พระพุทธรูปสัมฤทธิ์นวโลหะ หลวงพ่อแสน
    พระพุทธรูปสัมฤทธิ์ นวโลหะเรียกกันว่า “หลวงพ่อแสน” เป็นพระพุทธรูปประทับนั่งขัดสมาธิราบปรางมารวิชัย หน้าตักประมาณ ๒ ศอกเศษ หรือประมาณ ๒๕ นิ้วครึ่ง เป็นโลหะเนื้อสัมฤทธิ์สีทองต่างกันเป็น ๔ ชนิดดังนี้ เบื้องพระศอตอนบนจนถึงพระเศียรและพระพักตร์สีทองเป็นนวโลหะสัมฤทธิ์แก่ เบื้องพระศอตอนล่างลงมาจนถึงพระองค์ และฐานรองสีทองสัมฤทธิ์เนื้ออ่อนกว่าตอนพระเศียรและพระพักตร์ เนื้อทองจีวรเป็นอีกสีหนึ่งเข้มกว่าเนื้อทองส่วนพระองค์ แต่ไม่เข้มกว่าตอนพระพักตร์และพระเศียร ส่วนผ้าทาบสังฆาฏิก็เป็นเนื้อทองอีกชนิดหนึ่ง แตกต่างจากจีวรและสีพระองค์ พระพักตร์และพระเศียร แต่เป็งสังฆาฏิชนิดยาวทาบลงมาถึงพระนาภีแบบลังกาวงศ์พระเกตุมาลาหรือพระรัศมีเป็นเปลวยาวขึ้นแบบลังกาวงศ์ รอบฝังแก้วผลึก ๑๕ เม็ดนิ้วพระพัตถ์ไม่เสมอกันแบบพระเชียงแสน และสุโขทัยยุคแรก พระเศียรโตเขื่องกว่าส่วนพระองค์จนสังเกตเห็นชัด พระเนตรฝังแก้วผลึกในส่วนสีขาวและฝั่งนิลในส่วนสีดำฐานรองเป็นแบบบัวคว่ำบัวหงายประดิษฐานอยู่ในพระอุโบสถเบื้องหน้าพระองค์พระประธานออกมา จัดเป็นพระพุทธรูปสำคัญและงามเป็นพิเศษแตกต่างจากบรรดาพระพุทธรูปอื่น ๆ มีลักษณะเป็นชนิดหนึ่งหาเหมือนพระพุทธรูปในที่อื่นไม่เป็นพระเก่าโบราณ

    หลวงพ่อแสนองค์นี้
เป็นพระที่ขึ้นชื่อลือชาเป็นที่นับถือชาวบ้านวัดถิ่นนี้ทั่วกัน และถือว่าศักดิ์สิทธิ์นัก อำนวยความสำเร็จให้แก่ผู้ปรารถนาได้นานาประการและเป็นอัศจรรย์ยิ่งนัก จนเป็นนิยามเล่ากันปรัมปราสืบ ๆ มาว่าหลวงพ่อแสนองค์นี้จะลอยน้ำมามีคนอัญเชิญขึ้นหลายแห่ง ถึงกับใช้แรงคนดึงลากขึ้นเป็นจำนวนแสนคนก็ไม่เสด็จขึ้น เมื่อลอยมาถึงวัดหงส์ ฯ นี้ แล้ว เพียงอาราธนาอัญเชิญก็เสด็จขึ้นด้วยกำลัง ๔ – ๕ คนเท่านั้น ดังนั้นหลวงพ่อองค์นี้จึงมีนามว่า “หลวงพ่อแสน” คือคนเป็นแสนแสนดึงไม่ขึ้นนั่นเอง ก็อัศจรรย์อยู่ถึงกับมีเรื่องอัศจรรย์ปรัมปราเป็นนิยายประจำพระพุทธรูปองค์นี้ ทั้งนี้เห็นจะเนื่องด้วยหลวงพ่อแสนองค์นี้ศักดิ์สิทธิ์มีฤทธาศักดานุภาพเป็นที่ประจักษ์ทั่วไปนั่นเอง ตามตำนานสมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอกรมพระยาดำรงราชานุภาพ ทรงจัดไว้ในประเภทพระพุทธรูปสำคัญทรงพระนิพนธ์ประวัติไว้ในตำนานจองพระองค์ท่านดังนี้ “พระแสน” (เมืองเชียงแตง) พระพุทธรูปองค์นี้ เชิญมาแต่เมืองเชียงแตงเมื่อปีมะเมีย พ.