เหล็กไหล ธาตุกายสิทธิ์
อณูทิพย์ธาตุสู่ชีวะธาตุกายสิทธิ์ (กสิณสังเคราะห์ธาตุ)

      ก่อนที่ท่านจะเริ่มอ่านบทความต่อไปนี้ ขอแนะนำให้ท่านได้อ่านเรื่องเหล็กไหล มายาลวงโลกหรือมหัศจรรย์เหนือพิภพ จากนิตยสารเล่มที่ 23 - 25 เสียก่อนเพื่อความเข้าใจยิ่งขึ้น

      จากตอนที่แล้วผมได้บรรยายถึงธาตุดินอันเป็นต้นกำเนิดรูปซึ่งก็มีผู้สนใจสอบถามมายังกองบรรณาธิการมากมาย ก็ขอขอบคุณที่สนใจบทความนี้กันค่อนข้างมาก ขอเข้าเรื่องเลยนะครับ

      สำหรับธาตุดินนี่ก่อนที่จะข้ามไปก็ขอสรุปว่ามีอาการให้พบหรือปรากฏในการจำแนกลักษณะอยู่สี่ประการซึ่งใช้ในการพิจารณาแยกแยะออกให้เด่นชัดจัดธาตุอีกสามประการได้ดังนี้คือ
กักขะฬะลักขณา คือ แข็งกระด้างเป็นลักษณะ
ปติฏฐานะรสา คือ มีการทรงอยู่เป็นกิจ
สัมปฏิจฉันปัจจุปัฏฐานา คือ มีการรับไว้เป็นผล
อวเสสะธาตุตัตยปะทัฏฐานา คือ มีธาตุทั้งสาม(ที่เหลือ) เป็นเหตุใกล้

     ประการสุดท้ายเป็นการสรุปว่าลักษณะสามัญทั้งสี่ที่เรียกว่าธาตุนั้นย่อมอาศัยลักษณะเนื่องกันไปอยู่โดยตลอด ทำให้เราต้องกล่าวถึงธาตุต่อไปคือ "อาโปธาตุ" หรือธาตุน้ำ ซึ่งแตกต่างจากที่ชาวบ้านรู้จักกันคือไม่ใช่หมายว่าเป็นน้ำที่ใช้ซักผ้า หรือดื่มกิน แต่หมายถึงลักษณะที่ปรากฏให้รู้สัมผัสที่เป็นการไหลหรือเกาะกุม และขอขยายความเพิ่มเติมสำหรับผู้สนใจศาสตร์ทางจิตว่า อันอาโปธาตุนั้นโบราณท่านกำหนดเป็นการน่าประหลาดอยู่ประการหนึ่งก็คือเป็นธาตุที่ไม่อาจสัมผัสรู้ด้วยการเห็น ได้ยิน ได้กลิ่น ลิ้มรส หรือสัมผัสถูกต้องได้ จะรับรู้ได้ทางเดียวเท่านั้น คือทางจิต(มโนทวารทางเดียว) เรื่องนี้มีคนเข้าใจผิดในแง่ศาสตร์ทางจิตและอธิบายผิดๆถูกกันมาก และคุณๆไม่ต้องสงสัยว่าที่ผมว่านั้นน่ะผิดหรือถูก ก็ขอบอกว่า เอามาจากเนื้อๆในพระอภิธรรมปิฏกเลย คิดว่า คงเป็นเนื้อหาที่ถูกต้องมากที่สุดเท่าที่มนุษย์จะมีได้ละครับ การสัมผัสรู้คือถ้าอาโปธาตุมากก็จะทำให้สิ่งนั้นเกิดการสลายตัวออกจนกลายเป็นของเหลวและไหลไปได้และนี่คือสิ่งที่ต้องรู้เพื่อความเข้าใจในเรื่องที่ว่า เหล็กไหลนี่บางครั้งทำไมถึงไหลยืด หรือเคลื่อนที่ไปได้และในกรณีกลับกันหากอาโปธาตุนั้นน้อยลงก็จะทำให้สิ่งนั้นเกาะกุมกันเป็นกลุ่มก้อนซึ่งเป็นการปรากฏลักษณะของธาตุปถวี นั่นยังไงเล่าครับ ดังนั้นเราต้องมาเข้าใจกันตามนิยามเรื่องศาสตร์ทางจิตเสียใหม่ก็จะพบว่า "การที่ดื่มน้ำนั้น เป็นคำพูดที่ไม่ถูกกับสภาวะธรรม เพราะน้ำ(ธาตุอาโป)นั้นดื่มไม่ได้ ที่ดื่มมิใช่น้ำ ทั้งที่สัมผัสถูกต้องก็ไม่ใช่ด้วย และที่ถูกปากหรือลิ้นก็ไม่ใช่ธาตุน้ำด้วย หากแต่เป็นสิ่งที่เรียกตามสภาวะปถวีธาตุคือธาตุดินต่างหาก การพูดว่าดื่มน้ำใน
นิยามวิชาที่เกี่ยวกับจิตก็คือการดื่มธาตุปถวีนั่นเอง ลักษณะของธาตุน้ำนั้นพระไตรปิฏกได้แสดงเรื่องอาโปว่า "ปาเปติ สหชาตรูเปสุ พยาเปตวา ติฏฐตีติ-อาโป" แปลความว่า ธรรมชาติใดแผ่กระจายซึมซาบทั่วไปในรูปที่เกิดพร้อมกันกับตนแล้วตั้งอยู่ในรูปนั้น ธรรมชาตินั้นให้ชื่อว่า "อาโป" ธาตุอาโปหรือธาตุน้ำ จึง เป็นการยึดโยงรูปที่เกิดร่วมกันกับตนนั่นเอง และธาตุอาโปนี้หากกระทบกับธาตุต่อไปคือเตโชธาตุ คือความร้อนจะเกิดปัคฆรณลักษณะปรากฏคือ ไหลไปได้

