ธรรมมหาจำเริญ
      ความรักอันยิ่งใหญ่มหัศจรรย์แห่งแรงครู ปรากฏการณ์จริง เมื่อ วันจาตุรงคสันนิบาต ... !!!

. .... .ก่อนที่ท่านจะอ่านบทความนี้ในกระแสเนื้อความตามที่เขียนไว้ของหัวข้อคอลัมน์ ผู้เขียนขอแจงสาเหตุของการเขียนคอลัมน์นี้ขึ้น เนื่องจาก ประทับใจและสะเทือนใจอย่างที่สุด กับเรื่องราวที่ได้ประสบมากับตัวที่ปาฏิหาริย์อย่างยิ่งทั้งพร้อมประกาศกับทุกผู้คนว่า ยอมรับนับถือพระเถระที่จะกล่าวถึง คือ ท่านพระครูโพธิคุณสถิต วัดโพธิ์ชัยนิมิตร อ. พยัคฆภูมิพิสัย จ.มหาสารคาม อย่างหมดหัวใจ เพราะตระหนักถึง คุณธรรม และน้ำใจอันเปี่ยมล้นด้วยความรัก ความเมตตาปรานี ที่ท่านมีต่อศิษยานุศิษย์จนแม้วาระสุดท้ายในขณะที่ท่านจะละสังขาร ท่านก็ยังรักษาสัจจะ และทำหน้าที่ของ “ ครู ” และ “ หลวงปู่ ” ได้อย่างครบถ้วนสมบูรณ์จนน่าอัศจรรย์ใจ คุณธรรมและความดีงามของพระเถระท่านนี้ไม่อาจจะหาถ้อยคำใดใดมาสรรเสริญ หรือบรรยายได้ครบถ้วน จึงกล้ากล่าวว่า ท่านคือ

“ พระแท้ หัวใจเพชร เป็นหนึ่งไม่มีสองในแผ่นดิน ”

      เรื่องของเรื่องเริ่มจากผู้เขียนทำหน้าที่ฝ่ายวิชาการจึงมีหน้าที่ตอบข้อสงสัยให้กับสมาชิก หรือผู้อ่านนิตยสารอุณมิลิตเกี่ยวกับข้อสงสัยบทความที่ได้เผยแพร่ไป จากหน้าที่นี้เอง ก็ได้แลกเปลี่ยนความเห็นกับบรรดาสมาชิกอยู่เสมอ แล้วก็พบ ท่านหนึ่งคือ “ คุณคมเดช โพนเงิน ” ซึ่งผู้เขียนยอมรับว่า คุณคมเดชเป็นผู้หนึ่งที่ รู้ลึก รู้จริง ทำได้จริง การแลกเปลี่ยนความรู้ในหลายเรื่องพบว่า คุณคมเดช เป็นคนโชคดีที่สุดในโลกคนหนึ่งเลยทีเดียว ที่มีครูบาอาจารย์ ที่ประเสริฐคือเป็นเลิศด้วยความรู้ในสรรพวิทยา และเลิศในคุณธรรมอย่างที่สุด ซึ่งบอกตรงๆว่าเป็นเพียงแค่รายเดียวที่ทำให้ “ อุณมิลิต ” สนใจในเนื้อหาความรู้เพราะกว้างขวางลึกซึ้งและไม่เคยพบในพระเถระรูปใดในยุคปัจจุบัน ที่เคยนำเรื่องราวมาเผยแพร่ในนิตยสารฉบับนี้เลยว่า จะเข้าถึงภูมิระดับนี้ได้ ยืนยันนะครับว่าไม่ใช่การยกย่องกันเกินกว่าเหตุ แต่เป็นเรื่องจริง ที่เกิดขึ้นแล้ว

