ความลับหลังมิติจิตวีญญาณ

   (บทความนี้นำเสนอในเชิงวิชาการเพื่อความรู้ความเข้าใจที่ถูกต้องในการศึกษาเรื่องจิต-วิญญาณ มิได้มีเจตนาให้เป็นความเชื่อหรือลัทธิอย่างใดใดเนื้อหาอาจทำความเข้าใจยากไปบ้างแต่เป็นความพยายามอย่างที่สุดในการถ่ายทอดความรู้นี้สู่สาธารณะ ผู้อ่านจึงไม่จำเป็นต้องเชื่อถือตามแต่ขอให้พิจารณาด้วยเหตุผลว่าจริงหรือไม่? และทางกองบรรณาธิการถือว่าบทความนี้เป็นสาระสำคัญประการหนึ่งของนิตยสารอุณมิลิต)
…เรื่องราวของจิตวิญญาณเป็นเรื่องที่ดูเสมือนว่าถูกปิดบังไว้จากเงื่อนไขบางประการ แต่อย่างไรก็ตามมนุษย์ทุกยุคสมัยก็พยายามค้นหา และอธิบายเรื่องราวเบื้องหลังมิติจิตวิญญาณเหล่านั้นในหลายแง่มุม โดยที่ผู้รับถ่ายทอดองค์ความรู้นั้นในยุคต่อๆมาก็ยังมิอาจจะพิสูจน์ได้ว่า จิตวิญญาณ ที่เป็นตัวตนคิดรู้ของเขาในปัจจุบันขณะนั้น คือ ใคร มาจากไหน? และมีพันธะสัญญาต่อหน้าที่ที่ต้องกระทำต่อไปอย่างไร? บุคคลหลายท่านพยายามเสนอตนเองสู่สาธารณะเพื่อบอกเล่าความเป็นไปในอดีตชาติและการแก้ไขเรื่องราวที่ไม่ประสงค์จะให้เป็นไปของคนที่สนใจเหล่านั้นด้วยเงื่อนไขการกระทำต่างๆที่ไม่อาจหาเหตุผลมารองรับอย่างจริงจังว่าจะเป็นไปได้หรือไม่และสิ่งที่ถูกบอกเล่านั้นจริงเพียงใดหรือเป็นเพียงเรื่องเล่าจากบุคคลที่ตนคิดว่า น่าจะเชื่อเถือได้เพียงเท่านั้นหรือ? โดยแท้ที่จริงจิตวิญญาณนั้นเป็นเรื่องราวที่ไม่อาจถ่ายทอดสู่กันได้ในเนื้อแท้แต่ประการใดจะทำได้เพียงการเเนะนำทางเดินสู่การรู้แจ้งเท่านั้น การสั่งสอนของพระศาสดาหลายๆพระองค์จึงเพียงแค่การบอกทางสำหรับสาวกเพื่อที่เขาจะได้ใช้เป็นแนวทางในการบ่มตนเองเข้าสู่ความรู้แจ้งนั้นเท่านั้น
จากเนื้อหาเรื่องราวของความรู้ หรือวิทยาการที่มนุษย์สร้างขึ้นที่เรารู้จักกันในชื่อว่า "วิทยาศาสตร์" มนุษย์พยายามอธิบายธรรมชาติจากปรากฏการณ์ที่เกิดขึ้นของธรรมชาติที่ตนพบเห็นด้วยกระบวนคิดอย่างจิตมนุษย์ที่พยายามจำลองแบบเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นแล้วคาดการณ์ว่าจะเกิดซ้ำ วิทยาศาสตร์ที่พวกเขาค้นพบจึงเป็นเพียงการคาดคะเน จากอดีตเท่านั้น กฏเกณฑ์หรือทฤษฏี ทางวิทยาศาสตร์ที่อ้างว่า เป็นสัจจะหรือความจริงของธรรมชาติบ่อยครั้งที่ต้องเปลี่ยนแปลงจากปรากฏการณ์ที่ไม่เป็นไปตามนั้น อะไรคือเบื้องหลังหรือเงื่อนไขที่แท้จริงของธรรมชาติที่เราเป็นเพียงหน่วยเล็กๆในนั้น
ความเชื่อเรื่องทฤษฏีการกำเนิดจักรวาลว่ามาจากการระเบิดครั้งใหญ่ซึ่งเป็นต้นเหตุของการเกิดสิ่งต่างๆที่มาจากการควบแน่นของพลังงาน ที่กลายเป็นสสารต่างๆ อย่างมากมายที่ไม่อาจนับได้ถ้วนว่ามีทั้งหมดเท่าใดแต่สสารที่เป็นเพียงกลุ่มก้อนของพลังงานนั้นกลับเกิดการประกอบตนเองเป็นหน่วยสสารที่ซับซ้อนและทวีกระบวนการภายในอย่างมีการเชื่อมโยงกันจนเกิดภาวะของสิ่งที่มีชีวิตในรูปธรรมต่างๆกันจนเป็นตัวตนที่จิตวิญญาณเรารู้จักและอาศัยเพื่อสื่อสารเเละดำเนินกิจกรรมที่เรียกว่า "มนุษย์" ซึ่งคำนิยามหรือจำกัดความนั้นมิได้อยู่ที่ส่วนใดแต่หมายถึงทั้งหมดของรูปธรรมมนุษย์นั้น โดยมีศูนย์ควบคุมทางชีวะที่ทำหน้าที่ซับซ้อนและเชื่อว่าส่วนหนึ่งของจิตวิญญาณนั้นอาศัยอยู่ซึ่งเรียกกันว่า "สมอง" โดยควบคุมกลไกต่างๆที่รูปธรรมมนุษย์นั้นดำเนินกิจกรรมอยู่ให้เป็นไปอย่างสอดคล้องและต่อเนื่องสัมพันธ์กัน กลไกนี้ มีบางส่วนที่บังคับได้โดยตรงและบางส่วนที่ทำงานอย่างเป็นอัตโนมัติที่ไม่อาจบังคับด้วยกลไกคิดรู้ปกติ อย่างการเต้นของหัวใจ การทำงานของอวัยวะภายในบางอย่างเป็นต้น รูปธรรมมนุษย์ที่เราอาศัยอยู่นั้นเป็นสิ่งเดียวที่ใกล้ชิดกับความเป็น "ตัวเรา" ที่สามารถนำมาศึกษาให้เข้าใจถึงภาวะการต่างๆที่เกิดขึ้นและหากสังเกตและคิดอย่างจิตมนุษย์ ก็จะสามารถหยั่งรู้เทียบเคียงเรื่องราวหรือเงื่อนไขต่างๆของธรรมชาติรอบๆตัวเรา ที่มีอยู่ และเป็นอยู่ ในศัพท์ทางศาสนาพุทธ อาจเรียกสิ่งนี้ว่าสังสารวัฏแต่ กลไกนี้กลับมีความซับซ้อนและลึกซึ้งอย่างเดียวกับกระบวนการต่างๆในร่างกายของเราที่มีการเกี่ยวโยงส่วนต่างๆเข้าด้วยกันมีความสัมพันธ์ที่สอดคล้องและกระทบถึงกันไม่ว่าจะรู้หรือไม่รู้ในขณะนั้นก็ตามที
หากเราหมายเอาว่าสมองเป็นศูนย์กลางความคิดรู้ในสรีระที่เป็น "ตัวเรา" แล้วสิ่งใดเล่าที่เป็นศูนย์กลางความคิดรู้ของทุกสิ่งทุกอย่างที่อยู่ล้อมรอบตัวเราที่เป็นระบบขนาดใหญ่นั้นและ ใหญ่ขึ้นเรื่อย ๆ จนเป็นกลไก ชั้นสูงสุดต่อการเชื่อมโยงของทุกสิ่งทุกอย่างเข้าด้วยกัน สิ่งนี้เป็นภาวะที่ไม่อาจเข้าถึงด้วยระดับความคิดเชิงวัตถุแต่สามารถเข้าถึงและหยั่งรู้ได้ด้วยระดับความคิดที่ย้อนมิติคือการหันกลับเข้าสู่ตัวตนภายในที่นับว่าเป็นส่วนหนึ่งและหนึ่งเดียวกับสิ่งที่ยิ่งใหญ่ที่สุดที่เราอาจแทนด้วยจักรวาลหรืออะไรก็ได้ที่ใหญ่กว่า กลไกที่พบจึงเท่ากับทุกสิ่งทุกอย่างเป็นสิ่งเดียวกันและอย่างเดียวกัน การปรากฏขึ้นคือต่างกันที่การตีความหมายเท่านั้น ลึกลงไปใต้มิติของความมี ที่ปรากฏก็อาจแปรเป็นความไม่มีอยู่ได้เช่นกัน หลักแห่งความอนัตตาจึงเป็นเรื่องที่ยืนอยู่บนจุดเดียวกับหลักแห่งอัตตา ที่ต่างแค่จะหันด้านใดออก สิ่งที่ควบคุมกลไกทั้งหมด ก็มีลักษณะอย่างเดียวกับจิตมนุษย์ในระดับแรกเริ่มและมีเครือข่ายหรือสังขารที่มีความคลายกับรูปธรรมทางกายของมนุษย์แต่เป็นสิ่งที่ใหญ่กว่าและประกอบด้วยทุกอณูที่แตกออกจากจุดกำเนิดเล็กๆของจักรวาลเดียวกันทั้งสิ้น กลไกควบคุมก็มีหน้าที่เหมือนสมองมนุษย์และคิดรู้ได้อย่าง "จิตวิญญาณ" ต่างแต่ยิ่งใหญ่กว่า ประณีตกว่า ลึกซึ้งกว่าโดย ปรากฏขึ้นพร้อมๆกับความ "มี" และหายไปพร้อมๆกับความ"ไม่มี" จึงไม่อาจใช้คำนิยามได้ด้วยภาษาใดใดที่จะเข้าใจได้อย่างเด่นชัด เพราะเกินกว่าจะบันทึกได้ แต่สามารถเข้าถึงได้เข้าใจได้ด้วยการ น้อมใจเข้าอย่างที่รู้จักกันว่าศรัทธา อันพระศาสดาทั้งหลายอาจนิยามคำเรียกหา สิ่งนั้นว่า "ธรรมะ" "นิพพาน" "พระเจ้า" "เต๋า" หรืออะไรก็ตามทีแต่นานไปเมื่อมนุษย์เริ่มแบ่งแยกตัวตนของเขาออกจากธรรมชาติที่แท้แล้วสร้างตัวตนในแบบความนึกคิดของตนมากขึ้นมิตินี้จึงถูกซ่อนเร้นอยู่ในจิตส่วนลึกของเขาเองและรอคอยที่จะถูกค้นพบ นั้นคือการรู้จักตัวตนที่แท้จริงซึ่งอยู่ระหว่าง "ความมีและไม่มี" นั่นเอง



     

(สามารถติดตามละเอียดเพิ่มเติมได้ในนิตยสารอุณมิลิต ฉบับที่ ๒๖ เดือนกรกฎาคม ๒๕๔๘)