       และหากกระทบธาตุไฟเย็น(สีตเตโช) คือความเย็น อาพันธลักษณะ ย่อมปรากฏคือเกาะกุมรวมตัวกันแน่นเป็นกลุ่มก้อนขึ้นและธาตุอาโปนี้ยังแบ่งออกได้เป็นสี่ประเภทคือ
๑. ลักขณาอาโปหรือปรมัตถอาโปได้เเก่การไหลและเกาะกุมให้เป็นกลุ่มก้อนในสัตว์ที่มีวิญญาณรวมความถึงเจ้าเหล็กไหลที่เรากำลังพูดถึงด้วย
ปัคฆรณะลักขณา คือมีธรรมชาติที่ไหลไปได้

อาพันธนะลักขณา คือมีลักษณะที่เกาะกุมทำให้เกิดรูปสัณฐานได้
๒. สสัมภารอาโปเเบ่งเป็นธาตุภายใน(อัชณัตติกอาโป)และธาตุน้ำภายนอก (พาหิรอาโป)ขอข้ามไปเพราะเนื้อหามากและละเอียดเกินไป
๓. กสิณอาโป เป็นน้ำที่เกิดขึ้นในอารมณ์จิตใจเป็นน้ำที่ใจสร้างขึ้นนั่นเองและเป็นสิ่งสำคัญที่บังคับรูปร่างของสิ่งต่างๆที่ปรากฏขึ้น
๔. ปกติอาโปก็คือน้ำอย่างที่คนสามัญสมมุติเรียกหากันอย่างใช้อาบใช้ดื่มเป็นต้นความจริงเป็นปถวี-อาโป
อาการของอาโปธาตุนั้นก็มีสี่ประการเช่นกันคือ