      คุณคมเดช เรียกอาจารย์ของเขาว่า “ หลวงปู่ทองสุข ” จากการโทรมาคุยแลกเปลี่ยนความรู้ต่างๆกับผู้เขียน ในหลายครั้งที่เป็นเรื่องลึกๆที่ไม่คิดว่าจะตอบได้ เขาก็สามารถแก้ไขปริศนาได้อย่างน่าอัศจรรย์ โดยทราบเพียงว่า ผู้แก้ไขปริศนาให้ก็คือ ท่าน หลวงปู่ทองสุข นี่เอง ผู้เขียนยอมรับว่าเลื่อมใสในความรู้ของหลวงปู่ทองสุข อย่างมากคิดว่าคงได้ไปกราบท่านและสามารถรับใช้ทำอะไรเพื่อท่านได้บ้าง และแล้วโอกาสก็มาถึงในคราวหนึ่งที่สนทนาวิสาสะกับคุณคมเดชก็ทราบว่า ท่านหลวงปู่ทองสุข ปรารภกับคุณคมเดช (ซึ่งได้ประกาศตนเป็นโยมอุปฐากแล้ว จึงไม่ผิดพระธรรมวินัย) ว่า ท่านกำลังจะละสังขารในเวลาไม่นานนี้ และมีสิ่งหนึ่งที่ท่านคิดจะทำมานานแล้ว แต่ยังไม่ได้ทำ ซึ่งหากทำได้สำเร็จแล้วสิ่งนี้จะเป็นสิ่งแทนตัวท่าน (ท่านปรารภอย่างนี้จริงๆนะครับ) ในยามที่ท่านละสังขารไปตามกฎธรรมดาโลกสิ่งนี้จะเกิดคุณประโยชน์ต่อไปเบื้องหน้าอย่าง
มหาศาล ท่านหลวงปู่ทองสุขอยากให้สร้าง “ เหรียญธรรมมหาจำเริญ ” ขึ้น เมื่อสอบถามว่าจะสร้างรูปแบบอย่างไร เป็นรูปหลวงปู่หรือไม่ ? ท่านบอกว่าไม่ต้อง ให้ทำเป็นรูป “ กงจักร ” ซึ่งเป็นวิชาสุดยอดประจำตัวท่านก็พอ จะทำเท่าใดก็ไม่จำกัด ขอให้ทำก็แล้วกัน ซึ่งในเรื่องนี้ท่านหลวงปู่ทองสุขได้เตรียมการอย่างหนึ่งไว้ด้วย หากท่านละสังขารไปก่อนแล้วเหรียญธรรมมหาจำเริญ ที่สร้างหากเสร็จไม่ทัน ก็ให้ทำตามท่านบอก(ขอสงวนนะครับ)ก็จะประสิทธิเหมือนท่านทำทุกประการ

