บรมครูแพทย์ชีวกโกมารภัจ

 


ข้าขอประนมหัตถ์ พระไตรรัตนาถา
ตรีโลกอมรา อภิวาทนาการ
อนึ่งข้าอัญชลี พระฤาษีผู้ทรงญาณ
แปดองค์เธอมีญาณ โดยรอบรู้ในโรคา
ไหว้คุณอิศวเรศ ทั้งพรหมเมศทุกชั้นฟ้า
สาปสรรซึ่งว่านยา ประทานทั่วโลกธาตรี
ไหว้คุณกุมารภัจ ผู้เจนจัดในคัมภีร์
เวชศาสตร์บรรดามี ให้ทานทั่วแก่นรชน

ไหว้ครูผู้สั่งสอน แต่ปางก่อนเจริญผล
ล่วงลุนิพพานดล สำเร็จกิจประสิทธิพร
(คำไหว้ครู หมอยา เวชศาสตร์แพทย์แผนไทย)

         เรื่องราวของปูชนียบุคคลท่านหนึ่งที่ปรากฏเรื่องราวในประวัติศาสตร์พุทธศาสนาท่านมีชาติกำเนิดที่อาจจะเรียกว่าเป็นปมด้อยในสังคมอย่างในปัจจุบันที่ปรากฏอยู่ แต่ความเป็นปมด้อยดังกล่าวไม่ทำให้ เพชรแท้อย่างท่านต้องมัวหมอง แต่กลับตรงกันข้ามที่ท่าน บำเพ็ญตนเป็นประโยชน่วยเหลือผู้เจ็บไข้ได้ป่วยโดยไม่เห็นแก่อามิสสินจ้างใดใด ท่านทำด้วยจิตสงเคราะห์ และความเก่งกล้าสามารถของท่านก็ทำให้ท่านเป็นแพทย์ประจำตัวองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าสมณโคดม ชีวิตของท่านช่างเหมือนดอกบัวที่เกิดแต่ตมแต่สูงค่าในขณะดำรงอยู่แม้กายท่านจะละดับสังขารตามวิถีแห่งธรรมชาติ คุณความดีและความสามารถของท่านยังถูกกล่าวขานและยกย่องให้เป็นหนึ่งในบรมครูสายอายุรเวชของแพทย์แผนไทย ซึ่งจะต้องนำมากล่าวประนามนามท่านเสมอในเวลามีพิธีไหว้ครู นับว่าท่านเป็นผู้ที่มีอิทธิพลสำคัญต่อวงการแพทย์แผนไทยบ้านเรา จะขอนำเข้าเรื่องราวประวัติอันหน้าศึกษาของท่าน เลยนะครับ

         ท่านกำเนิดในดินแดนชมพูทวีปเมื่อกว่า ๒๕๐๐ ปีที่ผ่านมา ซึ่งในครั้งสมัยดึกดำบรรพ์นั้น ชมพูทวีปเป็นพื้นภูมิภาคที่เกิดอาศัยของคนหมู่มากมีหลายพวก หลายภาษา แต่เมื่อย่อลงอาจแบ่งได้เป็นสองเหล่า คือ ชนชาติที่ได้ชื่อว่า “อริยกะ หรือ อารยัน” พวกหนึ่ง และชนพื้นเมืองเดิมอีกพวกหนึ่งซึ่งชาวอารยันให้ชื่อรวมว่า “ทัสยุ” ในปัจจุบันจัดเป็นประเทศส่วนหนึ่งของทวีปเอเชีย ชมพูทวีปคือประเทศอินเดียหรือที่เรียกว่า “ประเทศภารตะ” ตั้งอยู่ทางทิศพายัพของประเทศไทย ถัดไปจากประเทศพม่า ประเทศอินเดียครั้งพุทธกาล ว่าเฉพาะตอนที่เรียกว่า “มัธยมประเทศ” แบ่งออกเป็นหลายแคว้นหลายอาณาจักร ปรากฏเป็น ๑๖ แคว้นใหญ่ เรียกว่า “มหาชนบท” มีการปกครองแบบสมบูรณาญาสิทธิราชบ้าง แบบประชาธิปไตยหรือสาธารณรัฐบ้าง

