ศิวะมหาเทพ ศิวะนาฏราช

 


         ศิวะนาฏราชหรือบางครั้งเรียก “ลีลา” เป็นอีกปางหนึ่งที่คณะผู้ศรัทธาพระศิวะนิยมบูชากัน โดยเฉพาะ เรามักพบเห็นในพิธีสรงน้ำเทวรูปที่เป็นของพราหมณ์ราชสำนัก ก็มักปรากฏว่ามีการนำเอา เทวปฏิมา ปางศิวะนาฏราช มาร่วมพิธีกรรมอยู่บ่อยครั้ง อันแสดงถึงนัยพิธี บางประการ แม้ในพิธีกรรมไหว้ครูครอบครู ที่เป็นพิธีกรรมสำคัญที่ต้องการความเข้มขลังศักดิ์สิทธิ์ ก็จะนำเทวรูปมาประกอบพิธีกรรมด้วย และ ก็มักเรียกเทวรูปที่จะสรงน้ำในพิธี ว่า “พระไสยศาสตร์” ซึ่งจะต้องมีศิวะนาฏราชประกอบด้วยทุกครั้ง

          ความเป็นมาของพระศิวะปางนี้ก็มีเรื่องเล่าเป็นปกรณัมว่า มีนักพรตประมาณ ๑๐,๐๐๐ คนช่วยกันประกอบพิธีกรรมต่างๆ ขึ้นเพื่อเป็นการเสริมพลังอำนาจของตนให้แข็งแกร่ง จนไม่มีนักพรตหรือฤาษีตนใดจะมีฤทธิ์เทียบเท่า กระทั่งริอ่านกำเริบไปบังอาจสู้รบกับพวกเทวดา โดยสำคัญตัวผิดว่าเป็นผู้ไม่มีวันตาย จึงทำให้จักรวาลปั่นป่วนไม่เป็นสุขดังเช่นเคย ความรู้ถึงพระวิษณุเทพ พระองค์จึงเสด็จไปกราบทูลให้ศิวะมหาเทพทรงทราบและหาหนทางแก้ไข พระองค์จึงทรงออกอุบายว่า พระองค์จะแปลงเป็นพราหมณ์หนุ่มผู้มีรูปงาม สะอาดหมดจด และให้พระวิษณุเทพแปลงเป็นสตรีผู้มีความงามเป็นอย่างยิ่ง และให้เป็นที่หลงใหล แก่ผู้คนที่ได้พบเห็น

         ครั้นรับพระบัญชาวิษณุเทพแปลงร่างเข้ายั่วยวนนักพรตให้เกิดความหลงใหล เพื่อให้ละจากการประกอบพิธีกรรม ส่วนพราหมณ์รูปงามได้เข้าไปตีสนิทกับพวกพราหมณี ยุยงให้งดช่วยเหลือฝ่ายชายในการประกอบพิธีกรรม ฝ่ายพวกพราหมณ์โกรธแค้นเข้าขวางทางชายหนุ่มรูปงาม โดยหารู้ไม่ว่านั่นคือการใช้ศิวะมายาแปลงรูป เหล่านักพรตโกรธแค้นมากจึงรวมตัวกันร่ายมนต์เป็น “เสือ” หมายให้ขย้ำพราหมณ์รูปงาม เสือหรือจะสู้ฤทธาของพระเป็นเจ้า พระองค์ทรงจับเสือทุ่มกับพื้นจนขาดใจตายพร้อมกับถลกหนังเสือมาห่ม นักพรตเห็นจึงเสกพญานาคตัวใหญ่อีก พราหมณ์หนุ่มก็คว้าเอาพญานาคนั้นมาเป็นสร้อยพระศอ เมื่อรู้ว่าสู้ไม่ได้จึงเสกอสูรที่ดุร้ายมากเข้าทำร้ายพราหมณ์หนุ่ม อสูรไม่สามารถทานกำลังพราหมณ์หนุ่มได้ อสูรเสียท่าถูกทุ่มลงกับพื้นและใช้เท้าเหยียบ (อสูรตนนั้นคือ อสูรมูลาคินี หรือบางแห่งเรียกยักษ์มุยะละกะ) พร้อมกันนั้นองค์ศิวะแปลงทรงเต้นรำด้วยกระบวนท่าต่างๆ ที่สวยงามมาก (กลายเป็นรากฐานของนาฏศิลป์ใช้สืบต่อกันมาจนถึงทุกวันนี้)  กลุ่มนักพรตเห็นเช่นนั้นจึงระคายใจว่าพราหมณ์หนุ่มผู้นี้คงหาใช่ผู้ใดอื่นไม่ คงเป็นศิวะมหาเทพแปลงมาเป็นแน่ ต่างยอมรับในเทวะบารมีพร้อมกับแสดงความนบนอบถวายตัวกล่าวสรรเสริญพระผู้เป็นเจ้า
หลังจากเหตุการณ์นั้นผ่านไปทรงมีเทวบัญชาให้พระเคณศผู้มีสติปัญญาหลักแหลมสามารถจดจำสิ่งต่างๆ ได้ง่าย จดจำท่าร่ายรำแล้วเอามาสั่งสอนมนุษย์ ที่เรียกว่า “นาฏยัม” อันกลายมาเป็นแม่บทแห่งนาฏศิลป์ของชาวภารตะและมวลมนุษย์ปฏิบัติสืบต่อมา


