พิธีกรรมหุงเหล็กไหล

      ...ตามที่กล่าวมาแต่ตอนต้นเรื่องว่าเหล็กไหลที่ผมกำลังพูดถึงนี้อาจแตกต่างจากมติของคณาจารย์ท่านอื่นๆอยู่บ้าง ทั้งนี้ก็ต้องขอชี้แจงซ้ำอีกว่า การเผยแพร่ในนิตยสารอุณมิลิตนี้มิได้ต้องการในลักษณะเชิงธุระกิจ ทางกองบรรณาธิการจึงมิได้มีวัตถุมงคลที่เขียนถึงมาเผยแพร่แต่อย่างใด ทั้งนี้เนื่องจากเกรงว่าจะทำให้เกิดสับสนและเข้าใจผิดอาจเห็นว่าการเสนอเรื่องนี้ออกไปก็เพื่อผลประโยชน์ เรายืนยันนะครับว่าเรื่องนี้ทำด้วยความบริสุทธิ์ใจนำเสนอในฐานะที่เป็นการบันทึกปูมประวัติศาสตร์หนึ่งของสังคมไทย พิธีกรรมบางประการที่ถ่ายทอดออกไปทั้งส่วนนำเสนอด้วยรูปภาพ ก็พยายามตรวจสอบมาในระดับหนึ่งครับและต้องขอร้องว่าในรายละเอียดส่วนใดที่นำเสนอแล้วยังไม่สามารถพิสูจน์ด้วยกระบวนการวิทยาศาสตร์ ก็ขอให้ใช้ดุลยพินิจใคร่ครวญก่อนที่จะเชื่อหรือไม่เป็นสิทธิของท่านผู้อ่านครับ ในมิติกลางระหว่างโบราณและปัจจุบันที่ล้ำยุคด้วยวิทยาศาสตร์เราควรอยู่แบบ
“เคารพความเชื่อและอยู่อย่างยอมรับความจริงครับ”
จากที่กล่าวมาจะเห็นได้ว่า เหล็กไหลเป็นธาตุชนิดหนึ่งที่มีลักษณะพิเศษในตัวเองเป็นอณูเล็กๆ ที่สามารถเกาะกลุ่มรวมตัวเป็นมวลที่หนาแน่นจนสามารถลูบคลำสัมผัสได้ ทั้งนี้การที่จะรวบรวมอณูทิพย์จน(กสิณ)สังเคราะห์ธาตุชนิดนี้ได้ก็ด้วยกระบวนการสองส่วนคือ
? กักและล่อด้วยว่านยาสิ่งอาถรรพ์
? ดึงดูดเชื้อเชิญ สะกดข่มด้วยอาคม (จะเห็นว่ามีหลายลักษณะจะว่าในรายละเอียดต่อไป)
ลักษณะทั้งสองประการนี้มีคติความรู้มาจากพราหมณ์และชาวพุทธโบราณที่ศึกษามันตราญาณอย่างลึกซึ้งและประดิษฐ์วิชาชนิดนี้ขึ้นที่เรียกว่า ตัชชารีวิชาในแขนงรสายนเวทที่ชื่อว่า “ธาตุตัชชารีวิชา”คือการเล่นแร่-แปรธาตุ จัดเป็นมายาฤทธิ์คือฤทธิ์ที่เกิดจากอำนาจคุณวิชาอาคมซึ่งเป็นมายาประดับโลกอย่างหนึ่งในสายตาผู้หลุดพ้นแล้วนั่นเอง
การล่อเหล็กไหลหรือธาตุอณูเหล็กทิพย์นี้เข้ามาในสถานที่ที่ต้องการกระทำได้สามแบบคือ
? ล่อด้วยว่านยา เกสรมาลา ในที่นี้ที่รู้จักกันโดยมากคือ น้ำผึ้งนั่นเองนิยมรังผึ้งที่โดดเดี่ยว ยิ่งมีอายุมากยิ่งดีผู้เขียนเคยเห็นน้ำผึ้งที่มาจากรังผึ้งอายุร้อยปี ซึ่งอาจารย์ผู้เขียนเคยให้ชิมดูปรากฏว่าหอมหวานอย่างประหลาดและที่สำคัญมีสีอย่างแก้วปัทมราชคือสีทับทิมอย่างไรอย่างนั้น หากได้น้ำผึ้งชนิดนี้มาจะได้เหล็กที่มีอานุภาพสูงเป็นพิเศษ แต่การล่อด้วยน้ำผึ้งและว่านยาอื่นๆนั้นจะได้แค่เห็นเหล็กไหลเท่านั้นไม่สามารถกักให้อยู่คงรูปได้ ต้องใช้อาคมสะกดอีทีซึ่งตอนที่สะกดนี่ละครับที่จะทำให้เหล็กไหลแสดงอานุภาพของตนออกมาโดเด่นในด้านใด สำหรับนอกจากนี้การล่อด้วยสิ่งอื่นก็มี เช่น น้ำค้างกลางหาว น้ำหมอก ดินกากยายักษ์ เกษรปทุมชาติ น้ำโมกผาฯลฯนอกจากนี้ยังรวมถึงใช้อำนาจว่านชั้นพฤษาเทวาเทพธิคุณที่ทรงอิทธิฤทธิ์สูงพอฟัดพอเหวี่ยงกับเหล็กไหลกักเหล็กไหลไว้ใช้ เช่น ว่านไพรดำ ว่านแสงมรกต ว่านพญาชมพูชีพ ว่านพญาริดตีนปู ว่านตัดเงา ว่านฟ้าร้อง ว่านสมิงคำราม ฯลฯ ไอ้ที่เขียนมานี่ไม่ใช่ยกเมฆนะครับมีจริงๆคนเลี้ยงว่านประเภทนี้ต้องรู้ธรรมชาติว่านและต้องมีวิชาอาคมสูงพอตัวไม่งั้นโดนว่านประเภทนี้ตอดเอาคือดูดพลังชีวิตจนตายไปก็มีอาการก็คือหงอยลงๆอ่อนเพลียและเสียชีวิตโดยไร้สาเหตุ ว่านเหล่านี้จัดว่าหายากสุดๆและอยู่ป่าลึกการตัดเหล็กไหลในปัจจุบันจึงเหลืออยู่แค่การใช้น้ำผึ้งสดที่มีไอเกสรมาลาเป็นตัวล่อเหล็กไหลให้ลงกิน นั่นเอง
? ดึงดูดด้วยอาคมหรือใช้พลังจิตโดยตรง ระดับนี้ผู้เชิญไม่ใช่ต้องมีระดับจิตขั้นญาณสูงอย่างเดียวองค์ประกอบอื่นๆต้องมีด้วยเช่น
-อดีตเคยได้อภิญญาสมาบัติ (ได้อภิญญาชาตินี้ก็ไม่รู้ว่าจะหาเหล็กไหลไปทำไม)
-เคยบำเพ็ญบารมีตั้งแต่ชั้นอุปบารมีถึงขั้นปรมัตรบารมี แบบว่าเป็นพระโพธิสัตว์ประเภทใดประเภทหนึ่ง (มี ๓ ประเภท) นั่นเองส่วนจะเคยรับการลัทธยาเทสเป็นนิยตโพธิสัตว์หรือเปล่านั้นหลักวิชาไม่กำหนดไว้
-หรือผู้ทรงอิทธิคุณท่านนั้นมีเทพชั้นสูงมากที่ต้องเด่นด้านอิทธิฤทธิ์ด้วยคอยเกื้อหนุน
-หรือมีเหล็กไหลอยู่ก่อนแล้วใช้ต่อเรียกเหล็กไหลจากแหล่งที่อื่น (ความรู้นี้คิดว่าคงไม่เคยได้ยินที่ไหนแต่คณาจารย์ผู้เชี่ยวชาญทางปักษ์ใต้หลายองค์ที่รู้จักล้วนรู้เรื่องนี้ดี)