         มีแคว้นหนึ่งใน ๑๖ เป็นแคว้นใหญ่สำคัญที่เกิดของบรมคุรุแพทย์ชีวกโกมารภัต ซึ่งจะต้องพูดถึงในที่นี้คือ แคว้นมคธหรือมคธอาณาจักรของประชาชาติมคธี มีการปกครองแบบสมบูรณาญาสิทธิราช พระเจ้าพิมพิสารเป็นผู้ครองแคว้นโดยสิทธิ์ขาด เมืองหลวงชื่อ “ราชคฤห” ตั้งอยู่ฝั่งใต้ของแม่น้ำคงคา ส่วนฝั่งแม่น้ำคงคาถัดขึ้นไปไกลทางด้านเหนือเป็นอีกแคว้นหนึ่ง เรียกว่า “แคว้นวัชชี” ของประชาชาติวัชชี ปกครองตามแบบที่เรียกว่า “สามัคคีธรรม” เมืองหลวงชื่อ “ไพสาลี” แคว้นมคธ กับ แคว้นวัชชีติดต่อกัน อยู่คนละฟากฝั่งแม่น้ำคงคา ประชาชาติทั้งสองแคว้นย่อมไปมาหาสู่กันด้วยกิจธุระ เช่น การค้าขาย เป็นต้น

         ครั้งหนึ่ง พวกคนสำคัญๆ ชั้นเศรษฐีกระฎุมพี ในกรุงราชคฤห แห่งแคว้นมคธ ไปด้วยกิจธุระในกรุงไพสาลี แห่งแคว้นวัชชี คนพวกนี้ไปเกิดสนใจเรื่องหญิงโสภิณีซึ่งตั้งเกลื่อนกลาดอยู่ในการุงไพสาลีหลายตำบลขึ้นเป็นอาชีวกรรมที่ไม่มีในแคว้นของตน จึงสนใจก็พากันเห็นพ้องต้องกันว่าดีเป็นประศาสนโยบายอย่างหนึ่ง เปิดช่องทางให้เงินไหลเข้าสู่แคว้นโดยได้จากคนต่างแคว้นซึ่งมาด้วยธุรกิจ เช่น พ่อค้าวาณิชเข้ามาทำการค้าขายเป็นต้น เข้ามาแล้วจักเข้าหาหญิงโสภิณี หญิงพวกนี้ก็เท่ากับเป็นคณะที่มีหน้าที่ทำการรับแขกเมืองอันมาจากแคว้นต่างๆ ปรากฏว่าหญิงโสภิณีในแคว้นวัชชีครั้งกระนั้นมีหัวหน้าควบคุมนางอัมพะปาลีได้รับตำแหน่งเป็นหัวหน้าควบคุมหญิงโสภิณีที้งหมด เรียกว่า “คณิกา” คือหัวหน้าคณะโสภิณีประกอบกับชื่อของตัวเองว่า “อัมพะปาลีคณิกา” เฉพาะตัวนางอัมพะปาลีเองซึ่งเป็นหัวหน้ามีค่าตัวคืนหนึ่ง ๕๐๐ กหาปณะ (๑ กหาปณะ เท่ากับ ๔ บาท)  เมื่อพวกเศรษฐีกกรฎุมพี ชาวกรุงคฤหจำนวนนั้นกลับสู่แคว้นของตน ถึงกรุงราชคฤหแล้วได้โอกาสก็พากันเข้าเฝ้าพระเจ้าพิมพิสารพระเจ้าแผ่นดินของตน ทูลกล่าวถวายถึงความเจริญสมบูรณ์แห่งกรุงไพสาลี วัชชีอาณาจักรและพรรคหญิงโสภิณีซึ่งมีอยู่ทั่วๆ ไปตามหัวเมืองที่สำคัญในแคว้นวัชชี ทูลแนะนำว่าควรจัดตั้งพรรคหญิงโสภิณีขึ้นบ้างเหมือนอย่างแคว้นวัชชี พระเจ้าพิมพิสารทรงสดับแล้วก็ทรงเห็นประโยชน์สอดคล้องกับคนพวกนั้นได้ประทานพระราชอนุมัติเสนาบดีผู้เป็นประธานในราชกิจก็ได้ดำเนินงานตามราชาอนุมัติจัดสรรขึ้นตามความประสงค์ของคนเหล่านั้น หญิงที่จะเป็นโสภิณีได้มิใช่หมายเอาแต่คนรูปสวยงามเท่านั้นต้องเป็นคนที่สมบูรณ์ด้วยมารยาท นาฏศิลป์ มีความรู้ในการขับจับระบำ รำฟ้อนและดนตรีประเภทต่างๆ ด้วย หญิงสาวชาวกรุงราชคฤหคนหนึ่งนามว่า “สาลวดี” ได้รับตำแหน่งหัวหน้าโสภิณีประจำแคว้น ประกอบด้วยรูปสมบัติและคุณสมบัติสมบูรณ์พร้อม ฟ้อนรำ ระบำ ดนตรี นับว่าดีเลิศหาผู้ทัดเทียมได้ยาก มีค่าตัวคืนหนึ่ง ๑๐๐ กหาปณะ ตั้งแต่นั้นมาแคว้นมคธก็เกิดหญิงโสภิณีขึ้นดื่นดาดตามหัวเมืองสำคัญๆ อย่างเดียวกับประเทศวัชชีเหมือนกัน เป็นวิธีหาเงินจากคนต่างด้าวเข้าสู่แคว้นได้ทางหนึ่ง