         อย่างไรก็ตามท่านก็อยากอธิษฐานจิตด้วยตัวท่านเองอยู่ดีจึงสอบถามคุณคมเดช เสมอๆ ทุกครั้งที่ได้พบกัน เราจึงตัดสินใจสร้างเหรียญนี้ขึ้นอย่างเร่งด่วนเพื่อสนองคุณครูบาอาจารย์เป็นครั้งสุดท้าย ซึ่งการสร้างเหรียญกงจักรนี่ต้องบอกว่าไม่ง่ายนักนะครับเพราะอาถรรพ์แรงพอดูทีเดียว และช่วงเวลาที่จัดสร้างก็เป็นช่วงตรุษจีน บรรดาร้านทำเหรียญต่างก็ปิดทำการในช่วงเทศกาลทุกอย่างจึงดูไม่ง่าย แต่ทางอุณมิลิต เห็นว่าเป็นโอกาสดีที่จะได้รับใช้หลวงปู่ทองสุข จึงเร่งรัดออกแบบเหรียญกงจักร โดย คุณ อดิศักดิ์ สุดสาว ฝ่ายศิลป์ ซึ่งจบเกียรตินิยมอันดับหนึ่งจากสถาบันเพาะช่างรับงานไป ซึ่งผู้บริหารอุณมิลิตก็ดีใจหายคือให้เวลา วันเดียว (ก็เวลาเร่งนี่ครับ) งานที่ออกแบบมานั้น เป็นแบบที่ดูง่ายๆสบายตา รายละเอียดแบบงานไม่มากนัก ส่งแบบให้คุณคมเดช ตรวจสอบทุกอย่างลงตัว ถูกต้องตามแบบวิชากงจักรทุกประการซึ่งขอขยายความหน่อยว่า วิชากงจักรนี้เป็นสุดยอดวิชา ในสายของท่านยาคูสีหราช (รายละเอียดจะกล่าวในภาคประวัติ หลวงปู่ทองสุข ซึ่งกำลังอยู่ในระหว่างรวบรวม) ผู้ที่จะทำวิชานี้ได้นั้นไม่ใช่รู้แบบยันต์ หรือคาถา ในวิชาเพียงประการเดียวก็ไม่อาจทำได้สำเร็จ ผู้ทำวิชาต้องชำนาญการเข้าสมาธิภาวนาในกองธาตุต่างๆและสามารถทำสมาธิในกองธาตุนั้นจนได้ “ ธาตุแก้ววิชา ” ที่หมายถึง การพิจารณากองธาตุนั้นๆได้ธาตุธรรมที่ละเอียด (เรียกธรรมดวงแก้ว)จากนั้นจึงต้องเรียนรู้การผสาน “ แก้วธาตุ ” ทั้งสี่เข้าด้วยกันอย่างแนบสนิทจนเกิดแก้ววิชาดวงใหม่ขึ้น เรียกว่า “ ธรรมแก้วแปดดวง ” (มรรคญาณ) จากนั้นจึงปั่นธาตุดวงแก้วให้เกิดการกลั่นธาตุในสมาธิให้เกิดเป็นดวงวิชาในระดับต่างๆ ซึ่งต้องทำสมาธิในธาตุแก้ววิชานั้นให้ถึงขั้น “ บรมจักร ” เป็นอย่างน้อยจึงจะทำวิชา “ กงจักร ” ได้ สำเร็จ และขอขยายความในส่วนนี้ต่อว่าการจะทำธาตุวิชาให้ถึงขั้นบรมจักรได้นั้นก็นับยากอย่างที่สุด ผู้ฝึกแสนคนจะได้สักคนหนึ่งนั้นยังยากจะหาพบอย่างยิ่ง สิ่งเหล่านี้ เป็นเรื่องจริงในการฝึกจิตของชาวสุวรรณภูมิ ซึ่งยังมีการสืบสาย มาถึงท่านพระครูโพธิคุณสถิต (ทองสุข สัมปันโน) วัดโพธิ์ชัยนิมิต (บ้านเมืองเจีย) จ.มหาสารคาม เป็นประจักษ์พยานยืนยันได้ว่ามิใช่การกล่าวอ้างอย่างเลื่อนลอย วิชานี้สำคัญมากถือว่า คนที่ศึกษาธาตุวิชาจะถึงขั้นไม่ถึงขั้นก็ตรงนี้ (สายภาคกลางเรียกการ “ ขับจักร ” เนื้อหาวิชายังมีอยู่ครบแต่ในปัจจุบันยังไม่พบพระเถระรูปใดสำเร็จวิชานี้ได้จริง นอกจากอ้างกันเฉยๆพอตรวจสอบแล้วไม่พบความน่าเชื่อถือว่าสำเร็จจริง ที่พบว่าจริงก็คือจากสายหลวงปู่ทองสุขซึ่งเพิ่งพบนี้)

        เมื่อได้แบบที่เหมาะสมจึงได้แกะแม่พิมพ์ขึ้นอย่างเร่งด่วน ในระหว่างนั้นทางสำนักหอพระ จ.มหาสารคามได้จัดเตรียม ลงอักขระเลขยันต์ที่เกี่ยวข้องเป็นวิชาที่แทบจะสาบสูญได้แก่ วิชากงจักร วิชาธรรมแก้วแปดดวง วิชาธรรมมหาจำเริญ วิชาธรรมเก้าโกฏิ วิชาจินดามณี ธาตุวิชากลบททั้ง๑๖ แผ่นทองยอดพระธาตุ ยันต์หลวงปู่ทองสุข ยันต์หลวงปู่สา(อาจารย์หลวงปู่ทองสุข) ฯลฯ ล้วนเป็นสุดยอดวิชา ในสายยาคูสีหราชทั้งสิ้น ในส่วนทีมวิชาการอุณมิลิตได้จัดเตรียมชนวนในสายวิชาอุณมิลิตได้แก่ ธาตุแก้วจักรพรรดิ ชนวนองค์ครู ชนวนของท่านอาจารย์ประคองทุกรุ่น แผ่นชนวนประจุวิชาในสายวัดประดู่ โรงธรรม(ครูจาบ ) ที่สืบสายมาทางท่าน หลวงพ่อปลื้ม วัดสวนหงส์ จ.สุพรรณบุรี โลหะพระธาตุพนม แผ่นชนวนหมื่นยันต์ในสายอาจารย์ เทพ สาริกบุตร (ชนวนนี้เก็บมาเกือบสามสิบปีได้รับจาก อาจารย์ตุ๊กแก (ถนอม) ศิษย์ผู้ใกล้ชิดอาจารย์เทพ ฯลฯ ได้หลอมชนวน แล้วปั๊มเหรียญ นวโลหะขึ้นจำนวน ๒๑๐ เหรียญ เหรียญสัตตะโลหะ ๑๒๐๐ เหรียญ เหรียญเงิน ๑๐ เหรียญ
                                                                                                                        



