มายิก ไสยศาสตร์ อำนาจเหนือธรรมชาติ
เรื่องอำนาจเหนือธรรมชาตินั้นดูเผิน ๆ ก็น่าจะเป็นอำนาจของเทพเจ้าและปีศาจ แต่เมื่อพิจารณาดูให้เห็นถ่องแท้แล้วจะสำเหนียกว่า อำนาจเหนือธรรมชาติเป็นอำนาจทางไสยเทพเจ้าหรือปีศาจที่ปรากฏขึ้นนั้นเป็นแต่เพียงการตอบสนองมนตราคาถาที่ใช้สวดหรือสังวัธยายเท่านั้น อันนี้หากมองลึกลงไปอีกชั้นหนึ่งจะเห็นได้ว้า แม้แต่เทพและปีศาจเองก็ต้องพึ่งไสยศาสตร์หรือมายิกกะเขาด้วยเหมือนกันเรียกกันแบบเท่ห์ในศษสนาพราหมณืหรือเทวนิยมว่า “พระเวท” ดังมีเรื่องกล่าวไว้เป็นอันมากในตำนานเทพเจ้าของอียิปต์, บาบิโลน, สเมอร์, เอธิโอเปีย และภารตวรรษ ดังนั้น ก่อนที่จะกล่าวต่อไปในเรื่องอื่น ๆ สืบเนื่องกัน ในที่นี้ลุงกุสก็อยากให้พิจารณาถึงข้อคิด หรือทฤษฎีเกี่ยวกับธรรมดาวิสัยของอำนาจเหนือธรรมชาติดูสักเล็กน้อยเพื่อความเข้าใจในเรื่องศาสตร์มายิกในทางที่ถูกต้องว่ามิใช่เรื่องงมงายแต่เป็นผลึกทางสติปัญญาอย่างหนึ่งของมนุษย์ยุคโบราณที่รู้จักใช้ “ความอยาก” อันเป็นพลังจิตปรารถนาของตนให้เกิดประโยชน์ได้ เพราะปัจจุบันตั้งแต่ มีข่าวคราวเรื่องอดีตเณรที่มีชื่อเสียงเรื่องไสยศาสตร์ถูกจับเรื่องหลอกลวง ก็ดูว่าคนที่ไม่มั่นคงในหลักการก็จะไขว้เขวเอาพอสมควร หลักการพิจารณาก็อย่าง คุณปาปิรุสว่านั่นแหละคือ “ศาสตร์ทางจิตนี้เป็นจริง แต่อย่าเชื่อเกินจริง” หลักการของการเกิดไสยศาสตร์หรือมายิกก็มาจากความปรารถนาลึกๆในจิตใจมนุษย์ที่อยากบรรลุความต้องการนั้นหากไม่สามารถบรรลุในระดับเหตุผลพื้นฐานก็พยายามหาพลังอำนาจที่เหนือกว่านั้นมาบำบัดอาการ “อยาก”ของตน มายิกหรือไสยศาสตร์จึงเป็นเรื่องของการใช้กิเลสเพื่อบรรลุกิเลส ใครไม่อยากมากกิเลสจนขูดไม่หมดไซร้ก็อย่ามายุ่งกับศาสตร์นี้ทำใจยอมรับตามสภาวะกรรมละกัน แต่หากทำใจไม่ได้ด้วยคติว่าชีวิตไม่สิ้นก็ดิ้นไปก็มาทางนี้แฮรี่ฟอร์ตเตอร์เก๋าอย่างลุงกุสจะไขให้ฟังและรับลองว่าไม่พาหลานๆหลงทางแน่นอนแต่เราต้องเรียนเพื่อรู้ สำเร็จ และละอย่างวางใจนั่นเอง ทฤษฎีที่นำมาเป็นพื้นฐานในการสร้างอำนาจทางมายิกนั้นมีมากมายซึ่งประการนี้เองจึงทำให้มายิกต่างๆแตกแขนงออกไปมากและพลังอำนาจของศาสตร์มายิกจึงมีความแตกต่างกันทั้งระดับพลังและลักษณะที่แสดงออกสำหรับมายิกอย่างไทยๆคงได้ยินได้ฟังกันมามากลุงกุสก็เลยขอเอาหลักการมายิกทางฝากฝั่งตะวันตกมาไขให้ฟังเพื่อได้ลองเปรียบเทียบหลักการดูบ้าง
