แก้วโป่งข่ามกับตำนานพระสิงหลวง
      “มณีรัตนะจากแม่พระธรณี” เป็นหนังสือที่ผู้เขียนได้ทำการค้นคว้าหาข้อมูลมาอย่างยาก ลำบากและด้วยเล็งเห็นคุณค่าจากภูมิปัญญาของบรรพชนแต่โบราณอย่างอัญมณีแก้วศักดิ์สิทธิ์ของลานนาที่กว่าจะหามาได้เกือบครบก็เหนื่อยหนักหนาสาหัสทั้งร่างกายแรงใจเป็นของยากที่จะสามารถทำได้ง่าย ๆ แก้วบางดวงกว่าจะหามาถ่ายรูปประกอบหนังสือได้ ก็เชื่อว่าปัจจุบันหลายคนยังไม่เคยเห็นหรือคิดว่ามีจริงด้วยซ้ำอย่าง เช่นมังคละจุฬามณี แก้วมหาปราบ (ก้อสิบสองสาย) เป็นต้น เพียงรูปของแก้ววิเศษทั้งหลายก็นับว่าเกินคุ้ม จึงได้บอกกับตัวเองว่าควรที่จะทำอะไรสักอย่างเพื่อที่จะสร้างสรรค์สิ่งดี ๆ ไว้เพื่อมิให้สิ่งที่บรรพชนได้คิดและสร้างไว้สูญหายไป เหล่านี้แหละครับจึงเป็นเหตุให้ตัวผู้เขียนได้ปรึกษาหารือท่านผู้รู้ต่าง ๆ ทั้งผู้ทรงคุณวิทยาทางจิตที่คิดว่าเหนือธรรมดา ขอความอนุเคราะห์ให้ท่านช่วยจัดสร้าง มงคลวัตถุเป็นที่รำลึกถึงงานที่สำคัญ ที่เราพยายามบากบั่นจนสำเร็จขึ้นมาทั้งเพื่อสืบสานภูมิปัญญาของบรรพชนให้คงอยู่ และเพื่อที่ผู้ที่ได้รับเครื่องมงคลชุดนี้ (หนังสือและมงคลวัตถุที่ระลึกสำหรับ เฉพาะผู้สั่งจองหนังสือตอนจัดพิมพ์) จะได้รับสิ่งที่ดีที่สุด ควรค่าแก่การเก็บรักษาอนุรักษ์ไว้ให้ชนในรุ่นต่อ ๆ ไปในหลายบทความของผม ที่ผ่านมาท่านผู้อ่านคงจะรู้เรื่องของโป่งข่ามไปพอสมควรบ้างแล้วในฉบับนี้ผมก็ขอกล่าวถึง แก้วอีกดวงหนึ่งที่นับเป็นมณีรัตนะล้ำค่าของชาวลานนา อีกดวงหนึ่งซึ่งไม่ใช่แก้วชนิดธรรมดา แต่เป็นพระพุทธรูปสำคัญที่สุดของลานนาเลยก็ว่าได้ เเละเป็นที่มาของชื่อศาสตร์ชั้นสูงต่างๆอย่างยันต์ มนต์ หรือแม้แต่เครื่องราง ที่จัดว่ามีคุณวิเศษที่สูงกว่าเครื่องรางชนิดเดียวกัน แก้ววิเศษดวงนั้นก็คือ พระสิหิงค์ หรือพระสิงห์ อันเป็นที่มาของคำว่า “สิงห์” ที่หมายถึงความเป็นสุดยอด จนเป็นที่มาของการเรียกขานตำแหน่งสำคัญของขุนนางว่า “สิงห์เมือง” หรืออย่างเครื่องราง เช่น ธนูสิงห์ ซึ่งไม่ได้หมายเอาว่าเป็นรูปสิงห์สาราสัตว์ หากแต่หมายถึงธนูหรืออาวุธวิเศษของพระ(พุทธ)เจ้า คำว่า “สิงห์” โดยนัยของลานนา จึงหมายถึง สิ่งสำคัญสูงส่งที่มิใช่ของธรรมดาสามัญ