                                                                                                                        

        ทำการปลุกเสก โดยท่านหลวงปู่ทองสุข สองวาระคือ ๒๙ ม.ค. ๒๕๕๒ และ ๓ กุมภาพันธ์ ๒๕๕๒ (ที่วัดโพธิชัยนิมิต ตรงกุฏิของท่าน มีสักขีพยานหลายท่าน) ในระหว่างนั้น ท่านได้มอบให้ สหายธรรมของท่าน ซึ่งเป็นอาจารย์ฆราวาส(ท่านให้สงวนนาม) ผู้รอบรู้สรรพวิชา แม้วิชาลี้ลับจากถ้ำวัวแดงของแท้ๆ ท่านก็เรียนมาอย่างพร้อมมูล ถือเป็นผู้ทรงวิชาและภูมิทางจิตในระดับสุดยอดท่านหนึ่ง และศิษย์ใกล้ชิดหลวงปู่ทองสุขร่วมกันประจุวิชา (ระหว่างวาระที่๑และ๒ ) โดยลงธาตุแก้ววิชา ทีละเหรียญ (ถือว่าอัดวิชาทีละเหรียญ) จากนั้นได้กำหนด พิธีสมโภชเหรียญกงจักร (ซึ่งหลวงปู่ทองสุข ท่านเรียกว่า เหรียญธรรมมหาจำเริญ) ในวันที่๙ ก.พ.๒๕๕๒ ซึ่งเป็นวันมาฆบูชา ถือเป็นเสร็จพิธีสร้างเหรียญธรรมมหาจำเริญของท่าน

