มหาปราบนารายณ์แปลง

 


“โอมสิทธิสรวงศรีแกล้ว
แผ้วมฤตยู
เอางูเป็นแท่น
แกว่นกลืนฟ้ากลืนดิน
บินเอาครุฑมาขี่
สี่มือถือสังข์ จักรคทา ธรณี
ภีรุ อวตาร อสูรแลงลาญ
ทัก ททัคนิจรนาย”

ลิลิตโองการแช่งน้ำ
       เรื่องราวของมหาเทพผู้มีอำนาจในการปราบปรามบุคคลที่ชั่วร้ายหรือฝ่ายอธรรมเป็นที่นับถือของบรรพชนมาแต่โบราณ ในบางมหานครถึงกับยกย่องเป็นมหาเทพประจำเมือง ยิ่งในแถบสุวรรณภูมิยกย่องนารายณ์เป็นเทพเจ้าประจำองค์กษัตริย์จนเกิดคติ เทวราชวงศ์ซึ่งถือว่าสืบเนื่องมาจากวิษณุเทพโดยมีคติแรกเริ่มมาจากชมพูทวีป คือนารายณ์บารายี ที่ทรงอวตารมาเพื่อบรรเทายุคเข็ญก่อนพระอุมาจะเสด็จมาเป็นทุรคา ในการปราบปรปักษ์ จะถือเป็นหน้าที่ของพระนารายณ์โดยตรงและถือว่า ทรง “สิทธิ” ของการปราบ ทั้งปวง คือการทรงอำนาจในการข่มศัตรู ในคติที่รับเอาไศวะนิกายเข้ามาผสมก็จะมีการรวมเอาอำนาจ พระนารายณ์และวิษณุเทพ เข้าด้วยกันเรียกปาง “หริหระ” บางคนเรียกว่า “ศิวะมหากาล” แต่ไม่เป็นที่ยอมรับทั่วไปนักทั้งนี้ก็เนื่องจากศาสนาพราหมณ์ไม่มีศาสดาที่ชัดเจนนั่นเองการสืบศาสนาส่วนใหญ่จึงอ้างอิงเรื่องเล่าทำนองตำนานนิยาย ซึ่งประเด็นนี้ผู้นับถือก็จะว่าศาสนธรรมของตนนั้นสืบต่อจากพระเป็นเจ้าโดยตรงอีกที

       ความที่นารายณ์เป็นเทพเจ้าที่มีปกรณัมมากพระองค์หนึ่งจึงเกิดปางต่างๆมากกว่ายี่สิบปางซึ่งได้ทะยอยเสนอ ไปแล้วนั้นจึงขอนำประวัติกำเนิดพระวิษณุเทพมาบันทึกเพิ่มเติมอีกครั้งคือ
พระวิษณุเทพ หรือ “พระนารายณ์” ชื่อภาษาอังกฤษคือ Narayana แต่ชาวฮินดูทางใต้สมุทรอินเดียเรียก Perumal แต่เดิมนั้นเป็นเทวดาชั้นรองในสมัยพระเวท

 

         “วิษ” มีความหมายว่า แผ่ขยาย, ผู้ครอบครองบทบาทของพระวิษณุในสมัยพระเวท เป็นเพียงพราหมณ์แคระย่างสามก้าวเท่านั้น ซึ่งต่อมาเรื่องนี้ได้กลายเป็น “พราหมณ์วามน” อวตารปางหนึ่งในนารายณ์ ๑๐ ปาง ยุคไตรเพท ปรากฏความในคัมภีร์ฤคเวทย์ว่า พระวิษณุเทพเป็นเทพยิ่งใหญ่และจัดอยู่ในกลุ่มที่ให้แสงสว่างแก่โลกอันหมายถึง กำลังของดวงอาทิตย์นั้นเอง ทรงมีพระนามเดิมว่า “SIPIORISTR” (สิพิโอริสต) ทรงเป็นโอรสพระองค์ที่ พระเป็นเจ้าเห็นด้วย ดังนั้น พระศิวะทรงยกพระหัตถ์ซ้ายขึ้นลูบพระหัตถ์ขวาและสะบัดออกไป บังเกิดเป็นพระพรหมธาดา เท่ากับว่า พระวิษณุเทพเป็นส่วนหนึ่งของมหาเทพศิวะ ถือกำเนิดเพื่อสนองเทวบัญชาในการสร้างโลกและมนุษย์ อีกทั้งเป็นผู้สอนศิลปศาสตร์แก่เหล่ากษัตริย์

         ในมหากาพย์ภารตะ ของฤาษีกฤษณะ ไทวปายนะ วยาส กล่าวอ้างว่าแต่เดิมนั้นพระวิษณุเทพมีชาติกำเนิดเป็นบุตรของฤาษีธรรมะเจริญรอยตามผู้เป็นบิดาด้วยการครองเพศพรหมจรรย์เป็นผู้ปฏิบัติดี ปฏิบัติชอบเป็นที่ยกย่องสรรเสริญในหมู่ทวยเทพและมนุษย์ทั้งหลาย เนื่องจากได้ช่วยดลกและจักรวาลในการปราบอสูรร้าย ต่อมาบรรลุธรรมที่เชิงเขาหิมาลัยรู้แจ้งในจิตวิญญาณทั้งหลายในจักรวาล และได้รับการสถาปนาเป็นพระเป็นเจ้าพระองค์หนึ่ง