ทฤษฎีแรกของพลังอำนาจเหนือธรรมชาติที่อุปการะแก่ศาสตร์มายิกคือ การขึ้นอยู่กับความเชื่อว่า จักรวาลทั้งมวลกับโลกและมนุษย์ทั้งปวง สัมพันธ์กันตลอดทำนองที่เรียกว่า ส่วนใหญ่เป็นฉันใด ส่วนย่อยก็เป็นฉันนั้น สำหรับนักวิทยาศาสตร์กำเนิดของจักรวาล มีดวงดาวน้อยใหญ่ทั้งดาวฤกษ์และดาวเคราะห์ โลก มนุษย์ สัตว์ และพืช ฯลฯ

อาจเป็นเพียงอุบัติเหตุเท่านั้นแต่ละอย่างอาจต่างก็อุบัติขึ้นและเป็นอยู่ไปตามแนววิวัฒนาการของตัวเอง ทุกสิ่งทุกอย่างมีธรรมชาติ หรือธรรมดาวิสัยของตนเอง แต่นักไสยนิยมไม่ถือเป็นเช่นนั้น สำหรับนักไสยนิยมทุกสิ่งทุกอย่างตลอดจักรวาลทั้งมวลย่อมเกี่ยวเนื่องสัมพันธ์กันหมด และมีความหมายที่คาบเกี่ยวอยู่ในกระบวนการอันเดียวกันตามสัญญาเจตนาดั้งเดิมของพระผู้สร้าง เพราะฉะนั้นหากเบื้องบนเป็นฉันใด เบื้องล่างก็เป็นฉันนั้น อันนี้จึงเป็นแนวทำให้เกิดการศึกษาวิชาโหราศาสตร์ เพื่อให้รู้ว่าดวงดาวจะบอกเหตุอะไรบ้างหรือเพื่อให้รู้ “ปรากฏการณ์เหนือธรรมชาติ” จากการบอกเหตุของดวงดาวนั่นเอง แม้วิชาพยากรณ์แขนงอื่น ๆ มีสังขยาพยากรณ์ศาสตร์ (Numerology) และหัตถพยากรณ์ศาสตร์ (Palmistry) เป็นต้น ก็อาศัยความรู้ทางโหราศาสตร์เป็นแนวเทียบด้วยเช่นกัน
จากหลักการดังกล่าวจึงมีคติทางไสยเกิดขึ้นว่า ถ้าคนใดสามารถเข้าใจความมุ่งหมายที่แอบแฝงซ่อนเร้น ของสรรพสิ่งทั้งหลายในธรรมชาติหรือหาทางทำให้พระผู้เป็นเจ้าดลบันดาลภาวะต่าง ๆ ได้ตามเจตจำนงของตนคนนั้นก็อาจสามารถบังคับธรรมชาติได้ หรืออย่างน้อยก็อาจสามารถใช้อำนาจนอกเหนือธรรมชาติได้เป็นครั้งคราว ผลก็คือการส่งเสริมให้มีการทำพิธีพลีกรรมและยัญกรรมอย่างเคร่งครัด มีการบำเพ็ญเพียรทรมานตน (ตบะ) เพื่อให้บรรลุโมกขธรรมสามารถประกอบฤทธิ์อำนาจเหนือธรรมชาติได้ มีการบริกรรมคาถาเพื่อให้เป็นที่โปรดปรานของเทพเจ้าที่อาจประสิทธิ์ประสาทตอบสนองความต้องการให้แก่ตนตลอดจนมีการสรรหาวัสดุสมุนไพรว่าน ยาอันทรงสรรพคุณและสร้างทำวัตถุเข้า พิธีปลุกเสกขึ้นใช้ประกอบด้วย
เหตุใดแนวทางปฏิบัติและวัสดุดังกล่าวข้างต้น ซึ่งอาจเรียกรวม ๆ กันไปได้ว่าวิทยาคมขลังและสิ่งศักดิ์สิทธิ์ จึงสามารถทำให้เกิดผลที่มิได้เป็นไปตามบังคับของธรรมชาติ หรือทำให้เกิดภาวะเหนือธรรมชาตินั้นได้? ในธรรมชาติยังมีภาวะหรือหลักการใดอันมีวิสัยเหนือธรรมชาติแอบแฝงอยู่อีกหรือ? ถ้าหากจะมีคำถามเช่นนี้เกิดขึ้น นักไสยนิยมก็จะตอบว่ามี และถ้าหากจะถามต่อไปอีกว่า สิ่งนั้นคืออะไร? บางคนอาจจะใช้กำปั้นทุบดินว่า สิ่งนั้นคืออำนาจจิต แต่ลางคนก็อาจระบุชื่อสิ่งอื่นแตกต่างกันไป พวกตะวันตกอาจเรียกว่า อีเทอร์ พวกกรีกเรียกเกนิมามันติแปลว่าวิญญาณโลก พวกอินเดียในอเมริกาเรียก มักซ์เป พวกโปลีนิเซีย เมลานิเซียเรียก มานะ ส่วนพวกฮินดูเรียก อากาศ แต่ถึงจะเรียกชื่อแตกต่างกันไปก็คงหมายถึงสิ่งเดียวกัน (คำว่าอากาศของฮินดูในที่นี้มิใช่หมายถึงอากาศที่เราหายใจตามความเข้าใจทั่วไป แต่หมายถึงวิสัยเหนือธรรมชาติที่จะได้บรรยายต่อไป)