ชาติกำเนิดของโกมารภัจ

         นางสาลวดี หัวหน้าหญิงโสภิณีทำหน้าที่รับแขกเมืองดี มีเกียรติคุณกระฉ่อนไปยังแคว้นต่างๆ ในชมพูทวีป จิรกาลนานมานางได้ตั้งครรภ์ ในระหว่างที่นางมีครรภ์นี้ได้พักหน้าที่รับแขกชั่วคราวจนกว่าจะคลอดบุตรเสร็จแล้ว เมื่อนางตั้งครรภ์นานกำหนดครบถ้วนทศมาสก็คลอดบุตรออกมาเป็นชาย นางสาลวดีผู้เป็นมารดาไม่คิดเลี้ยงดู จึงเรียกหญิงสาวใช้มาให้เอาทารกใส่กระด้งนำไปทิ้งเสียที่กองขยะแต่เวลาเช้ามืด มิให้ใครจับร่องรอยได้  ในตอนบ่ายวันนั้น อภัยราชกุมาร พระราชโอรสของพระเจ้าพิมพิสารเสด็จประพาสพระมหานครโดยรถม้าไปตามถนนหลวงเลี้ยวเข้าถนนสายหนึ่ง ทอดพระเนตรเห็นกองขยะขนาดใหญ่มีฝูงกาจับเป็นกลุ่มรุกเข้าไปถอยออกมา จึงตรัสให้นายสารถีไปตรวจดู กลับทูลว่า “ทารกนอนอยู่บนกองขยะมูลฝอย พระเจ้าข้า” จึงตรัสถามว่า “เป็นหรือตาย” เขาทูลว่า “ยังเป็นอยู่พระเจ้าข้า” คำทูลให้ทรงทราบว่ายังเป็นอยู่นี้เป็นนามของทารกน้อยนั้นในกาลสืบไปว่า “ชีวก” แปลว่า ผู้เป็นอยู่หรือยังเป็นอยู่ ภาษาไทยควรจะเป็น เจ้าชีพหรือนายชีพ  เมื่อพระราชกุมารทรงทราบว่ายังเป็นอยู่ก็ตรัสบัญชาใช้ไปเอาอุ้มมา นำไปสู่นิเวศน์วังของพระองค์ ทรงมอบให้แก่หญิงนางนมคนหนึ่งทรงบังคับให้เลี้ยงดูเป็นอย่างดียิ่ง ทารกน้อยนี้ใช้นามว่า “เจ้าชีพ คือ ชีวะ หรือ ชีวก” ภายหลังเมื่อเจริญวัยขึ้นก็ได้นามเพิ่มเติมว่า “โกมาภัจ” หมายความว่า เด็กหรือบุตรบุญแต่งบุญทำบุญสร้างของพระราชกุมารทรงชุบเลี้ยงไว้คุมกันเข้าเป็น “ชีวกโกมารภัจ” ดังนี้ แต่คนภายนอกทั่วๆ ไปก็พากันเข้าใจว่า ชีวกโกมารภัจเป็นพระโอรสของอภัยราชกุมารเป็นพระราชนัดดาของพระเจ้าพิมพิสาร มคธินทราธิราช แม้ตัวของชีวกโกมารภัจเองก็เข้าใจว่าตัวเป็นพระโอรสของอภัยกุมาร นัดดาของพระเจ้าพิมพิสารเหมือนกัน