-ใช้ปรอทสำเร็จชนิด กายประสิทธิหรือ อะโลมาประสิทธิที่มีคุณสูงพอฟัดพอเหวี่ยงกันกักเหล็กไหลไว้ -อีกวิธีก็เป็นผู้ฝึกจิตถึงขั้นกายภายในตกผลึกใช้อำนาจขันธ์ห้าที่ทรงทิพย์อำนาจผนึกธาตุเหล็กไหลในอากาศธาตุได้ (เรียกว่ากายสิทธิ์ อย่างที่พบในพระเกจิบางรูปที่มรณภาพแล้วกระดูกแปรเป็นแก้วหรือขึ้นธาตุ)ฯลฯ เหล่านี้อย่างใดอย่างหนึ่งแต่หากทำก็ถือว่าจะเสียกำลังมาก ทำบ่อยๆก็ป่วยพานจะอายุสั้นลงอีก โดยมากผู้สำเร็จจิตขั้นนี้จะมองข้ามเรื่องของวิเศษไปเพราะ จิตของตนที่สำเร็จนั้นเป็นธาตุวิเศษที่สุดอยู่เเล้วนี่ครับ
? ใช้ว่านยาและอาคมพลังจิตร่วมด้วยช่วยกัน วิธีการนี้จะพบมากที่สุดเรียกว่า ตำนานเรื่องเหล็กไหลที่ได้ยินได้ฟังกันมาร้อยละเก้าสิบเก้านะเป็นวิธีการแบบนี้ทั้งสิ้น คือใช้ว่านยา(น้ำผึ้งล่อ) แล้วสะกดด้วยอาคม

      หลักการของวิธีหุงเหล็กไหลนั้นก็คงมาจากตำราเฉลิมไตรภพและคติตำนานพุทธโบราณอย่างไตรภูมิพระร่วงตอนกำเนิดมนุษย์นี่ละครับคือ ที่กล่าวว่ามนุษย์หรือสิ่งมีชีวิตในโลกนั้นเกิดจากชีวิตชั้นสูงที่กายเรืองแสงเป็นอณูทิพธาตุเรียกว่า “อภัสสราพรหม” ได้กลิ่น “ง้วนดิน” คราวเกิดโลกใหม่ๆ ใครไม่รู้ว่ากลิ่นง้วนดินเป็นอย่างไรก็ลองไปตามป่าธรรมชาติที่เวลาฝนตกใหม่ๆ กลิ่นไอดินจะพุ่งขึ้น จนสัมผัสกลิ่นได้เเละอากาศตอนนั้นจะทำให้กระปี้ระเปร่าเป็นพิเศษ เรียกว่ารับพลังไอดินอย่างไรเล่าครับ พออณูทิพย์ธาตุไปเกาะธาตุปถวีที่เรียกว่า เสพสร้อง ก็จะเกิดการแปรตัวเป็นธาตุที่มีอณูที่แสดงความเป็นปถวีธาตุมากขึ้น(ทำความเข้าใจเรื่องธาตุจากตอนก่อนนะครับจะได้ไม่สับสน)จนเกิดการหนักตัว เคลื่อนที่ได้ช้าลงและหากเสพปถวีธาตุจากง้วนดินมากๆก็จะคงรูปจับตัวเป็นมวลหรือก้อนธาตุขึ้นซึ่งเรียกโดยศัพท์เทคนิคทางไสยเวทว่าเกิด “ขันธ์ ๕” ขึ้นนั่นเองครับทฤษฎีตรงนี้เองที่ทำให้มนุษย์ยุคโบราณล่อและลวงอณูทิพย์ธาตุหุงเป็นเจ้าเหล็กไหลไว้ประดับเป็นมายาโลกอย่างไรเล่าครับ

      จากหลักการที่ว่าจึงเกิดกรรมวิธีที่มนุษย์สามารถนำธาตุทิพย์มาใช้ประโยชน์โดยต่างสำนักก็จะมีรายละเอียดปลีกย่อยที่แตกต่างกันออกไปส่วนหลักใหญ่ใจความก็คงมีเหมือนๆกันตามหลักจตุธาตุวัตถานที่กล่าวมาในเล่มก่อนนั่นเองครับในส่วนที่ผมจะนำมาเสนอนี้เป็นวิธีแบบหนึ่งที่ปัจจุบันยังพอมีผู้ทำได้อยู่แต่ไม่ออกตัวหรือประสงค์ออกนาม ได้เผยเรื่องราวให้ทางทีมงานอุณมิลิตเข้าไปศึกษารายละเอียด ซึ่งท่านผู้นี้ได้เปิดเผยวัตถุประสงค์ในการเผยเรื่องนี้ต่อสาธารณะ(ผ่านอุณมิลิตเพียงฉบับเดียว) ว่า…..
