พระฤาษีอิสีกัลไลยะกะ

 


         

ปกรณัมของพระฤาษีอิสีกัลไลยะกะ องค์นี้มีเรื่องราวที่ต่อเนื่องมาจากปกรณัมของพระทุลกีอวตาร ฉะนั้นจึงขอท้าวความเดิมสักเล็กน้อย เพราะถ้าไม่ได้ติดตามตั้งแต่ฉบับที่แล้วก็จะงง เรื่องก็มีอยู่ว่าพระทุลกีทรงสังหารม้าอสุระกัณฐะกะ ผู้มีนิสัยอันธพาลเกเร ซึ่งก่อนที่พระทุลกีจะสังหารอสุรกัณฐะกะม้าพาลตัวนี้ได้ไปก่อเหตุทำร้ายกัดศรีษะของพระฤาษีสัชนาไลยจนขาดกระเด็น และสิ้นใจตาย เมื่อพระทุลกีสังหารม้าพาลได้แล้วก็ทรงมีพระทัยคิดเมตตาสงสาร พระฤาษีสัชนาลัยผู้บริสุทธิ์ และนี้คือเหตุการณ์ที่จบในฉบับที่แล้ว ดังนั้นจึงมาเริ่มเรื่องต่อกันเลย....

         พระทุลกีทรงคุ่นคิดอยู่นานก็ไม่ทราบว่าจะทำประการใดดี ให้พระฤาษีพื้น เนื่องจากองค์พระฤาษีสัชนาไลยนั้นมีเพียงร่างกายมิได้มีศรีษะ เพราะศรีษะของพระฤาษีถูกม้ากัณฐะกะกัดจนแหลกไปหมดสิ้น และในเวลานั้นเองพระองค์ทรงหันไปเห็นร่างของม้าอสุรกัณฐะกะ จึงคิดว่าต้องตัดเอาหัวม้าอสุระกัณฐะกะที่ตายแล้วมาต่อให้พระฤาษีสัชนาไลย เพื่อจะให้พระฤาษีฟื้นคืนชีพขึ้นมาดังเดิม เมื่อดำริดังนั้นพระองค์จึงทรงชักพระขรรค์ออกมาร่ายพระเวทย์ ทำพิธีกรรมตัดเศียรของม้าอสุระกัณฐะกะและร่ายเวทย์ต่อหัวของม้ากับร่างกายของพระฤาษีแล้วก็บริกรรมพระคาถาร่ายเวทย์พระวิศณุมนต์ต่อ ด้วยอำนาจพระบารมีขององค์พระนารายณ์อวตาลจึงบันดาลให้พระฤาษีสัชนาไลยกลับฟื้นขึ้นมาแต่ต้องมีศรีษะกลายเป็นม้าทำให้เป็น “พระฤาษีหน้าม้า” นับแต่นั้นเป็นต้นมา

         เมื่อพระทุลกีทรงประทานชีวิตให้พระฤาษีใหม่แล้ว ก็ทรงประทานชื่อให้พระฤาษีหน้าม้านั้นใหม่ด้วยว่า “พระฤาษีอิสีกัลไลยะกะ” โดยให้รับเทวโองการทำหน้าที่เป็นครูม้า สั่งสอนหมู่มวลมนุษย์ในโลกให้รู้จักการประกอบพิธี “อัศวกรรม” ซึ่งเป็นพิธีการจับม้าสืบทอดต่อๆ กันไป นอกจากนี้องค์พระทุลกีวตาลก็หันมาจับเอาร่างของม้าอสุระกัณฐะกะ และร่ายพระเวทย์สาปให้กลายเป็นแม่ลาฝูงใหญ่อยู่ในป่าละเมาะแถบริมฝั่งแม่น้ำสินธุตลอดไป และทรงมีเทวพยากรณ์ว่าหากเมื่อใดที่มีม้าพลาหกออกมาเที่ยวหากินภายในบริเวณป่าแห่งนี้ ได้มาพบกับฝูงแม่ลา แล้วได้สมพาสกับแม่ลานั้นไม่ว่าจะเป็นตัวใดตัวหนึ่งก็ตามแต่ ต่อเมื่อนั้นยังจะให้กำเกิดบุตรขึ้นมา และเมื่อถึงกำหนดคลอดออกมาก็จะทำลายท้องแม่ลาให้แม่ลาถึงแก่ความตาย แล้วออกมาเป็น “ม้าชาติอัศดร” จัดอยู่ในตระกูลของม้าพลาหก เมื่อเสร็จสิ้นภาระอวตาลแล้ว พระทุลกีจึงแปลงเพศกลับคืนสู่พระเป็นเจ้านารายณ์ตามเดิม แล้วจึงเสด็จกลับไปบรรทมสินธุ์ในเกษียรสมุทรตามเดิม

