พระปทุมเสมิง(ปทุมเจ็ดสระ)

          การสร้างพระเครื่องที่เป็นรูปปฏิมากรรมขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้านั้นที่รากฏในสุวรรณภูมิมีความหลากหลายวิธีการสร้างทั้งในส่วนที่ทำขึ้นเพื่ออุทิศเป็นพุทธบูชาที่เรียกกว่าการสืบศาสนาและในส่วนที่ทำขึ้นเพื่อหวังผลทางอิทธิคุณ พระเครื่องที่ถูกจัดสร้างขึ้นในประการหลังนี้เองก็แล้วแต่คณาจารย์ที่จัดสร้างจะกำหนดวิธีการขึ้นทั้งนี้ก็เป็นการผสมผสานศาสตร์และศิลป์ เพื่อให้เกิดปฏิมากรรมแห่งรูปลักษณ์ของพระสมณโคดม สัมมาสัมพุทธเจ้ามหาบุรุษผู้ประเสริฐพระองค์นั้นว่าครั้งหนึ่งเมื่อ ๒๕๐๐ ปีกว่า ที่ผ่านมานั้นเคยมีมหาบุรุษผู้นี้ประทับอยู่และทรงทิ้งมรกดกทางสติปัญญาที่เลอเลศที่สุดให้ปรากฏกับโลกคือหลักธรรมในพระพุทธศาสนา การสร้างพระเครื่องดังกล่าวมีความนิยมในหมู่พุทธศาสนิกชนชาวสยามเป็นอันมากทั้งส่วนที่มีความรู้ความเข้าใจในพุทธศาสนาที่เป็นสัมมาปฏิบัติและบางส่วนที่เก็นไปในการสะสมเก็บไว้อย่างวัตถุที่ระลึกที่ไม่มีคุณค่าอันใดปรากฏมากไปกว่า ค่านิยมทางวัตถุที่แลกเปลี่ยนด้วยเงินตรา แต่อย่างไรก็ตาม ความงดงามขององค์พุทธปฏิมาในสายตาชาวสยามก็ยังสื่อให้เห็นถึงความดีงามที่เป็นอุดมคติสูงสุดของสังคมคือ พุทธศาสนานั่นเอง

          การจัดสร้างรูปเคารพในลักษณะขององค์พระปฏิมานั้นเมื่อศึกษาในพุทธประวัติแม้พระพุทธองค์สมัยดำรงพระชนม์ชีพอยู่ก็มิได้ส่งเสริมด้วยทรงมีพุทธวินิจฉัยว่าไม่มีสิ่งใดเป็นที่พึ่งของเหล่าพุทธสาวกได้ดีกว่าการยึดมั่นในหลักธรรมะที่พระองค์ทรงประทานให้ ด้วยเป็นอกาลิโก คือไม่จำกัดด้วยกาลเวลาคือจริงทุกที่ทุกเวลา เป็นปัจจัตตังคือเป็นของที่ได้เฉพาะบุคคลที่มั่นคงในสัมมาปฏิบัติและเมื่อได้แล้วก็ไม่สามารถมีใครช่วงชิงไปได้เป็นสมบัติที่ตามติดตัวไปทุกภพชาติ ที่ทรงคุณค่ามากกว่าวัตถุธรรมใดใด และผู้เข้าถึงก็จะเป็นดั่งวิญญูชน แต่ก็มิทรงขัดใจกับผู้ศรัทธาจริงแท้ดังในเรื่องพุทธประวัติตอนปางห้ามไม้แก่นจันที่มีการสร้างขึ้นเพื่อระลึกถึงพระทธองค์คราวเสด็จเยือนเทวโลกโปรดพุทธมารดา เมื่อเสด็จกลับ พระพุทธรูปที่สร้างจากไม้แก่นจันทร์ เพื่อระลึกถึงพระองค์ได้แสดงอาการหลีกออกจากที่พุทธอาสนะ ทรงยกมือห้าม จึงเกิดคติปางห้ามไม้แก่นจันทร์ขึ้นแสดงว่าหากมีศรัทธาจริงแท้ต่อพระองค์แม้ยังติดรูปที่เป็นมายาภายนอกไม่ล่วงเกินคำสอนในส่วนสำคัญ (ไตรลักษณ์) ก็ทรงอนุโลมเพื่อให้ศรัทธานั้นเป็นกำลังให้ประพฤติตนอยู่ในกรอบและเมื่อปฏิบัติตามคำสอนจนอินทรีย์พละทางธรรมแก่กล้าขึ้นก็ย่อมเห็นจริงในสัมมาปฏิบัติและถอนอุปทานในเรื่องรูปปฏิมานี้ได้เอง