ศ. ๒๔๐๑ ประดิษฐานไว้ในอุโบสถวัดหงส์รัตนาราม” คิดเป็นเวลาขวบปีได้ ๑๐๐ ปี แล้วจนบัดนี้


          อนึ่งหลักฐานการอัญเชิญมาก็เนื่องด้วยพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวและพระบาทสมเด็จพระปิ่นเกล้าเจ้าอยู่หัวเป็นมูลเหตุ ดังพระบรมราชาธิบาย ของพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ในหนังสือชุมชนพระบรมราชาธิบายในพระองค์ท่าน      เพื่อให้ผู้อ่านทราบเรื่องเกี่ยวกับหลวงพ่อแสน ซึ่งมีพระราชดำรัสเป็นลักษณะทรงโต้ตอบกับพระบาทสมเด็จพระปิ่นเกล้าเจ้าอยู่หัว ใจความว่า “ถ้าฉันพอใจจะให้มีพระพุทธรูปสำคัญมีชื่อที่คนนับถือ อยู่ที่วัดหงส์ ฯ เป็นของสมเด็จพระศรีสุริเยนทรามาตย์ให้เป็นพระเกียรติยศแล้ว พระชื่อพระแสนอยู่เมืองเชียงแตงอีกพระองค์หนึ่งงามนักหนา ถ้าฉันจะมีตราไปเชิญมาท่านจะให้พระยาราชโยธาที่ครั้งนั้นเป็นพระยาสุเรนทร์ใช้คนให้นำไปชี้องค์พระให้ ฉันเห็นว่าท่านประสงค์ดังนั้น ไม่มีเหตุที่ควรจะขัดฉันก็ไม่ได้ขัด ฉันก็ได้ให้มหาดไทยมีตราไปเชิญพระนั้นลงมา พระยาสุเรนทร์ใช้พระลาวรูปหนึ่งเป็นผู้รับอาสานำไป ฉันก็ได้ให้ผ้าไตรไปถวายพระสงฆ์ลาวรูปนั้นหนึ่งไตร แล้วก็ให้นำทองตราไป ได้เชิญพระแสนลงมาถึงกรุงเก่าแล้ว ฉันก็ได้บอกถวายวังหน้า ให้ท่านจัดการไปแห่รับมาไว้วัดหงส์ทีเดียว แลฐานที่จะตั้งพระนั้น ฉันให้ท่านทำเป็นการช่างในพระบรมราชวัง ฉันจะเป็นแต่รับปิดทอง ฐานพระนั้นก็ยังทำค้างอยู่บัดนี้ก็ยังไม่ได้ปิดทอง ว่ามาทั้งนี้เป็นการเล่าถึงเหตุที่เป็นแลถ้อยคำที่ได้พูดกันแล้วแต่ก่อนนี้ไป ให้ท่านทั้งปวงทราบ” ดังนี้ และที่มาอีกแห่งหนึ่งคือ พระราชหัตถเลขาของพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงมีพระถึงพระบาทสมเด็จพระปิ่นเกล้าเจ้าอยู่หัว เมื่อปีมะเมีย พ.ศ. ๒๔๐๑ ลงวันที่ ๒๐ มิถุนายน ค.