      “พระสิงห์” หรือ “พระพุทธสิหิงค์” เป็นชื่อของพระพุทธรูปของชาวลานนา ที่ได้รับความนิยมกันอย่างกว้างขวาง รวมทั้งพระบูชาในกลุ่มที่เรียกว่าตระกูลเชียงแสน โดยแบ่งถึงสามยุคตามสัญลักษณ์ที่ปรากฏตรงสังฆาฏิ เรียกว่า สิงห์หนึ่ง สิงห์สอง สิงห์สาม ที่เหล่านักนิยมพระบูชารู้จักกันดีและสามารถพบได้ในวัดที่สำคัญต่างๆ ว่ามีพระพุทธรูปประจำวัดอีกหลายองค์ ที่ได้รับการเรียกขานด้วยชื่อ “พระสิงห์”หรือ “พระสิหิงค์” นี้ เช่น ที่วัดพระเจ้าเม็งราย จังหวัดเชียงราย และที่วัดแสนเมืองมาหลวง จังหวัดลำปาง ซึ่งพระพุทธรูปองค์แรกนี้จะมีจารึกไว้ที่ฐาน ใจความกล่าวว่าผู้สร้างพระพุทธรูปดังกล่าว คือ พระสังฆราชมีนามว่า “พระศรีสัทธัมมไตรโลกรัตนจุฬามหาสังฆราช” ใน พ.ศ. ๒๐๑๒ ซึ่งตรงกับสมัยของพระเจ้าติโลกราช และเมื่อสร้างเสร็จได้ให้ชื่อว่า “พระพุทธสิหิงค์” มีน้ำหนักทอง ( สำริด ) ๒๔,๐๐๐ หน่วย

      และนอกจากที่ได้กล่าวมาแล้ว ยังมีการพบด้วยว่าพระสิงห์หรือพระพุทธสิหิงค์นั้นยังเป็นระพุทธรูปที่มีผู้รู้จักมากอีกองค์หนึ่งด้วย และในประเทศไทยยังมีการกล่าวถึงเป็นที่รู้จักสากลถึง
๕ องค์ ประดิษฐานในพระที่นั่งพุทธไธศวรรย์ในพระราชวังบวร ประดิษฐานที่วิหารลายคำ วัดพระสิงห์ จังหวัดเชียงใหม่องค์ที่ประดิษฐาน ณ วัดพระมหาธาตุในนครศรีธรรมราชองค์ที่ประดิษฐานในพระปฐมเจดีย์ จ.นครปฐม และองค์ที่ประดิษฐานอยู่ที่วัดราชประดิษฐสถิตมหาสีมาราม กรุงเทพ ฯ พระพุทธสิหิงค์องค์ที่ประดิษฐานเป็นองค์พระประธานอยู่ในพระที่นั่งพุทธไธศวรรย์ในปัจจุบัน ถือว่าเป็นพระพุทธรูปที่มีความสำคัญมากองค์หนึ่งของชาติเลยทีเดียว และยังมีประวัติปรากฏ ในหนังสือสิหิงคนิทานของท่านพระโพธิรังสี พระภิกษุชาวเชียงใหม่ ซึ่งแต่งไว้เป็นภาษาบาลี ว่าพระเจ้าแผ่นดินลังกา (ชาวสิงหล) เป็นผู้สร้างและเรื่องราวความเป็นมาของพระสิงห์ซึ่งได้มาจากหนังสือ “สิหิงคนิทาน” สรุปความได้ว่า..........