         การสร้างพระปฏิมาเพื่อรำลึกในพระศาสดาจึงบังเกิดขึ้นตามนัยนี้และมีการสร้างด้วยวัสดุและพิธีกรรมเพื่อเจริญศรัทธา โดยอุบายวิธีต่างๆ มากมาย ในเรื่องนี้จะขอนำเรื่องคติการสร้างพุทธปฏิมาจาก “ดอกบัว” ที่เป็นต้นไม้มงคลในพุทธศาสนามาบันทึกไว้ว่ามีคติเช่นไร พิธีกรรมอย่างไร ศรัทธาเชื่อถือในพุทธบารมีให้เกิดอิทธิคุณโดยประการใด เพื่อเป็นการเสริมความรู้แก่ชาวอุณมิลิตและทางหนึ่งเพื่อขยายความถึงศาสตร์โบราณที่จะนำมาทะยอยเสนอในโอกาสต่อไปและเสริมในส่วนที่ยังดำเนินการอยู่ในนามอุณมิลิต ความรู้ส่วนนี้จะเปิดมิติปริศนา ในเรื่องที่มาของศาสตร์การหุงเหล็กไหลในสุวรรณภูมิ การสร้างพระกริ่งตามคติมหายานที่สืบมาสู่เถรวาทว่ามีความเป็นมาอย่างไร ตำราสร้างพระกริ่งเดิมที่เป็นของเขมร มาอยู่ที่วัดบวรฯ อันเป็นที่กำเนิดของ “กริ่งปวเรศ” ที่ลือลั่นสะท้านวงการนักนิยมพระพุทธปฏิมาสายมหายานได้อย่างไร รวมถึงขยายถึงการเล่นแร่แปรธาตุ ที่สร้างเนื้อวัสดุ เพื่อสำเร็จในอิทธิฤทธิ์จนตัดรุ้งขาด อาถรรพ์กฤติยาหรือ เกิดจากสิ่งใด?ก็จะทะยอยขยายความในอุณมิลิตเพียงฉบับเดียวในโลกบรรณาภิภพเท่านั้นที่ทำได้และกล้าทำอย่างจริงใจไม่งมงาย เพื่อสร้างสังคมดำรงศาสตร์นั่นเอง

        เรื่องดอกบัวนั้นปรากฏในเรื่องราวพุทธประวัติต่างๆมากมาย ซึ่งในเบื้องต้นแต่แรกเริ่มที่พระบรมศาสดาสมณโคดมปรากฏขึ้นในโลกเเห่งนี้ พระองค์ก็คนึงธรรมตรองตรึกเปรียบเทียบบุคคลกับดอกไม้ที่ถือว่าเป็นสัญลักษณ์ประการหนึ่งของพระพุทธศาสนาในเวลาต่อมาก็คือปทุมชาติ หรือดอกบัว ซึ่งจะเป็นส่วนสำคัญต่อไปที่จะกล่าวถึงเรื่องราวที่ปรากฏเป็นหัวเรื่องของคอลัมน์นี้

        ดอกบัวเป็นพันธ์ไม้โบราณที่เกี่ยวพันกับพระพุทธศาสนามาอย่างยาวนานมากกว่าพันธุ์ไม้อื่นใดจนเป็นสัญลักษณ์แบบหนึ่งของพุทธศาสนาความนับถือดอกบัวว่าเป็นดอกไม้มงคลและศักดิ์สิทธิ์นั้นในชมพูทวีปที่มีมาดั้งเดิมก่อนพุทธศาสนาไม่น้อยกว่า ๖๕๐ ปี ต่อมาเมื่อพุทธศาสนาได้ปรากฏในภารตวรรษซึ่งอยู่ระหว่างยุคไตรเพทกับยุคปุราณะค่านิยมดอกบัวก็สืบต่อจนเป็นเสมือนหนึ่งประเพณี โดยทั้งพุทธศาสนาและพราหมณ์ในยุคนั้นเชื่อเหมือนกันประการหนึ่งว่า “บัวเป็นต้นไม้ที่เกิดขึ้นครั้งแรกในโลก” จึงใช้คำว่า “ปทุม” เป็นชื่อเรียกหาพืชชนิดนี้โดยคำว่า “ปทุม” ในรากศัพท์ภาษาบาลีนั้น แปลว่าต้นไม้ต้นแรก ส่วนความแตกต่างในแง่คิดของคติดอกบัวนั้นพราหมณ์จะเชื่อว่าเป็นที่บังเกิดเทพเจ้าทั้งหลายที่จะอุบัติขึ้นเพื่ออุปถัมภ์โลก ส่วนพุทธศาสนากลับเชื่อว่า ดอกบัวเป็นพุทธโกลาหลประกาศประการหนึ่งของการปรากฏนิมิตของจำนวนองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ที่จะเสด็จมาตรัสรู้โปรดสัตว์โลกในช่วงเวลากัปล์หนึ่งๆ ดอกบัวจึงมีนัยถึงการเริ่มต้นของสิ่งประเสริฐสูงสุด ที่อาจจะแทนด้วยการเรียกขานอีกนัยหนึ่งคือองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าที่ทรงเป็นโลกนาถ คือที่พึ่งอันสำคัญยิ่งของสัตว์โลก ดอกบัวสัญญาณแห่งการเริ่มต้น

