มณฑกมหาเศรษฐี
  

        

      เมณฑกเศรษฐี เป็นเศรษฐีในยุคพุทธกาลที่มีทรัพย์เป็นอัศจรรย์และเป็นบุคคล สำคัญที่เกี่ยวเนื่องกับเศรษฐีอีกหลายท่านในพุทธศาสนาที่พระศาสดาตรัสยกย่อง เศรษฐีเมณฑก เป็นปู่ของนางวิสาขามหาอุบาสิกา ทั้งยังสำเร็จเป็นอริยะบุคคลชั้นพระโสดาบัน เป็นผู้มีบุญมาก จึงนำอานิสงค์ในมหาบุญของท่านมาเป็น ตับชุด วิชาเศรษฐีที่ปรากฏในหลายภาคของประเทศไทยที่มีคติทางความเชื่ออ้างอิงกับเรื่องราวที่ปรากฏในพุทธศาสนา มีเรื่องเล่าเกี่ยวกับเมณฑกเศรษฐีว่า

“ พระศาสดา เมื่อทรงอาศัยภัททิยนครประทับอยู่ในชาติยาวัน(ป่าไม้มะลิ) ทรง ปรารภเมณฑกเศรษฐี ตรัสพระธรรมเทศนานี้ว่า "สุทสฺสํ วชฺชมญฺเญสํ" เป็นต้น.

พระศาสดาเสด็จไปภัททิยนคร ได้ยินว่า พระศาสดาเมื่อเสด็จเที่ยวจาริกไปในอังคุตตราปถชนบท ทั้งหลาย ทรงเห็นอุปนิสัยโสดาปัตติผลของคนเหล่านี้ คือเมณฑกเศรษฐี ๑ , ภรรยาของเศรษฐีนั้น ชื่อว่านางจันทปทุมา ๑ , บุตรชื่อธนัญชัยเศรษฐี ๑ , หญิงสะใภ้ชื่อนางสุมนเทวี(ที่อื่น ๆ ว่า สุมนาเทวี. ) ๑ , หลานสาวชื่อวิสาขา ๑ , ทาสชื่อปุณณะ ๑ , จึงเสด็จไปสู่ภัททิยนคร ประทับอยู่ในชาติยาวัน . เมณฑกเศรษฐีได้สดับการเสด็จมาของพระศาสดาแล้ว.

เหตุที่ได้นามว่าเมณฑกเศรษฐี ถามว่า " ก็เพราะเหตุไร เศรษฐีนั่นจึงชื่อว่า เมณฑกเศรษฐี  ?" แก้ว่า ได้ยินว่า แพะทองคำทั้งหลายประมาณเท่าช้าง ม้าและโคอุสภะ ชำแรกแผ่นดินเอาหลังดุนหลังกันผุดขึ้นในที่ประมาณ ๘ กรีส ที่ข้างหลังเรือนของเศรษฐีนั้น. บุญกรรมใส่กลุ่มด้าย ๕ สีไว้ในปากของแพะเหล่านั้น.เมื่อมีความต้องการด้วยเภสัชมีเนยใส น้ำมัน น้ำผึ้ง และน้ำอ้อยเป็นต้น หรือด้วยวัตถุมีผ้าเครื่องปกปิด เงินและทองเป็นต้น ชนทั้งหลานย่อมนำ กลุ่มด้ายออกจากปากของแพะเหล่านั้น. เนยใส น้ำมัน น้ำผึ้ง น้ำอ้อย ผ้าเครื่องปกปิด เงินและทอง ย่อมไหลออกจากปากแพะแม้ตัวหนึ่ง ก็เป็นของเพียงพอแก่ชาวชมพูทวีป. จำเดิมแต่นั้นมา เศรษฐีนั้นจึงปรากฏว่า เมณฑกเศรษฐี. ”

