ช้างฉัททันต์

 



         วิถีชีวิตของคนไทยตั้งแต่สมัยบรรพบุรุษปู่ย่าตายาย ล้วนถูกถ่ายทอดเป็นเรื่องราวที่แฝงไปด้วยคติสอนใจ ให้อนุชนรุ่นหลังน้อมนำมาประพฤติปฏิบัติในสิ่งที่ดีงาม ซึ่งอาจถ่ายทอดออกมาในรูปของชาดก วรรณคดี วรรณกรรม ตำนานเรื่องเล่าต่างๆ ดังนั้นจึงทำให้เกิดชาดก วรรณคดี หรือตำนานเรื่องเล่ามากมาย อาจสื่อออกมาในรูปความสัมพันธ์ระหว่างมนุษย์กับมนุษย์ด้วยกันเอง มนุษย์กับสิ่งมีชีวิตในระดับสูงที่อยู่ในรูปละเอียด มนุษย์กับสัตว์ และในกรณีหลังนี้เองที่จะขอหยิบยกนำตำนานเรื่องเล่า ถึงความสัมพันธ์ระหว่างมนุษย์กับสัตว์มงคลประเภทหนึ่ง มาเล่าขานให้ผู้อ่านทุกท่านได้รับทราบกัน

         ตำนานเรื่องที่จะเล่าต่อไปนี้ เป็นชาดกของลานนาเรื่องหนึ่ง ชื่อ “ธัมม์” บันทึกไว้ในใบลาน มีจำนวน ๖ ผูก จารไว้เมื่อ พ.ศ.๒๔๖๕ เก็บรักษาไว้ที่วัดป่ายาง ต.ศรีพนมมาศ อ.ลับแล จ.อุตรดิตถ์ ในเนื้อความเป็นตำนานกล่าวถึง ช้างเจ็ดหัวเจ็ดหาง แต่ที่นำมาเล่านั้นนำมาเฉพาะที่เห็นว่าสำคัญเท่านั้น
ในครั้งนั้นสมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงประทับ ณ เชตวันมหาวิหาร เวลานั้นพระพุทธองค์ทรงพักอิริยาบถในคันธกุฎี ซึ่งเป็นเวลาเดียวกับพระพุทธสาวกทั้งหลายอันมีพระสารีบุตรเป็นประธานได้วิพากวิจารณ์กล่าวถึงเรื่องที่พระเทวทัตคอยคิดปองร้ายพระพุทธองค์อยู่ตลอดเวลา ความได้ทราบถึงองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าทางทิพโสตญาณ จึงเสด็จดำเนินไปยังที่พระสาวกกลุ่มนั้น แล้วตรัสว่าพระเทวทัตมิได้คิดปองร้ายพระองค์แต่เพียงชาตินี้เท่านั้น แม้ในอดีตชาติก็เป็นเช่นเดียวกัน จากนั้นจึงทรงแสดงพระธรรมเทศนาชาดกดังนี้
         เมืองพาราณสี มีพญาพรหมทัตปกครองบ้านเมืองอย่างมีความสงบสุขร่มเย็น ไพร่ฟ้าประชาราษฎร์ดำรงชีวิตอยู่อย่างปกติสุขดี ขณะนั้นพระโพธิสัตย์ยังทรงเสวยวิมุติสุขเป็นเทวบุตรอยู่บนสวรรค์ และพระองค์ทรงเล็งด้วยทิพยญาณมายังโลกมนุษย์ และทรงทราบว่าที่หมู่บ้านปจันตคามนอง แห่งเมืองพาราณสี ยังมียาจกเข็ญใจสองสามีภรรยาคู่หนึ่งเป็นผู้มีเมตตา ใจบุญกุศลทาน แต่ยังไม่มีบุตรสืบตระกูล ครั้นทรงเห็นดังนั้น จึงดำริว่าเราน่าจะลงไปโปรดสองสามีภรรยาคู่นี้ โดยการเสด็จลงมาจุติเป็นบุตรของสองสามีภรรยา แล้วพระองค์ก็เสด็จลงมาจุติปฏิสนธิในครรภ์ของนางนั้น พอครบกำหนด ๑๐ เดือน ก็กำเนิดเป็นกุมารน้อย รูปร่างหน้าตามีสง่า สะอาดหมดจดงดงามหาผู้ใดเทียบเทียมได้ พ่อแม่จึงตั้งชื่อให้ว่า “วารกุมาร” ต่อมาไม่นานนักผู้เป็นแม่ก็ให้กำเนิดบุตรอีกคนหนึ่ง ซึ่งบุตรคนหลังนี้เป็นเทวบุตรผู้มีบุญอันเป็นสหายของพระโพธิสัตว์เสด็จลงมาจุติร่วมมารดาเดียวกัน และก็มีหน้าตาสง่างามหมดจดเช่นเดียวกับพี่ชาย พ่อแม่ก็ตั้งชื่อให้ว่า “อิทธนกุมาร”