          หลังจากที่พระเป็นเจ้านารายณ์เสด็จกลับไปแล้ว พระฤาษีอิสีกัลไลยะกะ (ฤาษีหน้าม้า) ท่านก็มุ่งมั่นบำเพ็ญพรตสร้างบารมีอยู่ในสถานที่บริเวณริมฝั่งแม่น้ำสินธุนั้นต่อไป วันหนึ่งพระฤาษีอิสีกัลไลยะกะออกจากฌานสมาบัติแล้วมานั่งบนแผ่นศิลาอันหนึ่งที่บริเวณริมฝั่งแม่น้ำสินธุ เวลานั้นองค์ฤาษีมองไปเห็นว่าบริเวณด้านหน้ามีม้าพลาหกทั้ง ๓ ตระกูลพากันเหาะบินมาหาเก็บต้นหญ้ากินเป็นอาหารและเล่นหยอกล้อกันอย่างสนุกคึกคะนอง พระฤาษีอิสีกัลไลยะกะทรงพิจารณาเห็นว่าควรจะได้ม้าทั้งสี่ตระกูลมาไว้ในโลกมนุษย์ เพื่อภายหน้ามนุษย์นั้นคงได้ใช้สอยม้าเหล่านี้ ว่าแล้วจึงกางร่มทิพย์ขึ้น ร่ายพระเวทย์เรียกแม่ลามาประชุมพร้อมกันแล้วเป่ามนต์อิตถีลึงค์ใส่แม่ลาทั้งหลายแล้วปล่อยไป ฝ่ายม้าทั้งสามตระกูลเห็นแม่ลาก็บังเกิดความกำหนัดในราคะ ต่างก็เข้าสมสู่กับแม่ลา แต่มีเพียงม้าตระกูลพลาหกเท่านั้นที่จะเป็นไปตามเทวพยากรณ์ขององค์นารายณ์ ซึ่งพระฤาษีก็เป่ามนต์สัมทับแม่ลาที่สมสู่กับม้าพลาหกให้บังเกิดบุตรในท้องแม่ลานั้น

         ครั้นพอครบกำหนดที่ลูกม้าต้องออกจากท้องแม่ลา ก็เป็นไปตามเทวบัญชาคือในฉับพลับท้องแม่ลาก็แตกออกสิ้นใจตายลงตรงนั้น ส่วนลูกม้าที่เกิดออกมาท่านพระฤาษีอิสีกัลไล ยะกะ ทรงเรียกอสูรตนหนึ่ง ชื่อกาลยักษ์ ไปตัดปีกลูกม้าทุกตัวที่คลอดออกมา เพื่อต้องการให้ม้าบินไม่ได้อีกต่อไป จากนั้นพระฤาษีอิสีกัลไลยะกะ จึงผ่าปากม้าเอาเชือกสอดทำเป็นบังเหียน เอาเปลือกกระโดนมาพาดบนหลังม้าเป็นอาน แล้วได้สอนเหล่ามนุษย์ให้รู้จักพิธีอัศวกรรมตั้งแต่นั้นมา จึงพอสรุปได้ว่าพระฤาษีอิสีกัลไลยะกะทรงมีคุณต่อมวลมนุษย์ในส่วนที่ท่านเป็นหัวเรี่ยวหัวแรงในการประทานม้าให้กับมนุษย์ได้มีไว้ใช้ประโยชน์ จนได้รับการยกย่องให้เป็นครูอัศวกรรม

