โลก ดาวเคราะห์แห่งสรรพชีวิต 
การแปรเปลี่ยนที่ลิขิตจากจักรวาล
       ดาวเคราะห์โลกเป็นดาวดวงหนึ่งในระบบสุริยะจักรวาลมีอายุมาประมาณห้าพันล้านปีซึ่งเกิดจากการตกตะกอนของกลุ่มเนบิวลาที่เป็นละอองฝุ่นและก๊าซซึ่งมีพลังสนามแม่เหล็กในจักรวาลที่เกิดจากแรงลัพท์ของเทหะวัตถุในบริเวณนั้นทำให้เกิดการหมุนตัวดึงดูดมวลต่างๆเข้าสู่ศูนย์กลางซึ่งผลที่ได้จะเกิดความร้อนและความดันสูงความรู้นี้เป็นการอธิบายการเกิดดาวฤกษ์ และอธิบายต่อไปถึงการเกิดดาวเคราะห์ที่ต่างเชื่อว่าเป็นดาวฤกษ์ที่ดับแล้วนั่นเอง กระบวนการต่างๆที่กำเนิดสิ่งต่างๆขึ้นในจักรวาลต่างถูกจัดวางอย่างพอเหมาะและมีการรักษาดุลยภาพของตนอยู่ตลอดเวลาเพราะในสนามพลังงานที่กว้างใหญ่ของจักรวาลที่มีโลกอยู่นั้นมีความเกี่ยวข้องสัมพันธ์กันอยู่โดยตลอดและ เป็นเรื่องจริงที่จะเชื่อหรือไม่ก็ตามว่า “ทุกสิ่งถูกบงการให้เกิด” ด้วยกลไก สองประการคือ พันธะพลังงานของสิ่งนั้นในอดีตและพันธะพลังงานในภาพรวม(มหภาค)ที่สร้างสิ่งใดสิ่งหนึ่งขึ้นเพื่อสิ่งอื่นๆทั้งหมด การกระทำหรือไม่กระทำย่อมส่งผลให้ตัวตนในอนาคตและสิ่งอื่นรอบตัวตนนั้นด้วย ทุกสิ่งที่เกิดขึ้นจึงต่างถูกให้กำเนิดมาเพื่อกันและกัน เพื่อเติมให้เต็มในส่วนที่แต่ละฝ่ายยังพร่องอยู่โดยเปรียบเสมือน รูปต่อ (jigsaw) ที่กำลังรอหา ชิ้นที่ขาดหายไปมาเติมให้เต็มในส่วนที่ตัวเองขาดหายเพื่อเข้าถึงความสมบูรณ์ซึ่งต่างย่อมสร้างสาระของกันละกัน โลกใบนี้ก็เช่นกันเกิดขึ้นเพื่อ ทุกสิ่งในจักรวาลจึงต้องมีผลกระทบหากบางสิ่งในจักรวาลเปลี่ยนแปลงหรือเป็นที่มวลพลังงานในโลกเปลี่ยนแปลงก็กระทบกับจักรวาลเช่นกัน

       เหตุนี้พระศาสดาในทุกศาสนาจึงทรงสั่งสอนสาวกของพระองค์ ถึงการกระทำที่ไม่กระทบกระทือนต่อสิ่งอื่นนอกตัวตนซึ่งรู้จักกันในข้อธรรมะที่ว่า “อหิงสา” หรือ “ความไม่เบียดเบียน” นั่นเองโดยต้องตระหนักด้วยความเข้าใจอย่างลึกซึ้งว่า การดำรงอยู่ของสิ่งใดสิ่งหนึ่งแม้อนุภาคขนาดเล็กที่สุดก็ดำรงอยู่ด้วยความสำคัญในระดับการคงอยู่ของจักรวาลทั้งระบบเลยทีเดียว เหตุนี้ มนุษย์ผู้ทรงภูมิปัญญาในยุคโบราณจึงเปรียบเทียบสิ่งต่างๆทั้งด้านที่ตนเองชอบและไม่ชอบเป็นระบบทวิลักษณ์ที่เป็นการแสดงค่าความต่างศักดิ์ของพลังงานในสองด้านเสมอที่มีลักษณะที่แม้ตรงกันข้ามแต่ต้องปรากฏทั้งสองสิ่งความแตกต่างจึงเกิดขึ้นเพื่อสร้างคุณค่าให้กันและกันและปรากฏภาพแห่งตัวตนที่เด่นชัดในการพัฒนาปัญญาญาณของทุกจิตวิญญาเพื่อเข้าถึงความเป็นหนึ่งเดียวกัน

