พรหมสนังกุมาร


       เมื่อกล่าวถึงพระพรหมในศาสนาฮินดูจะหมายถึงองค์พรหมธาดาเพียงพระองค์เดียวแต่ในคติพุทธศาสนาจะไม่เฉพาะเจาะจงว่าจะเป็นใครเพราะได้แบ่งภพของพรหมเป็นแดนสันติสุขออกอีกตามชั้นของสมาบัติที่สำเร็จโดยพรหมชั้นสูงสุดเรียกอกนิษฐาพรหมที่เป็นแดนของ พระอรหันต์(ที่เป็นพรหมชั้นนี้แล้วสำเร็จยังทรงอายุขัยของพรหมอยู่มิได้ละขันธ์เข้าสู่พระนิพพานและเป็นแดนที่พระอริยะบุคคลชั้นอนาคามีละเอียดเมื่อละสังขารแล้วจะมาบังเกิดเป็นพรหมชั้นนี้เพื่อรอคอยการบรรลุอรหันต์ซึ่งส่วนหนึ่งก็คือการได้รับฟังธรรมจากพระบรมศาสดาสัมมาสัมพุทธเจ้าพระองค์ใดพระองค์หนึ่งนั่นเอง สวรรค์แดนพรหมหรือพรหมโลกจึงสุขแบบนักบวชคือสงัดสงบสันติเป็นอย่างยิ่งและจะรุ่งเรืองด้วยรัศมีของพรหมที่มีบารมีแตกต่างกัน ในตำนานพุทธศาสนาได้มีการกล่าวถึงพรหมท่านหนึ่งที่มีรูปร่างอย่างเด็ก แต่มีภาระอย่างผู้ใหญ่คือเป็นผู้แสดงธรรมแก่เหล่าเทพเทวดาทั้งปวงในโอกาสที่สมควร เป็นหัวหน้าพรหมที่เชี่ยวชาญในกิจพิธีกรรมทั้งเป็นผู้ทรงปฏิสัมภิธาญาณสูงยิ่ง เรื่องราวของท่านถูกนำมาเกี่ยวพันกับอมตเถระรูปหนึ่งของสยามคือท่านเจ้าประคุณสมเด็จพุฒาจารย์โตพรหมรังสี

    โดยกลุ่มบุคคลขณะหนึ่งว่ามีมหาพรหมท่านหนึ่งเป็นองค์อุปถัมน์ขนานนามมหาพรหมรูปนั้นว่าพรหมชินะปัญชรนัยว่าท่านเป็นผู้สำเร็จเป็นมรรคผลชั้นพระอนาคามีในพระพุทธเจ้าพระองค์หนึ่งแต่ถอดจิตดับขันธ์ก่อนวาระเนื่องจากอิตถีเพศถูกต้องร่างกายเกิดอคติเกรงพรหมจรรย์จะมัวหมองเมื่อถอดจิตก็มาบังเกิดเป็นพรหมในชั้นสุทธาวาสตามปัจจัยแห่งบารมี ซึ่งหากค้นในพระสูตรหรือตำนานพุทธศาสนาในส่วนใดก็ไม่พบพระพรหมนาม “ชินะปัญชระ”เลยแต่เมื่อสอบดูเรื่องราวของท่านก็สอดคล้องกับเรื่องราวที่ปรากฏในไตรภูมิกถาหรือไตรภูมิพระร่วง ที่กล่าวถึงพระพรหมรูปหนึ่งที่ยังสภาพของความเป็นเด็ก แต่มีภาระเป็นหัวหน้าพรหมทั้งปวงด้านพิธีกรรม และจะเป็นผู้เเสดงธรรมโปรดแก่เหล่าทวยเทพและพรหมอื่นๆอยู่เนืองๆ

     โดยเหตุที่เนื้อหาใน ไตรภูมิพระร่วง ได้ให้รายละเอียดเกี่ยวกับพรหมองค์หนึ่งซึ่งอาจเรียกได้หลายชื่อด้วยกัน เช่น มหาพรหมสานังกุมาร สันตกุมาร หรือพรหมกุมาร จึงใคร่จะกล่าวถึงชื่อเหล่านี้พอสมควรในที่นี้ โดยเฉพาะได้ระบุไว้ชัดเจนว่า “..ผิเมื่อเทพยดาทั้งหลายสดับธรรมในไตรตรึงษ์สวรรค์นั้นไซร้ ยังมีพรหมตนหนึ่งชื่อว่า พรหมกุมาร ลงมาแต่พรหมโลก โพ้นแลลงมานฤมิตตนเป็นดังคนธรรพ์ผู้หนึ่ง ชื่อว่าปัญจสิงขรคนธรรพ์จึงขึ้นเหนือธัมมาสน์แลเทศนาธรรมให้เทพยดาทั้งหลายฟัง…” จากการกระทำนี้ทำให้เข้าใจได้ว่า พรหมกุมารและสันตกุมารเป็นพรหมองค์เดียวกัน แต่ในคัมภีร์บาลีนั้นพรหมที่ทำหน้าที่ดังกล่าว ชื่อสานังกุมาร ดังนั้นจึงเป็นที่ยุติได้ว่า นามทั้งสามหมายถึงพรหมองค์เดียว

      ในคัมภีร์นิกายต่างๆ นั้น ต่างก็มีการระบุถึงพรหมองค์นี้ คำว่า สานังกุมาร หมายถึงว่า มีความเป็นหนุ่มอันถาวรหรือทรงไว้ซึ่งพรหมจรรย์ จากมัชฌิมนิกาย นั้น กล่าวว่าในครั้งที่พรหมองค์นี้เอาชาติเป็นมนุษย์ ก็ได้บรรลุฌานตั้งแต่ครั้งยังเด็กเมื่อเกิดเป็นพรหมจึงเป็นพรหมหนุ่มน้อยผู้มีความงามอย่างยิ่ง

    ลักษณะอีกประการหนึ่งคือรัศมีของพรหมองค์นี้ทอประกายตลอดเวลายามใดที่ท้าวเธอเดินทาง รังสีจะแผ่พุ่งไปเบื้องหน้าโดยที่ไม่จำเป็นต้องดูก็เข้าใจกันได้ว่าเป็นพรหมองค์นี้โดยไม่ผิดพลาด จากลักษณะของรังสีทำให้เข้าใจว่า พรหมกุมารนี้น่าจะเป็นพรหมในระดับ “อาภา” ซึ่งอาจอยู่ในอาภัสสราพรหมโลกก็ได้ แต่ความทั้งนี้ไม่มีหลักฐานใดยืนยันได้ชัดเจนลงไปได้

     สานังกุมารพรหมนี้ ได้รับความเคารพและยกย่องในหมู่เทพชั้นจาตุมหาราชิกและดาวดึงส์เป็นอันมาก......



(สามารถติดตามละเอียดเพิ่มเติมได้ในนิตยสารอุณมิลิต ฉบับที่ ๒๘ เดือนกันยายน ๒๕๔๘)