      ครั้งเมื่อพระพุทธเจ้าได้ปรินิพพานได้ประมาณ ๗๐๐ ปี องค์กษัตริย์ในลังกาทวีปพร้อมด้วยหมู่พระอรหันต์อยากจะเห็นพระพุทธเจ้าแต่เกิดไม่ทันและได้มีพญานาคอยู่ตนหนึ่ง ซึ่งได้เคยเห็นองค์พระพุทธเจ้ามาก่อน จึงได้เนรมิตตนเองให้เป็นปรากฏเป็นรูปของพระพุทธเจ้าและประทับสมาธิขึ้นเหนือบัลลังก์ ครั้นเมื่อมหาชนได้มาพบเห็นดังนั้น ก็ได้บังเกิดความเลื่อมใสจึงได้ทำการสักการะอยู่กันนานถึงเจ็ดวันเจ็ดคืน หลังจากนั้นพญานาคจึงได้คืนร่าง และกลับคืนสู่ที่พัก และในครั้งนั้นเองที่องค์กษัตริย์ และเหล่าพระอรหันต์ได้ตกลงใจที่จะร่วมกันสร้างพระปฏิมาขึ้นสักองค์ เพื่อเป็นการสักการบูชาของเหล่าทวยเทพ ท้าวพระยาและเหล่าหมู่ชนทั้งหลายโดยทั่วไป และในขณะที่นายช่างกำลังหล่อองค์พระพุทธรูปด้วยทองสำริด ตามมติที่ประชุมอยู่นั้น ได้มีกษัตริย์องค์หนึ่งทรงกริ้วที่นายช่างไม่สามารถทำ งานได้ตามที่ทรงพระประสงค์พระองค์จึงได้ใช้ธารพระกร(ไม้เท้า)หวดลงไปถูกนิ้วของนายช่าง ทำให้นายช่างได้รับความเจ็บปวดเป็นอย่างมากและครั้นเมื่อการหล่อพระพุทธรูปสำเร็จลง ปรากฏว่านิ้วพระหัตถ์ของพระพุทธรูปได้เกิดชำรุดลงไปนิ้วหนึ่ง และได้มีพระอรหันต์รูปหนึ่งได้ทำนายไว้ว่า “ภายหน้าจะมีพระราชาผู้หนึ่งซึ่งมีความเลื่อมใส ในพระพุทธรูปองค์นี้ จะเสด็จมาทำการซ่อมแซมนิ้วพระหัตถ์ของพระพุทธรูปให้ดีเป็นปรกติ” และเมื่อมีการสมโภชเสร็จเรียบร้อยแล้ว พระพุทธรูปองค์นั้นก็ได้รับการถวายพระนามว่า “พระพุทธสิหิงค์” เพราะมีสัณฐานคล้ายกับราชสีห์ และนับตั้งแต่นั้นเป็นต้นมา พระพุทธสิหิงค์ก็ได้รับการนับถือเป็นอย่างมากจากชาวลังกาสืบมา

      จนถึงครั้งพุทธศักราช ๑๕๐๐ ซึ่ง “ชินกาลมาลีปกรณ์” ได้กล่าวไว้ว่า เมื่อพระพุทธเจ้าได้นิพพานได้ ๑๘๐๐ ปี หรือ จ.ศ. ๖๑๘ พระเจ้าไสยรงค์ (ชินกาลว่าเป็นพระเจ้าโรจราช)กษัตริย์เมืองสุโขทัยซึ่งทรงมีอาณุภาพมาก ได้เสด็จไปยังที่เมืองนครศรีธรรมราช ได้ทรงทราบข่าวว่าพระพุทธสิหิงค์นั้นเป็นพระพุทธรูปที่มีรูป ลักษณะงดงามมาก และพระองค์อยากได้มาสักการบูชาบ้าง เจ้าครองนครจึงขันรับอาสาที่จะนำมาถวายให้ สร้างความโสมนัสให้แก่พระเจ้าไสยรงค์เป็นอันมาก จึงได้เสด็จไปรับพระพุทธสิหิงค์ จากนครศรีธรรมราชลงมาสู่เมืองสุโขทัย และได้ทำการสักการะบูชามาโดยตลอด จนกระทั่งแผ่นดินของพระเจ้าอัฏกลิไทย พระรามาธิบดีแห่งอยุธยาทรงยกกองทัพไปยึดเมืองทวิสาขนคร ( เมืองสองแควหรือพิษณุโลก ) แต่กษัตริย์แห่งสุโขทัยได้ร้องขอ มิให้ยึดเมืองนั้น ซึ่งพระองค์ก็ได้ยินยอม แต่เมื่อครั้นสิ้นพระเจ้าอัฏฐกลิไทยแล้ว พระรามาธิบดีก็ได้มาเสด็จมาอัญเชิญพระพุทธสิหิงค์ไปยังกรุงศรีอยุธยา

      ขณะนั้นเอง “พระยาญาณดิศ”....


(สามารถติดตามละเอียดเพิ่มเติมได้ในนิตยสารอุณมิลิต ฉบับที่๒๖  เดือนกรกฎาคม  ๒๕๔๘)