โดยคำว่าอีเทอร์ (Ether) นักไสยนิยมหมายถึง เปลวหรือพยับ ซึ่งมองไม่เห็นด้วยตา สร้านไปตลอดจักรวาล สมานสิ่งทั้งปวงให้สอดคล้องกันด้วยการแล่นไหลเหมือนกำลังแม่เหล็กทำให้สิ่งมีชีวิตกับสิ่งไร้ชีวิตเข้ากันได้ คนกับดาวดำเนินไปตามวิถีทางที่สอดคล้องกัน ทุกสิ่งทุกอย่างกอปร์ประโยชน์เกื้อกูลกัน อีเทอร์นี้แหละคือพาหะแห่งอำนาจไสยส่งพลังจิตให้เกิดอำนาจสามารถบังคับธรรมชาติได้ คนที่ฝึกปรือมาอย่างช่ำชอง ในด้านไสยอาจควบคุมพลังพาหะนี้ได้และอาจถ่ายทอดพลังออกไปได้ทางตา ปลายนิ้วมือ หน้าอก หรือท้อง ทำให้เกิดอำนาจดึงดูดใจซึ่งเรียกว่าเสน่ห์ในตัวเองโดยไม่ต้องตั้งใจ รวมทั้งทำให้เกิดบารมีสั่งสม ไม่แต่เฉพาะในตัวคนเท่านั้น แม้ในวัตถุนานาชนิด อาทิ ตัวอาคารสถานที่ ไม้ถือ วัตถุพิธี เครื่องราง และของที่ระลึก ก็อาจสั่งสมไว้ได้ด้วยการปลุกเสก
เกี่ยวกับ “มานะ” ซึ่งเป็นภาวะเหนือธรรมชาติตามคติของชนชาติชาวเกาะโปลินิเซียและเมลานิเซียในภูมิภาคแปซิฟิก มีความบรรยายในหนังสือ Amulets and Talismans กล่าวว่า “มานะ (Mana) เป็นอำนาจหรืออิทธิพลอย่างหนึ่งไม่เกี่ยวกับกำลังกาย แต่เป็นกำลังเหนือธรรมชาติ ซึ่งแสดงตัวเองในกำลังกาย หรือในกำลังอำนาจหรือคุณวิเศษอย่างใดอย่างหนึ่งก็แล้วซึ่งแต่คนมีอยู่ มานะนี้ไม่ได้ติดตายอยู่ในสิ่งใดสิ่งหนึ่งโดยเฉพาะ และอาจพกพาเอาไปไม่ว่าในสิ่งใด ๆ ก็ได้แทบทั้งสิ้น มานะเป็นสิ่งที่มีอยู่ในจิตวิญญาณจะเป็นตัวจิตวิญญาณที่มิได้ประกอบร่าง หรือจิตวิญญาณเหนือธรรมชาติก็ดี อาจถ่ายทอดแบ่งปันให้กันได้ และโดยเนื้อแท้นั้นย่อมเป็นของภาวะต้นกำเนิดเสมอ แม้ว่าอาจอาศัยน้ำหรือหิน หรือกระดูกเป็นสื่อบันดาลผลให้เกิดขึ้นได้ก็ตาม”
การที่พ่อมดแอฟริกันใช้อุปเท่ห์ทางไสยช่วยการแข่งขันชุดฟุตบอลในคีนยา เช่น ใช้กระดูกชี้ที่ลูกบอลเป็นต้น อาจเป็นดำเนินตามแนวคิดทำนองเดียวกันนี้ก็ได้ และเมื่อพูดถึงเรื่องนี้ก็ทำให้นึกถึงการที่นักมวยของเรามีธรรมเนียมไหว้ครูกลาง สังเวียนก่อนชก บางคนใช้เวลาบริกรรมนานกว่าคู่ชกเสียอีก ทั้งนี้ก็เห็นจะเป็นการเจริญรอยเดียวกัน แต่ในการแข่งขัน อำนาจเหนือพลังธรรมชาติคงไม่ใช่สิ่งเดียวที่จะชี้ขาดได้ว่า ใครจะแพ้ใครจะชนะแน่นอน……



    

(สามารถติดตามละเอียดเพิ่มเติมได้ในนิตยสารอุณมิลิต ฉบับที่ ๒๗ เดือนสิงหาคม ๒๕๔๘)