       จากคัมภีร์โลกสัญฐานของคติฝ่ายพุทธศาสนาได้กล่าวถึงการกำเนิดจักรวาลและการเกิดโลกว่าเมื่ครั้งที่มหาปลัยกัปล์เกิดขึ้นไฟประลัยกัลย์ได้ผลาญทุกสิ่งมอดไหม้แม้สวรรค์ จนถึงพรมโลกเว้นอกนิษฐาพรหมา ลุกไหม้ประลัยเป็นจุลวิจุลหวนคืนสู่ธาตุธุลีเดิมแล้วนั้นเมื่อสิ้นเชื้อไฟประลัยกัปล์นั้นก็มอดลง อากาศก็มืดมิดเกิดควันอันเป็นอุณหวลาหกและสิลตวลาหก (เมฆร้อน-เย็น)คลุ้มไปทั่วก็บังเกิดฝนตกขึ้นห่าใหญ่ได้ชำระสิ่งต่างๆให้หมดจดขึ้นเมื่อน้ำส่วนเกิดได้แห้งลงเหลือพื้นดินให้ปรากฏ ก็ปรากฏพืชพันธุ์ชนิดหนึ่งคือบัวปรากฏขึ้นอันเป็นสัญลักษณ์ของการเริ่มต้นกัปใหม่ บรรดาพรหมชั้นสุทธาวาสจะพากันมองดูยังพื้นปถพีเพื่อดูนิมตรแห่งปทุม(บัว-ไม้ชนิดแรก) ว่าในเวลาต่อแต่นี้ไปจะมีพระสัมมาสัมพุทธเจ้าปรากฏขึ้นเพื่อโปรดเวไนยสัตว์หรือไม่ และหากไม่มีดอกบัวก็จะเรียกว่าสูญกัปอันหมายความว่าเวลาที่จะปรากฏต่อไปจากนี้นั้นจะไม่มีพระสัมมาสัมพุทธเจ้ามาตรัสเป็นสัพพัญญู เหล่าสุทธาวาสพรหมนั้นก็จะพากันสังเวชด้วยเสียใจว่า มนุษย์โลกในกัปใหม่นี้จะมัวเมาละเว้นการปฏิบัติธรรมอันเป็นครรลองของพระนิพพานเมื่อละอัตตภาพไปก็จะมีอบายถูมิเป็นที่ไป ส่วนสวรรค์และพรหม ชั้นต่ำกว่าก็จะมีทวยเทพและพรหมอุบัติขึ้นน้อยลง หากพบดอกบัวแต่น้อยสักดอกหนึ่งก็จะพากันยินดีชื่นชมโสมนัสแซ่ซ้องธุการดังกึกก้องไปทั่วด้วยเหตุที่ว่าจะยังมีประทีบแก้วปรากฏขึ้นเพื่อชี้ทางแก่สรรพสัตว์นำพาไปสู่ความสำเร็จอันเป็นอริยะภูมิ จะเรียกกัปนี้ว่า อสูญกัป คือหมายว่าเป็นกัปที่ยังประโยชน์แก่หมู่สัตว์ที่จะมาบังเกิดอยู่ได้

       ดอกบัวแต่ละดอกซึ่งนับเป็นกอบัวเดียวกันนั้นจะมีจำนวนดอกแทนกับพระสัมมาสัมพุทธเจ้าพระองค์หนึ่งจึงตั้งชื่อกัปตามจำนวนดอกบัวที่ปรากฏคือ
หากปรากฏดอกบัวหนึ่งดอก จะมีพระสัมมาสัมพุทธเจ้าตรัสรู้ในกัปนี้หนึ่งองค์เรียกว่า “สารกัป”
หากปรากฏดอกบัวสองดอก จะมีพระสัมมาสัมพุทธเจ้าตรัสรู้ในกัปนี้สององค์เรียกว่า “มัณฑกัป”
หากปรากฏดอกบัวสามดอกจะมีพระสัมมาสัมพุทธเจ้าตรัสรู้ในกัปนี้ สามองค์เรียกว่า .......

(สามารถติดตามละเอียดเพิ่มเติมได้ในนิตยสารอุณมิลิต ฉบับที่ ๒๙ เดือนตุลาคม  ๒๕๔๘)