พระปทุมโลหิต(พระปทุมนิพพาน)

 


         ในการสร้างพระปทุมนั้น ส่วนผสมที่สำคัญ ก็คือ เกสร ดอกปทุม ที่ต้องล้อมในฤกษ์และวันเวลาที่กำหนดไว้ในตำราการสร้างพระปทุม พบหลายตำรับแต่มีความตรงกันที่ต้องเก็บ ดอกบัวที่บานในวันเพ็ญ เดือนสิบ และต้องบานในวันนั้นเองถือเป็นบุพพนิมิตร มหามงคล มิใช่การเสกแบบอุปโลกน์ด้วยมนต์บทอื่นให้บาน อนึ่ง คำว่าบัวบานนั้นต้องขอนิยามความเข้าใจให้สอดคล้องตรงกันก่อนเนื่องจากท่านที่ไม่เคยศึกษาธรรมชาติของดอกบัวก็มักเข้าใจว่า บัวที่บาน คือบัวที่สยายกลีบดอกออก จนเห็นเกษรภายใน ซึ่งยังไม่ใช่สิ่งที่ถูกต้องครอบคลุมทั้งหมดกับคำว่า “บัวบาน” จากการที่สอบถามผู้ที่เกี่ยวพันกับบัวมานานนับสิบๆปี ได้อธิบายการบานของดอกบัวนั้นนับตั้งแต่ “บัวแย้ม” ซึ่งทดสอบได้จากกลีบดอกที่เราอาจเห็นด้วยตาว่า ยังตูมอยู่นั้นเริ่มสยายตัว คือกลีบดอกไม่แน่น และบัวนั้นต้องแก่ได้ที่ หากตัดบัวลักษณะนี้ไป แช่น้ำไว้ ค้างคืนในวันรุ่งขึ้น ก็จะบานเองเป็นธรรมชาติ โดยมิต้องเสกบ่นพ่นมนตราแต่ประการใด ในการตัดบัวออกขาย ชาวนาบัวจะต้องคัด บัวแย้มออก เพื่อมิให้บัวบานตอนถึงตลาดซึ่งจะเสียราคา แต่ก็คงมีบ้างที่มีบัวแย้มติดไป บ้างแล้วมีผู้นำมาบูชาพระ เกิดบัวที่บูชาบานก็อาจปลื้มปิติ คิดว่าเป็นบุญญาบารมีของตนบันดาลให้เกิดบุพนิมิตมงคลก็เป็นเรื่องศรัทธาที่จะคิดเอา เพราะยากต่อการพิสูจน์ ก็ขอเรียนเรื่องบัวบานบัวแย้มไว้ เพื่อย้ำความเป็นจริงธรรมชาติของดอกบัวในข้อนี้ไว้ให้เป็นส่วนหนึ่งของการพิจารณานาว่าจะเชื่อหรือไม่ ? ว่าบัวที่บานนั้นจะเป็นธรรมชาติ หรือด้วยอำนาจกฤติยาคม

         ขั้นตอนการได้มาซึ่งปทุมมงคลของการสร้างพระปทุม เสมิงก็เป็นลักษณะการเสี่ยงอธิษฐานเช่นกัน แต่ต่างว่าจะต้องเอาบัวบานตามธรรมชาติที่เกิดบานหรือแย้มในเวลาที่กำหนด และการที่จะคัดได้ว่า บัวที่บาน ซึ่งจะเก็บนั้น บานในวันเวลาที่จะเก็บจริง ก็ต้องมีขั้นตอนการกำหนดขอบเขตหรือปริมณฑล โดยจะต้องล้อมบัวก่อนที่จะเก็บนั้นอย่างน้อยหนึ่งวัน และเก็บบัวที่บานแล้วออกให้หมดก่อนวันเก็บบัวจริงหนึ่งวัน ขั้นนี้ต้องระมัดระวังเพราะหากกระทบกระเทือนมากไปบัวที่กำลัง จะบาน ก็อาจจะไม่บานเอาดื้อ ๆ จึงนับว่าเป็นเรื่องยากและต้องอาศัยความละเอียดอ่อน ซึ่งนั่นย่อมหมายถึงบารมีผู้สร้างที่จะต้องสร้างสม องค์ความรู้ด้าน ต่าง ๆ ให้เพียบพร้อม


         การสร้างพระปทุมครั้งหนึ่งๆ จึงเป็นเรื่องใหญ่ในรายละเอียดพิธีกรรม รวมทั้งความ ซับซ้อนในมิติทางจิตต่าง ๆ ขั้นแรกต้องตระเตรียมเครื่องบูชามนต์ปทุมเสมิงให้ครบถ้วน และเสี่ยงทายหาสระบัวที่จะประกอบพิธีกรรม ซึ่งสระบัวนั้นต้องมีชัยภูมิมงคล (นาคนาม) เป็นสระบัวที่มีบัวอยู่ตลอดปี ไม่ขาดน้ำ และบัวในสระนั้นต้องไม่มีพวกศัตรูพืชตระกูลบัวมารบกวน มีความอุดมสมบูรณ์ น้ำในสระ ต้องใสไม่ขุ่นขลัก ไม่มีกลิ่นเหม็นโสโครก ของปฏิกูลต่างๆ แม้บริเวณใกล้เคียง(รัศมีทอดสายตาเป็นเกณฑ์พิจารณา) โดยสระบัวทั้งเจ็ดที่จะใช้ประกอบพิธีกรรมนั้นต้องอยู่ในอาณาบริเวณที่ สามารถ ไปถึงได้ในวันเดียวกัน ซึ่งการเก็บบัวจะเริ่มจากสระบัวที่อยู่ด้านทิศใต้เป็นปฐม ก่อนเรื่อยมา จนสระสุดท้ายและต้องเก็บให้ทันก่อนหมดแสงอาทิตย์ในวันนั้น ในการล้อมบัวเป็นปริมณฑล ต้องใช้สายมงคลสูตรที่ถักจากหญ้าคา เก้าเส้นปลุกเสกด้วยมนต์ “เขื่อนเพชร” (ขึ้นต้นว่า ฆะเฏสิ..) มนต์ปันเขต (ึ้นต้นว่าจตุโร นะวะโมทันติ…) และมนต์ประกอบอื่น ๆ

