ช้างปัจจัยนาเคนทร์
         เครื่องรางของขลังรูปสัตว์มงคลของชาวสยามนั้นมีมากมายตั้งแต่สัตว์ขนาดเล็กไปจนสัตว์ที่มีขนาดใหญ่ที่สัตว์ในบรรดาสัตว์บกด้วยกันก็เห็นจะเป็นช้างนี่ละ เรื่องนำสัตว์มาเป็นรูปบูชานั้นบางคนอาจจะว่าไม่เหมาะสมด้วยเหตุว่าสัตว์นั้นมีฐานะที่ต่ำกว่าแต่คนสยามยุคโบราณกับมีความเห็นที่แตกต่างออกไปเพราะความจริงคนไทยนั้นความจริงมีนิสัยเห็นอกเห็นใจเอื้ออาทร รู้คุณ ซ้ำพระพุทธศาสนายังสอนให้รู้ถึงสัจจะธรรมที่ทุกชิวิตก็มีจิตใจความรู้สึก อย่างกับที่มนุษย์รู้สึกเหมือนกัน คนสยามก็เลยค่อนข้างจะรักและเห็นว่าสัตว์เหล่านั้นเสมือนหนึ่งบุคคลในครอบครัวเรื่องนี้มีมานาน และเมื่อเร็วๆนี้ก็มีภาพยนต์ระดับอินเตอร์ที่ชื่อไม่เกี่ยวกับช้างแต่นำเรื่องช้างมาเป็นเค้าโครงเรื่อง ดังไปทั่วโลกก็คือเรื่อง “ต้มยำกุ้ง” ที่ครอบครัวพระเอกของเรื่องมีช้างเป็นเสมือนญาตินับถือว่าเขาเหมือนคนจริงๆ และเท่าที่เห็นสังคมสยามเรานี่จะผูกพันเรื่องช้างๆ นี่ไม่ใช่น้อยเลย หัวเรื่องที่กล่าวมานั้นก็คงเป็นเรื่องของเครื่องรางที่ทำเป็นรูปช้างเข้ามาเกี่ยวข้องซึ่งในอาณาจักรเครื่องรางก็จะมีอย่างยันต์ช้างประสมโขลง พญาช้างสารเจ็ดหัว วิชางาแซง นำงาช้างมาแกะสลักเป็นเครื่องรางอื่นๆ ก็นับถือว่าช้างนั้นเป็นสัตว์มีพลังอำนาจในตัว จนถูกนำมาโยงเกี่ยวกับศาสนาและเกิดประเพณีต่างขึ้นอย่างเทศน์มหาชาติเรื่องพระเวสสันดรนี้ก็คือเรื่องราวในพระชาติสุดท้ายก่อนที่จะตรัสรู้เป็นพระสัมมาสัมพุทธเจ้าองค์ปัจจุบันนั้นคือเรื่องราวของ พระเวสสันดร โพธิสัตว์ซึ่งบำเพ็ญทานบารมีอย่างอุกฤษฏ์ จนเป็นคติที่ชาวพุทธทั้งหลายต้องสดับเพื่อผลในกุศลในอนาคตกาลที่จะบังเกิดมาอย่างไม่อด ไม่อยาก ไม่ยากและไม่จน ไม่อัตคัด ข้นแค้น บำเพ็ญบารมีเพื่อเข้าถึงจุดสูงสุดพระศาสนาโดยสะดวกราบรื่นทั้งนี้ก็ด้วยอำนาจแห่งกุศลทานเป็นปัจจัยที่จะทำให้เกิดลาภสักการะหลั่งไหลเนืองนองมาอย่างไม่มีประมาณ ก็นำเรื่องช้างมาเป็นกรณีสำคัญที่เกิดเรื่องราวต่างๆขึ้นและชี้ชัดให้เห็นว่าช้างนั้นมีพลังอำนาจในตัวของการส่งเสริมมงคลต่างๆ ตั้งแต่บุคลจนระดับอาณาจักรทีเดียว