ศ. ๑๘๕๘ ข้อความว่าดังนี้ ฉันขึ้นไปถึงกรุงเก่า ได้นมัสการพระแสนเมืองเชียงแตงแล้ว รูปพรรณเป็นของเก่าโบราณนักหนา แต่เห็นชัดว่าอย่างเดียวกับพระแสนเมืองมหาชัยแน่แล้วของคนโบราณจะนับถือว่า พระแสนองค์นี้ องค์ใดองค์หนึ่งจะเป็นของเทวดาสร้างฤาว่าเหมือนพระพุทธเจ้าแท้ แล้วจึงถ่ายอย่างกันข้างหนึ่งเป็นแน่แล้ว แต่เมื่อดูสีทองแลชั้นเชิงละเอียดไป ดูทีเห็นว่าจะพระแสนเมืองเชียงแตงจะเก่ากว่า สีทองที่พระเศียรและพระพักตร์ เป็นสีนากเนาวโลหะเช่นกับพระอุมาภควดีเก่าในเทวสถานหมู่กฤาพระนาสิกก็ดูบวมมากเหมือนกันทีเดียว ที่พระองค์ พระหัตถ์พระบาทนั้น สีทองเป็นอย่างหนึ่ง ติดจะเจือทองเหลืองมากไป ทีผ้าพาดนั้นเป็นแผ่นเงินฝังทายทับลง แต่ดูแน่นหนาอยู่
พระแสนองค์นี้ฉันถวายแล้ว โปรดทรงพระดำริดูเถิด จะให้ไปเชิญลงมาเมื่อไรอย่างไรก็ตามแต่จะโปรด

      ยังมีพระที่มีชื่อ เอามาแต่เมืองเวียงจันทน์อีกสองพระองค์พระอินทร์แปลงหน้าตัก ๒ ศอกเศษ พระอรุณหน้าตักศอกเศษ พระสององค์นี้ องค์ที่ออกชื่อก่อน ฉันจะรับประทานไปไว้เป็นพระประธานในพระอุโบสถวัดมหาพฤฒาราม วัดตะเคียนที่ให้ไปสร้างขึ้นไว้ใหม่
พระอรุณนั้นฉันคิดว่าจะเชิญลงมาไว้ในพระวิหารวัดอรุณเพราะชื่อวัดกับชื่อพระต้องกัน สมควร แต่จะให้จัดแจงที่ฐานเสียให้เสร็จก่อน แล้วจึงจะเชิญลงมาต่อหน้าน้ำ
ยังพระไม่มีชื่ออีกหลายพระองค์ องค์หนึ่งหน้าตัก ๒ ศอกหย่อนแต่รูปพรรณนั้นเห็นชัดว่า ทำเอาอย่างพระแสนเมืองมหาชัย ไม่สู้ผิดนักทั้งลาดเลาพระพักตร์และส่วนพระหัตถ์พระบาททุกอย่าง พระองค์นี้ฉันคิดว่าจะไปไว้ที่ในพระวิหารหลวงพระพุทธบาท พระขัดสมาธิเพชรใหญ่องค์หนึ่งฐานมีรูปสัตว์ต่าง ๆ ฉันคิดว่าจะเชิญมาไว้ในอุโบสถวัดเขมาภิรตาราม ยังมีองค์หนึ่งน่าตักศอกเศษ คล้ายพระแสนแต่ไม่สู้ชัดนักนั้น ฉันคิดว่าจะเชิญไปไว้ในพระอุโบสถวัดชัยพฤกษ์มาลา
ในอันดับนี้จะได้เล่าประวัติความบังกิดขึ้นของหลวงพ่อแสน วัดหงส์ ฯ นี้ซึ่งได้จากตำนานเมืองนครจำปาศักดิ์ รวม ๓ ฉบับ คือ ฉบับพระยามหาอำมาตยาธิบดี ฉบับหม่อมอมรวงศ์วิจิตร (ม.ร.