          เมื่อชีวกโกมารภัจเจริญวัยขึ้นเป็นลำดับ ครั้งหนึ่งน่าจะมีเหตุการณ์สักอย่าง ณ ภายนอกเกิดขึ้นเร้าจิตใจของชีวกโกมารภัจให้คิดถึงตัวว่า “คนมีสกุลเช่นเรา ถ้าไม่มีศิลปวิทยาความรู้เป็นเครื่องประดับ จะดำรงชีวิตไปได้ยาก เราจำเป็นต้องหาวิชาใส่ตัวจึงจะเหมาะสม ศิลปวิทยาการเครื่องประกอบอาชีพมีมากในโลกจะเลือกอย่างไหนดีหนอ” ก็เกิดความคิดเห็นชอบใจวิชาการแพทย์ ตกลงเลือกวิชาแพทย์ก็ผูกใจไว้ เข้าใจว่าเพราะชีวกโกมารภัจเป็นผู้มีอัชฌาศัยเช่นนั้นเตือนใจอยู่เป็นเดิมแล้ว จึงจำเพาะเจาะหมายเอาวิชาการแพทย์ แล้วคอยหาช่องต่อไป

ชีวกโกมารภัจไปเมืองตักกสิลา

         สบเหมาะวันหนึ่งชีวกโกมารภัจได้พบพวกพ่อค้าชาวเมืองตักกสิลาแห่งแคว้นคันธาระ(ปัจจุบันอยู่ในเขตตอนเหนือของแคว้นปัญจาป ประเทศปากีสถาน ตะวันตก) ชีวกโกมารภัตได้ทำความคุ้นเคยกับพ่อค้าชาวเมืองตักกสิลาคนหนึ่งจนสนิทชิดชอบ ถามถึงพฤติการณ์ความเจริญ ความเสื่อม การกิน การใช้ในเมืองตักกสิลา ตลอดถึงสถานที่การศึกษาเล่าเรียนและความสะดวก ขัดข้องในระหว่างทางไปมา ความคุ้นเคยสนิทสนมนั้นเป็นเหตุเกิดความรักชอบใจซึ่งกันและกัน ชีวกโกมารภัตก็ขอมอบตัวกับพ่อค้าคนนั้นเพื่อจะได้โดยสารไปเมืองตักกสิลาศึกษาวิชาการแพทญ์ ให้คำมั่นสัญญาวันกลับกันเป็นที่ไว้ใจได้  เมื่อพวกพ่อค้าวานิชชาวเมืองตักกสิลาเหล่านั้นเสร็จธุรกิจเรื่องการค้าแล้วก็จะกลับ คนหนึ่งที่พอพอกับชีวกโกมารภัจ ชายหนุ่มก็มาบอกแก่ชีวกโกมารภัจให้เตรียมตัวออกเดินทางพรุ่งนี้เช้ามืด กันสว่างไว้หน้า ชีวกโกมารภัจก็เตรียมตัวเมื่อเสร็จแล้วก็ควรลาผู้ใหญ่ของตน แต่หนีไป มิได้ทูลลาอภัยราชกุมารให้ทรงทราบ การหนีไม่ใช่ความประพฤติที่ดี คงจักมีเหตุอะไรสักอย่างหนึ่งแฝงอยู่ในครัวเรือน ทำให้ชีวกโกมารภัจหนีคิดไม่เห็นใครคิดได้ก็คิดเอา

