เหล็กไหลตำรับหลวงพ่อเดิม
          สำหรับวิธีการหุงธาตุกายสิทธิ์ (เหล็กไหลหรือเจ้าแม่ทองธรรมชาติ) ในสายหลวงพ่อเดิมวัดหนองโพธิ์นั้นพอสรุปขั้นตอนได้ดังนี้
          ขั้นเตรียมการ คือ การเตรียมอุปกรณ์ต่างๆที่จะใช้ในการล่อธาตุกายสิทธิ์ให้ลงกินตามคติที่ได้กล่าวมาแล้วในตอนที่อ้างถึงที่ปรากฏความในไตรภูมิพระร่วงที่ว่า “จ้าวชิมดินกินแสงหล่น” จ้าวในที่นี้คือ ไอทิพย์ธาตุ ดิน ในที่นี้คือ ง้วนดินซึ่งใช้เกสรมาลาที่ได้จากดอกพืชชนิดต่างๆบางที่เรียกว่าร้อยดอกร้อยเกษรซึ่งหาได้จาก “รังผึ้ง” ในสมัยโบราณนั้นมีเคล็ดอยู่ว่าหากไม่ต้องการให้ต้องอาถรรพ์บางประการที่เกิดจากการเล่นแร่แปรธาตุต้อง “ไม่ฆ่า ไม่แย่งชิง” ไม่ผิดศีลผิดธรรมนั่นคือต้องใช้ขี้ผึ้งจากรังผึ้งที่ทิ้งรังให้เท่านั้น เรื่องนี้หลายท่านอาจจะเห็นว่าเป็นไปไม่ได้แต่ผู้ทรงอิทธิบารมีภูมิธรรมทางจิตสูงนั้น สามารถอธิษฐานกับเทพยดาเพื่อขอรังผึ้งชนิดนี้ได้ตามต้องการโดยการตั้งสัจจาธิษฐาน โดยในอดีตก็มีพระคณาจารย์รูปหนึ่งใน จ.สุรินทร์ ได้เคยแสดงบารมีให้ปรากฏโดยอธิษฐานขอรังผึ้งชนิดนี้ได้คราวละเกือบร้อยรัง ปรากฏเหตุการณ์พิศวงที่มีผึ้งมาทำรังที่โบสถ์วัดท่าน และทิ้งรังให้นับร้อยรัง เป็นที่อัศจรรย์ จนท่านสามารถนำรังผึ้งนั้นมาทำ “นวด” แจกจ่ายแก่ผู้ศรัทธาจนสามารถหาปัจจัยซ่อมแซมโบสถ์ได้สำเร็จตามความตั้งใจ (รายละเอียดจะนำเสนอต่อไปในนิตยสารอุณมิลิต) เรื่องนี้ฮือฮามากเมื่อหลายสิบปีก่อน เป็นเรื่องที่เกิดขึ้นอย่างจริงแท้ การสร้างเครื่องรางของขลังที่เป็นของวิเศษ ทรงอิทธิคุณอาจส่งผลเป็นอุปฆาตกรรมตัดรอนกรรมที่ไม่ดีที่กำลังส่งผลได้นั้นใน ระดับความสัมพันธ์กับธรรมชาติเป็นเรื่องใหญ่ ที่ต้องมีการแลกเปลี่ยนเสมอเพื่อความสมดุลย์มิใช่จะเป็นไปเพื่อผลประโยชน์ในเรื่องลาภผลอามิสเงินทอง ผู้สร้างจึงต้องทอนอายุขัยลงทุกครั้งและทดแทนกลับคืนด้วย กุศลที่สร้างประโยชน์ให้กับส่วนรวม ผู้ที่สร้างวัตถุอาถรรพ์ยิ่งมีอานุภาพเพียงใดก็ยิ่งต้องแลกเปลี่ยนด้วยชีวิตตนมากเพียงนั้น แม้ว่าอดีตจะบำเพ็ญบารมีมามากเพียงใดก็ไม่อาจ หลีกเลี่ยงกฎเกณฑ์ดังกล่าวพ้น เพราะเป็นกฎแห่งกรรม กฎธรรมชาติ การศึกษาเรื่องอิทธิปาฏิหาริย์จึงไม่ใช่การทำเพื่ออามิสธุรกิจเพื่อแลกเปลี่ยนกับเงินตราอันเป็นมายาลวงโลก หากทำเมื่อใดก็จะกลายเป็น “ทุรกรรม” ได้บาปกรรมอันหนักใหญ่มาทอนบารมีตนเอง และจะเป็นเหตุให้พบความเสื่อมอย่างคาดไม่ถึงไม่ว่าจะอ้างด้วยเหตุใดหรือพยามหลีกเลี่ยงเพียงใดก็ตาม สมดังวาจาสิทธิ์ของหลวงพ่อทุกประการ ดังจะเห็นว่า บุคคลใดก็ตามไม่ว่าพระภิกษุหรือฆารวาส หากสัมผัสธาตุวิชาด้วยจิตโลภ โมโทสันเมื่อใด สิ่งนั้นก็จะเป็นเหตุแห่งความวิบัติของบุคคลผู้นั้นที่ต้องพลัดพราก ไร้ทรัพย์สิน ไร้ถิ่นที่อยู่ ไร้ญาติมิตร สูญสิ้น คือ “หมด” จาก “ความมี” ทุกประการ ดั่งคำหลวงพ่อเดิม วัดหนองโพธิ์ ท่านเปรยเสมอคราวที่ประสิทธิ์ มงคลอิทธิวัตถุให้ผู้ศรัทธาแม้ศิษย์ที่รับสืบวิชาว่า “อันของที่ประสิทธิให้เป็นอย่างเอก ไม่มีใครลบล้างทำลายได้นอกจากตนเอง เหมือนสนิมเกิดแต่เนื้อในเหล็ก หากดำเนินอยู่ตามทำนองคลองธรรมย่อมประสิทธิทุกประการหากใครนำไปใช้ผิดทำนองคลองธรรมก็จะทำให้ หมด จากทุกสิ่ง” นัยความนี้ศิษย์ในสายคุณพ่อเดิมวัดหนองโพธิ์ ทราบดี


         ผู้เป็นศิษย์หรือนับถือในองค์คุณพ่อเดิมวัดหนองโพธิ์ต้องตระหนักและดำเนินตามรอยหลวงพ่อ คืออุทิศตนให้สังคม ผู้เขียนเป็นผู้หนึ่งที่นับถือหลวงพ่อเดิม สุดชีวิต ยึดปฏิปทาหลวงพ่อเป็นหลักดำเนินชีวิตมาจนปัจจุบันโดย ที่จะไม่ยอมให้ จิตฝ่ายต่ำ มาชักนำให้ออกนอกทำนองคลองธรรมจะไม่ทำให้เสียทีที่เป็นศิษย์หลวงพ่อ ผู้อุทิศตนเป็นประโยชน์กับสังคมแม้จนวาระสุดท้ายที่หลวงพ่อจะดับขันธ์ซึ่งมีเรื่องเล่าสืบขานให้ปรากฏอยู่จนทุกวันนี้ ว่า วันที่ท่านจะดับขันธ์ท่านอาพาธมาก นอนอยู่ ท่านหลับตาทำสมาธิตลอด จนท่านลืมตาขึ้นถามด้วยความห่วงใยว่าชาวหนองโพธิ์ ได้ความว่าตอนนั้นขาดแคลนน้ำเนื่องจากฝนไม่ตกมาหลายเพลา เมื่อท่านได้ฟังก็ได้หลับนิ่งอยู่เป็นครู่เสมือนใช้ปราณอันศักดิ์สิทธิ์ของหลวงพ่อเฮือกสุดท้ายเพื่อสงเคราะห์ผู้อื่น


           โดยท่านอธิษฐานให้เกิดฝนตกขึ้นห่าใหญ่เมื่อฝนขาดเม็ดชาวบ้านมีน้ำดื่มน้ำใช้คลายจากทุกข์พร้อมๆกับลมหายใจของหลวงพ่อ ก็ดับไปพร้อมกันท่านจากไปอย่างผู้ให้ที่แท้จริง เรื่องนี้สะเทือนใจศิษย์ในสายหลวงพ่อทุกคนที่ต้องยึดถือไว้เป็นคติสอนใจดำเนินตนตามแนวทางหลวงพ่อฯมากกว่าที่จะยึดเอาวัตถุธรรมที่เป็นเพียงมายาภายนอก จึงขอยกข่าวที่ปรากฏในหน้าหนังสือพิมพ์เมื่อเร็วๆ นี้ไว้เป็นอุทาหรณ์สอนใจ และหากท่านดำเนินชีวิตด้วยหลักของหลวงพ่อเดิมที่ผมยกมาแล้วระลึกถึงหลวงพ่อฯอิทธิบารมีของหลวงพ่อเดิมย่อมคุ้มครองผู้นั้นแม้ไม่ต้องมีวัตถุมงคลใดใดของหลวงพ่อมาครอบครองเลยสักชิ้นก็ตาม โดยในบทความนี้ก็จะพยายามอธิบายหลักการและวิธีการที่เกี่ยวกับศาสตร์การหาแร่ธาตุบางชนิดที่ดักจากอากาศ หรือบางสถานที่ โดยเป็นศาสตร์เล่นแร่แปรธาตุโบราณ สายหนึ่งของสุวรรณภูมิซึ่งผมจะขอกล่าวถึงในแง่วิชาการ ซึ่งพยายามจะนำมามาเทียบกับศาสตร์สมัยใหม่เท่าที่พอจะมีความสามารถทำได้และไม่มีเจตนาจะให้ผู้อ่านหลงงมงายในวัตถุธรรมชนิดนี้แต่อย่างใด วัสดุชิ้นสำคัญชิ้นหนึ่งที่ต้องตระเตรียมมาใช้ประกอบพิธีกรรมในการดักเอาธาตุกายสิทธิ์จากอากาศนี้มาเก็บไว้ โดยหากได้สิ่งนี้มาไม่ถูกต้องก็จะเกิดผลเสียภายหลังได้ วัสดุชนิดนั้นก็คือ


          ง้วนผึ้งบริสุทธิ์ (ขี้ผึ้งบริสุทธิ์) ขออธิบายความหมายของคำว่า “บริสุทธิ์” ก็คือเป็นง้วนผึ้งที่ผึ้งทิ้งรังให้เองจึงจะใช้.ในการหุงธาตุศักดิ์สิทธิ์โดยไม่เกิดผลร้ายแฝงได้นี้ หากกล่าวโดยชัดเจนก็คือง้วนผึ้งหรือขี้ผึ้งนั้นได้มาด้วยการผิดศีล คือ ปาณาติบาต(การฆ่าผึ้งเพื่อให้ได้มา)อทินนา(การแย่งชิง-ใช้ควันหรืออาคมขับไล่ผึ้ง) ก็จะทำให้ธาตุที่หุงได้(หากมีอำนาจจิตสูง) ส่งพลังอำนาจทำลายผู้ครอบครองในมิติใดมิติหนึ่งเสมอไม่ว่าผู้ที่ครอบครองนั้นจะรู้เห็นด้วยหรือไม่ก็ตามนี่เป็นกฏเกณฑ์ที่ต้องรู้และจำเป็นต้องบันทึกไว้อย่างไม่อาจหลีกเลี่ยงได้ เหตุที่เป็นเช่นนี้ด้วยธาตุที่กำลังปฏิสนธิขึ้นได้รับกระแสจากความพยาบาท (ตัวผึ้งเจ้าของรัง)และโบราณาจารย์ ถือว่ามีรากเหง้า กำเนิดจากอกุศลกรรม จิตวิญญาณที่ปฏิสนธิเพื่อเกาะกี่ยวกับธาตุที่ดักได้นั้นก็จะกำเนิดด้วย “ไอพยาบาท” และ จะแสดงอำนาจทำลายล้างออกสู่ภายนอกในทุกมิติทันที (จิตมารแฝง)ซึ่งหากตรวจสอบในทางจิตจะพบเพียงอำนาจในการลบล้างอาถรรพ์จึงมีผู้เข้าใจผิดในเรื่องนี้มากและเป็นการยากที่จะเปลี่ยนความเข้าในนั้นเสียใหม่ทั้งนี้ติดที่อัตตาที่พอกพูนมานานจนไม่อาจรับความจริงข้อนี้ได้โดยจะพยายามอ้างเหตุประการต่างๆมาแก้กล่าวซึ่งก็ไม่ใช่ประเด็นที่แท้จริงเพราะเรื่องทั้งหมดคือ “เกิดแต่กรรม” ผู้ได้วัตถุธาตุจากการใช้รังผึ้งที่ได้มาโดยวิธีตีผึ้งเอารังนี้จึงต้องมีอาคมในตัวสูงพอที่จะ......

(สามารถติดตามละเอียดเพิ่มเติมได้ในนิตยสารอุณมิลิต ฉบับที่ ๒๙ เดือนตุลาคม  ๒๕๔๘)