         สามีภรรยาทั้งคู่ต่างช่วยกันทำมาหากินและเลี้ยงดูลูกทั้งสองด้วยเป็นอย่างดี พอเมื่อกุมารทั้งสองเจริญวัยขึ้นก็ช่วยพ่อแม่แบ่งเบาภาระงานจนกระทั่งอายุได้ ๗ ขวบ บิดาก็สิ้นชีวิตลง กุมารทั้งสองจึงต้องหาเลี้ยงชีพอยู่ตามลำพังกับมารดา และในเวลาต่อมาอีกไม่นานมารดาก็มาสิ้นชีวิตลงอีก สองกุมารพี่น้องโศกเศร้ายิ่งนักที่พ่อแม่เสียชีวิตจากไปหมด ฝ่ายวารกุมารผู้พี่สามารถหักห้ามใจได้ก่อน จึงคอยปลอบโยนอิทธนกุมารน้องชาย ด้วยวิธีการต่าง ๆ นานา แต่อิทธนกุมารก็ไม่ยอมหยุดร้อง ปลอบจนไม่รู้จะปลอบเช่นไร จึงปลอบว่าหากน้องหยุดร้องเมื่อไรจะไปหาช้างตัวใหญ่ งางอน ประดับด้วยมุกมณีสวยงามมาให้น้องไว้ขี่เล่น อิทธนกุมารก็ตอบว่าที่ตนร้องไห้เสียใจมิใช่อยากได้ช้าง หากแต่รักอาลัยพ่อแม่ที่จากไปต่างหาก วารกุมารก็ไม่รู้จะทำประการใด จนกระทั่งเหล่าเทวดาบันดาลใจให้พูดว่า หากน้องหยุดร้องไห้ก็จะหาช้างมงคลตัวประเสริฐ เป็นช้างฉัททันต์มี ๗ หัว ๗ หาง กายเผือกขาว งาแดง ประดับด้วยมุกมณีแก้ว ๗ ประการ มาให้น้องขี่ ซึ่งคำพูดนี้บังเอิญชาวบ้านเดินผ่านมาได้ยินเข้าก็ประหลาดใจนัก เพราะไม่เคยได้ยินใครพูดเช่นนี้มาก่อน ต่างก็นำไปโจษจันกันไปทั่วว่า ตั้งแต่เกิดมาไม่เคยเห็นช้าง ๗ หัว ๗ หาง วารกุมารก็อ้างจะเอามาให้น้องขี่ ความนี้อาจเป็นจริงก็ได้



         ชาวบ้านกลุ่มหนึ่งจึงนำข่าวเรื่องวารกุมารกล่าวถึงช้าง ๗ หัว ๗ หาง ไปบอกแก่นายบ้านและนายบ้านก็ได้นำความไปกราบทูลพญาพรหมทัตเจ้าเมืองพาราณสี พญาพรหมทัตได้ฟังเช่นนั้นก็อัศจรรย์พระทัยยิ่งนัก จึงรับสั่งให้นายบ้านไปพาสองกุมารพี่น้องมาเข้าเฝ้า เพื่อจะหลอกล่อถามเอาความจริง นายบ้านจึงไปหากุมารสองพี่น้อง โดยพูดจาหว่านล้อมชักแม่น้ำทั้งห้าว่าพญาพรหมทัตให้ตนพาทั้งสองไปเข้าเฝ้า เพื่อจะทรงพระมหากรุณารับเลี้ยงไว้เป็นลูกบุญธรรม สองกุมารเชื่อจึงยอมตามนายบ้านไปเข้าเฝ้า เมื่อไปถึงพระราชวัง ทั้งสองก็รู้สึกตื่นเต้นปนกลัวพญาพรหมทัตจนไม่กล้าพูดจาใด และไม่กล้าเข้าไปใกล้ พญาพรหมทัตจึงตรัสสั่งให้เสนาจัดห้องพักให้ทั้งสองกุมารอยู่ แล้วให้อัครเทวีคอยดูแลให้พักอยู่อย่างสุขสบายจนทั้งสองลืมความหวาดกลัว