        ขอเล่าย้อนหน่อยคือก่อนหน้านั้น ที่เหรียญชุดแรก(เงิน-นวโลหะ)จะเสร็จ หลวงปู่ทองสุข ให้คนมาตามคุณคมเดชไปพบบอกว่า เหรียญเสร็จหรือยัง? ท่านเหลือเวลาแค่สามวัน(สังขาร) ทนไม่ไหวแล้ว (ซึ่งแสดงว่าท่านรู้วาระล่วงหน้า) คุณ คมเดช ตอบว่าจะเสร็จแล้ว ขอให้หลวงปู่รอก่อน และรีบโทรหาผู้เขียน ซึ่งก็เร่งรัดอย่างที่สุด พอโรงงานปั๊มเหรียญเปิดหลังจากปิดตรุษจีน ก็รีบไปที่โรงหลอม รีดชนวน และปั๊มเหรียญนวโลหะและเหรียญเงินชุดแรกอย่างเร่งด่วนทุกอย่างเสร็จในวันเดียว(๒๗มค๕๒) วันรุ่งขึ้นส่ง EMS. ไปมหาสารคาม (ท่านได้อธิษฐานจิตเหรียญเงิน และเหรียญนวโลหะเมื่อ๒๙ มค.๕๒ ทันทีที่คุณคมเดชรับพัสดุก็ไปให้ท่านอธิษฐานจิตเลย และแจ้งให้ท่านทราบว่า เหรียญ ส่วนที่สองจะตามมาในอีกหนึ่งสัปดาห์ ท่านรับทราบและบอกว่าจะคอย...) ส่วนเหรียญสัตตะโลหะจำนวน ๑,๒๐๐ เหรียญเร่งรัดอีก ๓ วันถัดมาซึ่งผู้เขียนและคุณอัมรินทร์ เกรงจะไม่ทันเมื่อรับเหรียญแล้วรีบขับรถนำไปส่งเองที่ จ.มหาสารคาม ไปกลับ ๑,๐๐๐ กม.ครับได้พบหลวงปู่ทองสุข สมใจ แต่ท่านอาพาธ หนักมาก จำวัดอยู่ ไม่มีทีท่าว่า ท่านจะมีกำลังลุกมาปลุกเสกได้ ท่านนอนหลับตาตลอด หายใจช้ามากๆ เพื่อไม่ให้รบกวนหลวงปู่ทองสุข ผู้เขียนและคุณอัมรินทร์จึงเดินไปเก็บภาพเกี่ยวกับรายละเอียดต่างๆในวัดแทน ระหว่างเดินเก็บภาพส่วนต่างๆในวัด ผู้เขียนก็นึกในใจว่า หลวงปู่ทองสุข คงไม่ได้หลับ(จำวัด)แต่ท่านคงเข้าสมาธิข่มอาการอาพาธอยู่ ถ้าเป็นจริงตามที่คิดตอนขากลับขอให้ท่านหลวงปู่ทองสุขลืมตา นึกแค่นั้น ก็เก็บภาพต่อไป พอตอนจะกลับไปที่กุฏิท่านหลวงปู่ทองสุข ท่านลืมตาขึ้นจริงๆ ทางพระภิกษุที่อุปฐาก ท่าน บอกว่าเอาไว้วันหน้าขอให้หลวงปู่แข็งแรงดีกว่านี้ก่อน ค่อยให้ท่านอธิษฐานจิต ก็ต้องจำยอมครับด้วยเหตุด้วยผล จึงฝากของไว้ที่คุณคมเดช ให้รับหน้าที่ต่อไป จากนั้นจึงขับรถกลับ กทม . ในวันนั้นเอง และทราบในวันรุ่งขึ้นจากคุณคมเดชว่า หลวงปู่มีอาการดีขึ้นอย่างน่าประหลาดใจ คือท่านมีกำลังลุกขึ้นมาเดินได้ อย่างที่หลายคนก็ประหลาดใจว่าเป็นไปได้ยังไง ก็หลายวันก่อนท่านยังอาการเพียบหนักอยู่นี่ ท่านให้เอาเหรียญ มาให้ท่านเสกในตอนเย็น หลังจากปลุกเสกเหรียญวาระสอง ท่านหลวงปู่ทองสุขได้บอกเป็นนัยว่าจะละสังขาร อีกครั้ง คือท่านบอกว่า “ ได้สำเร็จตามปรารถนาทุกอย่างแล้ว สิ้นห่วงทุกประการให้มอบเหรียญนี้ให้ผู้สมควร ” แต่ศิษย์ใกล้ชิด(คุณคมเดช) ได้อาราธนาให้หลวงปู่ทองสุข อยู่ฉลองงานสมโภชเหรียญก่อน (ความจริงต้องการขอให้ท่านดำรงสังขารอยู่ต่อ) ด้วยความเมตตาเหลือประมาณท่านรับนิมนต์ ด้วยอาการดุษฎี ในวันต่อมาท่านก็จัดแจงเรื่องต่างๆในวัดโดยเรียกกรรมการหลายคนตลอดจนพระผู้ใหญ่มาเป็นสักขีพยานให้จัดการเรื่องต่างๆหากท่านเป็นอะไรไป ท่านดูแข็งแรงจนน่าประหลาดใจ ทุกคนคิดว่าท่านไม่น่าเป็นอะไรแต่หาเป็นเช่นนั้นไม่ ที่ต้องเขียนบอกว่าท่านเมตตาอย่างมากต่อศิษยานุศิษย์นั้นก็เพราะท่านอาพาธมีเวทนาอย่างมากด้วยมะเร็งที่ปอด จนนายแพทย์ที่ทำการรักษา (ร.พ.พยัคฆภูมิพิสัย) บอกว่าหมดสภาพแล้วและแปลกใจ ที่ท่านสามารถดำรงสังขารอยู่ได้ จากการตรวจร่างกายแพทย์ผู้รักษาพบว่าท่านใช้ปอดน้อยมาก จึงสามารถอยู่ได้นั่นคือสิ่งที่แสดงว่า ท่านเจริญญาณอยู่ตลอดนั่นเอง แต่ควรทราบว่าผู้ทรงญาณนั้นการเจริญญาณจะทำได้บางขณะเท่านั้น(แม้พระอรหันต์ในพุทธกาล อย่างท่านพระอัสสชิ) เวลาญาณถอย ก็ต้องเสวยเวทนา อย่างมาก ก็ต้องเข้าญาณออกญาณสู้สังขารไป