         ได้เวลา ชีวกโกมารภัจก็ไปกับพ่อค้าเกวียน ที่เคลื่อนกระบวนเดินทางแต่เช้ามืดไปเมืองตักกสิลา หมู่เกวียนเดินเป็นกระบวน ผ่านป่าพงเทือกเขา หมู่บ้าน อำเภอ จังหวัด ข้ามแม่น้ำลำธารทุรกันดารไปโดยลำดับหลายทิวาราตรี มีกำหนดตั้งเดือนเศษ จึงถึงเมืองตักกสิลา เมื่อถึงแล้ว ก็พักผ่อนหย่อนใจเที่ยวชมบ้านเมืองอยู่หลายวัน จนเห็นเพียงพอสมควรแล้ว ชีวกโกมารภัตก็ชวนเชิญพ่อค้าที่สนิทชิดชอบให้ไปมอบตัวกับอาจารย์ทิศาปาโมกข์(พระฤาษีโรคาพฤกษตริณณา) ผู้ให้การศึกษาวิชาสำนักหนึ่ง พ่อค้าคนหนึ่งก็นำชีวกโกมารภัจไปสู่สำนักอาจารย์ อาจารย์ออกปฏิสันถาร ถามชื่อชีวกโกมารภัจบ้านเกิดเมืองนอน มารดาบิด สกุลวงศ์ และความประสงค์ที่จำนงเข้ามา ก็ทราบแจ้งชัดว่า ชายหนุ่มคนนี้ชื่อว่าชีวกโกมารภัจ เป็นโอรสของอภัยราชกุมาร นัดดาของพระเจ้าพิมพิสาร ณ พระมหานครราชคฤห แคว้นมคธ ด้านบูรพาทิศ มาประสงค์ศึกษาวิชาแพทย์ ก็รับไว้ด้วยความเต็มใจ

         แต่ชีวกโกมารภัจได้มอบตัวเป็นศิษย์ใช้สอยประจำสำนักอาจารย์ เพราะไม่มีทรัพย์สินสำหรับค่าเล่าเรียนก็ได้ความว่า นักเรียนมี ๒ ประเภท คือ นักเรียนที่เรียกค่าเล่าเรียนประเภทหนึ่ง ไม่เรียกค่าเล่าเรียนประเภทหนึ่ง ที่เรียกค่าเล่าเรียนก็ไม่มีกำหนดอัตราแล้วแต่จะให้ ชีวกโกมารภัตเป็นนักเรียนใช้สอยกินนอนประจำสำนัก ไม่เรียกค่าเล่าเรียน นักเรียนประเภทนี้ทำงานประจำสำนักเวลาหนึ่งศึกษาเล่าเรียนเวลาหนึ่ง ไม่ได้เรียนเต็มวันเหมือนนักเรียนที่ได้เสียค่าเล่าเรียน ถึงดังนั้นนักเรียนประเภทนี้มีปัญญาเฉลียวฉลาด ก็สามารถเรียนได้ดียิ่งกว่าพวกประเภทที่ได้เรียน ๒ เวลา คือ เต็มวันก็ได้……


(สามารถติดตามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ในนิตยสารอุณมิลิต ฉบับที่ ๓๔  เดือนมีนาคม  ๒๕๔๙)