         ฝ่ายพญาพรหมทัตทรงมีความสนพระทัย และร้อนรนพระทัยเรื่องช้าง ๗ หัว ๗ หาง อยู่ตลอดเวลา ยิ่งนานวันก็ยิ่งอยากรู้และอยากได้ด้วยความโลภะเข้าครอบงำ จึงดำริว่าหากช้างดังกล่าวมีจริงตนแล้วล่ะก็ จะบังคับให้วารกุมารไปเอามาถวายตนให้ได้ จนกระทั่งวันหนึ่งพญาพรหมทัตรัยสั่งให้วารกุมารไปเอาช้าง ๗ หัว ๗ หางมาให้ดูให้ได้ภายใน ๗ วัน หากหามาไม่ได้ก็จะประหารชีวิตเสียและให้อิทธนกุมารรออยู่ในปราสาทเพื่อเป็นตัวประกัน ว่าหากวารกุมารหาสิ่งที่ต้องการนี้ไม่ได้ก็จะถูกประหารชีวิตด้วยเช่นกัน
วารกุมารไม่รู้จะทำประการใดเพราะตนเองก็ยังไม่เห็นช้าง ๗ หัว ๗ หาง ตัวจริง แต่ก็จำต้องรับคำสั่งแล้วทูลลาออกสู่ป่าหิมพานต์ ออกเดินทางเข้าป่าซึ่งเต็มไปด้วยสิงสาราสัตว์ ภัยอันตรายรอบด้านก็ทำรู้สึกหวั่นไหวใจยิ่งนัก จึงอธิษฐานขอบุญบารมีที่ตนมี ซึ่งปรารถนาขอเป็นพระพุทธเจ้าองค์หนึ่งในภายหน้า ขออย่าให้มีภัยอันตรายใด ๆ และด้วยแรงอธิษฐานของวารกุมารโพธิสัตย์ส่งผลให้แท่นหินศิลาอาสน์ขององค์อินทร์ร้อนรุ่มและแข็งกระด้าง จนประทับอยู่ไม่ได้

         ดังนั้นพระอินทร์จึงทรงลงมาเนรมิตหนทางเพื่อไปสู่ที่อยู่ของพญาช้าง ๗ หัว ๗ หาง พร้อมกับสำแดงอิทธิฤทธิ์ไล่สัตว์ร้ายต่าง ๆ ให้หนีออกห่างจากวารกุมาร และการเดินทางไปในครั้งนี้ พญาพรหมทัตให้เวลาเพียง ๗ วันเท่านั้น ซึ่งโดยปกติจะต้องใช้เวลาเดินทางถึง ๗ ปี ๗ เดือน ๗ วัน พระอินทร์จึงรับสั่งให้เหล่าเทพยดาคอยช่วยเหลือดูแลวารกุมารตลอดเวลา พร้อมกับย่นย่อหนทางให้สั้นลง เหลือเพียง ๗ วัน
ระหว่างทาง วารกุมารได้พบกับพรานล่าช้างคนหนึ่ง จึงถามถึงทางไปหาช้าง ๗ หัว ๗ หาง และดอกบัวพันชั้น นายพรานตอบว่าตั้งแต่เกิดมาก็ยังไม่เคยพบช้างประหลาดเช่นนี้ จึงแนะนำให้ไปหาพรานช้างอีกคนหนึ่ง ซึ่งก็ได้รับคำตอบเช่นเดียวกันกับพรานคนแรก พรานคนที่สองจึงแนะนำไปหาพรานอีกคนหนึ่ง และก็ได้รับคำตอบเช่นเดียวกัน กระนั้นก็พรานคนที่ ๓ ก็แนะนำให้ไปพบพรานช้างอีกคนหนึ่งเขาประกอบอาชีพนี้มา ๗ ปี แล้ว อาจพอทราบเรื่องนี้บ้างก็ได้ เมื่อวารกุมารเดินทางไปพบนายพรานคนที่ ๔ ก็แนะนำต่อให้ไปพบพระฤาษีตนหนึ่ง บำเพ็ญเพียรอยู่ในถ้ำ วารกุมารจึงออกเดินทางต่อไปอย่างไม่ลดละความพยายาม