        หลวงปู่ทองสุขท่านต้องอดทนดำรงสังขารเพื่อทำตามสัจจะและโปรดลูกศิษย์ที่ท่านรักเมตตาอย่างที่สุดเป็นครั้งสุดท้าย แบบสุดกำลังกายสุดชีวิต แม้จะไม่มีใครรู้มากนักแต่เป็นเรื่องจริงที่เทพยดาฟ้าดินรับรู้ และไม่อาจเปลี่ยนเป็นเรื่องราวอย่างอื่นได้เลย นอกจาก “ ความรัก ความบริสุทธิ์ใจอย่างเปี่ยมล้น ” ที่เกิดจากดวงใจอันยิ่งใหญ่ของหลวงปู่ทองสุข หลังจากที่ท่านจัดการสั่งความเรื่องต่างๆในวัดเสร็จแล้ว ท่านได้อาพาธหนักมากขึ้นถึงขนาดไม่หายใจ ต้องนำส่งโรงพยาบาลประจำจังหวัดมหาสารคาม ทุกคนคิดว่า ท่านต้องละสังขารในครั้งนี้แน่ กรรมการวัดถึงกับนำรูปของท่านไปอัดภาพขยายเตรียมไว้เพื่อตั้งหน้าศพ เลยทีเดียว แต่สองวันหลังจากนั้นท่านก็อาการดีขึ้น คุณคมเดชถึงกับบอกว่า “ ท่านกำลังสู้กับอะไรสักอย่างหนึ่ง ” ผู้เขียนกับคุณคมเดชต่างรู้กันว่าท่านกำลังรอทำกิจสำคัญอะไรอยู่ หลังจากนั้นอาการหลวงปู่ก็เริ่มดีขึ้นจนกลับมาพักรักษาตัวที่ร.พ.พยัคฆภูมิพิสัย แต่ท่านยังต้องให้อาหารทางสายยางและให้ออกซิเจน ที่น่าแปลกคือไม่ว่าท่านจะอาพาธสักเท่าใด ท่านก็ยังมีสติสัมปัชชัญญะแจ่มใสโดยตลอด ไม่มีเพ้อไม่มีหลง ป่วยหนักขนาดนี้ใครเห็นก็งงครับ อย่างนี้ไม่เสียชื่อพระสายกรรมฐาน ท่านได้เจริญกรรมฐานตลอดเวลาที่อาพาธนั้น

        ในวันสมโภชเหรียญ (๙ กพ.๕๒) ก็เกิดเหตุไม่คาดคิดขึ้นคือเกิดการเลื่อนเวลาทำพิธีขึ้น เนื่องจาก พระภิกษุที่ร่วมประกอบพิธีต้องทำพิธีทางศาสนาเนื่องจากเป็นวันมาฆบูชา จึงเลื่อนเวลาจากกำหนดเดิมบ่ายสามโมงเย็น เป็น สามทุ่มตรง ซึ่งมิได้บอกกล่าวท่านหลวงปู่ทองสุข เพราะต่างเห็นว่าท่านอาพาธหนักมากเพียงยืนยันกับท่านว่า วันนี้ (๙ ก.พ.๕๒) จะสมโภชเหรียญเท่านั้น เมื่อถึงเวลา สมโภช คณะศิษย์ได้นิมนต์พระภิกษุ จำนวน ๙ รูปสวดธรรมจักร และพระปริตสิบสองตำนาน สมโภชเหรียญ มีผู้ร่วมพิธีเป็นศิษย์สายหอพระ เกือบครึ่งร้อยเป็นสักขีพยาน อย่างไรก็ตามการจัดพิธีครั้งนี้ไม่ได้บอกกล่าวอย่างเอิกเกริกถือ เป็นพิธีใน มิได้บอกกล่าวคนภายนอก แต่ทุกคนก็พร้อมใจมาเพื่อสนองคุณครูบาอาจารย์ของพวกเขา พิธีเริ่ม ๒๑.๐๐ น. พระสงฆ์เริ่มสวด จนจบพิธีใช้เวลา ๔๐ นาที คือเสร็จประมาณ ๒๑.๔๐ น. สำหรับหลวงปู่ทองสุขนั้น.กายเนื้อท่านไม่ได้มาร่วมพิธีเพราะอาพาธหนักอยู่ที่ร.พ.พยัคฆภูมิพิสัย(ความจริงท่านอยากกลับวัดมาร่วมพิธีในวันนี้ แต่ทางคณะแพทย์ไม่ยอมเพราะท่านอาพาธหนักมาก) หลังจากพิธี ประมาณ ๑๐ นาทีได้รับโทรศัพท์แจ้งว่า ท่านหลวงปู่ทองสุข ละสังขาร ในเวลาที่พระสงฆ์ในพิธีสวดเสร็จพอดี (๒๑.๔๐น) ซึ่งบางท่านอาจว่ายังไม่ใช่เรื่องที่น่าแปลกใจ เพราะอาจบังเอิญ แต่ที่ต้องยอมรับว่าอัศจรรย์นั้นก็เพราะในเวลาประมาณ ๒๑.๐๐น. ท่านหลวงปู่ทองสุขลืมตาขึ้นจากอาการอาพาธ สั่งให้พระอุปฐากนำหมอนหนุนหลังท่านให้นั่งบนเตียงจากนั้น แล้วท่านประสานมือทำสมาธิ ภายใต้ความสงสัยของพยาบาลเวร ว่า หลวงปู่ท่านนั่งสมาธิทำไม? พระอุปฐาก เอง ก็ งงไม่ทราบว่าท่านทราบได้อย่างไรว่าจะมีสมโภชเหรียญตอน สามทุ่ม เนื่องจากที่ไม่บอกเพราะไม่อยากให้ท่านกังวล นั่นเอง แต่ท่านทราบได้อย่างไรก็ไม่อาจคาดเดา หลวงปู่ทองสุขท่านทำสมาธิ เดินจิตเข้าวิชาถึงขั้นสูงสุดยอด ส่งจิตตลอดช่วงเวลาที่มีการสวดสมโภชที่โบสถ์ซึ่งท่านสร้างไว้นั่นเอง เสร็จพิธีก็ทราบว่า ท่านละสังขารไปขณะทำสมาธิ เนื่องจากพระอุปฐาก ได้ยินเสียท่านสะอึกหายใจ (หลังเวลาสมโภชไม่นานประมาณ๑นาที)แล้วเงียบไป การปลุกเสกและสมโภชเหรียญรุ่นนี้เป็นที่ร่ำลือทั่วพยัคฆภูมิพิสัย ในเวลาไม่ทันข้ามคืนและทุกคนต่างเชื่อสนิทใจว่า หลวงปู่ทองสุขมาร่วมพิธีสมโภชและปลุกเสกในครั้งนี้ด้วยอย่างไม่ต้องสงสัย ผู้ร่วมพิธีหลายท่านบอกว่า หลวงปู่ทองสุขท่านลงวิชาให้ขนาดโบสถ์ที่ประกอบพิธีในครั้งนี้ลั่นกราว เลยทีเดียว