*สื่อให้เห็นว่าเรื่องเหล็กไหลที่ต่างฝ่ายว่ากันไปจนเป็นทุรกรรม(กรรมชั่วแบบต้มคนดูขายของเก๊)นะที่ของจริงๆสืบมาแต่โบราณนั้นเป็นอย่างไร ให้เรียนรู้ไว้จะได้ไม่โดนเขาหลอกเอา
*ยืนยันโบราณศาสตร์ที่ศักดิ์สิทธิ์ เพื่อตรึงมนุษย์ปัจจุบันให้หันกลับเข้าหาศีลธรรมก่อนที่จะวุ่นวายวิบัติมากไปกว่านี้ ทั้งนี้ต้องชี้แจงให้เห็นถึงความจริงของธรรมะว่าทุกสิ่งทุกอย่างเป็นอนัตตาและอนิจจัง ให้ยึดธรรมะเป็นสรณะมากกว่าวัตถุธรรมที่เป็นเพียงมายาชั่วขณะ
*เปิดเผยกลโกงในวงการเหล็กไหลที่ท่านเหล่านั้นได้ประสบมาซึ่งท่านผู้นี้เคยสูญเงินนับสิบล้านบาทเกี่ยวกับเรื่องเหล็กไหลและเมื่อท่านได้ศึกษาอย่างถ่องแท้ว่าเหล็กไหลคืออะไรก็อยากเสนอเรื่องนี้ไว้เป็นอุทาหรณ์เพื่อจะได้หยุดทำยั้งคิด กันบ้าง
การเรียก-เชิญ-หรือที่ผมขอใช้คำว่า “หุง” เหล็กไหลที่ท่านผู้ที่ยินยอมเปิดเผยขั้นตอนนี้เป็นวิชาเล่นแร่แปรธาตุในระดับชั้นสูงที่ท่านพระครูนิวาสธรรมขันธ์หรือพระเดชพระคุณ หลวงพ่อเดิม วัดหนองโพธิ์ ได้เรียนสืบต่อกันมานัยว่ามีมาแต่ครั้งโยนกและปทุมสุริยวงศ์ซึ่งก่อนหน้านั้นคงมาจากสำนักพุทธศาสนาทั้งเถรวาท(บางคณะก็เล่นศาสตร์อิทธิฤทธิ์ที่เรียกว่า ศิลปะศาสตร์สิบแปดประการ อย่างพวกอภัยวิหาร มหาวิหารและผ่ายมหายานที่สืบจากทิเบตที่ “คุรุปัทมสมภพ”ที่เป็นพราหมณ์แล้วปลอมบวชในพุทธศาสนาได้สร้างรากฐานพุทธมหายานอิงพราหมณ์ขึ้นโดยใช้มหาวิทยาหรือพระเวทชั้นสูงเป็นตัวดึงศรัทธาเกิดสัทธรรมปฏิรูปมากมายใครอยากรู้เรื่องลึกๆเป็นอย่างไรก็เขียนจดหมายมาหากมากพอกองบรรณาธิการก็จะลัดคิวลงให้อ่านกัน

      โดยท่านหลวงพ่อเดิมนี้เป็นผู้เชี่ยวชาญโบราณศาสตร์อย่างยิ่งยวด....


(สามารถติดตามละเอียดเพิ่มเติมได้ในนิตยสารอุณมิลิต ฉบับที่๒๘ เดือนกันยายน ๒๕๔๘)