาว่าไม่ให้ผู้ใดทำร้ายพวกญี่ปุ่นได้ ....





(สามารถติดตามละเอียดเพิ่มเติมได้ในนิตยสารอุณมิลิต ฉบับที่ ๒๕ เดือนมิถุนายน ๒๕๔๘)