        สิ่งที่เขียนเล่ามานี้มิใช่จะให้ท่านได้อ่านเรื่องปาฏิหาริย์แบบประโลมโลก แต่ทุกอย่างเกิดขึ้นจริง ที่ไม่อาจแปรเป็นอื่นการสร้างเหรียญรุ่นนี้มีปาฏิหาริย์เกิดขึ้นหลายประการ ตั้งแต่แบบเหรียญ ยันต์หลังเหรียญ แม้การปลุกเสกแต่ละคราว จนครั้งสุดท้ายที่สมโภชเหรียญ แล้วท่านหลวงปู่ ทองสุขได้ละสังขารจากพวกเราไปก็มีประจักษ์พยานชัดเจนที่ยืนยันถึงความตั้งใจของหลวงปู่ทองสุขที่จะฝากธรรมฝากวิชาไว้ให้ประจักษ์ เหรียญชุดนี้จึงนับว่ามีความสูงค่าทางจิตใจอย่างมากจนทางอุณมิลิต ไม่มีความประสงค์ให้ท่านใดสัมผัสหยิบเหรียญนี้ ด้วยใจไม่บริสุทธิ์ที่เห็นเป็นเพียงแค่ว่า คือวัตถุเครื่องรางของขลังอย่างหนึ่ง เพราะเหรียญธรรมมหาจำเริญ(บรมจักรจาตุรงคสันนิบาต)นี้ เปรียบเสมือนวัตถุธรรมแสดงเป็นประจักษ์พยานของความดีงามบริสุทธิ์หลายประการที่ได้เกิดขึ้นจริงๆบนโลกใบนี้คือ

เมตตากรุณาของผู้ทรงภูมิทางจิต ที่หมายโปรดสัตว์โลกทุกวิถีทาง แม้ยามจะละสังขารจากไป

ความรักเมตตา อย่างเหลือประมาณ ที่ท่านหลวงปู่ทองสุขมี ให้ ศิษย์

ความกตัญญู ที่ศิษย์มีให้แก่ท่านอย่างมากประมาณเช่นกัน

ความรักของมิตรสหาย(ทางธรรม)ของท่านหลวงปู่ทองสุขที่ช่วยจนสุดแรงเพื่อให้สิ่งที่ท่านประสงค์ครั้งสุดท้ายเกิดขึ้นโดยสมบูรณ์ เป็นความดีงามของน้ำมิตรจากฆราวาสนิรนามสหายธรรมของท่านที่มีจิตมหัศจรรย์