ว. ปฐม) และฉบับเจ้าพรหมเทวานุเคราะห์ กับเจ้าราชวงศ์เมืองนครจำปาศักดิ์ ว่าไว้เป็นเรื่องละม้ายคล้ายกันดังนี้คือพระภิกษุรูปหนึ่ง ผู้มีบุญแต่ปางก่อนอุปถัมภ์ ท่านฉลาดไหวพริบดีและแตกฉานในพระไตรปิฎก เป็นชาวเมืองพานเป็นศานุศิษย์พระครูลึม บองค์และพระครูยอดแก้ว ได้รับยกย่องเป็นราชาจั่วและได้รับอุปสมบทเป็นภิกษุ มีพระสงฆ์นั่งหัตถบาสถึง ๕๐๐ รูปในพระอุโบสถน้ำ โดยพระเจ้าเมืองเวียงจันทร์ถวายอุปการะ ท่านมีผู้คนนับถือและเกียรติชื่อเสียงเลื่องลือทั่วไปแต่เมื่อยังเป็นสามเณร และทรงได้ซึ่งอภินิหารอัศจรรย์มาก ต่อมาท่านได้รับฐานันดรศักดิ์เป็นพระครู และจำพรรษาอยู่ ณ วัดโพนเสม็ด คนทั้งหลายจึงเรียกชื่อท่านว่า “พระครูโพนเสม็ด” ท่านผู้นี้ยังได้ปฏิบัติกรรมฐานบรรลุอภิญญาสมาบัติ มีฤทธิ์อำนาจเป็นพิเศษอีกด้วย จึงเป็นที่ทั้งเกรงทั้งเคารพนับถือและบูชาสักการะของคนทั่วไปในถิ่นนั้น ครั้นต่อมาเจ้านครเวียงจันทร์พิราลัย พระยาเมืองแสนชิงราชสมบัติได้เป็นเจ้าเมืองแต่ประพฤติมิชอบและคิดกำจัดท่าน ท่านพร้อมด้วย ศิษยานุภาพศิษย์ชาวบ้าน และมเหสีพระโอรสเจ้าเวียงจันทน์เดิม จึงทิ้งถิ่นเดิมอพยพย้ายกันเป็นหมู่ใหญ่จำนวนนับพันมาอยู่ยังตำบลจะโรย จังวา คือตำบลบ้านแหลม ซึ่งต่อมาตำบลนี้เป็นนครพนมเปญ ท่านประสบศุภนิมิต คือได้พระบรมธาตุจากยายเป็นผู้ถวาย จึงสร้างเจดีย์เป็นพนมขึ้นแล้วบรรจุพระบรมธาตุนั้นไว้ ณ ทีเจดีย์พนมนี้ แล้วท่านจึงหล่อพระพุทธปฏิมากรองค์หนึ่งได้แต่เพียงพระเศียรลงมาถึงพระกรขวา ยังไม่สำเร็จทั้งพระองค์ ก็มาเกิดเรื่องพระจ้ากรุงกัมพูชาจะเก็บส่วยเป็นเงินครัวละ ๘ บาท ท่านจึงพาญาติโยมเคลื่อนที่ขึ้นไปตามลำน้ำโขงโดยลำดับแล้วมาอธิษฐานของที่อยู่อาศัย ด้วยอำนาจกุศลธรรมของท่าน ก็เกิดเกาะเป็นหาดขึ้นเรียกกันว่า “หาดท่านพระครู” มาจนทุกวันนี้ ท่านและญาติโยมก็อยู่พำนัก ณ ที่นี้ และสร้างพระพุทธปฏิมากรต่อพระอังสาพระกรเบื้องซ้ายตลอดพระแท่นรองสำเร็จแล้วให้ศิษย์ไปนำส่วนพระเศียรและพระกรเบื้องขวามาต่อสวมเข้าเป็นองค์บริบูรณ์ ตรงนั้นเรียกเกาะหาดเกาะทรายมาจนบัดนี้ แล้วท่านขนานนามพระปฏิมากรองค์นี้ว่า “พระแสน” และสร้างวิหารประดิษฐาน ณ ที่นี้ อนึ่งพระครูโพนเสม็ดรูปนี้เป็นผู้ให้กำเนิดเมืองเชียงแตงและนครจำปาศักดิ์พร้อมทั้งเจ้าท้าวพระยาอีกด้วย