      เมณฑกเศรษฐี ได้รับยกย่องว่าเป็นผู้มีทรัพย์มากไม่มีประมาณได้เพราะต้องการเท่าใดก็ได้เท่านั้น เป็นผู้ไม่ลำบากยากเข็ญในการหาทรัพย์ ความเป็นผู้มีทรัพย์มากนี้ถือเป็นฤทธิ์ของท่านอย่างหนึ่ง ซึ่งเกิดจาก บุญฤทธิ์ ที่ท่านได้บำเพ็ญมาแต่ครั้งอดีตบุพกรรมของท่านมีเรื่องเล่าว่า ถามว่า ก็บุรพกรรมของเศรษฐีนั้นเป็นอย่างไร ?    แก้ว่า ได้ยินว่า ในกาลแห่ง พระพุทธเจ้าทรงพระนามว่าวิปัสสี เศรษฐีนั้นเป็นหลานของกุฎุมพีชื่ออวโรชะ ได้มีชื่อว่า อวโรชะ ซึ่งมีชื่อพ้องกับลุง. ครั้งนั้น ลุงของเขาปรารภเพื่อจะสร้างพระคันธกุฎีเพื่อพระศาสดา   เขาไปสู่สำนักของลุงแล้ว กล่าวว่า "ลุง แม้เราทั้งสองจงสร้างรวมกันทีเดียว" ในเวลาที่ถูกลุงนั้นห้ามว่า " เราคนเดียวเท่านั้นจักสร้างไม่ให้สาธารณะกับด้วยชนเหล่าอื่น" จึงคิดว่า " เมื่อลุงสร้างคันธกุฎีในที่นี้แล้ว , เราควรได้ศาลารายในที่นี้"    จึงให้คนนำเครื่องไม้มาจากป่า ให้ทำเสาอย่างนี้ คือ " เสาต้นหนึ่งบุด้วยทองคำ , ต้นหนึ่งบุด้วยเงิน , ต้นหนึ่งบุด้วยแก้วมณี"   ให้ทำขื่อ พรึง บานประตู บานหน้าต่าง กลอน เครื่องมุงแลอิฐ แม้ทั้งหมดบุด้วยวัตถุมีทองคำเป็นต้นเทียว ให้ทำศาลารายสำเร็จด้วยรัตนะ ๗ ประการ แด่พระตถาคตในที่ตรงหน้าพระคันธกุฎี ในเบื้องบนแห่งศาลารายนั้นได้มีจอมยอด ๓ ยอด อันสำเร็จแล้วด้วยทองคำอันสุกเป็นแท่ง แก้วผลึกและแก้วประพาฬ , ให้สร้างมณฑปประดับด้วยแก้ว ในที่ท่ามกลางแห่งศาลารายให้ตั้งธรรมาสน์ไว้. เท้าธรรมาสน์นั้นได้สำเร็จด้วยทองคำสีสุกเป็นแท่ง , แม่แคร่ ๔ อันก็เหมือนกัน แต่ให้กระทำแพะทองคำ ๔ ตัวตั้งไว้ในภายใต้แห่งเท้าทั้ง ๔ แห่งอาสนะ , ให้กระทำแพะทองคำ ๒ ตัวตั้งไว้ภายใต้ตั่งสำหรับรองเท้า , ให้กระทำแพะทองคำ ๖ ตัวตั้งแวดล้อมมณฑป. ให้ถักธรรมาสน์ด้วยเชือกเส้นเล็กสำเร็จด้วยด้ายก่อนแล้ว จึงให้ถักด้วยเชือกอันสำเร็จด้วยทองคำในท่ามกลาง แล้วให้ถักด้วยเชือกสำเร็จด้วยแก้วมุกดาในเบื้องบน   พนักแห่งธรรมาสน์นั้น ได้สำเร็จด้วยไม้จันทน์.    ครั้นให้ศาลารายสำเร็จอย่างนี้แล้ว เมื่อจะกระทำการฉลองศาลา จึงนิมนต์พระศาสดาพร้อมด้วยภิกษุ ๖ ล้าน ๘ แสน ได้ถวายทานตลอด ๔ เดือน. ในวันสุดท้ายได้ถวายไตรจีวร. บรรดาภิกษุเหล่านั้น จีวรมีค่าพันหนึ่ง ถึงแก่ภิกษุผู้ใหม่ในสงฆ์แล้ว    เขาทำบุญกรรมในกาลแห่งพระวิปัสสีพุทธเจ้าอย่างนั้นแล้ว เคลื่อนจากอัตภาพนั้น ท่องเที่ยวไปในเทวดาและในมนุษย์ทั้งหลาย. ในภัทรกัปนี้ เกิดในสกุลเศรษฐีมีโภคะมากในกรุงพาราณสี ” สำหรับคาถาท่านเมณฑกเศรษฐีนั้นเป็นคาถาสำคัญถึงกับมีในสวดทิพย์มนต์เลยทีเดียวคาถานั้นมีว่า

“ มาขะโยมาวะโย มัยหัง มาตะโกจิ อุปัทะโว กะหาปะณานิ ปวัสสันตุ เมณฑะกัสสะ ยะถาฆะเร ”

ให้หมั่นสวดคาถานี้ นึกถึงบารมีท่านเมณฑก เศรษฐี หมั่นทำทาน อานิภาพพระคาถาทำให้มีทรัพย์นึกอย่างไรเป็นอย่างนั้นอานุภาพอย่างหนึ่งของพระคาถานี้อีกประการ คือ ทำให้รักษาทรัพย์ไว้ได้ ไม่มีสิ่งใดมาทำลายทรัพย์ของเรา ในไสยศาสตร์มักทำรูปท่านเมณฑกเศรษฐีเป็นรูป “ กบ ” เพราะพ้องกับคำว่า “ มณฑก ” ซึ่งแปลว่ากบนั่นเอง เครื่องรางนี้ เป็นวิชาลับสำคัญหวงกันมากทีเดียว เพราะมีผลชัดเจนหากบอกว่า จีนมีคางคกสามขา(เซียมซู้) โชคลาภ ไทยเราก็มีวิชา “ กบมหาลาภ ” ที่เข้มขลังเช่นกัน