       ก่อนที่จะรู้ว่าอะไรกำลังจะเกิดกับโลกใบนี้ก็ขอทำความเข้าใจหรือปูพื้นความรู้เกี่ยวกับดาวเคราะห์โลกซึ่งจัดเป็นดาวเคราะห์แข็ง( Terrestrial Planet) ซึ่งอยู่ในกลุ่มดาวเคราะห์ชั้นในของสุริยะจักรวาลนี้อันประกอบด้วย ดาวพุธ ดาวศุกร์ ดาวโลกและดาวอังคาร เป็นดาวเคราะห์ที่เป็นสถานะของแข็งทั้งหมด

      ส่วนดาวเคราะห์ชั้นนอกที่เหลือนั้นก็เป็นดาวเคราะห์ก๊าซโดยในกลุ่มนี้มีดาวพลูโตเพียงดวงเดียวที่เป็นดาวเคราะห์แข็ง ความจริงข้อนี้มนุษย์เพิ่งเรียนรู้มาไม่กี่เกินร้อยปีมานี่เองความสำพันธ์ระหว่างมวลของดาวเคราะห์ชั้นในกับดาวเคราะห์ชั้นนอกนั้นถูกจัดวางระบบทั้งขนาด ความเร็วในการโคจรที่ผสานสัมพันธ์กันอย่างสอดคล้องและส่งผลต่อพลังงานแฝงที่ส่งถึงกันอย่างชัดเจนจนมนุษญ์ในยุคโบราณผู้สามารถเข้าถึงองค์ความรู้จากภูมิปัญญาสากลได้กำหนดความรู้เฉพาะแขนงหนึ่งให้ชนรุ่นต่อไปได้เรียนรู้ถึงการแปลระกัสของความสัมพันธ์ของดาวเคราะห์แต่ละดวงที่ผลกระทบกับโลกโดยอาศัยความรู้ในเชิงดาราศาสตร์มาเป็นสิ่งที่ตีความรู้จักกันในชื่อวิชาที่เรียกว่า โหราศาสตร์ ซึ่งแต่โบราณนั้นเป็นความรู้ที่เกี่ยวกับการตีความของความสัมพันธ์ของเทหะวัตถุ ในท้องฟ้าที่มีผลกับโลก และสรรพชีวิตบนโลกนั้นโดยกำหนดตัวตนหรือระหัสพลังงานของชีวิตนั้นว่ามีความสัมพันธ์กับการวางตัวของดาวเคราะห์ในขณะนั้นอย่างไรซึ่งจะชี้ชัดได้ประการหนึ่งว่า ความรู้เช่นนี้มิใช่เกิดจากกระบวนการสถิติ หรือการเฝ้าเก็บข้อมูลแต่เป็นความรู้ที่เกิดจากกระบวนการเรียนรู้พิเศษที่อาจรู้จักกันว่า “ญาณทัศนะ” ที่มนุษย์หลายคนต่างหลงผิดชื่นชมว่าเป็นสิ่งพิเศษที่นอกเหนือมิติสามัญ แต่แท้ที่จริงความรู้หรือญาณทัสสนะนี่เองล้วนเกิดขึ้นเพื่อการเรียนรู้เข้าใจต่อทุกสิ่งทุกอย่างอันเป็นสามัญลักษณะทั้งสิ้นนั่นเอง...

      

(สามารถติดตามละเอียดเพิ่มเติมได้ในนิตยสารอุณมิลิต ฉบับที่ ๒๗ เดือนสิงหาคม  ๒๕๔๘)