และท่านยังได้สร้างพระพุทธปฏิมากรองค์ อื่น ๆ อีกภายหลังพระแสนองค์นี้ เมื่อพิจารณาตามประวัตินี้หลวงพ่อแสนได้กำเนิดจากการกระทำของท่านผู้ศักดิ์สิทธิ์ คือพระครูโพนเสม็ดในเนื้อที่สองแห่งคือที่บ้านแหลมอันต่อมา กลายเป็นราชธานีนครพนมเปญ และเกาะหาดเกาะทรายซึ่งต่อมาในบริเวณที่แถบนี้กลายเป็นนครจำปาศักดิ์ และศิษย์ท่านผู้เป็นเชื้อสายเจ้านคร เวียงจันทร์เดิม พระนามว่าเจ้าสร้อยศรีสมุทรพุทธางกรู โดยท่านเป็นผู้สถาปนาขึ้น และพระโอรสเจ้าสร้อยศรีสมุทร องค์สุดท้อง ทรงพระนามว่า พระไชยเชษฐ์ ครองเมืองเชียงแตง คือบ้านหางโค ปากน้ำเซกอง ฝั่งโขงตะวันออกบัดนี้นับว่า หลวงพ่อแสนเป็นพระฤกษ์อันสำคัญและศักดิ์สิทธิ์ และเป็นพระต้นสกุลองค์หนึ่งของพระแคล้วลานช้าง
เรื่องนามของหลวงพ่อแสน ตามนัยแห่งตำนานนี้ว่า พระครูโพนเสม็ดกับครอบครัว ได้อพยพมาจากเมืองเขมรมาตั้ง อยู่ที่ตำบลเชียงแตง จึงได้เรี่ยไร พวกครอบครัวที่อพยพมานั้น ประมวญทองแดงทองเหลืองเป็นอันมากหนักได้ ๑๖๐ ชั่งเศษ แล้วหล่อขึ้นเป็นพระพุทธรูปองค์หนึ่งเนื้อหนาดี ขัดสีเกลี้ยงเกลางาม พระครูโพนเสม็ดถวายพระนามว่า “พระแสน” เพราะคิดน้ำหนักได้กว่าแสนเฟื้อง และตั้งไว้ในวัดซึ่งเป็นที่อยู่ของพระครูโพนเสม็ด ณ เมืองเชียงแตง ดังนั้น “แสน” หมายเอาคำว่า “กว่าแสนเฟื้อง” ประการหนึ่ง และ “แสน” หมายเอาทองแดงทองเหลืองมากมาย หนักตั้ง ๑๖๐ ชั่งเศษ เพราะ “แสน” คำนี้พจนานุกรมให้ความหมายไว้ว่า “มากยิ่ง” ประการหนึ่งแต่ “แสน” คำนี้จะหมายเอาถิ่นที่เกิดของพระและช่างผู้หล่อเป็นชาวถิ่นนั้น คือ แคว้นลานช้าง เลยขนานนามตามนัยนี้ว่า พระแสนล้านช้าง แต่ตัดคำหลังเพื่อกะทัดรัดเข้าเพียงเรียกว่า “พระแสน” ดังนี้ประการหนึ่งก็เป็นได้ แม้ในหนังสือโบราณคดีกล่าวไว้ว่า “อาศัยเหตุที่เชียงแสนได้เคยเป็นชื่อราชธานี มานมนานตั้งแต่สมัยเมื่อชนชาติไทยได้เข้ามาปกครองมณฑลลานช้างราว พ.