ปัคฆรณลักขณา คือ มีการไหล เป็นลักษณะ
พยูหนรสา คือ มีการเจริญเป็นกิจ อันนี้จะเห็นได้ว่า ธาตุสำเร็จที่ว่างอกได้นั้นจะต้องกระทบอาโปธาตุก่อนเสมอ จึงจะวัฒนาตนเองได้คือพอกพูนขึ้นอย่างที่เรียกกันว่า "ธรรมธาตุ" นั้นก็นับว่าถูกต้องแต่ผิดหน่อยคือการที่ไปเหมาเอาว่าผู้ปลุกเสกของขลังให้งอกได้อย่างที่เรียกธาตุขึ้นนั้นเป็นผู้สำเร็จธรรมชั้นสูงในพุทธศาสนา มันยังอีกห่างไกลครับ การเที่ยวเหมาเอาว่าคนนั้นคนนี้สำเร็จอริยะบุคคลในพุทธศาสนาจากการดูที่เครื่องรางของขลังนั้นนับเป็นการทำสัทธรรมปฏิรูปต่อพระศาสนา ใครคิดแบบนี้ก็ขอให้ไปทบทวนดูเอานะครับ การบอกว่าใครเป็นอริยะบุคคลได้นั้นมีสองบุคคลเท่านั้นครับ คือ ผู้ปฏิบัตินั้นเอง (ปัจจัตตัง)และพระบรมศาสดาสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงรับรองเพื่อให้ปรากฏเป็นหลักฐานกับโลกในการยืนยันหลักปฏิบัติในพระศาสนาเท่านั้นเรื่องอื่นเช่นเสกพระมีพระธาตุงอก หรืออะไรๆที่เป็นเรื่องนอกอริยะมรรคนั้นไม่ใช่แน่นอน พุทธศาสนิกชนตื่นเสียทีเถอะครับอย่างการเข้านิโรธนี่ เขาไม่ป่าวประกาศกันนะครับขนาดทำได้จริงถึงขั้นสำเร็จอภิญญายังถูกปรับอาบัติทุกกฏเลยอย่าลืมนะว่าพระธรรมคือองค์แทนพระศาสดา ขอเข้าเรื่องต่อครับการที่เหล็กไหลชอบอยู่ในที่ชุ่มเย็นนั้นก็เป็นการที่เขากำลังพอกพูนตนเองให้เติบกล้าขึ้นด้วยฤทธิ์อาโปธาตุด้วยประการนี้นั่นเอง

สังคหปปัจจุปัฏฐานา มีการรวมเป็นผล
อวเสสะธาตุตัตยะปัทฏฐานา มีการรวมธาตุทั้งสามที่เหลือเป็นเหตุใกล้คือต้องเนื่องกันไป
ธาตุต่อไปคือเตโชธาตุหรือธาตุไฟซึ่งกล่าวมาในตอนต้นๆแล้ว ขอย้ำว่าในสภาวะธรรมนั้น คนทั่วไปยังเข้าใจผิดอยู่ครับการเห็นสัมผัสไฟในเตานั้นเป็นเรื่องของปถวีธาตุที่ปรากฏเท่านั้น และตัวการที่ย่อยสลายธาตุอื่นนั้นก็เป็นเตโชธาตุดังปรากฏในพระบาลีว่า "โยปริปาจนะภาโว วา อุณหะภาโว วา อยัง เตโชธาตุ" แปลว่า ธรรมชาติที่ทรงสภาวะสุกงอมหรืออบอุ่นนั้นเรียกว่าเตโชธาตุแล ซึ่ง ย่อมมี และ อาศัยอยู่ในวัตถุหรือสสารทั่วไปไม่มียกเว้น เช่นเดียวกับธาตุอื่นอีกสามนั่นแล ทั้งนี้ไม่เลือกว่าจะอยู่ในโลกนี้โลกหน้าหรือโลกไหนๆก็ตามแม้การดื่มน้ำที่เราใช้อยู่ทุกวี่วัน ก็มิได้ยกเว้นว่ามีเตโชธาตุร่วมวงอยู่ด้วยทุกครั้ง ที่ใดมีธาตุดินก็ต้องมีธาตุ ไฟ - น้ำ - ลม อยู่ด้วยเสมอ ต่างแต่ว่ามีอะไรมากน้อยกว่ากันเท่านั้นธาตุไฟมีสี่ประเภทเช่นกันคือ……