         
         ความหมายของศิวะนาฏราชหรือ “ลีลาพระศิวะ”นั้นแฝงเร้นปรัชญาฮินดูอันลึกซึ้งไว้เกี่ยวกับการอธิบายปรากฏการณ์ ความเป็นไปของธรรมชาติที่มีกลไกอันยิ่งใหญ่ลี้ลับเป็นผู้ผลักเคลื่อน และให้ชื่อสิ่งนั้นว่า “ชีวา” ซึ่งคนไทยเราออกสำเนียงภาษา สันสกฤต หรือฮินดู ไม่ชัด จึงออกสำเนียงเป็น ศิวะ ดังปัจจุบัน

         ปรากฏการธรรมชาติที่มนุษย์พรรณนาออกมาในหลักปรัชญาที่ว่าแต่เดิมเป็นเอกะเมื่อจะกำเนิดชีวิตนั้น พลังดังกล่าวได้แบ่งแยกออกเป็นสองคือบวกและลบ (อธิบายตามหลักปรัชญาจีนว่า หยิน-หยาง)เพราะเหตุนี้จึงเกิดขั้วขึ้นและระหว่างขั้วทั้งสองก็ได้บังเกิดเป็นวงจร จากการโคจรของพลังดังกล่าวทำให้เกิดสิ่งมีชีวิตขึ้น เรียกว่า “จังหวะ” อุบัติการณ์เช่นนี้เรียกว่า ลีลาของธรรมชาติซึ่งในตำนานอินเดียสัญญลักษณ์ดังกล่าวก็คือรูปปฏิมากรรมของพระศิวะในท่าเริงระบำ ซึ่งการเริงระบำของพระศิวะนั้นยังกล่าวถึงการกำเนิดสิ่งมีชีวิต(การเคลื่อนของวรจร พลังชีวิต) และยังหมายถึงการทำลายล้างด้วยซึ่งเรียกการเริงระบำในลักษณะนี้ของพระศิวะว่า “ตาณฑวะ” เป็นจังหวะการร่ายรำของพระศิวะในจังหวะเร็วที่สุดเหมือนเพลงชั้นเดียวของไทยในการเล่นเพลงเถาตอนปล่อยลูกหมด ในตอนนี้พระศิวะจะร่ายรำในท่าจังหวะร้อนแรงที่สุด เมื่อถึงตอนนั้นโลกจะหมุนอย่างรวดเร็วและทุกสิ่งทุกอย่างก็จะถูกทำลายในที่สุด

         ท่วงท่าการร่ายรำของพระศิวะถูกถ่ายทอดมาเป็นนาฏยศาสตร์ ประกอบด้วยท่ารำ หรือ กรณะ ๑๐๘ ท่า ผู้บันทึกท่ารำต่างๆเพื่อถ่ายทอดแก่โลกเป็นพระฤาษีตนหนึ่ง ชื่อ “พระภรตมุนี” จึงนับถือเอาพ่อแก่ หรือเศียรพระฤาษี เป็นครูต้นของผู้ศึกษานาฏยศาสตร์ โดยมีต้นเค้าจากการที่พระศิวะเสด็จมาแสดงท่าร่ายรำที่เมืองจิทรัมพรัม บริเวณใต้มัทราส ในปัจจุบันก็มีการสร้างรูปศิวะในท่าเริงระบำ โดยแกะเป็นรูปจำหลักที่เสาศิลาใน โคปุระ ด้านตะวันออกทางเข้ามหาวิหาร ซึ่งท่าศิวะเริงระบำที่ปรากฏนี้นับว่าเป็นแบบแผนของการร่ายรำของชมพูทวีป ที่ถ่ายทอดสู่ภูมิภาคต่างๆแถบสุวรรณภูมิ รวมถึงการร่ายรำนาฏกรรมของไทยเราก็เชื่อถือว่าสืบมาจากท่าร่ายรำของพระศิวะเป็นเจ้า จึงนับถือและบูชาในฐานะบรมครูด้าน นาฏยศาสตร์ด้วย…