          ชาดกเรื่องพระเวสสันดรเป็นเรื่องที่คุ้นหูชาวสยามมานานนับร้อยปีที่ต้องมีประเพณีเฉพาะในการฟังชาดกเรื่องนี้ ที่เรียกว่า “เทศมหาชาติ” ซึ่งประกอบด้วยบาทพระคาถาที่แต่งขึ้นนับได้จำนวนพันจึงเรียกว่า “เทศน์คาถาพัน” ซึ่งนับว่ามีอิทธิคุณใหญ่หลวง ในทางศาสตร์ด้านเวทมนต์คาถาก็เชื่ออานุภาพของพระคาถาต่างๆในเทศมหาชาตินี้ว่าทรงคุณยิ่งใหญ่นักอาจส่งผลให้สำเร็จในสิ่งที่ประสงค์ได้ทุกประการ มีการนำสิ่งต่างๆที่ประกอบพิธีการเทศมหาชาติมาใช้ในการสร้างเครื่องรางอย่างมากมายหลายชนิดอย่าง น้ำตาเทียนคาถาพัน ถือเป็นยอดแห่งมหามงคลที่อุดมไปด้วยอิทธิคุณต่างๆ ตามแต่จะอธิษฐาน ยิ่งเป็นกัณฑ์ที่ประทานสองกุมารก็นับว่าเป็นยอดที่สุดของเมตตา จึงมีพระคณาจารย์นำไปประกอบพิธีกรรมสร้างเครื่องมงคลต่างๆ มากมาย โดยเฉพาะคาถาเรียกสองกุมาร คือ กัญหา – ชาลี ขึ้นจากสระเพื่อประทานแก่ชูชก ก็ปรากฏว่าเลื่องลือในอำนาจแห่งอิทธิคุณที่ปรากฏ พระคาถานางมัทรีก็ใช่ย่อยมีคุณานุภาพสูงอุปเท่ห์รอบตัวทีเดียว

         คติเวสสันดรชาดกจึงถูกหยิบยกมาสร้างเครื่องมงคลอยากหลากหลายและปรากฏผลอย่างอัศจรรย์เพราะเป็นนิมิตรหมายของการสู่เต็มเปี่ยมบริบูรณ์ อันหาที่สุดมิได้ ในเรื่องเวสสันดรชาดกนั้นมีสิ่งคู่บารมีมหาทานของพระเวสสันดรที่เป็น ศุภมงคล นิมิตรแห่งความอุดมสมบูรณ์ คือช้างปัจจัยนาเคนทร์ ซึ่งเป็นสหชาติกับพระเวสสันดรโดยเริ่มปรากฏในชาดกสิบสามกัณฑ์ ชื่อหิมพานต์ (๑๓๔ พระคาถา)ที่คลอดจากนางช้างฉัตทันต์เถื่อนแล้วนำมาถวายเป็นสิ่งคู่บารมีพระบรมโพธิสัตว์ อำนาจของบารมีที่เกื้อกูลกันมาแต่เอนกชาติจึงทำให้มหานครสีพีมั่งคั่งรุ่งเรือง ต่อเมื่อประทานแก่พราหมณ์ผู้มาขอจากแคว้นกลิงคะก็เป็นปัจจัยให้ต้องออกผนวชได้รับความยากลำบากนานาประการ ตามที่ทราบกันดีเมื่อพราหมณ์กลิงคะนำมาถวายคืนเนื่องได้ได้ฝนตกต้องตามฤดูกาลแล้วก็ทำให้พระเวสสันดรได้กลับมาเสวยสุขยังมหานครสีพีอีกครั้งนี่เป็นเรื่องย่อที่พอสรุปความได้ว่า ปัจจัยนาเคนทร์เป็นศุภลักษณ์ที่หากปรากฏในสถานที่แห่งใดก็จะเกิดความอุดมสมบูรณ์สวัสดิมงคลแก้บ้านเมืองนั้น จึงเป็นคติการสร้างรูปศุภลักษณ์มงคลรูปช้างฉัททันต์ เพื่อความมั่งคั่งรุ่งเรืองตามที่รู้จักกันโดยสามัญว่า พระยันต์พระยาช้างฉัททันต์มหาปัจจัย ซึ่งปัจจุบันหาผู้รู้ทำได้น้อยยิ่งที่จะบังเกิดสวัสดิผลดังกล่าวได้เหตุด้วยขาดมหามนต์และมหายันต์ที่ถูกต้องที่จะต้องนำมาในคติมหาชาติเพื่อเกิดอิทธิคุณอย่างที่กล่าวในมหาชาดกฉันนั้น