        สิ่งเหล่านี้เป็นความศักดิ์สิทธิ์ที่เกิดขึ้นจริงๆและมีได้ครบถ้วนสมบูรณ์เป็นอัศจรรย์ สิ่งนั้นคือความบริสุทธิ์ใจเป็นความดีงามล้วนๆ นอกเหนือจากสรรพวิชาเลิศล้ำแสนพิสดารจนสุดที่จะบรรยาย

        หลวงปู่ทองสุข เป็นพระภิกษุที่สมบูรณ์เพียบพร้อมจริงๆทั้ง วิชา ปริยัติ ปฏิบัติ อย่างที่ไม่เคยพบในพระภิกษุรูปใดจะบำเพ็ญถึงได้ สำหรับวัตถุมงคลครั้งนี้ ท่านที่ได้ครอบครอง เหรียญบรมจักรจาตุรงคสันนิบาต (ธรรมมหาจำเริญ) ถือว่า มีวัตถุมงคลที่ศักดิ์สิทธิ์อย่างที่สุดในแผ่นดินชิ้นหนึ่งเลยทีเดียว เพราะเป็นมรดก ทางธรรม และทางสรรพวิชา ที่เกิดจากจิตบริสุทธิ์ของ ท่านหลวงปู่ทองสุข พระแท้หัวใจเพชรที่กล้าบอกกับท่านผู้อ่าน อย่างเต็มปาก ว่า “ เป็นหนึ่งไม่มีสองในแผ่นดินอย่างแท้จริง ”

หมายเหตวัตถุมงคลชิ้นนี้ ไม่มีคาถากำกับเพราะเกิดจากเนื้อแท้ของจิตบริสุทธิ์ และได้ประจุธาตุวิชาจากผู้ทรงภูมิทางจิต ในสายธาตุวิชา ระดับ “ แก้วบรมจักร ” ถึงสี่ท่าน ที่เดินธาตุวิชาขั้นนี้พร้อมกันในวันเวลาเดียวกัน (สมโภชเหรียญ)โดยมิได้นัดหมาย ถือเป็นธาตุกายสิทธิ์สูงสุดชนิดหนึ่ง จึงเป็นเหตุที่ทำให้ เปลี่ยนชื่อจากเดิมคือเหรียญมหาจักร เป็น “ เหรียญบรมจักรจาตุรงคสันนิบาต ” (แก้วบรมจักรสี่ดวงมาประชุมกัน) อานุภาพอาจ บันดาลเป็นได้ทุกประการชนิดเกินคาดคิดเกินจินตนาการของปุถุชนเลยทีเดียว เพียงแต่ผู้ใช้จะเข้าถึงและมีจิตใจบริสุทธิ์เพียงพอหรือไม่เท่านั้น อย่าสนเท่ห์เลย


**** เหรียญบรมจักรจาตุรงคสันนิบาตนี้ จัดเป็นชุดสำหรับกรรมการที่ร่วมสร้างเพียงสิบชุดเท่านั้น นอกนั้นจะเก็บเป็นอนุสรณ์ ไม่ตั้งกำนลให้ผู้ใดบูชาอีก สำหรับเหรียญบางส่วนได้มอบให้สำนักหอพระศิษย์ในสายท่านหลวงปู่ทองสุข เพื่อดำเนินการตามเจตนารมณ์หลวงปู่ทองสุขต่อไป ซึ่งก็จะไม่มีการเปิดให้บูชาเช่นกันแต่จะนำไปสร้างประโยชน์ ตามเจตนารมณ์ของท่านหลวงปู่ทองสุข ที่ให้แจกกับผู้ที่สมควรเท่านั้น การนำเรื่องนี้มาบันทึกก็เพื่อจารึกเรื่องราวความดีงาม ความบริสุทธิ์ใจ ของท่านหลวงปู่ทองสุข และผู้ร่วมสร้างเหรียญธรรมมหาจำเริญ นี้ไว้ต่อสาธารณะว่าเคยเกิดเรื่องเหล่านี้ขึ้นจริงและควรจดจำไว้นานเท่านาน....

กราบคารวะทุกดวงใจบริสุทธิ์ที่ได้ร่วมสร้างสิ่งดีงามที่ยิ่งใหญ่เช่นนี้ให้เกิดขึ้นในแผ่นดิน.......สวัสดี