         ระหว่างวารกุมารก็เดินไปพบช้างตัวหนึ่งงาทั้งสองทิ่มลงในดินได้รับทุกข์ทรมานมาก ไม่สามารถดึงออกได้ วารกุมารจึงเข้าไปไต่ถามทราบว่าเป็นเช่นนี้มานานแล้ว ขยับเขยื้อนถอนออกก็ไม่ได้ ไม่รู้ว่าเป็นวิบากกรรมอันใด และช้างได้ถามวารกุมารว่าจะไปที่ใด วารกุมารก็บอกว่ากำลังจะไปหาพระฤาษี ช้างจึงฝากถามพระฤาษีให้ด้วยว่าที่ตนเองทนทุกข์ทรมานอย่างนี้ เป็นเพราะวิบากกรรมอันใด วารกุมารจึงรับปากแล้วออกเดินทางต่อ และเดินไปพบช้างอีกเชือกหนึ่งยืนนิ่งอยู่อย่างนั้นไปไหนมาไหนไม่ได้ เนื่องจากบนหลังช้างมีต้นโพธิ์ตั้งอยู่ เมื่อวารกุมารเข้าไปใกล้ช้างก็ร้องถามและก็ได้ความเดียวกับช้างเชือกแรก ว่าให้ฝากถามพระฤาษีให้ตนเองด้วย วารกุมารรับคำช้างเชือกที่สองแล้วออกเดินทางต่อไป ในระหว่างทางก็พบนางเปลือย ๓๒ คน นางเหล่านั้นมีผิวพรรณสวยงามเกลี้ยงเกลามาก แต่มิได้นุ่งห่มผ้า แต่ละคนมีผมยาวปะถึงน่อง เมื่อเห็นวารกุมารผ่านมาจึงทักไต่ถาม ฝ่ายวารกุมารก็บอกไปตามจริง และนางเหล่านั้นก็ฝากถามพระฤาษีว่าพวกตนมีวิบากกรรมใดจึงต้องมาเป็นเช่นนี้ วารกุมารรับคำแล้วเดินทางต่อ จนไปพบเปรตเฒ่าตนหนึ่ง เปรตตนนี้มีหน้าที่คอยเฝ้าจอมปลวกตลอดเวลา ไม่ว่าฝนตกแดดออก ยุงริ้นไรกัดได้รับความเจ็บปวด แต่ก็ไม่สามารถปัดป้องหรือหนีออกไปได้ และเมื่อทราบความว่าวารกุมารจะไปพบพระฤาษี จึงฝากถามเหตุกรรมที่ตนเป็นอยู่ วารกุมารก็รับคำลามุ่งหน้าต่อไป
ฝ่ายพระฤาษีทราบด้วยญาณวิเศษว่าวารกุมารจะเดินทางมาหาถึงอาศรมและทราบว่าวารกุมารเป็นหน่อพุทธางกูรผู้ที่จะเสด็จบรรลุเป็นองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าในกาลอนาคต จึงคิดช่วยเหลือครั้นเมื่อวารกุมารไปถึงอาศรมและได้กราบสักการะแล้วจึงถามถึงช้าง ๗ หัว ๗ หาง และดอกบัวพันชั้น พระฤาษีจึงบอกไปว่าช้าง ๗ หัว ๗ หาง...

(สามารถติดตามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ในนิตยสารอุณมิลิต ฉบับที่ ๓๐  เดือนพฤศจิกายน  ๒๕๔๘)