         ตำนานการกำเนิดม้านั้น แต่สมัยโบราณมีการแต่งกันไว้มากมาย จึงขอยกตัวอย่างที่เห็นว่าสำคัญมาอ้างอิง คือคัมภีร์เฉลิมไตรภพ (เป็นคัมภีร์เก่าแก่ แต่งเป็นกาพย์โคลง) คัมภีร์นารายณ์ ๒๐ ปาง คัมภีร์เฉลิมไตรภพ พรรณาไว้ว่า นางอากาศจารี คือ บริจาริกาถวายโอชาให้กับพระเป็นเจ้าทั้งสาม แต่วันหนึ่งนางลืมถวายโอชา พระปรเมศวร (พระศิวะ) ทรงพิโรธ จึงตัดมวยผมของนางด้วยพระขรรค์ แล้วสาบให้นางไปลอยอยู่กลางอากาศ คอยคายลูกอุบาทว์วันละเจ็ดครั้ง แล้วให้นางลงมาอยู่ในโลกมนุษย์ตราบชั่วภัทธกัลปหนึ่ง แล้วพระปรเมศวรจึงเอามวยผมนางอากาศจารีมาแบ่งออกเป็นสี่ส่วน ส่วนหนึ่งได้แก่พระปรเมศวร ส่วนหนึ่งได้แก่พระพรหม ส่วนหนึ่งได้แก่พระเพลิง แล้วพระเป็นเจ้าจึงอธิฐานให้เกิดเป็นม้าขึ้นสามตระกูล แล้วพระเพลิงก็อธิฐานให้เกิดเป็นม้าอีกตระกูลหนึ่ง รวมเป็นสี่ตระกูล หรืออย่างในตำราม้าของเก่า และตำราม้าคำโคลง ก็มีการกล่าวถึงตระกูลม้าเช่นเดียวกัน ดังความว่า “พระอัศมุขีฤาษีองค์นี้ ทิวา กลางวันเธออาศัยในประทุม ฉัตทันต์ รัต์ตี ครั้นเพลาราตรีเธออาศัยในยอดกลีบเมฆ พระองค์จึงนำลักขณะม้าสำแดงไว้ว่า ม้ามี ๔ ตระกูล หนึ่งชื่อเวลาหกะ ๑ ชื่ออัสสาชาไนย ๑ ชื่อสินธพ ๑ ชื่ออัศดร ๑ จึงสืบกันมาบัดนี้แล” พระฤาษีองค์นี้เข้าใจว่าคงจะเป็นองค์เดียวกับพระฤาษีอิสีกัลไลยะกะ

         พระฤาษีอิสีกัลไลยะกะ หลายท่านอาจรู้จักแต่ “ฤาษีหน้าม้า” ถือว่าเป็นท่านพระฤาษีที่ผู้ประกอบพิธีเวทย์อาถรรพวิทยาให้ความสำคัญมากอีกพระองค์หนึ่ง เนื่องจากท่านอยู่ในกลุ่มของพระฤาษีที่มีพระคุณกับมวลมนุษย์ จัดอยู่ในกลุ่มพระฤาษีทั้งร้อยแปด เวลาที่มีการสาธยายมนต์อัญเชิญเทพ บูชาครูอาจารย์ ก็มักมีการเอ่ยพระนามของท่านด้วยเช่นกัน โดยเฉพาะผู้ที่ต้องมีหน้าที่เกี่ยวข้องกับม้า ต่างถือว่าพระฤาษีอิสีกัลไลยะกะเป็นบรมครูม้า ผู้ประทานม้าให้กับโลกเพื่อให้มนุษย์ไว้มีได้ใช้สอยเพื่อจะเป็นประโยชน์ต่อต่อไป ทั้งยังเป็นครูผู้ถ่ายทอดพิธีอัศวกรรม หรือพิธีการจับม้า และการควบคุมม้าที่ถูกต้องให้กับมนุษย์โลก ฉะนั้นเมื่อประกอบพิธีอัศวกรรมจึงต้องมีการอัญเชิญพระฤาษีอิสีกัลไลยะกะมาเป็นประธานผู้ควบคุมพิธีให้ประสพความราบรื่นทุกครั้งไป.ทั้งใน ตำราไสยศาสตร์โบราณก็มีบันทึกเรื่องม้าแก้วสารพัดนึกที่เรียกว่าม้ามณีกาบ ว่าเป็นอำนาจของพระอิสีกไลยกะเป็นผู้บันดานให้เกิดขึ้นเพื่ออนุเคราะห์แก่โลกนั่นเอง……….


(สามารถติดตามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ในนิตยสารอุณมิลิต ฉบับที่ ๓๑  เดือนธันวาคม  ๒๕๔๘)