         คัมภีร์วราหบุราณะ กล่าวว่า พระปรพรหมและพระวิษณุคือพระองค์เดียวกัน เนื่องจากปรพรหมนั้นเป็นเทพนามธรรม เป็นอรูปไม่มีตัวตน ดังนั้นจึงต้องแบ่งภาคมาเป็นเทพซึ่งมีตัวตนในการสร้างจักรวาลและบริโลกทั้งสามลักษณ์ของพระวิษณุเทพซึ่งปรากฏครั้งแรกนั้น เป็นบุรุษ น่าเกรงขาม รูปสง่างามที่สุดในหมู่เทวดาชาย สีพระวรกายเปลี่ยนแปลงไป ไม่คงที่ตามยุคทั้ง ๔ ปัจจุบันเข้าสู่กลียุคพระวรกายเป็นสีดอกอัญชัน ทรงฉลองพระองค์ด้วยภูษาอาภรณ์สีเหลืองอร่ามอย่างกษัตริย์ ทรงสวมมงกุฎอยู่บนพระเศียร ขนอุระเรียงเป็นรูปยันต์ศรีวัตสะ สวมทับทรวงและวลัย (กำไล) ทรงมี ๔ พระกร แต่ละพระหัตถ์ทรง (ถือ) ดอกบัว คทา จักร สังข์ อาวุธอื่น ๆ อาทิ ตรีธนู พระขรรค์ แต่ในสุวรรณภูมิ หากเขียนรูปนารายณ์เพียงสี่พระกรณ์นั้นจะสื่อความหมายถึงการแสดงภาวะปกติ ที่มิได้ปราบหรือทรงแสดงเทวฤทธิ์แต่อย่างใด แต่หาก จะสื่อว่าทรงแสดงเทวฤทธิ์อย่างหนึ่งอย่างใด ก็จะเขียนหรือสร้างรูปที่มีพระกรเกินกว่าสี่ และถือว่าเป็นการแสดงอำนาจพระเป็นเจ้า ในศัพท์ทางไสยศาสตร์จะใช้คำว่า“มหาปราบ” หรือ “นารายณ์แปลง” ซึ่งมีความหมายถึง “อำนาจในการเปลี่ยนแปลงสรรพสิ่ง”

         ในบางครั้งพบเทวรูปโบราณที่ทำพระกรเกินกว่าแปดพระกรนี้ก็มีซึ่งบางท่านอาจเรียกว่า “นารายณ์เปิดโลก” รูปแบบของนารายณ์แปดพระกรนั้นจะสร้างในคราวโอกาสสำคัญ ที่ถือว่าต้องการพลังอำนาจในการปราบปราม หรือการควบคุมสรรพสิ่ง มีการตั้งข้อสังเกตประการหนึ่งว่ารูปลักษณ์ของพระสยามเทวธิราช ก็อาจเป็นคติหนึ่งของนารายณ์แปลง ซึ่งก็พอมีเค้าเงื่อน เนื่องจากเป็นสัญลักษณ์แทนเทพยดาที่รักษาความสงบเรียบร้อยในอาณาจักรและสื่อถือดวงวิญญาณบูรพกษัตริย์ ที่เสมือนหนึ่งเป็นองค์แทนนารายณ์มาปราบยุคเข็ญ หรือการกลับเข้าสู่ความสงบสุขนั่นเอง

         รูปแบบของพระนารายณ์เป็นเจ้านั้นแท้จริงไม่จำกัดลักษณะเป็นองค์แทนสภาวะธรรม โบราณเรียก “วิษณุธรรม” ปวงธรรมปรัชญาของฮินดูนั้นมีชื่อเรียกว่า “สนาตนธรรม” แปลว่า ศาสนาสนาตน คำว่า “สนาตน” มีความหมายว่า เป็นนิตย์ คือ ไม่สิ้นสุด ไม่รู้จักตาย เรื่อยๆ เสมอๆ หรือหากจะแยกเป็นพยางค์ คำว่า “สนา” แปลว่า ไม่รู้จักตาย,เป็นนิตย์ ส่วนคำว่า “ตน” แปลว่า กาย รวมความว่า “กายที่ไม่รู้จักตาย” แปลเอาความหมาย หมายถึงพระวิษณุดังนั้น สนาตนธรรม จึงเรียกอีกอย่างหนึ่งว่า วิษณุธรรมคือคำสั่งสอนของพระวิษณุเทพ อันเป็นการสื่อถึงความสงบสุขสันติที่เป็นอมตะธรรมนั่นเอง