ศ. ๑๖๐๐ นักปราชญ์ทางโบราณคดีจึงสมมติชื่อโบราณวัตถุสถานอันเป็นฝีมือช่างไทยได้ทำไว้แต่ครั้งนั้นและต่อมาในอาณาจักรลานนาและลานช้างว่า “สมัยเชียงแสน” และสมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมพระยาดำรงราชนุภาพ ทรงให้เหตุผลไว้ในหนังสือพุทธเจดีย์ว่า “พุทธเจดีย์แบบเชียงแสนเป็นต้นแบบต่อไปถึงประเทศลานช้าง คือ เมืองหลวงพระบาง เวียงจันทร์ ลงมาจนถึงเมืองจำปาศักดิ์” ดังนี้ นัยนี้คำว่า “พระแสน” ก็หมายเอา “พระสมัยฝีมือเชียงแสน” นั่นเอง แต่เรียกสั้นก็ว่า “พระแสน” ฉะนั้นหลวงพ่อแสนองค์นี้ นับเข้าเป็นพระงามยิ่งองค์หนึ่งในบรรดาพระพุทธรูปลานช้างที่งามด้วยกันคือพระแสนวัดหงส์ ฯ นี้องค์หนึ่งและพระแสนกับพระเสริม วัดปทุมวรารามอีก ๒ องค์ด้วยกัน

      ขอสอดแทรกเรื่องชื่อพระครูโพนเสม็ด ในเชิงภาษาไว้ ณ ที่นี้อีกนัยหนึ่งนอกจากที่กล่าวไว้ในเรื่อง ว่าอาศัยสถานที่อยู่ของท่านเป็นเหตุ ท่านจึงชื่อว่า “โพน – เสม็ด” แต่คำนี้อาจเป็นภาษาเขมรก็ได้ คือ โพน=โพล ได้ในความหมายไทยว่า “สำเร็จ – สมปรารถนา บรรลุผล – เจริญร่ำรวย สุขสมหวัง” ซึ่งคำนี้เขมรอาจดัดแปลงมาจากคำบาลีสันสกฤต คือ สิท.ธิ – สมิท.ธ แผลงเป็นเสมท.ธและเสม็ด รวมสองคำว่าผู้กล่าวสำเร็จศํกดิ์สิทธิ์ คือปากพระร่วงนั่นเอง ทางอักษรศาสตร์เขมรเขาแผลงสระอิ เป็น เอ ได้ในเมื่อพยัญชนะตัวต้นเป็นอโฆสะและเขายกเอาตัว “ส” และ “ณ” เป็น อโสฆะพิเศษส่วนทางภาษานั้น คำวิเศษณ์และกิริยาวิเศษณ์ ของเขาก็อยู่หลังนามและกิริยาอย่างของไทยเหมือนกัน อีกคำหนึ่งในพระราชหัตถเลขาของพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าฯ คือ เนาวโลหะความหมายก็คือ โลหะเก้าอย่าง ตามตำราประสมทองสร้างพระกำหนดไว้ดังนี้ ได้แก่ ทองคำ เงิน ทองแดง ดีบุก สังกะสี เหล็กละลายตัว ชินปรอด และเจ้าน้ำเงินบ้างหรือเจ้าบริสุทธิ์บ้าง หรือมาดต่าง ๆ บ้าง ท่านว่าทองนวโลหะหรือเนาวโลหะนี้ เพียงผสมดังนี้ก็มีแรงศักดิ์สิทธิ์และขลังแล้ว ดังนั้นอาจารย์ผู้สร้างพระเครื่องชนิดโลหะจึงผสมทองให้เป็นนวโลหะ เช่น กระกริ่งต่าง ๆ เนื้อนวโลหะนั้นจะสวยงามและเป็นสัมฤทธิ์น่าชม โปรดชมพระพักตร์หลวงพ่อแสนเป็นตัวอย่างเป็นเนื้อนวโลหะแท้และเยี่ยม
    วัดหงส์ยังมีพระพุทธรูปสำคัญสมัยสุโขทัยที่งามล้ำหาที่เปรียบและยังเป็นพระพุทธรูป ๑ ใน ๓ องค์ที่ปรากฎรอยจารึกโบราณในประเทศไทย ติดตามได้ในฉบับหน้าครับ...