         เมื่อปักปันเขตแล้ว ก็ต้องเก็บบัวที่แย้มและบาน ออกให้หมด เพื่อให้ได้ที่บัวบานตามวันเวลาและฤกษ์จริงๆ ในคืนที่วันรุ่งขึ้นจะเก็บบัวคณาจารย์ผู้ประกอบพิธีคุมฤกษ์ ต้องบวงสรวงเทพยดา แล้วภาวนามนต์พระปทุมจนเริ่มแสงเงินแสงทอง แล้วเริ่มเก็บบัวซึ่งต้องเก็บจากใต้มาทิศเหนือ ขณะเก็บต้องภาวนา พระคาถาพระเจ้าออกจากครรภ์มารดา(พระสิทธัตถะย่างพระบาทเจ็ดก้าวทรงแสดงปฐมวาจาว่า“เราจะเป็นเอกในโลกไม่มีผู้ใดยิ่งใหญ่เสมอเรา”)รายละเอียดตอนนี้จะขอข้ามไป (ขอเผยแพร่เฉพาะบางส่วนเพื่อผู้ที่สนใจได้เป็นแนวทางค้นคว้าต่อ)ผู้เก็บต้องเลือกบัวที่แย้ม และบานในวันนั้น สระละเจ็ดดอก ดังนั้นจึงต้องพิจารณาในการล้อมบัวให้มีเนื้อที่เพียงพอที่จะเก็บบัวได้ครบตามกำหนดด้วย บัวที่เก็บได้ ให้ถือว่าเป็นบัวพระพุทธเจ้า ซึ่งหากพิจารณาด้วยสมาธิก็จะเห็น รัศมีปรากฏเรืองรอง ส้มอมทองดั่งอาทิตย์รุ่งอรุณ(รัศมีจิตแบบนี้ปรากฏในพระสกุลเขมรยุคเก่าแม้พระเนื้อดินในอีสานบางกรุ )


         เมื่อกล่าวถึงดอกบัว(ปทุม) ที่ใช้สร้างของมงคล ก็จะขอเพิ่มเติมถึงคำว่า “ปทุมโลหิต” ซึ่งเรามักจะได้ยินพบเห็นในวงการนักนิยมพระเครื่องรางของขลัง เป็นชื่อของครอบน้ำมนต์ ที่อาจมีผู้อธิบาย ว่ามีหมายนัยถึง “ฝนโบกขรพรรษ” ที่มีสีแดงดังเลือด ในพระชาติเวสสันดร และเป็นฝนสารพัดนึกซึ่งความเห็นนี้อาจไม่ตรงกับความหมายปทุมโลหิต ในประเด็นวิชาไสยศาสตร์โบราณมากนัก หากแปลความโดยอัตถะศัพท์ ก็คือ “ดอกบัวเลือด” ซึ่งอธิบายได้ว่าปรากฏในกายมนุษย์ทุกผู้คนก็คือ “หัวใจ” นั่นเอง การสร้างพระปทุมโลหิตที่เป็นแขนงหนึ่งของวิชาไสยศาสตร์ชั้นสูงโดยการประสระโลหิต ผู้สร้าง มาเป็นมวลสารสำคัญ โดยใช้อาคมกำกับ โลหิต ที่ได้ แม้แห้งแล้วก็จะมีสีแดง สดใส ในส่วนที่จับตัวเป็นก้อนธาตุก็จะเป็นลักษณะที่เรียกว่า “พระธาตุโลหิต” มีลักษณะเป็นก้อนแข็งใส สีแดง ซึ่งความจริงเป็นวิชาไสยศาสตร์ชั้นสูงแขนงหนึ่งที่ใช้เลือดเป็นตัวประสานอาคม ในยุคโบราณ เราก็เคยมีพระเกจิอาจารย์ที่ใช้โลหิตประสระสร้างความเข้มขลังที่มีชื่อก็คือ ท่าน “อาจารย์ฟ้อน ดีสว่าง” ซึ่งท่านได้พบตำราโบราณฉบับหนึ่งและพระธาตุโลหิต ที่บันทึกว่าคือ“โลหิตแห่งบูรพาจารย์” ท่านได้นำพระธาตุโลหิตก้อนนั้นฝังในตัวท่านและเริ่มใช้วิชาประสระโลหิตเรื่อยมา การสร้างพระธาตุโลหิตก็คือการหุงธาตุในตัวด้วยอำนาจกสิณธาตุของคณาจารย์ผู้นั้น แต่เป็นทางฤทธิ์อำนาจ ที่เรียกว่า “กายสิทธิ์” (ผู้ที่ศึกษาธรรมกาย และการฝึกจิต ในแนวดวงแก้วธาตุ จะมีความเข้าใจเรื่องนี้ต่อยอดขึ้นไปได้อีกในสายวิชา) แตกต่างจากที่ปรากฏพบในพระสายปฏิบัติ ที่มักเกิดเหตุการณ์ธาตุในตัวแปรสภาวะเนื่องจากบรรลุภูมิจิตบางระดับ ....





(สามารถติดตามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ในนิตยสารอุณมิลิต ฉบับที่ ๓๔  เดือนมีนาคม  ๒๕๔๙)