การสร้างรูปปัจจัยนาเคนทร์ขึ้นจึงต้องรอบรู้หลักคชศาสตร์ถึงช้างศุภลักษณ์ต่างที่จะสามารถนำมงคลลักษณะนั้นมาประกอบให้เกิดอิทธิคุณหนุนเนื่องอย่างเต็มที่และใช้พระคชศาสตร์มนต์ ให้เกิดความเป็นสวัสดิมงคล ดังปรากฏมนต์ชื่อ “ฉัททันต์มหาปัจจัยนาเคนทร์” ที่ใช้ประกอบรูปศุภลักษณ์มงคลให้เกิดสวัสดิมงคลลาภผลอย่างคติพระเวสสันดรได้รับฉันนั้น

         การสร้างเครื่องรางรูปช้างนั้น โดยมากในปัจจุบันมักทำตามคติของอินเดียก็มักเป็นเทพเจ้าอย่างพระพิฆเณศที่มีตัวเป็นคนเศียรเป็นช้างก็มีผู้นับถือประสิทธิคุณจนเลื่องลือมากมายแต่การสร้างรูปช้างจริง ๆ จัง ๆ นี่มีมานานไม่น้อยกว่ายุคสุโขทัยที่พบสิ่งก่อสร้างและเอกสารต่างๆ มากมายว่าใช้ศุภลักษณ์ของช้างมาเอื้ออำนวยความเป็นมงคลให้แก่บุคคลและสถานที่ อย่างเจดีย์ช้างล้อม จ.สุโทัย และเจดีย์อื่นที่มีรูปช้างประกอบอย่างที่จังหวัดเชียงใหม่ว่ามีพระยันต์ประกอบด้วย เรื่องรูปลักษณ์ที่เป็นมงคลนี้ก็มีความรู้เฉพาะที่เรียกว่า พระคัมภีร์คชศาสตร์(อ่านรายละเอียดคอลัมน์แรงครู) ที่แยกออกทั้งศาสตร์พิธีกรรมแบบไสยศาสตร์(คชกรรม)และตำราดูลักษณะช้างดีช้างโทษ(คชลักษณ์) ศาสตร์เหล่านี้รุ่งเรื่องและนับถือในระดับบุคคลชั้นสูงมาก อย่างในสมัยสมเด็จพระบรมไตรโลกนาถก็มีช้างมงคลกว่า ๑๐๐๐ เชือกทีเดียว

         นอกจากนี้ชาติอื่นอย่างจีนที่นับถือเอารูปมงคลมาใช้ที่เรียกว่าฮวงจุ้ย พม่า เขมรก็ยังนับเอาว่ารูปลักษณ์ของช้างนั้นเป็นสัตว์มงคลหากนำมาไว้ที่บ้านก็จะเกิดความเป็นมงคล ที่กล่าวมาสะยืดยาวนั้นก็เพื่อแสดงให้เห็นเรื่องสองประการคือ อำนาจของเทศน์มหาชาติ(คาถาพัน) และอำนาจของวิชาสายคชศาสตร์ที่สืบสายมาอย่างยาวนาน ในวิชาการสร้างเครื่องไทยนั้นเชื่อว่าช้างนั้นเป็นสายหนึ่งของพญานาคราชสัตว์ที่มีฤทธิ์ด้วยและช้างนี่เองที่มีเทวดารักษาอยู่มากมายในระดับเทพนพเคราะห์จึงมีการนำรูปช้างมาสัมพันธ์กับดวงชะตาของมนุษย์ที่เรียกว่า ดูโชคช้าง นั่นเอง(ดูคติช้างทำนายโชคคน) การสร้างเครื่องรางที่เป็นรูปช้างปัจจัยนาเคนทร์นี้ มีศาสตร์ที่ประกอบอยู่ถึงห้าแขนงคือ
- พระคชศาสตร์ ทั้งภาคคชกรรมและคชลักษณ์
- พระเวทจากคาถาพัน
- พระคาถาฉัททันต์มหาปัจจัยนาเคนทร์ซึ่งเป็นมนต์โบราณ
- ทักษานพเคราะห์ที่เรียกว่าเทพวิชา
- การสร้างเครื่องรางคติพญานาคเพราะถือว่านาคคือนัยของช้างด้วย
การประกอบศาสตร์เหล่านี้ต้องใช้ผู้มีความรู้เฉพาะสายทั้งการปั้นรูปซึ่งต้องให้ถูกคชลักษณะและแฝงศุภลักษณ์ช้างมงคลด้านต่างๆให้ครบถ้วนเพื่อให้เกิดผลอย่างสูงสุด อาทิเช่น……..